(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 32 : กลับไปหาสามี 32 : งานหมั้นในเดือนเก้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    10 พ.ค. 63


 

 

วันที่สิบสามเดือนเก้า ถือฤกษ์ดีเวลาเก้าโมงสิบนาทีตามที่ซินแสแนะนำ พิธีหมั้นหมายของหลี่หยางสวินกับเฉินอวี่เฉิงก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

เจ้าบ่าวทั้งสองสวมชุดถังจวงสีแดงปักลวดลายมงคลรับกับกางเกงขายาวสีเข้ม ต่างคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มเเช่มชื่นสมกับเป็นวันสำคัญ เฉินอวี่เฉิงที่วันนี้แต่งหน้าทำผมอย่างดียืนหน้าบานเคียงคู่กับหลี่หยางสวินที่แม้จะพยายามคงสีหน้าเคร่งขรึมก็ยังเผยยิ้มน้อย ๆ ออกมาจนได้ บางครั้งบางคราวพวกเราหันมาสบตากัน หนึ่งก็จะยิ้มแย้มจนเต็มหน้า อีกหนึ่งก็จะมีแววตาอ่อนโยนทอดมองมา ท่าทางมีความสุขเช่นนี้ทำให้บรรยากาศในงานยิ่งเต็มไปด้วยความรื่นเริง  

ด้านนอกมีโต๊ะไหว้เทพเจ้าขนาดใหญ่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการเซ่นไหว้ ด้านในก็เต็มไปด้วยญาติสนิทที่มาร่วมแสดงความยินดี ตอนเช้านี้เป็นการจัดงานภายใน นอกจากคนของทั้งสองตระกูลแล้วไม่มีคนนอกเข้ามาร่วม แต่ถึงอย่างนั้นการจัดสถานที่ก็เป็นไปอย่างงดงามอลังการสมกับที่คุณนายหลี่และคุณนายเฉินต่างทุ่มสุดตัว

บ้านสกุลหลี่ถูกตกแต่งด้วยสีแดงและสีทองอันเป็นมงคลตั้งแต่กำแพงรั้วเข้ามา มีแถบผ้าและกระดาษเขียนอักษรคู่ประดับไว้จนทั่ว บรรดาญาติ ๆ ที่มาร่วมงานเองก็สวมชุดสีสันสดใส ข้อนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าคนรับใช้ที่ได้รับชุดใหม่กันถ้วนหน้า ไม่นับอั่งเปาที่จะตามมาหลังจากนี้ นัยว่าคุณนายหลี่แจกโชคเพื่องานมงคลของลูกชายโดยเฉพาะ

เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้องโถงโอ่อ่าของบ้านสกุลหลี่ บนเก้าอี้มีผู้ใหญ่ของทั้งสองบ้านนั่งอยู่ นำโดยหลี่เฉียงในฐานะเถ้าแก่ที่มีอาวุโสมากที่สุด ตามมาด้วยคนทั้งสองสกุลที่มาเป็นสักขีพยาน ต่างพูดคุยและชื่นชมกับของหมั้นหมายละลานตาที่ถูกวางไว้ ของฝั่งสกุลหลี่เต็มไปด้วยเพชร ทอง ของมีค่าวางเรียงราย สกุลเฉินเองก็ไม่แพ้กัน ผลไม้มงคล ขนมมงคล รายชื่อสินสอดตามธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายต่างยาวเหยียดราวกับจะแข่งขัน 

คุณนายหลี่ทุ่มเทให้ลูกชายคนเดียว ของหมั้นที่สกุลเฉินมอบให้ลูกชายคนเล็กที่เป็นแก้วตาดวงใจก็ยิ่งใหญ่อลังการ เห็นมูลค่าของมันแล้วก็ได้แต่คิด ขนาดงานหมั้นหมายยังใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าเป็นงานแต่งขึ้นมาจะอลังการขนาดไหน

มองหน้าเด็กหนุ่มสกุลเฉิน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าทำไมหลี่อี้เหมยจึงได้ทุ่มเทจัดงานอย่างเต็มที่ขนาดนี้ หาไม่ง่ายที่จะได้สะใภ้เป็นชายหนุ่มอ่อนเยาว์หน้าตาดี อีกฝ่ายเมื่อยืนคู่กับหลี่หยางสวินที่อายุเฉียดสามสิบและมีใบหน้าพอดูได้เท่านั้นช่าง... เหมาะสม

บ้านหนึ่งมีดีที่ร่ำรวย บ้านหนึ่งมีดีที่ลูกชายหน้าตาดี เมื่อใช้เงินต่อเงินสุดท้ายจึงเกิดงานนี้ขึ้นมา ต่อให้คู่หมั้นทั้งสองจะแสดงสีหน้ามีความสุขและเต็มอกเต็มใจเป็นล้นพ้นแค่ไหนสุดท้ายก็ยังมีคนจับผิดได้อยู่ดี

"..."

นั่งยิ้มแย้มท่ามกลางหลากสายตามองแล้วซุบซิบ เฉินอวี่เฉิงที่วันนี้บรรจงแต่งตัวเต็มที่และตั้งใจจะไม่อารมณ์เสียก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ท่าทีมีเลศนัย ยิ้มให้เขาแล้วเอาไปคุยกันเองนั่นกำลังคิดเรื่องเลวร้ายแบบไหนอยู่

ซึ่งถ้ามองจากสายตาคนภายนอกมันก็ใช่จริง ๆ ล่ะนะ

ไม่อาจปฏิเสธว่าต้นเหตุที่พวกเราแต่งงานกันไม่ว่าจะชาตินี้ชาติไหนก็เป็นเพราะเงิน เฉินอวี่เฉิงจึงไม่โกรธสายตาที่มองมา ข่าวคราวการตกลงหมั้นหมายที่เกิดขึ้นเพราะความช่วยเหลือทางธุรกิจของทั้งสองตระกูลต่างรู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้นภายใต้คำยินดีย่อมมีทั้งความมาดร้ายหรืออิจฉาริษยา เขารู้ดี

แต่ใครจะสนคนนอกพวกนั้น ต่อให้บอกว่าเป็นญาติก็แค่โดนเชิญมาตามมารยาทเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ชายหนุ่มคิดแล้วจึงผลิรอยยิ้มหวานอย่างไม่พักและไม่สนใจสายตาหลากความรู้สึกของใคร ความจริงอีกอย่างคือตอนนี้เขาแต่งงานกับพี่หยางสวินเพราะรัก ดังนั้นนอกจากคู่หมั้นของเขา เฉินอวี่เฉิงก็ไม่สนใจใครทั้งนั้น

คิดพลางมองไปยังผู้ชายของตนที่สวมชุดเหมือนกันเป๊ะนั่งอยู่ข้าง ๆ เฉินอวี่เฉิงมองเสี้ยวหน้าคมคายด้วยแววตาหวาน อดคิดไม่ได้ว่าวันนี้หลี่หยางสวินดูหล่อเหลาน่ามองกว่าทุกวัน หรือเพราะมันเป็นงานสำคัญของสองเราก็ไม่แน่ ทุกอย่างเลยดูดีชวนใจเต้นไปหมด

รู้สึกใจเต้นตึกตัก ทั้งเขินทั้งเกร็งและคันไม้คันมืออยากเกี่ยวนิ้วอีกฝ่ายเล่นไม่ก็เบียดกระแซะสักหน่อยตามประสาคนตื่นเต้น แต่ดวงตาคมคู่นั้นที่มองมาอย่างรู้ทันก็หยุดการกระทำทุกอย่างไว้ เฉินอวี่เฉิงส่งยิ้มหวานละลายใจไปให้คู่หมั้นตนอีกครา ก่อนจะหันหน้าไปมองบิดาเมื่อเสียงของซินแสดังขึ้นพอดี

"ได้ฤกษ์แล้ว ทั้งสองคนสวมแหวน"

เสียงสัญญาณดังขึ้น ในที่สุดตัวหลักของงานทั้งสองก็ขยับตัว เฉินอวี่เฉิงรู้สึกว่าหัวใจเต้นโลดแรงขึ้น ชายหนุ่มรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างประหลาดขณะขยับมือรับแหวนจากคนข้างหลัง ชายหนุ่มสูดหายใจลึก พยายามระงับความประหม่าที่มาจากตนเองและสายตาของคนรอบข้าง ขณะที่หลี่หยางสวินยื่นมือมาตรงหน้า ขอมือซ้ายของเขามาเพื่อสวมแหวนหมั้นให้

ตึก ตึก ตึก ตึก

"..."

เสียงหัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวจะทะลุออกมานอกอก เฉินอวี่เฉิงรู้สึกว่าฝ่ามือของตนมีเหงื่อซึมชื้น ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคายที่ฉายแววจริงจังของหลี่หยางสวินยามค่อย ๆสวมแหวนให้ ทั้งที่น้ำหนักของเครื่องประดับบนนิ้วเขาไม่ได้มากมาย แต่เฉินอวี่เฉิงกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างถูกหย่อนลงมาในหัวใจ และกลายเป็นสัญญาณที่ทำให้รู้ว่าพันธะของเราสองคนเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

สามเดือน หนึ่งสัปดาห์กับอีกสองวันที่ได้ย้อนกลับมาพบกัน ในที่สุดหลี่หยางสวินกับเฉินอวี่เฉิงก็หมั้นหมายกันอีกจนได้

เขาทำสำเร็จแล้ว.. ใช่ไหม?

ตามองแหวนทองคำขาวฝังเพชรลายสวยที่สวมบนนิ้วตัวเองแล้วยิ้มด้วยแววตาสั่นระริก เฉินอวี่เฉิงคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วรู้สึกร้อนผ่าวตรงขอบตา จากการหวนกลับมาอีกครั้งและได้พบกับหลี่หยางสวิน ไปสู่ความจริงที่ค่อย ๆ เปิดเผย จากที่อีกฝ่ายเคยบอกว่าเราสองคนไม่ควรยุ่งเกี่ยว ไม่ควรซ้ำรอยเดิม ไม่อยากรัก ไม่อาจเชื่อใจ มาจนถึงตอนนี้ที่สามารถนั่งเคียงข้างและหมั้นหมายกันได้

เขา..

"อาเฉิง.. อาเฉิง"

"..."

"เสี่ยวเฉิง สวมแหวนให้พี่เขาสิจ๊ะ"

"อะ... ครับแม่"

สะดุ้งเล็ก ๆ จากเสียงเรียกของมารดาแล้วเฉินอวี่เฉิงก็ละออกจากภวังค์ ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวในตอนนั้นเองว่าเขานั้นนิ่งไป ชายหนุ่มยังคงชะงักค้างอยู่ในท่าที่หลี่หยางสวินยื่นมือมาให้แต่ตนเองไม่ได้รับ กลับเอาแต่จ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยดวงตาไหวระริกเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งรักทั้งโหยหาราวกับจะร้องไห้แบบนั้น..

'ขอโทษครับ'

ขยับปากพึมพำเบา ๆ ส่งไปให้หลี่หยางสวินที่ยังคงนิ่งเงียบแล้วช้อนสายตาเปี่ยมความรักส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างขอลุแก่โทษ เฉินอวี่เฉิงด่าตัวเองที่คิดอะไรไม่ดูเวล่ำเวลาแล้วขยับมือเอื้อมออกไป ถึงจะดีใจแค่ไหนที่พยายามจนมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ควรเหม่อ ดูสิ ดูสายตาพวกไฮยีน่าที่รอดูความฉิบหายของคนอื่นนั้นซิ จะให้พวกมันสมใจหรือไง

พอคิดว่ามีคนอยากเห็นเขาทำงานล่มเสียเหลือเกิน เฉินอวี่เฉิงก็เกิดแรงฮึดแปลก ๆ ขึ้นมา ชายหนุ่มรู้สึกว่าคู่หมั้นตนกำลังดึงมือกลับ แต่เขากลับรั้งเอาไว้ เขากระชับฝ่ามือของหลี่หยางสวิน รับเอาแหวนหมั้นแบบเดียวกันออกมาแล้วค่อยบรรจงสวมบนนิ้วของอีกฝ่าย จากนั้นเมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ไม่ได้ก็ละมือออกอย่างที่ควรเป็น

"..."

มองสีหน้าไม่เข้าใจและแววตาบางอย่างที่ถูกส่งมา เฉินอวี่เฉิงรู้ดีถึงคำเตือนที่แฝงอยู่ในนั้น แต่เขาไม่ได้สนใจอะไร ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ามือแกร่งข้างนั้นกระตุกยามตนยกฝ่ามือนั้นขึ้นมาในระดับใบหน้าท่ามกลางการจับจ้องของสายตานับสิบคู่

จากนั้น.. ก็ก้มลงจูบนิ้วนางข้างซ้ายของพี่หยางสวินที่สวมแหวนไว้เบา ๆ

"อะแฮ่ม เด็ก ๆ นี่ร้อนแรงกันดีจริง ๆ"

เสียงกระแอมไอของเฉินหลวนซีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและบรรยากาศหวานหยดย้อยที่ลูกชายตนเป็นผู้สร้างขึ้นมา เมื่อเขาพูดเช่นนี้เสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังขึ้นอีกครั้งซ้ำเต็มไปด้วยเสียงพึมพำแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ส่วนเฉินอวี่เฉิงผู้แสดงความรักของตนต่อหน้าธารกำนัลก็เงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มที่คิดว่าหวานที่สุด จริงใจที่สุด และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่สุดให้แก่หลี่หยางสวิน

มองคู่หมั้นที่หน้าแดงแต่ก็พยายามส่งสายตาดุควบคุมไม่ให้เขาทำตัวประเจิดประเจ้อไปมากกว่านี้เฉินอวี่เฉิงก็หัวเราะ ชายหนุ่มร่วมวงยิ้มแย้มครื้นเครงไปกับผู้คนทั้งที่ในใจนี่คันยิบ ๆ รู้สึกอยากเข้าไปกอดหอมแสดงความรักแก่พี่หยางคนดีให้สาแก่ใจ กับแค่จุ๊บมือน่ะมันน้อยนิดเอาไว้งานเลี้ยงตอนเที่ยงจัดเซอร์ไพรส์เสียหน่อยดีกว่า

ขยิบตาให้เจ้าของตาดุ ๆ คู่นั้นและวางแผนเอาไว้ในใจ เฉินอวี่เฉิงบอกตัวเองว่าให้อดทนไว้ขณะรับจานขนมมงคลจากมือพี่ชายมาตักป้อนให้หลี่หยางสวินตามธรรมเนียม ความรู้สึกที่ได้สวีทกันท่ามกลางคนมาก ๆ นี่มันยังไงกันนะ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเขาเสพติดการกระทำแบบนี้เข้าให้แล้วเมื่อพบคนพยายามทำหน้านิ่งแต่ใบหูขึ้นสีอย่างคู่หมั้นของเขา  ชายหนุ่มส่งยิ้มซุกซนยามที่อีกฝ่ายป้อนขนมตนกลับเช่นกัน ส่วนความรู้สึกของบรรดาญาติ ๆ ที่มองพวกเขาหวานแหววกันนั้น ขอไม่พูดถึงชั่วคราว

"เสี่ยวเฉิง ขึ้นไปพักและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะลูกแล้วค่อยลงมาต้อนรับแขกกัน"

"ครับหม่ามี้"

เฉินอวี่เฉิงรับคำเสียงใส งานหมั้นจบลงแล้วหลังแลกแหวนและป้อนขนมกันตามธรรมเนียม ไม่มีการคารวะน้ำชาเนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องจัดในงานแต่ง เมื่อจบพิธีสวมแหวนก็เป็นการจุดประทัดมงคลเสียงดังสนั่นฟ้าและนิ่งฟังท่านตาหลี่เฉียงพล่ามคำอวยพรอะไรสักอย่างที่เขาปล่อยให้มันผ่านหูไป กับคนคนนี้ฉากหน้าทำเป็นมีเมตตาปรานี ฉากหลังไม่ใช่ถือมีดแทงกันอยู่เรอะ ตอนนี้ปากอวยพรในใจอาจกำลังสาปแช่งให้ชีวิตคู่ของเขาวินาศฉิบหายก็ได้ ชายหนุ่มใส่ใจแต่กับถ้อยคำมงคลจากปากของบิดามารดาและหลี่อี้เหมยผู้เป็นแม่สามีเท่านั้น

 

ส่วนตอนกลางวันงานเลี้ยงแขก นี่สิเรียกว่างานหนักของจริง..

ชุดที่สวมใส่ยังเป็นสีแดงมงคลเช่นเดิมแต่เปลี่ยนจากชุดถังจวงแบบโบราณเป็นเชิ้ตแขนยาวสีขาวและสูทลำลองสีแดงเข้มแบบตะวันตก เฉินอวี่เฉิงมองตนเองผ่านกระจกแล้วพยักหน้า เขาชอบลายปักสีทองที่เป็นกิมมิคเล็ก ๆ เพิ่มความโดดเด่นบนเสื้อชุดนี้จริง ๆ ต้องขอบคุณสไตล์ลิสต์ที่ทำให้การใส่สีสด ๆ แบบนี้ออกมาดูดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ายืนเคียงคู่กับหลี่หยางสวิน เขาแน่ใจว่ามันจะออกมาดีแน่นอน

"ไปกันเถอะครับ"

คิดแล้วก็เดินออกจากห้องของตน ที่นี่คุณนายหลี่ผู้เลื่อนฐานะเป็นแม่สามีจัดไว้ให้ เพราะเฉินอวี่เฉิงหมั้นหมายกับหลี่หยางสวินจึงนับว่าเป็นคนสกุลหลี่ครึ่งตัวแล้ว จะแวะมาค้างคืนบ้างก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพื่อความสะดวกอีกฝ่ายจึงจัดห้องไว้ให้ จะได้ไม่ต้องย่องไปนอนกับคู่หมั้น อะแฮ่ม หมายถึงจะมาค้างก็ค้างได้ทันที ไม่วุ่นวาย

"อืม ทำตัวดี ๆ ล่ะเข้าใจไหม" หลี่หยางสวินที่อยู่ในชุดแบบเดียวกันเอ่ยเสียงขรึม ชายหนุ่มผู้ถูกโจมตีด้วยการจูบนิ้วเตือนไว้ก่อนไม่ให้คู่หมั้นของตนทำอะไรประเจิดประเจ้อ "ไปทักทายแขก จากนั้นก็กล่าวขอบคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มาร่วมงาน"

"แล้วจูบโชว์ใช่ไหม"

"แค่ขอบคุณเฉย ๆ ก็พอ"

“หอมแก้มก็ไม่ได้เร้อ?”

“นี่..”

"ทำหน้าแบบนั้นจะลงโทษผมเหรอ ทำได้น้า.. รอให้ลงโทษอยู่นะครับ รอจนปากจะเปื่อยแล้วเนี่ย"

"เฉินอวี่เฉิง"

น้ำเสียงเหมือนผู้ปกครองดังขึ้นอีกแล้วหลังจากโยงไปหาการลงโทษแบบถึงลูกถึงคนตอนนั้น เฉินอวี่เฉิงมองสีหน้าดุ ๆ ของคู่หมั้นตนแล้วหัวเราะเสียงกังวานใส คิดถึงเรื่องหลังจากช่วยกันไปจนโล่งสบายทั้งคู่แล้วอดเสียดายไม่ได้ สงสัยเขายังไม่มีคิวจะเสียตัวช่วงนี้แหง เพราะความจริงที่น่าเศร้าคือยังไม่ได้ต่อจากวันนั้นเลย ด้วยต่างคนต่างยุ่งกับงานหมั้นจนแทบไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ

"คิดแล้วน่าเสียดายจัง คืนนี้ค้างที่นี่ได้ไหมครับ?" ชายหนุ่มถามออกไปตรง ๆ

"ได้สิ" คำตอบนั้นทำให้เฉินอวี่เฉิงชะงัก "แต่นอนที่ห้องเธอนะ"

"ได้ครับ" เสียงตอบรับนั้นทำให้หลี่หยางสวินชะงักไม่ต่างกัน "นอนห้องผมที่คุณแม่จัดให้ แต่พี่ต้องมานอนด้วยกัน ผมไม่มีปัญหาเลย"

"เธอไม่มีปัญหา แต่ที่บ้านเธอน่ะสิจะดุเอา มีอย่างที่ไหนเพิ่งหมั้นกันก็นอนค้างอีกบ้านซะแล้ว" หลี่หยางสวินตอบอย่างรู้ดีว่าคนสกุลเฉินนั้นห่วงใยอีกฝ่ายแค่ไหน "ต่อให้จะบอกว่าเป็นคนสกุลหลี่แล้วครึ่งตัวก็เถอะ"

"งั้นเปลี่ยนเป็นจูบพี่แก้คิดถึงบนเวทีนะครับ"

"เฉินอวี่เฉิง ฉันเพิ่งดุเธอไปเมื่อกี้ ไม่สนใจเลยรึไง"

"สนใจสิครับแต่ไม่เข้าใจ ทำไมล่ะ ทุกคนจะได้รู้ว่าเราเต็มใจจะให้มีงานนี้เกิดขึ้น" ชายหนุ่มว่า "แล้วอีกอย่าง ผมคิดถึงพี่นี่นา ทำไมต้องมีธรรมเนียมห้ามเจอหน้ากันก่อนสามวันหนึ่งอาทิตย์อะไรนี่ก็ไม่รู้"

"ธรรมเนียมก็คือธรรมเนียม" หลี่หยางสวินทอดสายตามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่ทอแววอ่อนโยน เห็นท่าทีขัดใจเหมือนเด็กเล็ก ๆ นั่นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ "กับแค่ไม่เจอหน้ากันสามวัน คิดอะไรมากหืม?"

"คิดสิครับ คิดถึงไง" เฉินอวี่เฉิงตอบทันที เขาเดินเกาะแขนคู่หมั้นลงบันไดแล้วบ่นหงุงหงิง "ก็ไม่รู้หรอกนะว่าธรรมเนียมแบบนี้มันเริ่มเพราะอะไร จะบอกว่าทำให้คิดถึงกันมากขึ้นก็ช่างเถอะ นี่มันงานหมั้นนะครับ ไม่ใช่งานแต่งเสียหน่อย อุตส่าห์จัดพิธีแบบประยุกต์แล้วแท้ ๆ ทำไมต้องเหลือไอ้ห้ามเจอหน้าสามวันไว้ด้วย"

บ่นอุบอิบถึงพิธีทรมานตน (?) ที่เขาพบเจอก่อนการหมั้นหมาย อย่างที่พูดไปนั่นคือพิธีหมั้นของพวกเขาจัดขึ้นโดยลดทอนขั้นตอนยุ่งยากต่าง ๆ ออกไปมากเพื่อความสะดวกของทั้งสองฝ่าย การทำแบบนี้ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ว่าดันไม่ตัดไอ้ธรรมเนียมความเชื่อพิลึกอย่างห้ามเจ้าบ่าวเจอหน้ากันเป็นเวลาสามวันก่อนการหมั้นหมาย ถ้าเจอแล้วจะโชคร้ายอะไรแบบนั้น ผลเลยเป็นเฉินอวี่เฉิงอดคุยอดโทรหาอดเห็นหน้าพี่หยางสวินคนดีไปสามวันเป๊ะ ๆ ทำเอาคิดถึงแทบตาย ผลเลยกลายเป็นนั่งเหม่อมองหน้าอีกฝ่ายตอนจะสวมแหวนไงล่ะ

"ถ้าเป็นงานแต่งต้องห้ามเจอกันถึงสิบสี่วันเลยนะ" หลี่หยางสวินเห็นคนทำหน้ามุ่ย จึงเอ่ยปากอย่างนึกสนุก

"หา!"

แล้วเสียงอุทานและสีหน้าเหลอหลาของเฉินอวี่เฉิงนั่นก็น่าขำมากจริง ๆ

ยิ้มออกมาเล็กน้อยยามคนข้างกายชะงักเหวอไปแล้วเริ่มบ่นอย่างหงุดหงิด หลี่หยางสวินหลุบตาลงเล็กน้อย ชายหนุ่มปล่อยให้คู่หมั้นหมาด ๆ ของตนบ่นเรื่องความเชื่อแปลก ๆ ซึ่งทำเจ้าตัวไม่ถูกใจไปเรื่อยขณะพาอีกฝ่ายเดินออกจากคฤหาสน์มายังสวนกว้างด้านหน้าของสกุลหลี่ วันนี้อากาศแจ่มใส ไม่ร้อนจนเกินไปและมีลมพัดเบา ๆ เมื่อประกอบกับร่มและอุปกรณ์คลายความร้อนที่ถูกนำมาวางยังที่ต่าง ๆ ก็ทำให้ผู้ร่วมงานพออกพอใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

“เราต้องออกไปกันแล้ว” หลี่หยางสวินพาอีกฝ่ายเดินมาถึงทางเข้างานและเอ่ยขึ้นเบา ๆ “จากนี้ต้องไปทักทายคนมากมาย อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ขอให้ยิ้มเอาไว้ เข้าใจใช่ไหมเฉิงเฉิง”

“ครับ” เสียงเรียกชื่อเล่นของตนมาได้จังหวะจนอดยิ้มไม่ได้ “พูดแบบนี้ต่อให้ข้างหน้ามีระเบิดอยู่ผมก็ไปกับพี่แน่นอน”

“ไม่มีระเบิดหรอก” หลี่หยางสวินคล้ายจะยิ้มออกมา หากประโยคหลังที่เอ่ยนั้นเบาลง “ที่อยู่ตรงนั้นน่ะก็แค่ด่านแรกของสะใภ้ตระกูลหลี่เท่านั้น”

เฉินอวี่เฉิงฟังแล้วร้องหือ เขาคิดจะไต่ถามอะไรเพิ่มเติมแต่คนข้างกายก็ไม่ตอบแล้ว ชายหนุ่มนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากเดินเคียงคู่กันเข้าไปด้านใน ภายในงานมีนักดนตรีตั้งเวทีเล็กบรรเลงเพลงคลาสสิคหวาน ๆ เหมาะสมกับงานมงคล ถัดจากนั้นก็เป็นเวทียกพื้นเตี้ย ๆ ซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างดีและมีการประดับดอกไม้สีสันสวยงาม ทั้งหมดถูกจัดวางสำหรับตัวเอกของงานอันได้แก่หลี่หยางสวินและเฉินอวี่เฉิง ดังนั้นเมื่อพวกเขาเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดสนใจได้ในทันที เสียงหัวเราะพูดคุยหรือแสดงความยินดีต่างเงียบลงอย่างรู้จังหวะ  

"อาสวิน อาเฉิง พวกลูกมาแล้ว มานี่สิ เข้ามาทักทายเพื่อนแม่ก่อนจ้ะ"

“ครับแม่”

หลี่อี้เหมยเดินมาถึงตัวพวกเขาก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อีกฝ่ายในฐานะแม่งานแต่งตัวด้วยชุดสีสันสดใสและมีรอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้า ดวงตาคู่งามนั้นเต็มไปด้วยความพึงใจเมื่อบุตรชายเข้าใกล้คำว่าเป็นฝั่งเป็นฝา มือหนึ่งจึงแตะแผ่นหลังร่างสูงใหญ่ของบุตรชาย ส่วนอีกมือก็จับจูงว่าที่ลูกสะใภ้พลางบีบมือเบา ๆ

“นี่คุณนายหลิน อาสวินคงเคยพบแล้วแต่อาเฉิงน่าจะเพิ่งเจอหน้า คุณนายหลินเพิ่งกลับจากยุโรปสองวันก่อนเองจ๊ะ เพื่อนแม่น่ะตั้งอกตั้งใจมางานนี้โดยเฉพาะเลยนะ ฯลฯ”

อา..

นี่สินะ

เฉินอวี่เฉิงยิ้มหวาน ชายหนุ่มนึกถึงคำพูดของคู่หมั้นขึ้นมาทันที เขาฟังเสียงเจื้อยแจ้วช่วยแนะนำตัวและเดินตามหลี่อี้เหมยกับหลี่หยางสวินไปหาคนเหล่านั้นอย่างว่าง่าย งานแรกของลูกสะใภ้ ชายหนุ่มท่องไว้ในใจขณะใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เวลาเอ่ยปากทักทายก็ต้องส่งเสียงสดใสและหัวเราะจนตาหยีจนใครเห็นก็ชี้ชวนว่าน่าเอ็นดูนัก แล้วจากนั้นเฉินอวี่เฉิงก็หัวเราะ พูดขอบคุณและเอ่ยปากเยินยอคนที่ชมเขาอีกหลายประโยคเพื่อสร้างความประทับใจ ชายหนุ่มทำแบบนั้นซ้ำ ๆ ในหัวก็พยายามจดจำใบหน้าและลักษณะท่าทีของคนเหล่านั้นไว้อย่างใส่ใจ

เพราะคนพวกนั้นคือ เพื่อนของหลี่อี้เหมย บ้างก็มาจากแผ่นดินใหญ่ บ้างก็บินมาจากยุโรปหรืออย่างใกล้ก็มาจากไต้หวัน คนเหล่านี้เป็นคนสำคัญ เป็นเส้นสายทางธุรกิจที่ตัวเขาในฐานะว่าที่ภรรยาของหลี่หยางสวินต้องทำความรู้จักทักทาย รวมทั้งพยายามสานต่อความสนิทสนมเหล่านี้เอาไว้เพื่อธุรกิจของสกุลหลี่ในอนาคต

หลี่หยางสวินพูดถูกแล้ว นี่เป็นด่านแรก และเป็นหน้าสำคัญของลูกสะใภ้อย่างเขา

การแต่งเข้าสกุลหลี่ไม่ใช่การเข้ามาเป็นคุณนายน้อยกิน ๆ นอน ๆ จริง ๆ นั่นล่ะ นอกจากต้องรับมือกับคุณตาอสรพิษพร้อมพรรคพวกและกลอุบายทั้งหลาย ยังต้องทำตัวเป็นทูตสันถวไมตรี ผูกมิตรกับคนนั้นคนนี้เพื่อผลประโยชน์และเส้นสายในอนาคต นี่ยังโชคดีที่เฉินอวี่เฉิงเริ่มให้ความสนใจเรื่องธุรกิจ ได้นั่งอ่านหนังสือและซึมซับเรื่องพวกนี้ไว้บ้างจึงไม่ขายหน้า แต่ให้ฉีกยิ้มไม่หยุดแบบนี้มันก็เมื่อยน่าดูเหมือนกัน

แต่จะทำยังไงล่ะ มาถึงตรงนี้แล้วจะถอยเหรอ

เหลือบมองเสี้ยวหน้าคมคายที่ยืนสนทนาอยู่กับชายคนหนึ่ง ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา

ก็อย่างที่บอกไว้ว่าต่อให้มีระเบิดอยู่ก็จะเดินเคียงข้างและไม่คิดจะถอย เฉินอวี่เฉิงเองก็ไม่เปลี่ยนใจ มีรางวัลล้ำค่าอย่างหลี่หยางสวินอยู่ตรงนี้ เขาไม่เหนื่อยหรอก

++++++++++++++++



#สามีของผม  พิธีการหมั้นเป็นเรื่องสมมติขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์จริง  รีดอยู่ในงานน้องเฉิงเฉิงแล้วเป็นยังไงกันบ้างคะ คอมเมนต์คุยกันได้นะคะ ตอนหน้าเรายังอยู่ในงานกันอีกตอนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น