(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 4 : กลับไปหาสามี 04 : ผมตกหลุมรักคุณตั้งแต่แรกเห็นครับ! [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 114 ครั้ง
    9 มี.ค. 63


 

 

อับอาย

น่าอายที่สุด

ในหัวของเฉินอวี่เฉิงมีแต่คำนี้วนเวียนไปมาขณะนั่งทานข้าวท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจของมารดาและคุณนายหลี่  ความรู้สึกร้อน ๆ บนใบหน้ายังคงอยู่และเขาคิดว่าตัวเองคงหน้าแดงตลอดแน่ ๆ แต่จะให้ทำยังไงได้ จะทำเฉยไม่รู้ไม่ชี้ได้ยังไงเมื่อเจอสายตาวิบวับหลังตัวเขาเอ่ยปากสารภาพความรู้สึกด้วยน้ำเสียงดังชัดถนัดหู พูดแล้วก็เพิ่งรู้ว่าอยู่ท่ามกลางสายตาคนเป็นผู้ปกครอง งานนี้เลยถูกแซวเสียจนตัวแดงเหมือนกุ้ง

เฉินอวี่เฉิงก้มหน้าทานมื้อเที่ยงแก้ขวย ในฐานะที่เกิดมาเป็นลูกชายของครอบครัวร่ำรวย มารยาทบนโต๊ะอาหารของเขาไม่ขาดตกบกพร่องอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกมือไม้เก้งก้างทำตัวไม่ถูกชอบกล และบางทีที่เป็นแบบนั้นอาจเพราะดวงตาคมที่จ้องมองตาไม่กะพริบของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ชายหนุ่มรู้สึกว่าหัวใจตนเต้นโลดแรงขึ้นทุกครั้งที่นัยน์ตาเหยี่ยวคู่นั้นมองมา ก่อนมันจะแฟบลงช้า ๆ เมื่อคนมองทำท่าเหมือนไม่อยากให้รู้ว่าจ้องอยู่เลยเมินกันไป แต่พอเห็นเขาก้มหน้า หลี่หยางสวินก็หันมามองกันใหม่

อะไร นี่จะกวนประสาทหรือเขิน? หลี่หยางสวินเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเห็นว่าเฉินอวี่เฉิงคนนี้บอกรักแล้วเลยทำได้ใจ แกล้งเมินเขาบ้าง?

คิดในใจอย่างพาล ๆ แก้เขินไปเรื่อยเพราะรู้ดีแก่ใจว่าพี่หยางไม่ใช่คนแบบนั้น เฉินอวี่เฉิงได้แต่บ่นอุบไปอย่างไม่จริงจังนักเผื่อตัวเองจะฉุนจนเลิกอาย มันช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะเขาเองก็ทำตัวไม่ถูกไม่ต่างกับอีกฝ่าย หลังจากฮึดฮัดเอ่ยปากฝากรักบอกความในใจออกไปเฉินอวี่เฉิงก็แทบหมดแรง เขาตัวแดงเป็นกุ้ง นั่งลงทานข้าวด้วยความรู้สึกว่าเขาใช้พลังงานทั้งหมดของวันนี้ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ทำได้แค่หน้าแดงและกลายสภาพเป็นเพียงเด็กหนุ่มขี้อายที่ไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ของตัวเองดี

ที่แน่ ๆ คือมันพังไปหมด

ยกมือกุมหน้าแล้วหลบไปซุกผนังได้คงทำไปแล้ว เสียแต่คนเยอะไปหน่อยเลยทำได้แค่มุดหน้ารวมเป็นหนึ่งกับโต๊ะเป็นระยะเมื่อถูกแซวเอาเท่านั้น เฉินอวี่เฉิงได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าเลย เขาไม่ควรทำตัวเป็นเด็กหนุ่มแรกรักประกาศความในใจออกไปอย่างน่าอายแบบนั้น เอาจริง ๆ เขาควรตั้งสติ ที่พลาดก็เพราะทำตัวเพ้อเจ้อมัวแต่จมอยู่กับอดีตจนลืมคิดถึงปัจจุบันไป เขาไม่ควรหวั่นไหวเพราะเรื่องเก่ามากเกินไป

น่าเจ็บใจที่พบใครก็ไม่แสดงอาการแปลก ๆ ได้เท่าพบหลี่หยางสวิน ดังนั้นสองวันที่ผ่านมาเฉินอวี่เฉิงจึงคิดว่าตนเองปรับตัวได้ดีแล้ว แต่ความจริงกลับเป็นเขาพลาดทันทีที่พบกับผู้ทรงอิทธิพลต่อหัวใจ เฉินอวี่เฉิงได้โอกาสอีกครั้งแล้วแท้ ๆ ดันทำให้มันเละเทะไปกันใหญ่ ต่อให้จะไม่พังแบบในอดีตที่เขาอาละวาดจนมื้ออาหารกลายเป็นสงครามย่อม ๆ ไป แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ มันควรจะดีกว่านี้แท้ ๆ

อุตส่าห์คิดไว้ว่าจะสร้างความประทับใจแรกพบให้ดี อยากให้พี่หยางสวินและคุณแม่รู้สึกดีกับเขาและพวกเราสองตระกูลเป็นมิตรกัน เฉินอวี่เฉิงและหลี่หยางสวินตกลงแต่งงาน ไม่มีการอาละวาดด่าทอจนสร้างความรู้สึกเกลียดชังใด ๆ ทั้งนั้น เขาจะยิ้ม จะหัวเราะ จะพูดจาดี ๆ และทำทุกอย่างที่หลี่หยางสวินชอบเพื่อให้ความสัมพันธ์ของเราเดินหน้าไป เขาจะทำให้พี่หยางรู้ว่าเฉินอวี่เฉิงตกลงแต่งงานด้วยความเต็มใจและค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ จากนั้นก็ค่อยบอกรัก จากนั้นหัวใจของเราคงใกล้กัน..จากนั้น จากนั้นจะเป็นยังไงก็ดีกว่าภาพพจน์คนเพี้ยนตอนนี้แน่ ๆ

เพราะความบ้าของนายนี่แหละทำมันพัง มาปวดหัวทีหลังก็ไม่ทันแล้ว เฉินอวี่เฉิงได้แต่ด่าตัวเองซ้ำไปซ้ำมาขณะทานของหวานและฟังทั้งสองคุณแม่เขาหัวเราะพูดคุยกันอย่างถูกคอ เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้แย่ ทำหน้าหนาสารภาพรักพี่หยางไปแล้ว ถึงจะสารภาพแบบไม่โรแมนติกเท่าไหร่แต่จากนี้ก็เดินหน้าจีบไปแล้วกัน

พยักหน้าหงึก ๆ กับตัวเองแล้วตักช็อกโกแลตมูสเข้าปาก ชายหนุ่มสัมผัสความนุ่มเนียนและรสชาติเข้มข้นของมันอย่างพึงใจ เฉินอวี่เฉิงจำได้เลา ๆ ว่าหลี่หยางสวินเองก็ชอบของหวานชนิดนี้ ชายหนุ่มแอบมองจานของอีกฝ่ายและยิ้มเมื่อพบว่ามันพร่องลงไปพอสมควร ชายหนุ่มคิดถึงคอร์สสอนทำอาหาร นึกอยากลงเรียนเพื่อทำของกินเอาใจว่าที่สามี เฉินอวี่เฉิงคิดอย่างอารมณ์ดี

"เรามาเลือกวันหมั้นกันดีไหม?"

ชายหนุ่มตักเข้าปากอีกรอบขณะที่หลี่อี้เหมยโพล่งขึ้นมา

"อุ แค่ก ๆ"

"อาเฉิง" เถาเยว่หรงหันไปมองลูกชายที่นั่งทานของหวานอยู่ดี ๆ ก็สำลักกระอักกระไอจนหน้าแดง หล่อนหัวเราะนิด ๆ พลางยกมือลูบแผ่นหลังบาง "ซุ่มซ่ามใหญ่แล้ว ทานดี ๆ สิลูก"

โอ๊ยก็มันน่าตกใจ เฉินอวี่เฉิงท้วงคนเป็นแม่ในใจขณะยกน้ำเปล่ามาดื่มกลั้วคอ “ขอโทษครับ”

"เสี่ยวเฉิงคงคิดไม่ถึง" หลี่อี้เหมยเองก็หัวเราะตามอย่างเอ็นดู นัยน์ตาคู่สวยเป็นประกายระยับ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะหันไปมองบุตรชายตนเองที่นั่งทานเงียบ ๆ อยู่ข้างตัว "แต่แม่คิดว่าคงไม่มีใครคัดค้านเนอะ เมื่อกี้ยังขอแต่งงานกันอยู่เลยนี่นา"

"คุณแม่" หลี่หยางสวินเอ่ยปากปรามมารดา คำพูดนั้นทำให้คนที่หน้าแดงอยู่แล้วยิ่งแดงเข้าไปใหญ่ "ไม่ได้ขอแต่งงานครับ แค่ขอเรียกว่าพี่"

"แต่เท่าที่ฟังดูก็เหมือนจะสารภาพรักกันไปแล้วนะจ๊ะ น้องน่ารักถึงขนาดนี้ ต่อให้อาสวินจะปฏิเสธแม่ก็ไม่ยอมหรอก" คุณนายหลี่ยังคงยิ้มอย่างถูกใจไม่เลิก เพราะหล่อนรู้สึกชอบรอยยิ้มและท่าทางน่าเอ็นดูของลูกชายเพื่อนเป็นอย่างมาก และยิ่งชอบมากขึ้นกับคำสารภาพรักที่ชัดเจนเต็มปากเต็มคำและยังเต็มไปด้วยความจริงจังของเฉินอวี่เฉิง คำพูดเหล่านั้น ท่าทางรักใคร่แบบนั้น ทุกอย่างต่างก็เป็นสิ่งที่หลี่อี้เหมยเชื่อว่าลูกชายตนควรได้รับอย่างยิ่ง ดังนั้นความรู้สึกดีที่มีต่อว่าที่ลูกสะใภ้จึงยิ่งทวีคูณ

"ผมคิดว่า..."

"เสี่ยวเฉิงฟังแม่นะจ๊ะ"

คนเป็นลูกชายแท้ ๆ เพิ่งเอ่ยปาก แต่แม่ตัวจริงนอกจากไม่สนแล้วยังปวารณาตนเป็นคุณแม่ของลูกชายคนใหม่เต็มที่ หลี่หยางสวินมองชายผู้ได้รับความเอ็นดูเหลือล้นจากมารดาตนด้วยหางตา คิ้วเข้มกดลึกเมื่อหลี่อี้เหมยหันไปหยิบแฟ้มเอกสารบางอย่างมาเปิดคลี่ออกให้เฉินอวี่เฉิงและทุกคนได้ดูซ้ำยังกล่าวด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด

"นี่เป็นฤกษ์งานหมั้นงานแต่งดี ๆ ที่แม่ไปขอให้ซินแสหามาให้ เป็นซินแสชื่อดังเชียวล่ะจ้ะ ใช้แปดอักษรของหนูแล้วก็อาสวินลูกชายแม่มาช่วยหาวันดี ๆ เรียบร้อยแล้ว ตรงนี้เป็นวันที่ซินแสหาได้นะลูก เร็วที่สุดคือวันที่สิบสามเดือนเก้า อีกสามเดือนข้างหน้า แล้วก็วันที่สี่เดือนสิบ วันที่แปดเดือนสิบสอง แล้วก็วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนมกราปีหน้า หนูชอบวันไหนจ๊ะ ถ้าถามแม่ แม่อยากได้ฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดเลย"

หลี่อี้เหมยนำเสนอด้วยท่าทีภูมิอกภูมิใจกับสิ่งที่ตนเตรียมการมา และยังยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้สองแม่ลูกสกุลเฉินได้ลองอ่าน ความกระตือรือร้นและเต็มอกเต็มใจแทบเขียนไว้บนใบหน้า ทุกอากัปกิริยาต่างบอกได้ว่าสกุลหลี่เต็มใจและพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้เป็นที่สุด

"อีกสามเดือนเหรอ... ถ้าเป็นงานหมั้นก็พอเตรียมงานทันนะ" เถาเยว่หรงมองวันที่และตัวเลขเบื้องหน้า หล่อนคิดตามพลางออกความเห็น "แล้วจากนั้นอีกเดือนหนึ่งค่อยแต่งก็ดี"

"ฤกษ์วันที่สิบสามเดือนเก้าคือเช้าหมั้นเย็นแต่งได้เลย" หลี่อี้เหมยภูมิใจนำเสนอ "วันนี้น่ะซินแสบอกว่าเป็นวันดี เหมาะสำหรับงานแต่ง งานมงคลต่าง ๆ แต่งวันนี้จะลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง"

“ดีจริง ฉันจะได้เตรียมตัวอุ้มหลาน”

“วันที่นี้ดีจริง ๆ เนอะ”

“แต่จะเตรียมงานแต่งทันเหรอ ทั้งเชิญแขก ทั้งเรื่องชุดเรื่องอื่น ๆ อีก"

"ฉันว่าจ้างออแกไนซ์ก็ดีนะ เราไม่ต้องลำบากมาก เรื่องสถานที่หรือรูปแบบของงานน่ะแค่บอกว่าอยากได้แบบไหนพวกเขาก็พร้อมจัด พวกเราสนใจแค่เรื่องของตัวเองก็พอ"

"นี่ แต่ฉันได้ยินมาว่าพวกออแกไนซ์น่ะชอบประหยัดงบแล้วทำงานชุ่ย กลัวมันจะออกมาไม่ดีน่ะสิ ถ้าแบบนั้นเธอต้องหาเจ้าที่ทำงานดี ๆ นะ"

"ไม่มีปัญหา เรื่องการจัดงานน่ะทางสกุลหลี่รับไว้อยู่แล้ว รับรองจะจัดให้อย่างงดงามอลังการ ให้เป็นงานแต่งแห่งปีเลยล่ะ"

"แม่ครับ"

"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก จัดใหญ่มากเดี๋ยวเด็ก ๆ จะเหนื่อย"

"คุณแม่ครับ"

"พูดอะไรอย่างนั้น อย่าเกรงใจไป ลูกชายเธอแต่งทั้งที..."

"ผมไม่แต่งครับแม่"

"...!!..."

เฉินอวี่เฉิงเงยหน้าพรวดด้วยท่าทางเหมือนเห็นผี

 

ไม่แต่ง ถ้อยคำนี้ที่ในอดีตเป็นตัวเองพูดโพล่งขึ้นมา ตอนนี้กลับมาจากปากของเจ้าบ่าวสกุลหลี่ เฉินอวี่เฉิงที่นั่งฟังสาวสูงวัยทั้งสองคุยกันเรื่องงานแต่งอย่างไร้ความเห็นไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำนี้ ชายหนุ่มจ้องหน้าคู่กรณี หลี่หยางสวินผู้เอ่ยปากมีใบหน้านิ่งขรึม ความขุ่นมัวและไม่พอใจปรากฏอยู่เต็มหว่างคิ้วเป็นผลให้เขานิ่งงัน เฉินอวี่เฉิงอยากคิดว่ามันเป็นโจ๊กขำ ๆ หรือเป็นเรื่องล้อเล่นของว่าที่เจ้าบ่าว แต่ความจริงคือมันไม่ใช่ อย่าว่าแต่หลี่หยางสวินไม่ใช่ผู้ชายประเภทชอบเล่นเลย เรื่องใหญ่อย่างปฏิเสธการแต่งงานไม่ใช่เรื่องน่าขันอยู่แล้ว

 ทันทีที่หลี่หยางสวินพูดออกมา หลี่อี้เหมยก็เปลี่ยนสีหน้าทันที หญิงวัยกลางคนในชุดหรูหราขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เถาเยว่หรงเองก็นิ่งค้างไปด้วยความคาดไม่ถึง ขณะที่ตัวเขาเอง เฉินอวี่เฉิงนิ่งอึ้ง รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างทิ่มแทงอกซ้าย ทำให้หัวใจค่อย ๆ จมดิ่งลงไปในความมืดมิด

ทำไม? นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ถามตัวเองซ้ำ ๆ เฉินอวี่เฉิงมองหน้าคนพูดอย่างสงสัยพลางค่อย ๆ คิดว่าหลี่หยางสวินไม่พอใจอะไรในตัวเขา ในหัวทบทวนหาความผิดพลาด คิดถึงพฤติกรรมของตนเองซ้ำไปซ้ำมา เฉินอวี่เฉิงค่อย ๆ ก้มหน้า เขา... ไม่เข้าใจ

"รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา"

เฉินอวี่เฉิงรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นต้นไม้เฉาไร้น้ำ ไหล่บางห่อเข้าหากันเงียบ ๆ ขณะสุ้มเสียงเยือกเย็นที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของหลี่อี้เหมยดังขึ้นเหนือศีรษะ "เมื่อวานลูกบอกแม่ว่าอะไรหลี่หยางสวิน คิดจะกลับคำเหรอ?"

"ผมไม่ได้กลับคำ ผมจำได้ครับว่าตัวเองพูดอะไรไว้ ผมบอกแม่ว่าถ้าสกุลเฉินตกลงผมก็จะแต่ง" หลี่หยางสวินจงใจพูดเสียงดังเพื่อให้ทุกคนรับรู้ ดวงตาคมกวาดไปทั่วห้องก่อนจะตกลงบนใบหน้าก้มต่ำของว่าที่ภรรยาตน ไม่รู้ทำไมเห็นท่าทางหงอย ๆ แล้วเขาถึงได้รู้สึกแย่เหมือนตัวเองทำเรื่องเลวร้ายลงไป "ตอนนี้สกุลหลี่ตกลง ผมรู้ว่าผมต้องแต่ง แต่ผมไม่ได้บอกนี่ว่าจะแต่งตอนไหน"

"อาสวิน" หลี่อี้เหมยเสียงสูงขึ้นและหันขวับไปจ้องหน้าลูกชายที่หล่อนเพิ่งรู้ว่าตนตกหลุมเข้าเต็มไป "นี่ลูกกำลังเล่นลูกไม้กับแม่เหรอ?"

"ผมเปล่า" หลี่หยางสวินตอบชัด ชายหนุ่มสูดหายใจ ร่างแกร่งเหยียดแผ่นหลังตรงและกอดอกนิ่ง ๆ "ผมแค่ต้องการกำหนดอนาคตด้วยตนเองเท่านั้น เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานจะปล่อยให้ผู้ใหญ่ทำตามใจอย่างเดียวได้ที่ไหน นี่เป็นความสุขชั่วชีวิตของผม หรือคุณไม่เห็นด้วย เฉินอวี่เฉิง?"

คุณงั้นเหรอ สรรพนามห่างเหินจนชวนใจแป้วกับคำถามที่ได้รับทำให้เฉินอวี่เฉิงเงยหน้าขึ้นจ้องมองร่างสูงใหญ่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด "ผม..."

"งานแต่งจะมีขึ้นอีกหนึ่งปีหลังจากนี้" หลี่หยางสวินไม่รอฟังว่าคนจะพูดอะไรด้วยซ้ำ เขาไม่รอช้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงอันดัง "ผมยอมหมั้นหมายไว้ก่อน ฤกษ์สามเดือนหน้าหรือพรุ่งนี้เลยก็ได้ ไม่ขัดข้อง แต่คุณแม่ต้องให้เวลาผมกับเฉินอวี่เฉิง ให้เราสองคนได้รู้จักนิสัยและเรียนรู้กันและกันก่อน ผมไม่ต้องการงานแต่งที่ทำเพื่อเงิน ผมไม่อยากฝืนใจบังคับใครแต่ง เข้าใจใช่ไหมครับ"

"แต่..."

"ในส่วนของสกุลเฉิน งานทุนสำหรับพยุงธุรกิจของพวกคุณจะได้รับการอนุมัติในทันทีและยังจะมีการจัดทีมบริหารเข้าไปช่วยเหลือ ดอกเบี้ยสำหรับกู้ยืมศูนย์เปอร์เซ็นต์ทุกอย่างเป็นไปตามที่เคยพูดคุยกันไว้" ดวงตาคมตวัดจ้องมองใบหน้าของเถาเยว่หรง " ตระกูลเฉินเคยช่วยเหลือสกุลหลี่ ผมเองก็ไม่แล้งน้ำใจ แต่เรื่องธุรกิจกับชีวิตคู่ควรจะแยกกันไป ถือว่าระหว่างนี้ผมจะคบหาดูใจกับเฉินอวี่เฉิงก่อนก็แล้วกันนะครับ"

"..."

"มีปัญหาอะไรอีกไหม" เอ่ยถ้อยคำให้ทุกฝ่ายพอใจแล้วหลี่หยางสวินก็หันมาสบตา

เฉินอวี่เฉิงกลืนน้ำลายลงคอช้า ๆ ความรู้สึกบางอย่างแล่นเข้ามาจุกอกเมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หยางสวิน อะไรบางอย่างมันกระตุ้นชวนให้คิดถึงอดีต ทั้งที่ควรดีใจเมื่อผลลัพธ์ออกมาไม่ใช่คำปฏิเสธชัดเจนไร้เยื่อใย ทั้งที่ทุกคำของหลี่หยางสวินถูกต้อง แต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ

หรือเพราะทุกอย่างมันเปลี่ยน เปลี่ยนไปจนเขารู้สึกกังวล...

เฉินอวี่เฉิงจ้องคนพูด เขามองสบตาคมสีน้ำตาลคู่นั้นอย่างครุ่นคิดคล้ายจะมองหาเหตุผลที่มากกว่านั้นในการตัดสินใจ เพราะเฉินอวี่เฉิงสับสน เขาไม่เข้าใจ เขารู้สึกงวยงงว่าเพราะอะไรกันแน่ ทำไมหลี่หยางสวินถึงได้ทำแบบนี้ ทำไมไม่ดื้อรั้นดันทุรังจะแต่งไม่ว่ายังไง ทำไมไม่เหมือนในอดีตที่เขาปฏิเสธแล้วปฏิเสธเล่ายังไม่เป็นผล ทำไมพวกเราสองคนเหมือนกำลังสลับบทบาทกัน

ทำไมถึงเปลี่ยนแปลง หรือเป็นเพราะเขาเปลี่ยนไป?

"ผมขอคุยกับคุณสองคนได้ไหมครับ"

เฉินอวี่เฉิงคิดไม่ออก เขาไม่กล้าคาดเดาอะไร สุดท้ายแล้วตนจึงได้แต่เงยหน้าไปสบตาคู่นั้นแล้วขอฟังคำตอบจากทุกข้อสงสัยด้วยตนเอง

 

 

ระเบียงด้านนอกของโรงแรมถูกจัดไว้เป็นส่วนพักผ่อนคลายอารมณ์และสำหรับลูกค้าเดินชมวิว ดังนั้นมันจึงมีภาพสวนสวยที่เต็มไปด้วยสีเขียวและสระน้ำสีฟ้าใสตัดกับวิวอ่าววิคตอเรียอันกว้างใหญ่ ลมค่อนข้างแรง แต่แดดไม่ร้อนนักแม้จะเป็นยามเที่ยงวันทำให้ผู้มาเยือนค่อนข้างพอใจ เฉินอวี่เฉิงเหลือบมองไปด้านหลังเล็กน้อย เขามองเห็นสีหน้าคาดหวังและแววตาลุ้น ๆ ของมารดาและคุณน้าอี้เหมยที่มองมาผ่านกระจกใส ชายหนุ่มพรูลมหายใจ บอกตัวเองว่าให้ตั้งสติก่อนจะค่อย ๆ หันไปหาคู่กรณี

"คุณอยากคุยเรื่องอะไร"

หลี่หยางสวินมาถึงก็เอ่ยปากถาม

"ผม..." เฉินอวี่เฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง "ผมสงสัย ผมจำได้ว่าทางสกุลหลี่เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอเรื่องงานแต่ง แล้วทำไม..."

"ทำไมเหรอ มองไม่ออกรึไงเด็กน้อย" หลี่หยางสวินส่ายหน้าช้า ๆ "สกุลหลี่เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอก็จริง แต่คนอยากได้ลูกสะใภ้คือแม่ของผม ไม่ใช่ตัวผม"

"เพราะอย่างนั้นคุณเลยไม่อยากแต่ง" เฉินอวี่เฉิงเติมถ้อยคำให้ครบประโยคด้วยหัวใจร้าว ๆ ที่ต้องยอมรับความจริงว่าไม่ใช่ตัวเองถูกหลงรักหัวปักหัวปำอีกต่อไป ชายหนุ่มเงยหน้ามองเจ้าของดวงตาดุและใบหน้าคมคายก่อนจะค่อย ๆ ตระหนัก

มันเปลี่ยนไปจริง ๆ

เพราะเรื่องนี้ เพราะคุณไม่ได้ตกหลุมรักเฉินอวี่เฉิงทันทีที่พบหน้าเหมือนชีวิตก่อน เพราะผมที่เปลี่ยนไปไม่ตรงกับความต้องการ เพราะเลือกจะเปลี่ยนแปลงมัน ทุกอย่างถึงได้พลิกกลับกันไปหมด...

"อันที่จริงผมแปลกใจ ไม่เข้าใจเลยด้วยว่าทำไมคุณถึงอยากแต่งกับผม เฉินอวี่เฉิง"

เห็นว่าเขาเงียบไป หลี่หยางสวินก็เอ่ยปากขึ้นพลางตอบคำถาม ท่าทางของเขาคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม แววตาที่มองมาดูลึกล้ำยากจะเข้าใจ "คุณเพิ่งอายุยี่สิบเอ็ด เพิ่งเรียนจบ ยังไม่ได้ออกไปเห็นโลกกว้าง ยังไม่ได้ทำตามความฝัน จู่ ๆ ต้องถูกจับแต่งงาน กลายเป็นนกน้อยในกรง จะบอกว่ายอมเพราะชอบเหรอ ผมคิดไม่ออกว่าคุณรู้สึกชอบผมได้ยังไง ยิ่งหน้าตาแบบนี้ ยิ่งห่างไกลกับคำว่ารักแรกพบที่คุณพูดถึงเหลือเกิน"

"คุณไม่เชื่อผม" ใช่ ใครก็ไม่เชื่อ เขาทำพังเพราะอาการประสาท ๆ นั่นแหละ "บอกว่าผมโกหกเหรอครับ"

หลี่หยางสวินยิ้มน้อย ๆ

"บอกว่าแต่งเพราะเงินยังน่าเชื่อถือมากกว่า"

เจ็บ

เจ็บเหลือเกิน ความจริงใจของเขาถูกตอบรับด้วยคำหยามเหยียดทำให้เฉินอวี่เฉิงรู้สึกปวดร้าวในใจ ชายหนุ่มขบริมฝีปาก รู้สึกแย่ ยิ่งเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่ หลี่หยางสวินในความทรงจำของเฉินอวี่เฉิงเป็นคนใจดี และมีรอยยิ้มอบอุ่นเหนือใคร ชายหนุ่มยังจำได้ดีถึงแววตารักใคร่เอ็นดูและรอยยิ้มน้อย ๆ ที่ยังตราตรึงในหัวใจ เฉินอวี่เฉิงคาดไม่ถึง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็สะท้อนใจ ชายหนุ่มถามตนเองว่าในตอนนั้น ในชีวิตก่อนที่เขาปฏิเสธความรักของหลี่หยางสวินและมีเพียงถ้อยคำร้ายกาจมอบให้ ผู้ชายที่รักเขาเต็มหัวใจจะเจ็บปวดแค่ไหน..

ตอนเขารักก็ดันทำร้ายจิตใจ มาตอนนี้บอกรักไปเขาดันไม่เชื่อ เฉินอวี่เฉิงนึกอยากจะถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองฟ้า จากนั้นก็แค่นหัวเราะว่าโดนเองซะบ้างก็สมน้ำหน้าแล้ว

แต่ไม่ใช่ตอนนี้

"ถ้าคุณบอกว่าไม่เชื่อ..." เฉินอวี่เฉิงกล่าวช้า ๆ ดวงตาคู่สวยฉายที่แววสับสนค่อย ๆกลับคืนสู่ความสงบ "งั้นหนึ่งปีที่เราหมั้นกัน คำว่าคบหาดูใจนั่น ผมขอคิดว่าคุณกำลังให้โอกาสผมแสดงความจริงใจออกมาได้ไหมครับ?"

"ผมให้โอกาสคุณถอยหนีแท้ ๆ นะ"

แววตาของหลี่หยางสวินค่อนข้างเหนื่อยใจ แต่คนฟังกลับหัวเราะ

"ผมไม่ถอย" มาถึงขนาดนี้แล้วจะถอยได้ยังไง เฉินอวี่เฉิงยิ้ม เขาสบตาคมคู่นั้นแล้วสูดหายใจลึก ตอบชัดถ้อยชัดคำ "ผมบอกว่าตกหลุมรักคุณ ผมบอกว่าชอบคุณ ผมหมายความอย่างนั้นจริง ๆ"

เฉินอวี่เฉิงขยับเท้าซ้าย เขาก้าวเข้าไปหาเจ้าของร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า เขาสบตาอีกฝ่ายและเงยหน้าขึ้นเพราะความต่างของส่วนสูง ส่วนมือขาวก็ขยับตัวไปกุมมือใหญ่อย่างรวดเร็วและใจกล้าเป็นที่สุด

"..."

หลี่หยางสวินหรี่ตาลงช้า ๆ ชายหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อยและจ้องสบตาสีดำสนิทที่วาววามราวกับลูกปัดคู่นั้นนิ่ง ๆ ไม่พูดอะไร บางอย่างในแววตาคู่นั้นทำให้ตนรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย ดังนั้นเขาจึงขยับเข้าใกล้ หวังใช้ร่างสูงใหญ่ของตนข่มขวัญ

จุ๊บ!

"หนึ่งปีจากนี้ ผมจะทำให้คุณเห็นเอง"

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ พูดจาเพ้อเจ้อถึงขั้นบอกว่าตกหลุมรักแรกพบไปแล้วเฉินอวี่เฉิงก็ไม่มีอะไรจะเสีย เขาไม่มีอะไรจะแก้ตัวด้วย ที่ทำได้จึงมีเพียงส่งผ่านความจริงจังและจริงใจ ถึงแม้การจ้องตาอย่างโรแมนติคของเขามันดูคล้ายหาเรื่องเพราะหลี่หยางสวินถึงกับขยับเข้ามาข่มขวัญ แต่ก็เป็นจังหวะดี ชายหนุ่มผู้ถือวิสาสะจับมือหนาไว้จึงกระตุกให้คนเซเล็กน้อยแล้วยืดตัวขึ้นจูบแก้มอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ริมฝีปากนุ่มแตะลงบนแก้มขาว เสียงจุ๊บเบา ๆ แสนเสนาะหูเป็นที่สุดทำให้เฉินอวี่เฉิงยิ้มกว้าง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายเหมือนมีดวงดาวนับล้านอยู่ข้างใน เขาสบตาสีน้ำตาลคู่นั้นด้วยความมุ่งมั่นอย่างคนไม่ยอมตัดใจ ช่างมันแล้ว จะพลิกผันเป็นฝ่ายโดนดีบ้างหรืออะไรก็ช่าง ต่อให้สถานการณ์นี้ไม่เหมือนกับอดีตหรือตัวเขาไม่ถูกรักเฉินอวี่เฉิงก็ไม่สนใจ หลี่หยางสวินไม่เชื่อกันหรือคิดว่าเฉิงเฉิงคนนี้เล่นละครเพื่อเงินก็ได้ ตอนนี้เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น

แค่ได้อยู่ข้างกายคุณ ขอแค่นั้นก็พอ

คบหาดูใจกันหนึ่งปีก็ไม่ใช่เรื่องแย่ ในเมื่อหลี่หยางสวินขอเวลาไว้แบบนี้เขาก็ไม่ขัด เพราะเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเฉินอวี่เฉิงคือการมอบความรักให้กับอีกฝ่ายและตั้งมั่นว่าจะไม่ทำให้พี่หยางของเขาเสียใจ เฉินอวี่เฉิงเชื่อว่าเขาย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เพราะเหตุนั้น เขาเชื่อว่ามันเป็นเพราะหลี่หยางสวินสมควรได้รับความรัก เฉินอวี่เฉิงเชื่อว่าหลี่หยางสวินสมควรมีความสุข และเขาจะเป็นผู้มอบความสุขนั้นให้เอง!

ฉีกยิ้มหวานเต็มหน้า สบตาคนถูกหอมแก้มที่ตะลึงไปแล้วอย่างหน้าหนา ก่อนจะหันไปส่งยิ้มและโบกมือบ๊ายบายให้กองเชียร์อย่างสองคุณแม่ที่ปรบมือวี้ดว้ายอยู่ข้างหลังอย่างคนที่คิดตกและปราศจากปัญหากวนหัวใจ เฉินอวี่เฉิงไม่สนแล้วว่าภายหน้ามันจะเกิดอะไร เขามีเป้าหมายแค่ตามจีบหลี่หยางสวินและทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเท่านั้นเป็นพอ!

 

++++++++

 #สามีของผม  ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนต์คุยกันด้วยนะคะ ดีใจที่ชอบเเละยังรอกันค่ะ พรุ่งนี้ก็ยังเจอกันนะคะ วันนี้รีบมาเพราะไรท์มีงานต่อ ฝันดีค่าาา รอทุกคนมาพูดคุยเหมือนเดิมนะค้าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #55 bsss27 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 02:13
    น่ารักกกกกก
    #55
    0
  2. #49 Xialyu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 22:43
    เก่งที่สุดดดดด
    #49
    0
  3. #43 Makkham (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 13:25

    ป้าเป็นปลื้มมมม//รีบพาย
    #43
    0
  4. #23 doggyv (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 11:51

    :) :) :)
    #23
    0
  5. #22 nabya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 20:47
    ชอบความคิดน้องมาก ขอให้สมหวังไวๆ พวกคุณแม่น่ารักมากกกก :)
    #22
    0
  6. #21 sir_chad (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 20:19

    ชอบแนวคิดน้องนะ รอตอนต่อไปค่ะ

    #21
    0
  7. #20 กรานิเต้ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 19:10
    สนุกมากกกก ชอบเรื่องนี้มากเลยค่าา รอทุกวันเลยยย รีเฟชรทุกวันนน เป็นกำลังใจให้นะคะ💖
    #20
    0