(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 40 : สามีภรรยาที่มาพร้อมหน้าที่ 40 : Step by Step

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    18 มิ.ย. 63


 

 

            สามทุ่มสี่สิบนาที ภายในห้องนอนโอ่โถงของคุณชายคนเล็กบ้านสกุลเฉินยังเปิดไฟสว่างจ้า ร่างของเฉินอวี่เฉิง ชายหนุ่มเจ้าของห้องในชุดนอนแขนยาวตัวเก่งยังคงนอนกลิ้งไปมา หลังจากบีบน้ำตา อะแฮ่ม หมายถึงแสดงความกังวลออกมาอย่าง ทุกข์ระทมและน่าสงสารจับใจท่าทางเหมือนน้ำตาจะไหลแค่คิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคู่หมั้นและเลขาคนนั้นไปแล้ว เฉินอวี่เฉิงก็คุยสัพเพเหระกับหลี่หยางสวินอีกประมาณสิบนาทีก็ส่งอีกฝ่ายเข้านอน ชายหนุ่มยิ้มแย้ม มองหน้าจอโทรศัพท์พลางพูดจาด้วยท่าทีเบิกบานก่อนจะปิดท้ายคำบอกลา กล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยรอยยิ้มหวานหยด

Trr Trrr Trrr

          แม้วางสายจากหลี่หยางสวินแล้ว เขาก็ยังไม่นอน

            จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือที่ถูกใช้งานต่อเนื่อง ฟังเสียงรอสายที่ดังขึ้นเบา ๆ อย่างใจเย็น ในขณะที่คุณคู่หมั้นมีงานต้องทำ คนรักที่ดีอย่างเฉินอวี่เฉิงไม่อยากกวนให้มาก นั่นคือสาเหตุแรกที่การพูดคุยในคืนนี้ไม่ยาวนาน แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือเขามีเรื่องต้องทำ ดังนั้นหลังจากวางสายเฉินอวี่เฉิงจึงไม่ได้เป็นเด็กดีรีบเข้านอนหรือหยิบหนังสือมาอ่านแต่อย่างใด ตรงกันข้ามชายหนุ่มเลือกจะใช้โทรศัพท์ตนกดโทรออกไปหาจุดหมายต่อไป หลี่อี้เหมย

"เสี่ยวเฉิงโทรมาแล้ว ว่ายังไงจ๊ะ"

เสียงรอสายดังขึ้นไม่กี่ครั้ง จากนั้นคนปลายทางก็กดรับ ที่ดังขึ้นมาคือน้ำเสียงร่าเริงที่เต็มไปด้วยความเอื้อเอ็นดู

"ครับคุณแม่ ขอโทษด้วยนะครับที่โทรมาดึก" คนโทรมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "บอกว่าจะรีบโทรมาแท้ ๆ ทำให้ต้องรอแล้ว"

หัวใจอุ่นวาบ เพราะความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้ชายหนุ่มใจชื้น เฉินอวี่เฉิงมองนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่ม ชายหนุ่มยิ้มหวานแม้รู้ว่าอีกคนไม่เห็น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็กล่าวขอโทษอย่างจริงจังกับความผิดพลาดด้านการคำนวณเวลาของตนเอง

เป็นเขาบอกไว้ว่าจะโทรหา เฉินอวี่เฉิงนัดแนะกับหลี่อี้เหมยก่อนบอกลาว่ามีเรื่องจะคุยและคุณแม่สามีก็พยักหน้าว่าจะรอรับสาย แต่ตอนนี้เกือบสี่ทุ่มแล้ว โทรดึกอย่างนี้ช่างไม่น่าให้อภัย อันที่จริงไม่อยากรบกวนแต่เขาก็ต้องทำตามสัญญา และอีกอย่าง ชายหนุ่มคิดว่าตัวเองต้องเริ่มจัดการอะไร ๆ ให้ชัดเจนและเรียบร้อยตามที่คิดไว้เสียที

แน่นอนว่างานนี้เฉินอวี่เฉิงไม่ได้โทรหาคุณนายหลี่เพื่อบอกฝันดีหรือราตรีสวัสดิ์ แต่เขาโทรมาเพราะต้องการรู้อะไรบางอย่าง

"ไม่เป็นไรจ้ะ อย่าคิดมาก ปกติคุณแม่นอนห้าทุ่มโน่น ตอนนี้น่ะยังเป็นเวลามาส์กหน้าดูละครอยู่เลย" น้ำเสียงที่ตอบมาของหลี่อี้เหมยไร้รอยขุ่นเคืองใด ๆ ซ้ำหญิงวัยกลางคนผู้เสพสุขอยู่กับละครที่ตนติดตามกำลังอมยิ้มเสียด้วยซ้ำ "เห็นว่าโทรไปคุยกับอาสวินอยู่นี่นะ แม่เข้าใจ"

"อ๊ะ คุณแม่รู้ได้ยังไง" คนโทรมาเหวอนิด ๆ

"รู้สิจ๊ะ ก็ก่อนหนูโทรมาน่ะแม่คุยกับพ่อลูกชายตัวแสบอยู่พอดี พอเห็นว่าเสี่ยวเฉิงโทรมาล่ะรีบบอกว่าเอาไว้ก่อนแล้ววางสายเชียว"

หลี่อี้เหมยหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อนึกถึงท่าทางน่าเอ็นดูของลูกชาย แม้จะไม่เปิดกล้องคุยกันแต่คนที่เลี้ยงลูกมาทั้งชีวิตอย่างหล่อนก็รับรู้ได้ว่าอาสวินของตนน่ะเสียอาการเพราะสายโทรเข้าแค่ไหน คิดแล้วถูกใจจนเผลอยิ้มกว้างแบบลืมไปชั่วขณะว่ามาส์กหน้า ซ้ำยิ่งขำอย่างพอใจเมื่อลูกสะใภ้บ่นหงุงหงิงมาให้ได้ยิน

"แบบนี้เหมือนผมมาขัดจังหวะไม่ให้แม่ลูกคุยกันเลย"

"ขัดจังหวะอะไรกัน แม่กับลูกชายจอมดื้อคนนั้นน่ะคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้จ้ะ ให้เสี่ยวเฉิงได้คุยกับพี่เขาถูกต้องแล้ว" ที่เคยบ่นว่าลูกไม่โทรหาเหมือนจะลืมไปแล้ว หลี่อี้เหมยใช้มือหยิบมาส์กราคาแพงที่เลื่อนหลุดจากใบหน้าคืนสู่มุมเดิม ขณะเดียวกันก็พยายามประคองโทรศัพท์มือถือเอาไว้ "ว่าแต่เสี่ยวเฉิงมีอะไรเหรอ ที่บอกว่าอยากคุยกับแม่ เรื่องสำคัญมากหรือเปล่า?"

"จะว่าสำคัญก็.." เฉินอวี่เฉิงคิดถึงสิ่งที่เขาต้องการ "สำคัญกับผมครับ "

"จ้ะ ถามมาได้เลย"

ดวงตาคู่งามทอประกายยามได้ยินคำตอบชัด หลี่อี้เหมยเองก็ตอบกลับอย่างชัดเจนเช่นกัน น้ำเสียงหวานทอแววจริงจังของแม่สามีทำให้เฉินอวี่เฉิงขยับตัว เขาลุกมานั่งในท่วงท่าที่เหมาะสมและคิดถึงสิ่งที่ตนจะทำอยู่ในใจก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ

"มันเป็นความต้องการและความสงสัยของผม เป็นเรื่องที่ผมอยากรู้น่ะครับ" ชายหนุ่มตอบด้วยอาการพยายามไม่ให้มันดูเคร่งเครียดมากเกินไปนัก "ผม.. เพราะหมั้นหมายกับพี่หยางสวินจึงได้เจอคนมากมาย และหนึ่งในนั้นคือคุณตาหลี่เฉียงจากสายรอง รวมถึงเหล่าคุณลุงคุณน้าจากสายรอง แม้ผมจะรู้เรื่องราวของพวกเขาจากคำบอกเล่าคร่าว ๆ ของคุณแม่และพี่หยางสวิน แต่ผมคิดว่าไม่พอครับ”

"พวกเราสายตรงกับสายรองเหรอจ๊ะ"

"ใช่ครับ" เฉินอวี่เฉิงตอบชัดเจน น้ำเสียงของเขานั้นทั้งสุภาพและเป็นทางการ "ผมอยากรู้เรื่องของสกุลหลี่สายรอง อยากทราบถึงรายละเอียดสำคัญ ๆ ที่ควรรู้อย่างเช่นความสัมพันธ์ต่าง ๆ ด้วยครับ”

“...”

“คำถามของผมอาจดูเป็นการก้าวก่าย มันถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ผมซึ่งยังอยู่ในฐานะคู่หมั้นเจาะจงอยากรู้เรื่องของคนในตระกูลสามี แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองจะต้องรู้ครับ เพราะตอนนี้ผมเป็นคนสกุลหลี่ไปครึ่งตัวแล้ว ผมจะทำเป็นไม่สนใจไม่ได้ อีกไม่นานผมจะแต่งเข้าสกุลหลี่ ผมในฐานะลูกสะใภ้สมควรทราบเรื่องนี้อย่างละเอียดและชัดเจนจะได้รู้ว่าควรทำตัวแบบไหน ต้องจัดการเรื่องราวในตระกูลยังไงเพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ที่บรรพบุรุษสร้างมาเสียหาย ผมคิดว่าตัวเองต้องรู้เพื่อนำไปปรับใช้ในอนาคต"

"แบบนี้นี่เอง" ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด "แล้วเสี่ยวเฉิงอยากรู้ตอนนี้เลยหรือเปล่า?"

"ไม่ครับ ที่ผมโทรมาเพราะอยากบอกความต้องการตัวเอง ผมรู้ว่าทั้งหมดที่พูดมามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีการเตรียมตัว เตรียมข้อมูล และผมทราบดีว่าเรื่องพวกนี้เราควรคุยกันต่อหน้า ผมจึงคิดว่าจะขอนัดคุยเป็นวันอาทิตย์นี้ช่วงเช้า ก่อนจะมาทานข้าวที่บ้านสกุลหลินตอนเย็นครับ"

"วางแผนไว้แล้วสินะ ถึงได้พูดจาจริงจังขนาดนี้" น้ำเสียงของหลี่อี้เหมยผ่อนความเคร่งเครียดลงอย่างรวดเร็ว และสร้างรอยยิ้มบางบนใบหน้าขาว "เฮ้อ แบบนี้แม่ก็เบาใจแล้ว"

"ครับ?"

"อันที่จริงเรื่องนี้แม่ก็กังวลอยู่ ยังคุยกับเยว่เยว่แม่ของหนูอยู่เลยว่าจะเริ่มต้นยังไง เรื่องที่ต้องรู้ในฐานะสะใภ้ไม่ได้มีแค่ต้องวางตัวแบบไหนหรือทำยังไงอาสวินถึงจะมีความสุข แต่มันยังมีเรื่องต้องรับผิดชอบด้วย เรื่องความสัมพันธ์ในเหล่าเครือญาติของสกุลหลี่ที่เสี่ยวเฉิงอยากรู้ก็เหมือนกัน แม่กลัวแทบแย่ว่าจะทำให้เสี่ยวเฉิงนึกเบื่อหรือว่าเมินไม่สนใจมั้ย พอมาได้ยินแบบนี้เลยดีใจมาก เพราะมันหมายถึงเสี่ยวเฉิงเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วกับการเป็นสะใภ้สกุลหลี่จริง ๆ"

"ดังนั้นอยากรู้เรื่องอะไรบ้าง บอกมาได้เลยจ้ะ"

 

 

"ครับ ใช่ อย่างที่ผมส่งรายละเอียดให้คุณ"

"เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ขอข้อมูลอย่างละเอียดนะ"

"แล้วจะโอนเงินไปให้ครับ ขอบคุณ"

          สี่ทุ่มแล้ว ดวงไฟในห้องนอนยังไม่ดับและเฉินอวี่เฉิงก็ยังไม่ได้นอน

หลังจากวางสาย ชายหนุ่มมองหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งไม่ได้เป็นชื่อหลี่อี้เหมยอีกแล้วนับตั้งแต่เขาพูดคุยกับแม่สามีจบไปเมื่อสิบนาทีก่อน หลังการแสดงความจริงใจในฐานะสะใภ้สกุลหลี่ บอกกล่าวความต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหลี่อี้เหมย เฉินอวี่เฉิงก็วางสายพร้อมความมั่นใจว่าตนจะได้ทราบเรื่องที่ต้องการในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ แล้วจากนั้นเขาก็โทรออกอีกครั้ง

ปลายสายที่โทรไปคือนักสืบเจ้าเดิม ชายหนุ่มติดต่อเพื่อจ้างงานอีกครั้งและไม่เกี่ยงว่าราคาจะแพงแค่ไหน เฉินอวี่เฉิงแจ้งกับทางนั้นว่าเขาต้องการสืบข้อมูลเกี่ยวกับเว่ยซูเหยา ต้องการทราบว่าช่วงนี้และก่อนหน้าหล่อนได้พูดคุยและติดต่อใครเป็นพิเศษหรือไม่ นอกจากทำงาน เลี้ยงลูก และทำกิจวัตรแบบแม่บ้านทั่วไปแล้วยังมีอะไรอีกไหม เฉินอวี่เฉิงต้องการทราบทุกอย่างเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะจัดการกับหล่อนต่อไปยังไงดี

แค่ชิงโทรไปฟ้อง... โทรไปงอแงใส่พี่หยางสวินเท่านั้นมันไม่พอหรอก เรื่องที่คุณเว่ยหลงรักคู่หมั้นเขาก็ส่วนหนึ่ง เรื่องที่หล่อนทำตัวน่าสงสัยก็อีกส่วน เฉินอวี่เฉิงยังไม่ลืมหรอกว่าเว่ยซูเหยาเป็นเจ้าของข้อความน่าสงสัย เขาเชื่อว่าด้วยมันสมองระดับหล่อนไม่น่าเสี่ยงทำเรื่องที่จะถูกสาวถึงตัวได้แค่เพราะความหึงหวงหรืออยากให้เขากับพี่หยางสวินแตกคอกัน มันต้องมีมากกว่านั้น และเฉินอวี่เฉิงต้องการลากเอาเหตุผลจริง ๆ นั่นออกมาให้ได้ เพราะงั้นเขาถึงยังไม่บอกเรื่องที่ตัวเองรู้กับใคร แม้กระทั่งพี่หยางสวินคนดีก็ตาม

ใช่ว่าจะไม่เชื่อใจหรอกนะ แต่คุณเลขาเว่ยเป็นคนใกล้ตัวแบบนั้น เจ้านายทำอะไรหล่อนก็น่าจะรู้นี่นา เฉิงเฉิงคนดีของพี่หยางสวินไม่กล้าเสี่ยงให้ความลับรั่วไหลหรอก

เฉินอวี่เฉิงปัดหน้าจอสี่เหลี่ยมไปยังอีเมลส่วนตัวแล้วพิมพ์ข้อความลงไป เขาจาระไนรายละเอียดที่อยู่และสถานที่สำคัญซึ่งมีแนวโน้มว่าสามารถพบตัวคนคนนั้นผ่านการทบทวนความทรงจำอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มพยายามทำให้มันครบถ้วนที่สุดก่อนจะส่งมันไปยังเจ้าของอีเมลเดิมที่เขาได้ติดต่อก่อนหน้า ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจนอีกฝ่ายตอบมาว่าได้รับสิ่งที่ต้องการครบถ้วนตนจึงยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นเฉินอวี่เฉิงก็เปลี่ยนมาเปิดแอพธนาคารออนไลน์ เขากรอกตัวเลขห้าหลักลงไปและโอนเงินไปหาบัญชีของใครคนหนึ่งอย่างเยือกเย็น

 'ได้รับเงินแล้ว ขอบคุณครับ'

ไม่ถึงสิบนาที ข้อความก็ถูกส่งมาอีกครั้ง จากนักสืบมือดีที่ตนได้คอนเนคชั่นมาจากพี่ชาย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็กดลบข้อความและฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี

ที่เหลือก็แค่.. รอ

 

ก๊อกๆ  

"ครับ"

"พี่ นี่ผมเองนะ พี่นอนรึยัง"

สี่ทุ่มสิบนาที หลังจากจัดการเรื่องสืบข่าวแล้วเฉินอวี่เฉิงก็เดินออกจากห้อง ชายหนุ่มในชุดนอนตัวเก่งลากรองเท้าแตะเดินดุ่มมาห้องข้าง ๆ ที่เขาจำได้ดีว่ามันเป็นของใคร ตอนนี้ดึกแล้ว ทั่วบ้านตระกูลเฉินเงียบกริบเพราะเข้านอนกันเสียส่วนใหญ่ แต่แสงไฟที่ลอดออกมาบ่งบอกว่าพี่ชายคนดีอย่างเฉินอี้หลินยังไม่ได้ปิดไฟนอนอย่างใครเขา เฉินอวี่เฉิงจึงรีบปรี่เข้ามารบกวนอย่างไม่ลังเล

"มีอะไรล่ะ เข้ามาสิ"

เฉินอี้หลินที่เดินมาเปิดประตูนั้นสวมชุดนอนแล้ว แต่ผมที่ยังเปียกซ่กบ่งชัดว่าเพิ่งออกจากห้องน้ำ สีหน้าของพี่ชายเหมือนจะงวยงงไม่น้อยแต่ก็ยังปากไว "ว่าไง มีอะไรให้ช่วยล่ะ จะให้ไปขอแม่เรื่องค้างที่บ้านนั้นถาวรเหรอ?"

"ยังไม่ได้พูดเลย" คนฟังกลอกตา แม้จะเตรียมใจมาแล้วแต่การโดนแซวเรื่องที่เขากระตือรือร้นอยากจะไปเป็นสะใภ้บ้านหลี่ก็ยังทำให้รู้สึกอายอยู่ดี

"แล้วอยากได้อะไร ถ้ามาขอเงินบอกเลยนะว่าไม่ให้ ไปขอคู่หมั้นนู่น"

"ยังไม่หยุดอีก" เฉินอวี่เฉิงเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งที่ปลายเตียงกว้างของพี่ชายร่วมสายเลือด มองคนที่หยิบไดร์เป่าผมออกมาและไม่วายแซวกัน ท่าทางแบบนั้นเห็นได้ชัดว่าเฉินอี้หลินเจ็บใจเรื่องน้องชายต้องกลายเป็นลูกสะใภ้บ้านอื่นมากแค่ไหน.. ก็พี่หวงน้องนั่นแหละ คนน้องสรุปในใจแล้วเดินไปแย่งไดร์เป่าผมมาช่วยจัดการ

"หือ มาทำดีแบบนี้นี่มีเจตนาแอบแฝงแน่ ๆ" เฉินอี้หลินว่าพลางมองสบตาน้องชายผ่านกระจก "ว่าไง จะให้ช่วยอะไร"

"ไม่ได้ให้ช่วย ผมแค่มีเรื่องอยากจะถาม"

"เรื่อง?"

"สกุลหลี่สายรอง" เฉินอวี่เฉิงแจงเจตนาของตนเองไปตามตรง "พี่พอจะรู้เรื่องของพวกเขาไหม?"

"สกุลหลี่สายรองนั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องถามจากคู่หมั้นตัวเองหรอกเหรอ?" เฉินอี้หลินมุ่นคิ้ว "แทนที่จะมาถามพี่ ทำไมไม่ถามเรื่องนี้กับหลี่หยางสวินดูล่ะ ตัวเขาเองก็เป็นคนสกุลหลี่นี่"

"เพราะเขาเป็นคนสกุลหลี่นั่นล่ะ ผมเลยไม่ถาม" น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงชัดเจนท่ามกลางเสียงครางของมอเตอร์ "พี่หยางสวินไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมก็ถามเรื่องนี้กับคุณนายหลี่ไปแล้ว ส่วนตอนนี้ผมอยากรู้เรื่องพวกนี้จากสายตาคนนอกบ้าง เผื่อจะได้ข่าวอะไรที่มันน่าสนใจ"

"นั่นเกี่ยวกับที่เรามาขอเบอร์ติดต่อนักสืบจากพี่หรือเปล่า?" คิ้วเข้มของพี่ชายขมวดเข้าหากัน

"เปล่าหรอกครับ ไม่สิ เพราะกลัวว่าจะเกี่ยวผมถึงมาถาม" เฉินอวี่เฉิงบอกออกไปตามตรง "ตอนนี้ผมมีเรื่องสงสัย อันที่จริงก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคนใกล้ตัวพี่หยางสวิน ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องเลยกะจะสืบเงียบ ๆ และอยากรู้เรื่องที่ถามพี่ด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจ"

"คนคนนั้นเป็นคนสกุลหลี่สายรอง?"

"ขอไม่ตอบครับ"

"มาถามอย่างเดียวแต่จะไม่ตอบอะไรเลยเหรอไง?"

"ขอโทษด้วย แต่ผมยังไม่มั่นใจ มันก็เลยยังต้องเป็นแบบนั้น" ชายหนุ่มตอบตามตรงพลางสบดวงตาเรียวสวยที่คล้ายกันแต่ดุดันกว่ามากของพี่ชาย เฉินอวี่เฉิงตัดสินใจวางมืออีกข้างบนไหล่หนา เขายังคงยิ้มให้เฉินอี้หลินเช่นนั้นแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังส่งคำเตือนมาเป็นนัย บอกว่าสิ่งที่เขากำลังแหย่เท้าเข้าไปน่ะมัน..

"นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราควรยุ่งเกี่ยวเลยนะ อาเฉิง" น้ำเสียงของพี่ชายค่อนข้างจริงจัง "พี่ไม่รู้หรอกว่าไปเจออะไรมาหรือคิดอะไรอยู่ แต่ความอยากรู้ฆ่าแมวตายได้นะ เฉินอวี่เฉิงน้องควรจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องและตั้งอกตั้งใจสอบไม่ใช่เหรอไง ไม่เห็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้ จะสกุลหลี่สายรองสายหลักก็ดี ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้่น มันก็เป็นหน้าที่ของหลี่หยางสวินและคนของเขาที่ต้องจัดการ ไม่ใช่เรา"

"แต่อีกไม่นานผมก็ต้องแต่งเข้าสกุลหลี่แล้ว ไม่รู้อะไรเลยไม่ได้หรอกครับ" เฉินอวี่เฉิงส่งยิ้มให้พี่อี้หลินที่จ้องมาตาไม่กะพริบ "ผมรู้ว่าผมทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าต้องรู้ให้เยอะ ๆ เข้าไว้หรอกเหรอ อย่างน้อยเอาไว้หาทางหนีทีไล่หรือเลี่ยงกับระเบิดก็ยังได้นี่นา หรือพี่คิดว่าผมควรจะแต่งเข้าไปแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วปล่อยให้คนรังแกทีหลัง แบบนั้นพี่ทนได้เหรอ?"

"เฮอะ ใครจะกล้ารังแก หลี่หยางสวินประคบประหงมขนาดนั้น หรือถ้ามันกล้ารังแกน้องฉันอีก คราวนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่" เฉินอี้หลินทำตาคว่ำ พี่ชายสบถฮึ่มฮ่ำเมื่อนึกถึงเรื่องคราวก่อนที่เขาคาดโทษน้องเขยคนนี้อยู่ในใจ พอคิดว่าต้องเสียน้องชายไปก็ไม่อยากยอมรับเลยจริง ๆ

“โถ ทำหน้าดุอะไรเนี่ย ผมแค่ยกตัวอย่าง ไม่ได้พูดถึงพี่หยางสวินสักหน่อย พี่เขาดูแลผมดีจะตาย”

"หึ ไม่ทันแต่งงานก็เข้าข้างกันแล้ว"

“อะ ๆ ไม่เข้าข้างก็ได้ ผมแค่อธิบายเฉย ๆ พี่อย่าโมโหเลย” คนคิดจะมาอ้อนขอความช่วยเหลือจากพี่ชายหัวเราะแหะ “ไม่พูดเรื่องนี้แล้วดีกว่า ที่ผมขอไปน่ะพี่ต้องช่วยผมนะ บอกหน่อย สักนิดก็ยังดี"

"แล้วอยากรู้เรื่องอะไร?"

คนฟังยิ้มพอใจทันทีเมื่อพบว่าคนเป็นพี่ใจอ่อน เฉินอวี่เฉิงวางไดร์เป่าผมลงเมื่อจัดการเรียบร้อย ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาต้องการข้อมูลประกอบแล้วมุ่นคิ้วไปพลาง "ผมอยากรู้เรื่องหลี่เฉียง พี่พอรู้อะไรไหม?"

"หลี่เฉียง ไม่ใช่หลี่เฉาซี?"

"เขาเป็นลูกเลี้ยงของหลี่เฉียง แต่ยังไงก็เป็นคนนอกสายเลือดและนอกสกุลอีกที ผมขอโฟกัสตัวหลักก่อน"

"แล้วอยากรู้เรื่องอะไรล่ะ"

"ความสัมพันธ์" ชายหนุ่มตอบชัดเจน "ผมอยากรู้ว่าคุณตาสายรองคนนั้นที่ดูอ่อนแอและแสนจะอ่อนโยน คนที่ดูเหมือนวัน ๆ จะไม่ทำอะไรน่ะสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษรึเปล่า หรือว่าลูกหลานสายรองน่ะได้หมั้นหมายและเป็นมิตรกับผู้มีอิทธิพล หรือนักธุรกิจคนไหนมั้ย อะไรแบบนั้น"

"เรื่องนั้นฉันจะไปรู้ได้ยังไง" คนฟังขำพรืด "พี่ชายนายถึงจะดูไม่ได้ความแต่ก็มีงานทำนะอาเฉิง ไม่ได้ลอยชายไปวัน ๆ ถึงจะว่างสืบรู้ว่าบ้านนั้นบ้านนี้ทำอะไรอยู่ อยากได้ละเอียดขนาดนั้นก็ต้องให้นักสืบตามแล้วมั้ง"

จ้างนักสืบไปแล้ว แต่ที่จ้างน่ะให้ตามอีกคนไง เฉินอวี่เฉิงตอบคนพี่ในใจ "ผมไม่ได้อยากรู้ละเอียดหรอก ผมไม่ได้ต้องการกอสซิปในวงน้ำชาของพวกคุณหญิงคุณนาย ผมอยากรู้เรื่องที่พี่และคนในแวดวงเดียวกันพอจะสังเกตเห็นมากกว่า"

"หืม"

"ผมอยากรู้ว่าเขามีความสัมพันธ์พิเศษกับใคร" เฉินอวี่เฉิงสบตาคม "สายตานักธุรกิจของพี่น่าจะมองไกลกว่าผมใช่ไหม ผมว่าผมถามไม่ผิดคนนะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแวดวงธุรกิจน่ะ ตอนพี่ไปเล่นกอล์ฟก็น่าจะได้ยินข่าวซุบซิบไม่ก็เห็นอะไรมาบ้าง"

"แล้วจะอยากรู้ไปทำไม?"

"ผม.." เฉินอวี่เฉิงชะงักกับคำถามที่ได้ยินซ้ำราวกับหวังให้เขาหลุดอะไรออกมา ชายหนุ่มมองใบหน้าคมคายของพี่ชาย เขาจ้องดูแววตาของเฉินอี้หลินที่ตนรู้จักมาถึงสองชีวิต ครุ่นคิดและตัดสินใจตอบออกไปเบา ๆ "ผมคิดว่าเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่"

"อาเฉิง" พี่ชายนิ่งไปแล้วยื่นมือมาหา มือหนานั้นวางลงบนเส้นผมนุ่มของเขาและลูบเบา ๆ "ชอบคุณหลี่มากเลยสินะ"

“หา” แก้มขาวแดงเรื่อ ทำไมจู่ ๆ ถึงวนมาจุดนี้ได้เนี่ย

“ไม่ใช่เหรอไง เพราะชอบเขามากถึงได้วิ่งไปวิ่งมาเพื่อหาข้อมูลมาช่วยเขา หรือพี่เข้าใจผิด?”

“พี่เข้าใจผิดแล้ว” เฉินอวี่เฉิงตอบชัด ท่ามกลางสีหน้าไม่อยากเชื่อของเฉินอี้หลิน ชายหนุ่มยิ้มละไม "ผมรักเขาต่างหาก"

ฟังแล้วน่าหมั่นไส้หนักกว่าเดิมอีก เฉินอี้หลินนึกถึงน้องเขยที่อายุมากกว่าคนนั้นแล้วร้องเหอะออกมา "เอาเถอะ ถึงกับพยายามขนาดนี้"

"เพราะผมจะต้องแต่งเข้าบ้านหลี่ด้วยล่ะครับ ผมถึงได้สนใจ" ชายหนุ่มตอบไปตามตรง "เรื่องที่ผมถามพี่ เอาจริง ๆ ไปถามใครก็ได้ มันเหมือนจะเป็นแบบนั้น แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่ ในฐานะสกุลเฉินเราสนิทกับคุณตาตัวจริงของพี่หยางสวินมานาน เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ก็น่าจะพอรู้บ้างว่าอะไรเป็นอะไร ผมเชื่อในสายตาของพี่ แต่ก็ไม่ได้อยากเค้นถามอะไร แค่อยากรู้เพื่อระวังตัวเอาไว้เท่านั้น"

"..."

"แล้วก็ในฐานะที่เราเป็นพี่น้องกัน ผมจะบอกความลับอย่างหนึ่งก็ได้" ชายหนุ่มกระแอมไอสีหน้าจริงจัง ในฐานะพี่น้องที่พอจะรู้ไส้รู้พุงกัน เฉินอวี่เฉิงรู้ดีว่าเขาต้องยื่นข้อมูลบางอย่างให้พี่ชายตนเองบ้าง อีกฝ่ายจะได้กระตือรือร้นขึ้นมา "สาเหตุที่ทำให้ผมอยากถามพี่เรื่องคนสกุลหลี่ขึ้นมา"

"อะไรล่ะ"

"เอียงหูมาสิ"

"ทำเป็นมีความลับ ในห้องก็มีกันแค่นี้" เฉินอี้หลินส่ายหน้าน้อย ๆ บ่นว่าน้องชายทำตัวเหมือนเด็ก แต่ตนก็ยังเอียงหูรอฟัง "ถ้ามันไม่มีเรื่องอะไรล่ะก็ ฉั..."

"..."

เฉินอวี่เฉิงผละออกมา ชายหนุ่มมองพี่ชายร่วมสายเลือดที่นิ่งเงียบไปอย่างฉับพลันซ้ำสีหน้ายังเปลี่ยนแปลงเป็นไม่น่าดูเมื่อตนพูดออกมาจนจบประโยค เฉินอี้หลินเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาคู่นั้นมองซ้ำ ราวกับจะถามย้ำ ๆ ว่าเขาโกหกอยู่หรือไม่ และคำตอบก็ยังคงเป็นสายตาล้ำลึกจริงจังของเฉินอวี่เฉิง บอกชัดว่านี่คือเรื่องจริง

"ได้ พี่จะช่วยเอง"

ผ่านไปอึดใจหนึ่งเขาก็ได้คำตอบที่ต้องการออกมา เฉินอวี่เฉิงยิ้ม เขาบอกขอบคุณทันที ชายหนุ่มมองเฉินอี้หลินที่มีแววตาเคร่งขึ้นแล้วยิ้มอย่างพอใจ ถ้าแต่ละคนที่เขาติดต่อสามารถให้ข้อมูลที่ตนต้องการออกมาได้ หลังจากนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว..

++++++++++++++


#สามีของผม  ตอนนี้ไรท์ขอนำเสนอเฉิงเฉิงยอดนักสืบ เรามาร่วมติดตามคดีไปด้วยกันค่ะ มาส่งน้องเฉิงเฉิงให้หายคิดถึงกันนะคะ และจะบอกว่าน้องใกล้จบแล้วค่ะ ไรท์จะมาอัพยาวไปยาวไป แต่ขอไปจัดการน้องไข่ ผ่านภพก่อน รี้ดลองไปอ่านน้องไข่ได้นะคะ สายผีแต่ชิล ๆ ค่ะ  ขอบคุณที่จ่ายเหรียญที่รี้ดอะไรท์ คอมเมนต์คุยกันและชอบน้องเฉิงเฉิงด้วยนะคะ ต้อนรับนักอ่านใหม่ด้วยค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น