(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 33 : กลับไปหาสามี 33 : สะใภ้ของตระกูลหลี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    11 พ.ค. 63


 

 

"ครับ ขอบคุณนะครับ"

"ครับ ยินดีมากครับที่อุตส่าห์มาร่วมงาน"

"ขอบคุณมากครับ ทางนั้นเองก็เช่นกัน"

ฯลฯ

ลำคอเริ่มแห้งผากเนื่องจากอากาศร้อน แต่กระนั้นคู่หมั้นหมาด ๆ ทั้งสองในชุดสีแดงมงคลที่แวะเข้ามายิ้มแย้มทักทายแขกเหรื่อก็ยังคงพูดคุยด้วยสีหน้าท่าทางแช่มชื่นดูดี สองร่างเดินเคียงคู่ดูเหมาะสม บางครั้งจับมือจูงกันไปหาแขกโต๊ะใหม่ ดูยังไงสองหนุ่มที่เพิ่งเข้าพิธีหมั้นหมายกันไปก็เป็นคู่รักที่มีความสุขคู่หนึ่ง พวกเขาสร้างรอยยิ้มและความพอใจจากบรรดาผู้เข้าร่วมงานได้ไม่ยากทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักครื้นเครง จนเมื่อถึงเวลาก็จูงมือกันขึ้นเวที ผลัดกันกล่าวขอบคุณผู้ที่ให้เกียรติมางานนี้ พร้อมกับลงเวทีด้วยเสียงปรบมือและความพอใจจากภาพน่ารัก ๆ อย่างคุณชายเฉินหอมแก้มคู่หมั้น จากนั้นหลี่หยางสวินและเฉินอวี่เฉิงก็สามารถขอตัวออกจากงาน เพื่อไปนั่งพักกันได้แล้ว  

"เป็นไงล่ะทั้งสองคน เหนื่อยมากไหมจ๊ะ"

หลบมาพักอยู่ที่ศาลาเล็ก ๆ มุมหนึ่งของสวนซึ่งไม่ไกลจากบริเวณงานนัก เฉินอวี่เฉิงและหลี่หยางสวินทรุดตัวลงนั่งอย่างรวดเร็วขณะที่เด็กรับใช้นำผ้าสะอาดสำหรับเช็ดหน้าและอาหารว่างมาให้ ขณะที่หลี่อี้เหมยผู้เป็นแม่ของเจ้าบ่าวก็เดินมาหา เจ้าตัวส่งเสียงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มห่วงใย ขณะที่มือเรียวยื่นแก้วเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ทั้งสองดับกระหาย แน่นอนว่าเป็นลูกสะใภ้ได้ก่อนเช่นเคย

"พอไหวครับแม่"

หลี่หยางสวินผู้เคยชินกับความลำเอียงนี้ตอบเสียงเรียบ ชายหนุ่มจิบเครื่องดื่มในมือ ก่อนจะชะงักเมื่อพบว่ามีผ้าเย็น ๆ แตะลงที่ลำคอ มองไปก็เป็นเฉินอวี่เฉิงที่ดื่มน้ำเรียบร้อยแล้วและกำลังช่วยเช็ดเหงื่อให้ ชายหนุ่มมองดวงหน้ากระจ่างใสและแววตารื่นรมย์ที่อีกฝ่ายส่งมา..ที่สุดก็ยอมก้มหน้าลงให้เฉินอวี่เฉิงเช็ดได้สะดวกขึ้นแต่โดยดี

"ก็ต้องไหวสิเนอะ คู่หมั้นดูแลดีเสียขนาดนี้ เสี่ยวเฉิงอย่าเอาแต่ดูแลพี่เขานะลูก ดูสิเหงื่อเต็มหน้าแล้ว"

"ครับคุณน้า เช็ดให้พี่หยางสวินแล้วเดี๋ยวผมก็จัดการตัวเองต่อครับ" เฉินอวี่เฉิงรับคำเสียงใสพลางขยับมือช่วยเช็ดหน้าให้หลี่หยางสวินซึ่งนั่งนิ่งรออย่างสงบเสงี่ยมชวนให้ชื่นหัวใจ เห็นท่าทีเต็มอกเต็มใจให้เขาบริการแล้วรอยยิ้มที่มีจึงกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

"คุณแม่สิจ๊ะ เรียกคุณน้าได้ยังไง ตอนนี้เราเป็นแม่ลูกกันแล้ว" หลี่อี้เหมยมองภาพลูกชายและสะใภ้รักใคร่อย่างแช่มชื่น ซ้ำพอลองย้อนคิดว่าก่อนหน้าลูกชายตัวดีออกฤทธิ์เดชมากมายจนเกือบยกเลิกการหมั้นหมายไปหลายครั้งตนก็รู้สึกอยากซับหัวตาด้วยความปลาบปลื้มขึ้นมา "เหนื่อยมากสินะทั้งสองคน งานหมั้นก็แบบนี้แหละ ถือเสียว่าทุกคนให้เกียรติเราเลยอุตส่าห์มานะ"

"ครับคุณแม่" เฉินอวี่เฉิงนิ่งฟังและตอบรับแต่โดยดี "เรื่องเหนื่อยยังไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่คอแห้งแล้ว จบตรงนี้แล้วยังต้องไปไหนต่ออีกไหมครับ ผมเข้าไปพักข้างในได้มั้ย หรือว่าต้องรอรับแขกอีกหน่อย"

"ถ้าได้อีกหน่อยก็ดีจ้ะ" หลี่อี้เหมยตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ความนัยก็คือยังไม่อาจพัก "ตอนนี้เรื่องแขกเหรื่อน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็ต้องมีคนคอยต้อนรับเพราะบางคนก็ติดธุระขอมาตอนบ่าย ดังนั้นนั่งพักให้หายเหนื่อยนะจ๊ะ จากนั้นพอเข้าไปในงานก็ทำตัวให้สดชื่นและยิ้มแย้มเข้าไว้ คนจะได้เอ็นดู"

เฉินอวี่เฉิงพยักหน้า ชายหนุ่มคิดเอาไว้แต่แรกแล้วเขายอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี แต่หลี่หยางสวินผู้เปลี่ยนมาถือผ้าเย็นไว้และช่วยซับเหงื่อให้ตนบ้างกลับเอ่ยขัดขึ้นมา "ถ้าเหนื่อยก็พักสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอก"

"แหนะ อาสวิน เพิ่งหมั้นกันแท้ ๆ นะ ให้ท้ายน้องแล้วเหรอ"

“คุณแม่” หลี่หยางสวินมองมารดาตนผู้ไม่พลาดจะเอ่ยปากแซวแล้วส่ายหน้านิด ๆ "ไม่ใช่แบบนั้นสิครับ วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน ผมกลัวเขาเหนื่อย ให้เฉินอวี่เฉิงพักก่อนก็ได้"

“พี่เรียกผมเฉิงเฉิงแบบที่เคยเรียกสิ” เฉินอวี่เฉิงผู้โดนตามใจไพล่ไปว่าอีกเรื่อง “ส่วนที่ให้ไปพักก่อนน่ะ ไม่เอาครับ ถ้าไปก็ต้องไปด้วยกัน ถ้าอยู่ก็อยู่ด้วยกัน ให้พี่ไปทักทายแขกคนเดียวมันเสียมารยาท”

"ใช่แล้วจ้ะ เสี่ยวเฉิงของแม่พูดถูกแล้ว เป็นคู่หมั้นคู่หมายกันแล้วต้องทำแบบนั้นแหละเนอะ จะมาเก๊กเรียกชื่อจริงเต็มยศก็ไม่ทันแล้วล่ะ" หลี่อี้เหมยฟังความสนิทสนมรักใคร่กันของบุตรชายและลูกสะใภ้ด้วยหัวใจพองโต ดวงตาคู่งามพราวระยับและเอ่ยปากแซวลูกชายไม่หยุด

"จริงครับคุณแม่ อุตส่าห์ตั้งชื่อเล่นผมอย่างน่ารัก จะเก็บไว้เรียกกันสองคนก็เสียดายแย่"

"แต่คิดอีกที หรือว่าเป็นชื่อพิเศษจ๊ะ" พอมีคนเล่นด้วย หลี่อี้เหมยก็พูดเป็นคุ้งเป็นแคว "ไม่อยากให้ใครได้ยินเพราะไม่อยากให้ชื่อซ้ำ รู้กันอยู่สองคน เก็บไว้เรียกกันสองต่อสองรึอะไรแบบนั้น"

"อ่า.. แบบนี้นี่เอง"

"แม่ครับ" หลี่หยางสวินล่ะแสนจะอ่อนใจ ชายหนุ่มกระแอมไอกับเสียงแซวไม่หยุดนั่นและรู้สึกเหมือนตนกลายเป็นเป้าโจมตีไปแล้วเมื่อเจอการร่วมมือของสองคนตรงหน้า หนึ่งก็คู่หมั้นอีกหนึ่งก็มารดาที่แสนจะเข้ากันเหลือเกิน "กลับเข้าเรื่องเถอะ เพื่อความรวดเร็ว ผมคิดว่าถ้าแขกมาพร้อมกันหลายคนก็แยกกันไปทักทาย ไม่ต้องรอไปพร้อมกันแบบนั้นจะเร็วกว่าได้ใช่ไหมครับ?"

"เขินแล้วเปลี่ยนเรื่องสินะเรา" หลี่อี้เหมยหัวเราะคิกคัก แต่ก็ยอมเปลี่ยนเรื่องแต่โดยดีเมื่อเจอสายตาของลูกชาย "เอาตามที่ลูกว่าก็ดี ตอนนี้พักกันก่อน จากนั้นพอเข้างานก็ไปทักทายพวกญาติผู้ใหญ่ของพวกเรากัน ให้เสี่ยวเฉิงไปเจอพี่น้องตระกูลเรากับแม่ ส่วนอาสวินก็ไปแวะเวียนทักทายคุณลุงคุณน้าสกุลเฉินนะลูก แล้วถ้าแขกสำคัญ ๆ คนไหนมา ตอนนั้นค่อยเรียกน้องมาหานะจ๊ะ วันนี้น่ะเป็นวันสำคัญ อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ก็พยายาม พวกแขกอุตส่าห์ให้เกียรติมาก็ต้องรับรองให้ดี อย่าบกพร่อง"

"เข้าใจแล้วครับแม่" หลี่หยางสวินได้ฟังแล้วก็เห็นด้วยทุกประการตนจึงพยักหน้ารับ เฉินอวี่เฉิงก็เช่นกัน หลี่อี้เหมยเห็นดังนั้นจึงมองสะใภ้ตนและลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยน

"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่กวนแล้ว เสี่ยวเฉิงก็อย่าลืมมาหาแม่นะลูก แม่จะพาหนูไปทักทายลุง ๆป้า ๆ สกุลหลี่ที่เพิ่งเห็นหน้ากัน ถึงจะเคยเจอกันตอนทำพิธีแล้วก็เถอะ ยังไม่ได้คุยกันเป็นการส่วนตัวเลยใช่ไหมจ๊ะ"

"ใช่ครับ"

"งั้นเดี๋ยวเจอกันนะจ๊ะ"

หลี่อี้เหมยบอกลาและเดินจากไปแล้ว เฉินอวี่เฉิงส่งยิ้มไปให้หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไหมราคาแพงที่ยังคงความงดงามอยู่เสมอคนนั้นจนหล่อนลับตาแล้วจึงหันไปมองคนข้างกาย ชายหนุ่มพบว่าดวงตาสีน้ำตาลคมกริบของหลี่หยางสวินเองก็มองมา พี่หยางคนดีหยิบจานของว่างที่เป็นขนมมงคลมายื่นให้ตนอย่างมีน้ำใจ พอได้เห็นจึงนึกได้ว่าวันนี้มีแค่โจ๊กร้อน ๆ รองท้อง เฉินอวี่เฉิงรีบหยิบมันเข้าปากในทันที

"พวกญาติสกุลหลี่ของฉัน นอกจากคนคนนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรหรอก" หลี่หยางสวินเอ่ยปากช้า ๆ ใบหน้ายังคงเคร่งขรึมยามหยิบของว่างเข้าปากเพื่อเติมพลัง "ไม่ต้องกังวล"

"ไม่กังวลหรอกครับ ผมก็พอจะจำได้" เฉินอวี่เฉิงนึกย้อนไปถึงบรรดาญาติสกุลหลี่ที่ตอนนั้นเขาคิดว่าช่างใจร้าย นอกจากหลี่เฉียงแล้วไม่มีใครยินดีต้อนรับเขาสักคน ซึ่งอันที่จริงผลมันอาจตรงข้ามกันมากกว่า "คิดดูแล้วแต่ละคนก็ อืม.. หวังดีจริงใจ ? ใช่ไหมนะ?"

"แต่ที่สุดแล้วพวกเขาก็คือคนอื่น" คู่หมั้นพูดเช่นนั้น

"เข้าใจแล้วครับ ผมจะระวังตัว ส่วนพวกญาติ ๆ สกุลเฉินเองก็ อืม... นอกจากชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านกับขี้อิจฉานิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีอะไรมั้งครับ ผมคิดว่าพี่รับมือกับพวกเขาได้อยู่แล้ว"

"ฉันไม่เป็นไร" หลี่หยางสวินตอบรับ "แต่วันนี้หลี่เฉาซีเองก็กลับมาร่วมงาน"

"อา..." ได้ฟังดังนั้นเฉินอวี่เฉิงก็พอเข้าใจว่าเพราะอะไรหลี่หยางสวินถึงมีสีหน้ากังวล คิดถึงคนคนนั้น ชายหนุ่มก็แค่นยิ้ม "ผมรู้ครับ คิดอยู่แล้วล่ะว่าเขาต้องมา ถึงจะไม่โผล่หน้ามาในงานพิธีตอนเช้า แต่เมื่อกี้ผมก็เห็นใส่สูทแต่งตัวเนี้ยบเหมือนเดิมและจับมือจูงกันมากับคุณตาของพี่ ช่างเป็นคนที่กตัญญูดีจริง ๆ"

"ไม่โมโห" มือใหญ่วางลงบนศีรษะแล้วโยกเบา ๆ ทั้งปลอบใจและเรียกสติไปพลาง

"ถ้าจูบหน้าผากสักทีจะไม่โมโหครับ" เฉินอวี่เฉิงคว้าโอกาสหมับ จุดนี้โมโหไหมไม่สำคัญเท่ากับได้อ้อนอดีตสามีตัวเอง "นะ"

"หือ ทำไมฉันต้องจูบหน้าผากล่ะ เธอควรตั้งสติได้ด้วยตัวเองไม่ใช่รึไง" หลี่หยางสวินว่าแบบนั้น

"ก็เดี๋ยวต้องออกไปฟาดฟันกับปีศาจร้ายแล้ว ผมแค่อยากได้กำลังใจ" มือขาวจับชายเสื้อสูทสีเดียวกันอย่างออดอ้อน พลางเอนตัวไปหาซ้ำทำตาปริบ ๆ เหลืออีกนิดเดียวเฉินอวี่เฉิงก็จะปีนตักพี่หยางสวินแล้ว "นะครับ วันนี้วันดีของเรานี่นา ไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหาหรอกเพราะงั้น ขอจูบหน้าผากเน้น ๆ สักที ถือว่าเอาคืนที่ผมจูบแก้มพี่ต่อหน้าสาธารณชนเมื่อกี้ก็ได้"

"ทำรุ่มร่ามเองแล้วโทษฉันได้ยังไง หรือเธอมีนิสัยชอบแสดงความรักให้คนอื่นดู" หลี่หยางสวินถามซ้ำเมื่อคิดถึงประเด็นนี้ขึ้นได้ คิ้วเข้มยกขึ้นสูงยามคิดถึงเรื่องน่าอายอย่างเฉินอวี่เฉิงที่จูบแก้มตนแรง ๆ ต่อหน้าผู้คน คิดแล้วมันเขี้ยวจึงต้องเคาะหน้าผากมนสักที "ชักจะใจกล้าขึ้นทุกวันแล้วนะ ตัวแสบ"

"อุ... เจ็บนะครับ เคาะหน้าผากกันทำไมล่ะ ที่จูบแก้มไปน่ะก็แค่อยากให้ทุกคนเห็นว่าผมรักพี่มากแค่ไหนเท่านั้นเอง" ชายหนุ่มประท้วงทันควัน "ผมเป็นคนนิสัยเสียนะ ชอบประชด ยิ่งโดนทำยังกับสมเพชว่าเราแต่งกันด้วยเงินก็ยิ่งอยากทำให้พวกเขารู้ว่าผมมีความสุข"        

"แต่เราก็แต่งกันด้วยเงินจริง ๆ"

"แล้วไงล่ะครับ" คนฟังยักไหล่ "จุดเริ่มต้นจะเป็นยังไงก็ช่าง ที่สำคัญคือตอนนี้ผมรักพี่ เพราะงั้นจูบหน้าผากให้กำลังใจกันหน่อยครับ คู่หมั้นของคุณกำลังจะไปเจอปีศาจตาแก่แล้วนะหลี่หยางสวิน"

ปีศาจตาแก่? คนฟังหลุดหัวเราะออกมาทันควันเมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่หยางสวินผู้ถูกเรียกร้องขอจูบเพื่อเติมแรงใจอมยิ้ม ชายหนุ่มจ้องมองหน้าผากมนและดวงตากระจ่างใสของเฉินอวี่เฉิง เพียงได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทที่แวววาวและฉ่ำด้วยหยาดน้ำนิด ๆ แสนน่ารักน่าทะนุถนอมของคนตรงหน้าก็พลันรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นข่วนหัวใจยิก ๆ แล้วจากนั้นถ้อยคำปฏิเสธหรือความพยายามจะใจแข็งใด ๆ ก็ปลิวหายไปในทันที

โน้มใบหน้าลงช้า ๆ สบตาคู่สวยที่เป็นประกายทั้งคาดหวังและรอคอยของเฉินอวี่เฉิง หลี่หยางสวินค่อยประคองใบหน้าอีกฝ่าย เขาเห็นใบหน้าขาวที่ขึ้นสีน้อย ๆ ใต้แสงอาทิตย์และรู้สึกได้ถึงลมหายใจ จากนั้นก็จรดริมฝีปากลงที่ข้างแก้ม ขมับชื้นเหงื่อ ปลายคาง จมูกเล็ก ๆ ที่โด่งสัน เปลือกตาบางทั้งสองข้างและริมฝีปากฉ่ำชื้นสีสดใส ชายหนุ่มบดคลึงความนุ่มหยุ่นและสัมผัสรสหวานจากคนตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ที่สุดจึงวกมาที่จุดหมายสุดท้ายนั่นก็คือหน้าผากมน

"ให้กำลังใจแล้ว อย่าได้แพ้ปีศาจตาแก่ที่ไหนเชียวล่ะ"

น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนละลายทำให้ตนละออกจากภวังค์ เฉินอวี่เฉิงลืมตาขึ้นช้า ๆ ใบหน้ายังคงขึ้นสีเรื่อเช่นเดียวกับดวงตาที่เหม่อลอยไปครู่หนึ่งเมื่อเจอกับการกระทำหวาน ๆ ชวนให้หัวใจเต้นรัว ให้ตายสิ หลี่หยางสวินจะขี้โกงเกินไปแล้ว ขอแค่จูบหน้าผากแท้ ๆ ดันโจมตีกันด้วยการกระทำแสนอ่อนโยนแบบนี้ ทำราวกับกลัวว่าเฉินอวี่เฉิงจะเปลี่ยนใจไปชอบใคร ทั้งที่ตอนนี้ก็ทั้งรักทั้งหลงหัวปักหัวปำแล้วแท้ ๆ

"ฮึ่ม.. พี่ทำแบบนี้"

"บอสคะ ดิชั้นมีเรื่องด่วน อ๊ะ ขอโทษค่ะ!"

กำลังขยับปากเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเสียงหัวใจเต้นแรงของตน การมาของเว่ยซูเหยาก็ทำให้ทุกสิ่งชะงักไป เฉินอวี่เฉิงหันไปด้านหลังช้า ๆ เขามองเลขาสาวในชุดเดรสสำหรับมาร่วมงานซึ่งมีท่าทีช็อก ๆ ปนตกใจ ชายหนุ่มเก็บความสงสัยที่ว่าคุณเว่ยรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ตรงนี้ทิ้ง เหลือแต่ความสงสัยว่าอีกฝ่ายตกใจอะไรกับการแนบชิดสนิทสนมของเขาและคู่หมั้นตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ละมือจากไหล่กว้างของพี่หยางสวินและขยับตัวมานั่งเรียบ ๆ ร้อย ๆ แม้รู้ว่าค่อนข้างจะสายเกินไป เขาก็ยังยิ้ม

"คุณเว่ย สวัสดีครับ ดีใจที่มางานนะครับ"

"สวัสดีค่ะคุณเฉิน ขอโทษด้วยนะคะที่มาถึงช้า" สีหน้าของเว่ยซูเหยาฉายความหนักใจขณะเหลือบมองไปยังผู้ชายข้างกายตน นั่นทำให้เฉินอวี่เฉิงเกิดลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องแน่ ๆ "และขอโทษอีกครั้งจริง ๆ ค่ะที่เข้ามารบกวน พอดีว่าได้รับรายงานด่วนมา"

นั่นไงล่ะ

"มีเรื่องด่วนอะไรเหรอ ว่ามา" หลี่หยางสวินจัดเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่เล็กน้อย ชายหนุ่มกระแอมเบา ๆ ก่อนจะหันมาสบตา "ดูเหมือนจะออกไปพร้อมกันไม่ได้แล้วนะ ขอโทษด้วย"

"ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ" เฉินอวี่เฉิงพยักหน้า แม้จะแอบเซ็ง ๆ ว่ากระทั่งวันสำคัญคนรักยังมีงานเข้า แต่มันก็คงเป็นเรื่องด่วนจริง ๆ ดังนั้นเขาจะไม่งอแง "ในเมื่อพี่ต้องคุยธุระต่อ งั้นผมไปก่อนนะครับ ไม่กวนแล้ว แต่อย่าคุยเพลินจนลืมออกไปล่ะ"

"เข้าใจแล้ว ระวังตัวนะ"

"ขอบคุณครับ"

ส่งยิ้มให้กับพี่หยางสวินเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อขอบคุณคำเตือนที่เขารู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร เฉินอวี่เฉิงลุกขึ้นและจัดเครื่องแต่งตัวไปพลาง สีหน้าเมื่อเดินกลับเข้ามาในงานนั้นยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ชายหนุ่มรีบมองหาร่างของหลี่อี้เหมย ไม่นานเมื่อพบว่านั่งอยู่ที่โต๊ะรวมกับญาติ ๆ ของสกุลหลี่ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา แน่นอนว่าที่นั่นต้องมีหลี่เฉาซีและหลี่เฉียงยิ้มให้กันอยู่แล้ว

เห็นหน้าของหลี่เฉาซีแล้วมุมปากกระตุก ความโกรธเกลียดที่ยังมีอยู่ในใจเหมือนจะโหมกระพือลุกขึ้นมาทันทีที่มองเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย มองแล้วอยากต่อยมันให้เเว่นแตกนัก แต่เขาก็ต้องมีสติ อย่าวู่วาม อย่าทำอะไรออกนอกหน้า เฉินอวี่เฉิงสูดหายใจลึก เขาบอกตัวเองให้นึกถึงกำลังใจที่ได้มาจากพี่หยางสวิน นี่เป็นการเผชิญหน้ากับปีศาจตาแก่และลูกสมุนจอมชั่วร้าย เขาต้องผ่านไปให้ได้ คิดดังนั้นรอยยิ้มของเฉินอวี่เฉิงจึงกว้างจนแทบเต็มหน้า

"เสี่ยวเฉิงมาแล้ว นั่งคุยกับคุณตาและลุง ๆ ป้า ๆ ทั้งหลายไปก่อนนะจ๊ะ แม่ขอตัวไปดูแขกสักครู่"

"ครับคุณแม่" ชายหนุ่มยิ้ม เขาเข้าใจดีว่าหลี่อี้เหมยต้องการให้ตนในฐานะลูกสะใภ้สนิทสนมกับคนในสกุลหลี่จึงทำแบบนี้ เฉินอวี่เฉิงจึงหันไปแจกยิ้มให้ถ้วนทั่วในทันที "สวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับที่มาร่วมงานกันตั้งแต่เช้าเลย"

"ขอบคุณอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น" หลี่เฉียงในฐานะผู้อาวุโสเอ่ยปากก่อนเป็นคนแรก วันนี้ชายชราท่าทางอ่อนโยนคนนี้อยู่ในชุดถังจวงสีแดงสดใสพร้อมรอยยิ้มละมุนละไมเช่นเดิม "ในที่สุดก็ได้หมั้นหมายกันแล้ว สกุลหลี่เรารอมานาน ในที่สุดก็ได้ลูกสะใภ้แล้ว น่าดีใจจริง ๆ"

"นั่นสิครับคุณท่าน" หลี่เฉาซีที่คอยดูแลผู้เฒ่าหลี่เองก็พยักหน้าตามไป "ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับคุณเฉิน ตอนเช้าผมไม่ได้มาร่วมงาน ต้องขอโทษด้วย"

"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ งานจัดกันเป็นการภายในน่ะ" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะอย่างคนอัธยาศัยดี แต่ก็ไม่วายเหน็บอีกฝ่ายตามนิสัย "แค่มาร่วมงานก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ ผมได้ข่าวว่าคุณเฉาต้องบินด่วนมาจากเฉิงตูเลยนี่นา"

"นิดหน่อยครับ พอดีว่าที่เฉิงตูเกิดปัญหาขึ้นมาน่ะ" หลี่เฉาซีตอบช้า ๆ ก่อนจะหันไปมองรอบ ๆ "ว่าแต่เจ้านายผมไปไหนเหรอครับ เมื่อครู่ยังเห็นอยู่ ตอนนี้ดันทิ้งคุณเฉินให้มารับแขกคนเดียวแบบนี้เสียแล้ว"

"นั่นสิ ไปไหนกันนะเจ้าหลานคนนี้ ปล่อยคู่หมั้นออกมารับแขกคนเดียวซะได้" หลี่เฉียงพยักหน้าและมองตาม

เฉินอวี่เฉิงมีหรือจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้กำลังพยายามทำอะไร ภายในใจเขาหัวเราะลั่น ส่วนที่แสดงออกมาก็ยิ้มสดใส "อย่าตำหนิพี่หยางสวินเลยครับ พี่เขามีงานด่วนเข้ามาเลยคุยธุระอยู่กับคุณเว่ยที่สวนด้านหลังน่ะ"

"งาน?" หลี่เฉาซีทวนคำงง ๆ พลางขยับแว่นไปด้วย "งานเหรอ ไม่เห็นว่าจะ... อ้อ จริงด้วยครับ น่าจะงานด่วนแหละ"

"ใช่ ๆ เห็นว่าที่เฉิงตูยุ่ง ๆ นี่นา ก็คงเป็นงานด่วนกันตามประสานักธุรกิจแหละ ช่างเถอะ! ระหว่างที่อาสวินไปอยู่กับเลขาพวกเราก็คุยกันบ้างดีกว่า อาเฉิงหนูรู้จักคนนี้ไหม นี่คือลุงรองของหลาน ส่วนนั่น เด็กคนนั้นก็เป็นลูกชายของลุงรองอีกที หน้าตาท่าทางคล้ายหยางสวินพอสมควรเลยทีเดียว ฯลฯ"

เฉินอวี่เฉิงหันไปมองชายที่ได้ชื่อว่าเป็นลุงรองของหลี่หยางสวิน เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจและเอ่ยปากแนะนำตัวด้วยท่าทีมีอัธยาศัย ชายหนุ่มยังปรายตามองไปยังเด็กชายอายุสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งที่หน้าคุ้น ๆ สมกับหลี่เฉียงบอกว่าหน้าตาท่าทางคล้ายหลี่หยางสวินและส่งยิ้มให้ เขาพยักหน้า ทักทายคนด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างคนที่เต็มอกเต็มใจในการพบปะและพูดคุยกับญาติ ๆ ของฝ่ายสามี ส่วนหลี่เฉาซีกับหลี่เฉียงเองก็ช่วยแนะนำคนนั้นคนนี้ คอยช่วยพูดให้อย่างมีไมตรีเพราะถือว่าเป็นคนคุ้นเคยหัน

งั้นเรอะ

ไอ้ช่วยแนะนำก็ช่วยอยู่หรอก พูดจาทำดีอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้เขารู้สึกสบายใจก็พอรับได้ แต่คำพูดคำจาน่ะขอเถอะ เฉินอวี่เฉิงแค่ได้ฟังคนพยายามพูดจากลบเกลื่อน (?) ไม่ให้เขาสงสัยเรื่องหลี่หยางสวินและเว่ยซูเหยาแล้วหัวเราะอยู่ในใจ ไอ้การพยายามยุยงแบบเนียน ๆ นี่คิดว่าเขาดูไม่ออกจริงเหรอ ฉากหน้าดูหวังดีแต่ฉากหลังกำมีดมาแทงกันน่ะเล่นมุกนี้ยังไม่เบื่อเหรอไง ทำไมถึงคิดว่าเฉินอวี่เฉิงจะโง่เชื่อมุกเดิม ๆ อยู่ได้ เหอะ

ขอถอนคำพูดแล้วกันที่ว่าหลี่เฉียงเป็นปีศาจตาแก่ คนคนนี้มันสมควรเป็นปีศาจเฒ่าอัลไซเมอร์มากกว่า แถมชอบคิดว่าเขาโง่มองไม่ออกเรื่องที่พยายามชักจูงให้คิดว่าพี่หยางสวินกับคุณเว่ยมีอะไร ๆ ต่อกัน พยายามทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและหลานชายตัวเองพังงี่เง่าสิ้นดี

Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr

"อ๊ะ ผมขอตัวรับสายนี้สักครู่นะครับ ขอโทษด้วยจริง ๆ"

นึกขอบใจใครก็ตามที่โทรมา เฉินอวี่เฉิงเบื่อจะยิ้มและหัวเราะฟังถ้อยคำลวงโลกจากตาเฒ่าหลี่เฉียงและไอ้เวรหลี่เฉาซีเต็มทีแล้ว ชายหนุ่มจึงยิ้มเจื่อน ตะปบโทรศัพท์ที่กระเป๋ากางเกงและก้มหัวขออภัย  จากนั้นก็รีบลุกจากโต๊ะรวมอสรพิษแล้วหลบไปในสวนด้านหลังทันที

"สวัสดีครับ ใครครับ"

"คุณเฉินอวี่เฉิงนะครับ สวัสดี ผมนักสืบXXครับ"

อ๋อ.. นักสืบที่เขาติดต่อให้ช่วยดูเรื่องข้อความปริศนา ไม่ติดต่อมานานจนเขาแทบลืมไปแล้ว เฉินอวี่เฉิงพยักหน้าหงึก ๆ กับตัวเอง "ครับ ได้เรื่องแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง"

"เรียบร้อยแล้วครับ ผมส่งไฟล์และรายละเอียดต่าง ๆ ไปในอีเมลของคุณแล้ว ถ้าต้องการสืบต่อหรืออยากได้ข้อมูลเชิงลึกเรื่องไหนอีกสามารถติดต่อได้ที่เบอร์เดิม ขอบคุณครับ"

ปลายสายวางไปอย่างรวดเร็วหลังกล่าวธุระจบ เฉินอวี่เฉิงฟังแล้วพยักหน้า ชายหนุ่มเปิดเข้าไปดูในอีเมลของตนและพบว่ามีข้อมูลส่งมาให้จริง แม้จะไม่รีบนักแต่ก็กดดาวน์โหลดไว้ แต่คิดอีกทีไปเปิดดูพร้อมหลี่หยางสวินก็น่าสนใจ เขาอยากรู้นักว่าเจ้าของข้อความก่อกวนอันไร้ที่มาที่ไปนั่นเป็นหลี่เฉาซีหรือใครกันแน่

จะว่าไป.. พี่หยางสวินก็คุยธุระอยู่แถวนี้สินะ

นึกไปถึงคู่หมั้นตนที่ดูเหมือนจะมีงานยืดยาวติดพันเลยไม่โผล่ไปสักที เฉินอวี่เฉิงคิดแล้วก็เร่งฝีเท้ารี่ไปตามหา ถึงการมาขวางคนทำงานจะน่าตำหนิแต่นี่มันนานแล้ว ยังไงก็ควรกลับมาโฟกัสงานหมั้นของเราก่อนล่ะน่า

'เขาบอกว่าดีลเลอร์ของเราที่เฉิงตูมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล นี่แสดงว่าโกหกฉัน'

'เหมือนจะเป็นอย่างนั้นค่ะ และเท่าที่ดูก็เป็นแผนที่วางไว้นานพอสมควร'

'ที่ได้ไปเฉิงตูก็เหมือนผมช่วยเขาเลยสินะ'

'เรื่องนั้น ดิฉันคิดว่า...'

เสียงพูดคุยกันเบา ๆ ในประเด็นค่อนข้างเคร่งเครียดดังเข้าหูเขาแว่ว ๆ เมื่อเฉินอวี่เฉิงเดินเข้ามายังที่พักด้านหลัง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อย ๆ ฟังดูแล้วเรื่องราวที่กำลังปรึกษากันนี่เป็นตัวปัญหาอย่างหลี่เฉาซีหรือเปล่านะ.. ชักไม่แน่ใจ เฉินอวี่เฉิงมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่จดจ่อและเคร่งเครียดของทั้งสองคนก็อดยิ้มไม่ได้ เจ้านายกับลูกน้องที่บ้างานสองคนนี้น่ะเหรอที่มีอะไร ๆ ต่อกัน หลี่เฉียงนี่ก็ช่างคิดประเด็นไร้สาระ..

แต่นั่นมันก่อนที่เขาจะเห็นแววตาของเว่ยซูเหยา

หลี่หยางสวินก้มหน้ามองแท็บเล็ต สีหน้าเครียดเคร่งจริงจัง เสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายดูดีเป็นพิเศษเมื่อจดจ่อกับอะไรบางอย่างสร้างเสน่ห์ชวนหลงใหล เฉินอวี่เฉิงรู้มานานแล้วว่าพี่หยางสวินของเขาน่ามองเป็นอย่างมากในเวลาแบบนี้ เขาชอบมองและคิดว่ามันช่างน่าสนใจ เขาอยากรู้ว่าในหัวของอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ เขา...

สายตาของเขากับสายตาของเว่ยซูเหยามันเหมือนกันเสียจนน่ากลัว..

"ถ้าอย่างนั้นต้องรีบเดินทางไปจัดการ... เฉินอวี่เฉิง?"

หลี่หยางสวินเงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ตพลางสรุปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะชะงักเมื่อพอว่าคู่หมั้นตนยืนอยู่ไม่ไกล

"ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่พี่หยางสวิน ดูเหมือนจะคุยกันนานเกินไป คุณตาพี่เรียกแล้ว"

เฉินอวี่เฉิงหยิบชื่อหลี่เฉียงมาอ้างอย่างไม่อายพลางส่งยิ้มให้กับอีกฝ่ายและเลยไปหาเว่ยซูเหยา ชายหนุ่มคิดถึงดวงตาที่ทอประกายบางอย่างซึ่งตนเพิ่งสังเกตเห็นแล้วหลุบตาลง

หวังว่านี่จะเป็นแค่การคิดไปเอง


++++++++++++++++++++++++++


#สามีของผม ห้าวมากนะคะน้องเฉิงเฉิงจะต่อยเค้าแว่นแตกเลยนะคะ 555 เหนื่อยกันมั้ยคะทุกคนมางานหมั้นน้องเฉิงเฉิง ตอนนี้จบงานหมั้นแล้วค่ะ ตอนหน้าเราไปพักผ่อนกับน้องเฉิงเฉิงกัน ขอบคุณคอมเมนต์มาคุยกันด้วยนะค้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #41 imncdy (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 00:24
    ตอนหน้าน้องเฉิงเฉิงจะได้พักผ่อนริงๆใช่มั้ยคะ นุยังไม่พร้แมต้มมาม่าหลังจากพึ่งจะอิ่มจากบัวลอย
    #41
    0