(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 37 : เริ่มต้นความสัมพันธ์สามีภรรยา 37 : อาการหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 พ.ค. 63


 

 

 

ยามเที่ยงที่อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนจะละลาย  ในคฤหาสน์สกุลเฉินที่ค่อนข้างเงียบสงบ ยังมีร่างของเฉินอวี่เฉิงคุณชายคนเล็กของบ้านกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทีเกียจคร้าน ด้านหน้าเขามีหนังสือกองใหญ่วางอยู่ ที่เปิดทิ้งไว้ก็เป็นกระดาษข้อสอบต่าง ๆ เนื่องจากการสอบเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนปริญญาโทคณะบริการธุรกิจที่ตนหมายตาไว้ใกล้เข้ามาแล้ว เฉินอวี่เฉิงจึงคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือพอสมควร ยกเว้นตอนนี้ที่กำลังตาปรือเนื่องจากเพิ่งทานมื้อเที่ยงมาล่ะนะ

หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองเวลา เที่ยงสี่สิบนาทีแล้ว.. ชายหนุ่มเปิดโปรแกรมสนทนา กดเข้าไปยังแชตของเขาและพี่หยางสวินพลางครุ่นคิดไปด้วยว่าหากโทรไปจะเป็นอะไรไหม แต่ตอนนี้เป็นเวลาพักคงไม่เป็นไรกระมัง ชายหนุ่มคิดถึงคู่หมั้นหมาด ๆ ของตนที่เขาได้ส่งขึ้นเครื่องไปเฉิงตู จากนั้นเราสองคนก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์เรื่อยมา

เวลาผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว งานที่หลี่หยางสวินบอกว่าจะจัดการให้เรียบร้อยเร็วที่สุดนั้นดูจะมีปัญหามากกว่าที่คิด คนที่บอกว่าจะช่วยติวก็น่าจะไม่ว่างเสียแล้ว เฉินอวี่เฉิงจึงต้องมานั่งอ่านหนังสือฝึกทำข้อสอบอยู่คนเดียว คิดแล้วช่างห่อเหี่ยวและน่าเบื่อเหลือเกิน เพราะอย่างนั้นเขาถึงอยากโทรไปหาพี่หยางสวินไงล่ะ ชายหนุ่มโคลงศีรษะก่อนจะตัดสินใจกดโทรออก

"สวัสดีตอนเที่ยงครับ พี่หยางสวินทานอะไรหรือยัง?"

วิดิโอคอลไปไม่นานปลายสายก็กดรับ พอเฉินอวี่เฉิงเห็นภาพปรากฏขึ้นมาก็ถามเสียงใส ดวงตาคู่สวยมองร่างของคู่หมั้นที่อยู่ในชุดทำงานเต็มยศเหมือนทุกครั้งอย่างพออกพอใจ เขาส่งยิ้มให้คนจากปลายสายที่ตนมองเห็นชัดว่าใบหน้าคมค่อนข้างเหนื่อยล้า คิดดังนั้นจึงถามซ้ำไปอีกคำ "พี่ครับ ดูเหนื่อยจัง นอนไม่พอเหรอ?"

"อืม นิดหน่อย" เจ้าของคำตอบไม่ได้ปฏิเสธ ตาคมมองร่างเพรียวที่อยู่ปลายสาย เฉินอวี่เฉิงกำลังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนในห้องรับแขกดูเหมือนแมวขี้เกียจทั้งน่ารักน่ามันเขี้ยวจับใจ เห็นดังนั้นตนจึงถามบ้าง "อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้ว ขี้เกียจอยู่เหรอไง?"

"เปล่านา" คนถูกถามทำเสียงรอมชอม ปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้อู้ "ตอนนี้เพิ่งกินข้าวเสร็จเลยพักอยู่ครับ พี่หยางสวินล่ะ ตกลงว่าทานอะไรหรือยัง นี่อีกยี่สิบนาทีก็บ่ายโมงแล้วนะ"

บ่ายโมง... มือหนายกขึ้นเสยผม มิน่าล่ะว่าท้องถึงร้อง ชายหนุ่มตวัดสายตามองนาฬิกาปลุกส่วนตัวของตนที่อุตส่าห์โทรมาหากันและยิ้มบาง "พี่ยังไม่ได้ทาน แต่เดี๋ยวจะกินแล้ว"

"จริงนะครับ อย่าบอกแค่ว่าจะกินแล้วทำลืมนะ"

"ไม่ลืม" คนถูกท้วงยืนยัน หลี่หยางสวินเห็นท่าทางของเฉินอวี่เฉิงเช่นนั้นแล้วจึงย้อนกลับไปบ้าง "หรือจะนั่งดูพี่กินด้วยล่ะ ถึงจะพอใจ"

"ตกลงครับ" ไม่นึกเลยว่าเฉินอวี่เฉิงจะรับคำเสียงใส "ถ้าดูได้ผมก็ดูนะ"

"แค่คนนั่งกินข้าวมีอะไรน่าดู" แอบอึ้งไปนิด ๆ เหมือนกันกับการตอบรับอย่างหนักแน่นเช่นนั้น คนฟังคล้ายจะขำกับท่าทางพร้อมจะนั่งมองตนทานข้าวนั่น หากแววตากลับยิ่งอ่อนโยน "หรือว่ามีรสนิยมแบบนี้ ชอบดูคนทานข้าว?"

"รสนิยมอะไรกัน เพราะเป็นพี่ต่างหากผมถึงอยากดู" คนโดนแซวอย่างเฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ เขายังคงตอบทุกคำถามไปด้วยท่าทียิ้มแย้ม "อันที่จริงก็อยากรู้ไปหมดแหละ วันนี้ตื่นกี่โมง กินข้าวหรือยัง กินได้มากรึเปล่า นอนหลับสบายดีมั้ย ทำงานเป็นยังไงบ้าง อยากรู้ทุก ๆ เรื่องของพี่เลย"

"ไม่ทันแต่งงานก็ทำตัวเป็นภรรยาขี้บ่นแล้วเหรอ?"

ในใจรู้สึกดีกับความอยากรู้ที่เรียกอีกอย่างว่าใส่ใจนั้น แต่หลี่หยางสวินก็ยังเอ่ยปากเย้าแหย่อย่างอดรนทนไม่ไหว เพราะคำพูดของเฉินอวี่เฉิงทำให้เขานึกถึงภรรยาจอมจุกจิกจู้จี้ในหนังรอมคอมหรือว่าในนิยาย แล้วหากบอกว่าภาพลักษณ์ของเฉินอวี่เฉิงออกมาน่าขำและน่าหมั่นไส้แบบนั้นเจ้าตัวน่าจะทำแก้มพองไม่ก็หงุดหงิดไม่พอใจ แต่ผลที่ได้รับกลับเป็นเสียงหัวเราะ

"ผมเป็นภรรยาพี่มาแต่แรกแล้วต่างหาก"

ดวงตาของเราสองคนประสานกัน แม้จะเป็นการคุยทางไกลที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนนั่งคุยต่อหน้า แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนสามารถมองเห็นความในใจอีกฝ่าย หลี่หยางสวินมองเฉินอวี่เฉิงในชุดสบาย ๆ อยู่บ้านตอบเขาด้วยรอยยิ้มสดใส ท่าทางผ่อนคลายและอารมณ์ดีเหมือนกำลังพูดความจริงข้อหนึ่งที่รู้ ๆ กันสอดคล้องกับดวงตาหวานระยับเป็นอย่างดี และคำตอบน่าฟังที่ทำให้คาดไม่ถึงนี้เองก็ทำให้หลี่หยางสวินนิ่งไป

"อืม"

แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ..

รับคำแผ่วเบาในลำคอ หลี่หยางสวินไม่พูดอะไรนอกจากนั้น ชายหนุ่มก็แค่ยิ้มและมองคนจากปลายสาย มองความจริงของถ้อยคำสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายจากเฉินอวี่เฉิง มองภรรยาที่กลับมาพบหน้ากัน มองดูอดีตและปัจจุบันที่หวนกลับมาประสานกันอีกครั้งผ่านเรื่องราวและการตัดสินใจของสองเรา

มันเปลี่ยนไปแล้ว..

ไม่ว่าความตั้งใจแต่แรกที่ย้อนคืนมาจะเป็นอย่างไร ปัจจุบันกลับกลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนยิ่งกว่า มันเป็นความจริงหลังจากคืนนั้นที่ไม่มีใครปฏิเสธ เป็นการกระทำที่เลือกด้วยตัวเอง และตัดสินใจทำลงไปเองแม้จะต้องเสียใจภายหลัง แม้ส่วนลึกของหัวใจจะยังซุกซ่อนความระแวงและความไม่เชื่อใจเอาไว้ แต่หลี่หยางสวินก็ไม่อาจปฏิเสธหัวใจที่มีแต่คำว่ารักเฉินอวี่เฉิงเอ่อท้น ล้นเต็มไปหมด..

มากเกินไป ท่วมท้นจนเกินไป ยิ่งหมางเมินอีกฝ่ายกลับพยายามชิดใกล้ ยิ่งทำร้ายกลับได้แต่คำว่ารักกลับมา ยิ่้งพยายามผลักไสอย่างเฉยชา กลับมองเห็นเพียงแววตาเปี่ยมความรู้สึกและการกระทำที่เต็มไปด้วยความจริงใจและทุ่มเทครั้งแล้วครั้งเล่า

"เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ" เสียงนุ่มเอ่ยแผ่วเบาแทรกเข้ามาในห้วงคิด หลี่หยางสวินจึงละออกจากภวังค์และได้เห็นรอยยิ้มหวานที่อ่อนโยนจนแทบละลายของเฉินอวี่เฉิงเต็ม ๆ ตา "ทางนี้ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ผมแวะไปหาคุณแม่ทุกวันเลย ไปทานข้าวเย็นด้วยกัน บางวันคุณแม่ก็มาทานที่นี่ ส่วนกลางวันบางทีผมก็ทำปิ่นโตไปส่งให้ที่บริษัท เรื่องที่มาช่วยรักษาการณ์ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ สถานการณ์ที่สำนักงานใหญ่ปกติดี คุณแม่ท่านเองก็เคยอยู่ในตำแหน่งประธานคนเก่า ทุกคนเคารพและยอมรับในฝีมือ แถมยังมีเลขาของพี่ทั้งสองคนอยู่ช่วยเหลือ พี่หยางสวินไม่ต้องกังวล"

น้ำเสียงนุ่ม เบา อธิบายเรื่องราวที่เป็นความกังวลในใจเขาช้า ๆ ไม่ได้ตีแผ่ออกมาเพื่อปลอบประโลมเห็นอกเห็นใจ แต่พูดและอธิบายอย่างชัดเจนและซื่อตรงเพื่อให้หลี่หยางสวินทราบถึงภาพความเป็นไปของสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงที่เขาจำต้องผละออกมา และบัดนี้ชายหนุ่มกล้าพูดว่าถ้อยคำเหล่านั้นบวกกับใบหน้ายิ้มน้อย ๆ และแววตามั่นคงของเฉินอวี่เฉิง ทำให้เขาวางใจได้ดีเสียยิ่งกว่าการรายงานเรื่องราวความเคลื่อนไหวประจำวันจากปากเลขาคนสนิทเสียอีก

"ขอบคุณนะ" เจ้าของร่างสูงใหญ่เอ่ยแผ่วเบา

"ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นภรรยาของพี่นี่นา เรื่องที่ตัวเองพอทำได้ ก็อยากทำให้พี่สบายใจอยู่แล้ว" เฉินอวี่เฉิงตอบรับคำขอบคุณนั้นด้วยรอยยิ้มแจ่มใส ร่างเพรียวขยับเปลี่ยนท่าไปพลาง "ถ้าอยากตอบแทนกัน ตอนนี้ทานข้าวก่อนครับ กินไม่เป็นเวลาระวังเป็นโรคกระเพาะนะ"

"ได้ ได้ ฉันกินแล้ว" เสียงทุ้มหัวเราะหึเมื่อได้ยินคำขู่แสนน่าเอ็นดู หลี่หยางสวินวางโทรศัพท์มือถือลงก่อนจะลุกขึ้น หันไปหยิบเอาข้าวกล่องสำหรับมื้อเที่ยงซึ่งเลขาจัดไว้ให้มาแกะโชว์ให้เห็นเต็มตา

"ทานให้อร่อยนะครับ" เสียงใสดังแจ้ว ๆ

"รู้แล้ว แต่นี่จะนั่งมองฉันกินข้าวจริงเหรอ?"

"จริง" โดนถามมาแบบนี้คนฟังก็รีบย้ำแถมยังทำท่าชะเง้อคอ อยากรู้อยากเห็น "พี่ก็อนุญาตแล้วไม่ใช่เหรอครับ.. ว่าแต่มื้อเที่ยงมีอะไรบ้างน่ะ?"

"หมูผัดเปรี้ยวหวาน น้ำแกงไก่ เต้าหู้หม่าโผ ผัดผักสามสีแล้วก็ข้าว ส่วนผลไม้เป็นลูกพีช" ในเมื่ออีกฝ่ายอยากรู้ หลี่หยางสวินก็ไม่ขัดศรัทธา ชายหนุ่มหยิบปิ่นโตบรรจุอาหารมาวางแล้วหยิบมือถือไปถ่ายให้ปลายสายดู พร้อมกับคอมเมนต์ "ไม่ต่างจากมื้อเที่ยงที่โน่นเท่าไหร่"

"แต่ของผมอลังการกว่านะ มีของหวานด้วย" เฉินอวี่เฉิงซึ่งรับหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำให้สามีเสมอแย้งทันควัน "ต้องอร่อยกว่าสิ"

"อืม..." หลี่หยางสวินหยิบตะเกียบคีบหมูผัดเปรี้ยวหวานเข้าปากเงียบ ๆ ท่าทีเหมือนกำลังครุ่นคิดตัดสินฝีมือก็ไม่ปาน

"อะ ๆ อย่ามาทำหน้าครุ่นคิดทำผมเสียเซลฟ์" ชายหนุ่มประท้วงอย่างรู้ทัน " คนเขาอุตส่าห์ไปเรียนทำอาหารมาเลยเชียวนะ ไม่ยอมแพ้อาหารจากไหนก็ไม่รู้หรอก"

"ก็ไม่ได้พูดแบบนั้น"

เหอะ ๆ ใครนะที่พอเขาลงมือทำอาหารให้ทานก็ไม่ยอมคีบแถมนั่งติอีกต่างหาก "แล้วของใครอร่อยกว่า"

"หึ" มุมปากคนฟังกระตุก ท่าทางเหมือนกำลังจะพูดอะไรไม่ดี ๆ ออกมานั้นทำให้เฉินอวี่เฉิงชะงัก ชายหนุ่มคิดถึงนิสัยแย่ ๆ ของคุณคู่หมั้นที่เคยเอ่ยปากทำร้ายกันเรื่องอาหารแล้วนิ่งไป สีหน้าเหมือนฟังถ้อยคำประหารก็ไม่ปาน

ท่าทางแบบนั้นนี่มันยังไงนะ คิดว่าเขาเป็นคนใจร้ายขนาดนั้นเชียวเหรอ หลี่หยางสวินหรี่ตา ในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกแกล้งและเผยรอยยิ้มบาง "ระหว่างมื้อเที่ยงทำเองกับของร้าน ยังไงของทำเองก็อร่อยกว่าอยู่แล้ว"

"ว้าว" คนฟังอ้าปากพะงาบ แถมกะพริบตาปริบ ๆ "ชมกันจริง ๆ ด้วยล่ะ.. ว้าว"

"เดี๋ยว ท่าทางแบบนั้นมันยังไง"

"ก็พี่ไม่เคยชมกันตรง ๆ เลยนี่" เฉินอวี่เฉิงผู้ถูกถามร้องทุกข์ทันควัน "เอาแต่พูดอ้อมไปอ้อมมาบ้างล่ะ ชมเหมือนไม่ได้ชมบ้างล่ะ เจอพูดตรง ๆ แบบนี้ใครก็ช็อกกันทั้งนั้นแหละ!"

"..." ที่ผ่านมาเขาใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ หลี่หยางสวินถามตัวเอง

"เอาเถอะครับ ถึงพี่ไม่ยอมรับผมก็รู้อยู่หรอกว่าตัวเองทำอาหารอร่อย" เฉินอวี่เฉิงเห็นคู่หมั้นนิ่งไปก็หัวเราะออกมา "คุณแม่น่ะชมทุกวันเลย พี่ผม พ่อผมก็ด้วย ทั้งสองคนชอบมากเลยล่ะ อ่อ จริงสิ พูดเรื่องนี้แล้วคิดขึ้นมาได้ เมื่อวานตอนเย็นที่ผมไปทานข้าวบ้านหลี่ คุณแม่ฝากมาบอกว่าคิดถึงพี่ ให้พี่่โทรมาบ้างไม่ใช่เอาแต่คุยกับผม ตรงนี้คุณแม่ฝากมานะ ผมไม่ได้พูดเอง แต่ทำไมคุณแม่นึกว่ามีแต่เราสองคนคุยกันอันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน"

ไม่ใช่ว่ากำลังรอให้เขาพูดว่ามีแต่เราสองคนคุยกันทุกวันอยู่เหรอ หลี่หยางสวินมองเจ้าตัวร้ายผ่านหน้าจอมือถือ มุมปากกระตุก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจท้วงอะไรได้ เนื่องจากหนึ่งอาทิตย์ที่เขาอยู่จีนก็เป็นเฉินอวี่เฉิงนี่แหละที่คุยกันมากกว่าใคร ถึงอีกฝ่ายจะโทรมาแต่ก็ยากจะปฏิเสธว่าตนเป็นฝ่ายบอกคู่หมั้นเองว่าวันนี้ทำงานถึงกี่โมงหรือเลิกกี่โมง นี่มันอาการเห่อแฟนชัด ๆ

ท่านประธานใหญ่ผู้รู้ตัวว่าเริ่มหลงแฟนจนเสียอาการลูบหน้าช้า ๆ เขาเตือนตัวเองว่าอย่าทำให้ทุกอย่างซ้ำรอยเดิมก่อนจะกระแอมไอ ยกมือลูบหน้าไปพลาง "รู้แล้ว ตอนนี้กินข้าวก่อน ใกล้ถึงบ่ายโมงแล้ว"

"คร้าบ ถ้าจะโทรมาขอตอนเย็นนะ ไม่สิ เดี๋ยวผมโทรไปตอนไปทานข้าวเย็นกับคุณแม่ เย็นนี้พี่เลิกงานกี่โมงครับ ผมจะตั้งโต๊ะหนึ่งทุ่มนะ โทรไปตอนหกโมงครึ่งได้ไหม?" เฉินอวี่เฉิงหลอกล่อไม่สำเร็จ แต่ไม่ได้คิดมากอะไร ชายหนุ่มถามไปอีกเรื่อง "พี่สะดวกไหมครับ"

"ได้ ถ้ายังไงก็โทรมาตอนเย็น" หลี่หยางสวินกระแอม "ฉันทานข้าวล่ะ"

"ครับ ทานเยอะ ๆ นะ"  ได้คำตอบแล้วเฉินอวี่เฉิงก็พยักหน้า ชายหนุ่มยิ้มให้คู่หมั้นก่อนจะหยิบ THE ELEMENTS OF INVESTING หนังสือการเงินการลงทุนที่เขียนโดยที่ปรึกษาการเงินชื่อดังของโลกขึ้นมา "งั้นระหว่างพี่ทานข้าว ผมอ่านหนังสือให้ฟังดีกว่า เล่มนี้ที่พี่แนะนำให้ ของ Charles Ellis และ Burton Malkie ฯลฯ "

เสียงเจื้อยแจ้วดังลอดลำโพงออกมา แม้หลี่หยางสวินจะวางโทรศัพท์ในมือลงและตั้งอกตั้งใจทานมื้อเที่ยง ทว่าดวงตาของชายหนุ่มก็มักวนเวียนอยู่กับภาพเจ้าของใบหน้าขาวใสที่จดจ้องอยู่กับหนังสือเล่มโต ทั้งที่การฟังทฤษฎีเรื่องการเงินตอนทานข้าวนั้นชวนให้เบื่อหน่ายมากกว่าเจริญอาหาร ประธานหลี่ก็ยังกินข้าวไปจนเกลี้ยงเกลา ซึ่งตัวเขารู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นเพราะอาหารอร่อย แต่เพราะมีเฉินอวี่เฉิงอยู่ตรงนี้ต่างหาก

อาการหนักแล้วจริง ๆ

 

"สวัสดีครับคุณแม่ สวัสดีครับคุณเว่ย"

หกโมงเย็น เฉินอวี่เฉิงเดินลงจากรถมายังบ้านสกุลหลี่ที่บัดนี้เขาเดินเข้าเดินออกอย่างชำนาญไม่แพ้บ้านของตนเอง ใบหน้าขาวเปื้อนยิ้มสดใส ทันทีที่เดินส่งยิ้มให้บรรดาคนรับใช้ในบ้านไปจนถึงห้องรับแขกก็เอ่ยปากทักทายเจ้าของบ้านอย่างหลี่อี้เหมยและเลขาสาวคนสนิทของหลี่หยางสวินนามว่าเว่ยซูเหยา ซึ่งทั้งสองคนกำลังพลิกเอกสารปรึกษาเรื่องสำคัญบางอย่างกันอยู่

"จ้าเสี่ยวเฉิง รอแม่แป๊บหนึ่งนะลูก พอดีมีเอกสารที่ยังต้องเซ็นน่ะ" หลี่อี้เหมยในมาดรักษาการแทนท่านประธานที่ไปคุมงานใหญ่อยู่เฉิงตูเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม ใบหน้าที่ยังคงความสะสวยสวมแว่นกรอบบางหันมามองลูกสะใภ้ตัวขาวที่ถือปิ่นโตอันใหญ่มาแล้วส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูมอบให้ จากนั้นก็ก้มลงไปพลิกเอกสารต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

"ไม่เป็นไรครับคุณแม่ เชิญตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมเอากับข้าวไปจัดโต๊ะกับป้าจิวฮวาเองครับ อ๊ะ อิงอิง มาพอดีเลย พวกเราไปจัดอาหารขึ้นโต๊ะกันเถอะ"

เฉินอวี่เฉิงปฏิเสธแม่สามีเสียงใส ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างว่าง่ายและแสนน่ารักยามเดินไปคว้าแขนหลี่อิงอิงที่เดินลงมาจากชั้นสองและยังหันไปพยักหน้าให้ป้าแม่บ้านอย่างจิวฮวาที่เดินมาช่วยถือกล่องข้าวพอดี ท่าทางเป็นมิตรและใจดีทำให้ทั้งสองยิ้มตามได้ไม่ยาก

"วันนี้งานหนักเหรอครับ คุณแม่ถึงได้เอาเอกสารมาทำที่บ้าน?"

เฉินอวี่เฉิงเดินเข้าไปในห้องครัว ชายหนุ่มได้กลิ่นอาหารและมองเห็นแผ่นหลังของผู้ช่วยแม่บ้านอีกสองคนที่กำลังสาละวนกับหม้อซุปอยู่ เขาเอ่ยถามเบา ๆ ก่อนจะยิ้มให้คนครัวทั้งสองด้วยท่าทีสนิทสนมตามประสาคนมาบ่อย ดวงตาคู่สวยมองตามร่างท้วมของแม่บ้านจิวฮวาที่หยิบเอากล่องข้าวที่ตนถือมาด้วยวางบนโต๊ะและหันไปสั่งให้เด็ก ๆ หยิบถ้วยชามออกมา

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่คุณนายท่านกลับมาถึงตอนห้าโมงครึ่ง มาพร้อมกับคุณเว่ย จากนั้นก็นั่งปรึกษากันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น” จิวฮวาเหลือบมองนาฬิกาไปพลาง “นับเวลาแล้วก็ครึ่งชั่วโมงได้แล้วค่ะ”

“แบบนี้นี่เอง งั้นคงมีงานด่วนเข้ามาสินะครับ”

“น่าจะแบบนั้นค่ะ คุณนายน่ะเวลาทำงานนะจะจดจ่อไม่เสร็จไม่เลิก ชวนให้คิดถึงอดีตจริง ๆ แต่คุณนายก็ไม่อยากพลาดมื้อเย็นกับคุณเฉินนะคะ เลยขนงานมาทำที่บ้านนี่ไง”

“ผมเข้าใจครับ ให้คุณเว่ยมาด้วยนี่ท่าทางจะเป็นงานด่วนจริง ๆ” เฉินอวี่เฉิงซึ่งกำลังเทปลาเปรี้ยวหวานของตนลงจานพยักหน้า “แต่ป้าจิวฮวาครับ เรียกผมเสี่ยวเฉิงก็ได้ คุณเฉินอะไรกัน ห่างเหินจัง”

“เรียกเสี่ยวเฉิงไม่ได้หรอกค่ะ ก็เป็นสะใภ้ อุ้ย ว่าที่สะใภ้ ถ้างั้นป้าขอเรียกคุณนายน้อยได้ไหม?” คนแก่กว่ายกมือป้องปาก หัวเราะโฮะ ๆ ดวงตาวิบวับเป็นประกาย คำว่าสะใภ้กับสีหน้าแบบนั้นทำให้เฉินอวี่เฉิงแก้มร้อนฉ่า ต่อให้จะแน่ใจว่าชาวบ้านรู้และไม่ว่าอะไรเรื่องของเขากับพี่หยางสวินแต่ก็อดเขินไม่ได้อยู่ดี

“คุณนายน้อยอะไรกันครับ ไม่เอา ๆ รอผมแต่งเข้าบ้านก่อนค่อยว่ากัน”

“แหม ไม่ต้องเขินหรอกค่ะ ตำแหน่งคุณนายน้อยน่ะถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะใคร” รอยยิ้มบนใบหน้าคนอายุมากกว่ายังคงพร่างพราย “ป้าดีใจมากเลยนะคะที่หมั้นหมายกันแล้วและทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เห็นคุณเป็นแบบนี้แล้วก็สบายใจว่าวันหน้าคุณนายกับคุณชายจะมีคนดูแล”

อ่า.. ตอนนั้นเขาทำตัวร้ายกาจกับคนคนนี้ไปได้ยังไงนะ

เฉินอวี่เฉิงยิ้มน้อย ๆ ชายหนุ่มมองใบหน้าอวบท้วมซึ่งยังคงสดใสและอ่อนโยนของป้าแม่บ้านจิวฮวาแล้วอดหวนคิดถึงเรื่องแย่ ๆ ในอดีตไม่ได้ สายตานั้นยังเผื่อแผ่ไปถึงสาวน้อยหลี่อิงอิงที่ช่วยเขาจัดอาหารใส่จานเงียบ ๆ ด้วยท่าทีตั้งอกตั้งใจ เห็นแล้วก็ทั้งรู้สึกดีปนรู้สึกผิดและได้แต่ปฏิญาณว่าจะไม่ทำตัวแย่ ๆ กับเธอออีกแล้ว

แต่กับคนบางคนที่ตอนนั้นยังปกติดี ตอนนี้ดันทำหน้าเหมือนอาวรณ์อาลัยคนรักของเขาน่ะมันก็อีกเรื่อง...

ใบหน้าขาวยังคงรอยยิ้มน้อย ๆ ขณะนึกไปถึงใครคนหนึ่งที่เขากาหัวไว้แต่ยังไม่ได้สะสาง เว่ยซูเหยา.. ช่างน่าแปลกใจที่ได้พบหน้ากันเย็นนี้ เดิมทีว่าจะหาโอกาสคุยสักหน่อยหากได้เจอหน้าตอนกลางวัน เฉินอวี่เฉิงอยากรู้นักว่าถ้าเขาบอกคุณเว่ยคนดีเรื่องที่ตนสืบทราบว่าหล่อนเป็นเจ้าของเอสเอ็มเอสแปลก ๆ นั่นจะเป็นอย่างไร อยากบอกว่าเขารู้ว่าหล่อนคิดอะไร คิดไว้แบบนั้นแต่ก็กะลงมือหลังสอบจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน แต่ไป ๆ มา ๆ ดันได้เจอหน้าในจังหวะดี ๆอย่างเย็นนี้ที่เขานัดไว้กับหลี่หยางสวินว่าจะโทรหาซะอย่างนั้น

จะว่าไป.. พี่หยางสวินคนดีที่ไว้ใจคุณเว่ยเหลือเกิน เวลาต้องการสอบถามเรื่องต่าง ๆ ที่สาขาใหญ่ก็ต้องถามที่เว่ยซูเหยาใช่ไหม ต่อให้จะทิ้งเลขาทั้งสองคนไว้ให้คอยช่วยเหลือมารดาที่มาประจำตำแหน่งเป็นการชั่วคราว ยังไงก็ต้องมีเรื่องคุยกันฉันเจ้านายและเลขาเยอะแยะล่ะสิ

อ่า.. เพราะคิดแบบนั้นเฉินอวี่เฉิงถึงได้ไม่บอกเรื่องที่เขาสืบได้กับใคร แม้กระทั่งพี่หยางสวินล่ะนะ

“ป้าจิวฮวาอย่าพูดเหมือนจะไปไหนไกลสิครับ ฟังแล้วใจหายนะครับ” ชายหนุ่มละออกจากภวังค์ แก้มขาวพองออกขณะที่ดวงตาพราวระยับเมื่อคิดเรื่องดี ๆ ได้ เฉินอวี่เฉิงส่ายหน้าว่าไม่เห็นด้วยกับป้าแม่บ้านก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาและเปิดประเด็น “อ๊ะ เผลอแป๊บเดียวก็หกโมงยี่สิบนาทีแล้ว ตอนเที่ยงผมโทรไปหาพี่หยางสวิน นัดไว้แล้วว่าเย็นนี้จะโทรไปหาพร้อมคุณแม่ตอนหกโมงครึ่งล่ะครับ จะทำงานเสร็จทันเวลามั้ยนะ”

“เอ๊ะ คุณชายจะโทรมางั้นเหรอคะ แบบนั้นต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่างล่ะค่ะ” จิวฮวาตอบ “ตั้งแต่ไปเฉิงตูนี่คุณนายบ่นตลอดเลยว่าทั้งเป็นห่วงทั้งคิดถึง ถ้าได้คุยกันตอนนี้ต้องดีใจมากแน่ ๆ”

            “จะว่าไปคุณแม่ก็คุยงานอยู่ด้วย ถ้าทั้งสองคนยังติดปัญหาอะไรที่ตัดสินใจไม่ได้ ลองให้คุณกับพี่หยางสวินดูก็น่าจะดี.. ว่ามั้ยครับ?” คนถามมีสีหน้าครุ่นคิดปนลังเล “คุณป้าว่ามันจะเหมาะสมมั้ย?”

            “น่าจะไม่เป็นไรนะคะ” หลี่อิงอิงที่เงียบไปนานพูดโพล่งขึ้นมา หล่อนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อโดนสายตาหลายคู่จับจ้อง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพูดต่อไป “ยังไงพี่ก็เป็นประธานตัวจริง ถ้าคุณป้ามีปัญหาอะไรแล้วตัดสินใจไม่ได้ก็ต้องส่งให้อยู่แล้ว คุยกันตอนนี้ก็รวดเร็วเหมาะสมดี”

            “นั่นสินะคะ” จิวฮวาพยักหน้า

            “นั่นสิครับ งั้นเดี๋ยวผมลองทักพี่หยางสวินไปแล้วถามดูดีกว่าว่าว่างหรือยัง... ต้องฝากจัดโต๊ะแทนแล้ว รบกวนด้วยนะครับ~

            “ค่า ไปเถอะค่ะ ทางนี้จัดการกันได้สบายมาก”

            “ขอบคุณครับ อิงอิงพี่ขอบคุณน้า”

            เฉินอวี่เฉิงยิ้มร่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความพอใจก่อนจะหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วกดเปิดโปรแกรมสนทนา  ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปยังสองสาวที่ยังคุยงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและยิ้มละไมโดยในหัวเต็มไปด้วยแผนการชั่วร้ายใช้เล่นงานคนที่มาหมายปองสามีของตัวเอง..

งานนี้ต้องบอกว่าช่วยไม่ได้ เลขาก็เลขาเถอะ อย่าเห็นว่าเฉินอวี่เฉิงยิ้มหวานแล้วจะกัดคนไม่เป็น ที่เคยนิสัยไม่ดีทำตัวร้าย ๆ น่ะเลิกทำไปแล้วแต่ก็ใช่จะไม่รู้ว่าหากอยากเล่นงานใครจะต้องทำตัวแบบไหน กับคนขี้หวงอย่างเฉินอวี่เฉิงตัวเขาน่ะพร้อมสู้เสมออยู่แล้ว ยิ่งมีคนทำตัวน่าสงสัยอยู่ใกล้ตัวยิ่งวางใจไม่ได้ นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความส่งไปให้หลี่หยางสวิน เขาทักเพื่อรอคำตอบของอีกคน

            “คุณแม่ครับ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปบริเวณห้องนั่งเล่น เขาเอ่ยเรียกช้า ๆ ท่ามกลางเสียงพูดคุยปรึกษากันแผ่วเบา “ขอโทษที่แทรกนะครับ.. แต่พี่หยางสวินสัญญากับผมว่าจะโทรมาตอนหกโมงครึ่ง ถ้ามีปัญหาหรือติดขัดอะไร ลองคุยกับพี่เขาดีไหมครับ?”

            ลองคุยกันดูต่อหน้า ดูว่าถ้าเฉินอวี่เฉิงพูดจาหวานหูและออดอ้อนหลี่หยางสวินให้เห็นเว่ยซูเหยาจะมีปฏิกิริยาแบบไหน ถ้าเห็นว่าเจ้านายของหล่อนที่ชอบทำหน้านิ่งตามใจเขาแค่ไหน คุณเว่ยคนนั้นจะรู้ตัวไหมนะว่าไม่ควรมาทำตาหวานใส่สามีคนอื่น ไม่ว่าพี่หยางสวินคนดีจะเล่นด้วยหรือเปล่าก็ไม่ควร

 

+++++++++++++++


#สามีของผม น้องเฉิงเฉิงจะร้ายแล้วนะคะ ตอนหน้าติดเหรียญน้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันด้วยค่ะ ดีใจที่ชอบน้องเฉิงเฉิงกันนะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น