(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 15 : กลับไปหาสามี 15 : ยินดีที่ได้รู้จัก(อีกครั้ง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    2 เม.ย. 63


 

 

หลี่อี้เหมยเดินทางไปเฉิงตูตอนบ่ายสองโมงครึ่ง ด้วยรถไฟความเร็วสูงข้ามจากเกาะฮ่องกงไปยังจีน ฉันไม่ยอมให้แม่ฉันเป็นอะไรไปหรอก"

 

นั่นสินะ..

ร่างเพรียวนิ่งชะงัก ดวงตาหงส์คู่งามที่แดงช้ำกะพริบปริบ ๆ เฉินอวี่เฉิงเงียบไปและใช้เวลาอยู่อึดใจหนึ่งในการกลั่นกรองข้อมูลที่ตนได้รับมา ก่อนที่มือขาวซึ่งกำคอปกเสื้อเชิ้ตราคาแพงของคนตรงหน้าคลายออกช้า ๆ เขาผ่อนอาการเกร็งบนร่างกายและหล่นตุ้บลงบนร่างแกร่งที่ตนคร่อมทับไว้

หลี่อี้เหมยไม่เป็นอะไร ยังไม่เป็นอะไร..

งานสำคัญไม่ควรเลื่อน เมื่อทราบว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ก็ไปด้วยรถไฟแทน เรื่องราวมันก็แค่นั้น หลี่หยางสวินไม่มีทางลืมว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนสำคัญ แต่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องวิ่งวุ่นโวยวายเหมือนเขา ก็แค่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของเรื่องราวอย่างเงียบ ๆ ด้วยเหตุผลข้ออ้างสักอันและเฝ้าดูอย่างระมัดระวังให้ทุกอย่างดำเนินไป ไม่กระโตกกระตากอย่างโง่ ๆ จนน่าสงสัยแบบเฉินอวี่เฉิงแน่นอน

สบตาสีน้ำตาลคู่นั้นที่มองมาอย่างเยือกเย็นแล้วพลันก็รู้สึกแสบแปลบที่อก หลังจากความโล่งใจคือความรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวและยังรู้สึกเหมือนคนโง่ไปด้วย โง่จริง ๆ นั่นล่ะ เฉินอวี่เฉิงรู้สึกว่าตัวเองที่วิ่งพล่านเหมือนหนูติดจั่นนี่มันงี่เง่าชะมัด เขาควรจะคิดออกแต่แรกว่าหลี่หยางสวินไม่มีทางให้แม่ตัวเองเป็นอะไร เขาควรจะรู้อยู่แล้วว่าชายหนุ่มผู้เก่งกาจตรงหน้าจะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงเรื่องราวเลวร้ายทุกอย่างได้ เขาต้องรู้สิในเมื่อหลี่หยางสวินบอกเองว่าจะไม่มีทางปล่อยให้อะไร ๆ มันเป็นเหมือนเดิม

"..."

ก้มมองสภาพตัวเองแล้วยิ่งรู้สึกโง่เข้าไปใหญ่ เฉินอวี่เฉิงคลายมือที่กำเสื้อเชิ้ตหรูและมองตัวเขาที่กระโจนใส่ร่างสูงใหญ่ของหลี่หยางสวินจนสูทยับย่นไปหมดแล้วยิ่งอับอาย ใบหน้าและหูเหอของเขาแดงไปหมดเมื่อเห็นสภาพตนเอง แค่เชิ้ตสีเทาตัวหลวม ๆ น่ะพอไหว ยังบอกได้ว่าแฟชั่น แต่กางเกงขาสั่นและรองเท้าสลิปเปอร์แบบใส่อยู่บ้านนี่มันยังไง มิน่าล่ะพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ถึงไม่ให้เขาขึ้นมาและยืนยันจะเรียกยามอย่างเดียว

"ผะ.."

"ยังใจร้อนเหมือนเดิมเลยนะ" ไม่ทันจะเอ่ยปากขอโทษ น้ำเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจ หลี่หยางสวินผู้ถูกคร่อมทับอยู่ใต้ร่างยกมือเสยผมช้า ๆ แม้ไม่ได้ใช้แววตาตำหนิแต่แฝงความหน่ายระอาอยู่ภายใน "พอถึงเวลามาก็โวยวาย ไม่ฟังใคร ไม่สนใจใคร.. ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ"

"..." จะให้บอกความรู้สึกยังไงดีล่ะกับนิสัยเสียของตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายพูดถึงซะด้วยสีหน้าแบบนั้น เฉินอวี่เฉิงพูดไม่ออก เขาได้แต่ขบริมฝีปากแน่น

"เอาเถอะ รู้แล้วก็ดี นี่หมดธุระแล้วใช่ไหม"

"ครับ ขอโทษครับ" ยิ่งได้ยินเสียงรำคาญใจ ยิ่งรู้ว่าความห่วงหากระวนกระวายของตนเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ เขาก็ยิ่งขบฟันลงไปจนแทบลิ้มรสเลือด เฉินอวี่เฉิงก้มหน้าแทบซุกอกเมื่อความรู้สึกที่ว่าตัวเองมันตัวไร้ประโยชน์เข้าโจมตีไม่เลิกรา "ผมขอโทษ"

ชายหนุ่มได้ยินเสียงถอนหายใจ แล้วน้ำเสียงแข็ง ๆ นั่นก็อ่อนลง "ดูจากการแต่งตัวหรือท่าทางของเธอ พอรู้ข่าวคงจะรีบวิ่งมาล่ะสิ"

"... ก็ผมตกใจ" น้ำเสียงรู้ดีนั่นแม้จะน่าหมั่นไส้แต่ยังดีกว่าความเบื่อหน่ายเมื่อกี้ เฉินอวี่เฉิงพอจะใจชื้นขึ้นบ้าง เขาเบือนหน้าไปอีกทาง กะพริบตาถี่ ๆ ไล่น้ำตาและเก็บกวาดเศษหน้าตัวเองที่ร่วงกราว

"ถ้าอย่างนั้นก็วางใจได้แล้ว มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก" น้ำเสียงแข็ง ๆ ปลอบไม่เหมือนปลอบแต่ก็ให้กันได้แค่นั้น หลี่หยางสวินหรี่ตามองร่างเพรียวที่คร่อมทับตนอยู่เมื่อเห็นว่าสีหน้าดีขึ้นก็ขยับตัวเชิงให้อีกฝ่ายลุกออกไป

"ครับ ขอโทษ ผมคิดมากไปเอง"

สูดลมหายใจลึก ๆ สงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันมาสบตาคู่นั้นแล้วขบริมฝีปากอีกครา เฉินอวี่เฉิงขยับลุกออกจากร่างของอีกฝ่ายพร้อม ๆ กันนั้นก็ตระหนักว่านี่เป็นการพบกันอีกครั้งหลังจากตนไม่ได้พูดคุยและติดต่อกับหลี่หยางสวินมาหลายวันแล้ว แต่เท่าที่ดูก็เหมือนคนคนนี้จะไม่เป็นอะไร ชายหนุ่มเหลือบมองใบหน้าคมคายที่นิ่งสนิทขณะกระชับสูทเข้าตัวและดึงไม่ให้มันยับย่นอยู่ในที หลี่หยางสวินยังคงเป็นหลี่หยางสวิน เป็นชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งดั่งหินผาและเคร่งขรึมพูดน้อยคนเดิม... ยังคงเป็นอย่างเดิมไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเฉินอวี่เฉิงก็ตาม

เอาอีกแล้ว... ไอ้ความรู้สึกโง่งมและน้อยเนื้อต่ำใจนี่มันมาจากไหนนะ แต่เดิมที่ไม่กล้าทักไปก็เพราะรู้สึกผิดที่พูดจาแย่แท้ ๆ แล้วจะมาทำอารมณ์อ่อนไหวเหมือนเด็กผู้หญิงทำไมล่ะ เฉินอวี่เฉิงกำลังหวังอะไร อยากให้หลี่หยางสวินเป็นฝ่ายยิ้มแย้มและเข้าหาเขาเหมือนเดิมอย่างนั้นเหรอ นั่นน่ะคงเป็นสิ่งในอดีตที่ไม่มีทางหวนกลับมาอีกเท่านั้น

ก๊อก ๆ

"ท่านประธานคะ หมดเวลาพักห้านาทีแล้วค่ะ"

"ขอโทษที่มากวนเวลาทำงานครับ ผมไปล่ะ"

เสียงบอกเวลาด้านนอกทำให้เฉินอวี่เฉิงตระหนักว่าตัวเขาเข้ามาเอะอะโวยวายเพื่อทำคนเสียเวลาแท้ ๆ ไม่มีประโยชน์อื่นใด เห็นแล้วรู้เลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหัวเสียขนาดนั้น เพราะความใจร้อนไม่ฟังใครของเขาทำให้ต้องหยุดการประชุมและยังต้องฟังเรื่องไร้สาระจากปากของเฉินอวี่เฉิงอีก งานนี้ต่อให้หน้าหนาแค่ไหนก็ต้องขอตัวไปแล้วจริง ๆ

"เดี๋ยว"

แต่ก่อนจะหมุนกายออกไปหลี่หยางสวินก็ทักขึ้นมาเสียก่อน เฉินอวี่เฉิงมองสบตาคู่นั้นที่จ้องมองมาทางตน แม้ดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยจะยังเข้มลึกและไม่อาจหยั่งถึงความรู้สึกเช่นเดิม หลี่หยางสวินก็ยังเอื้อมมือมา แตะเข้าที่แขนของเขานิด ๆ ก่อนจะชักกลับไป

"แต่งตัวแบบนี้อย่าเพิ่งออกไปไหนเลย ฉันจะให้เว่ยซูเหยาซื้อเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้"

"ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทันระวัง" เฉินอวี่เฉิงคิดถึงเสื้อผ้าตนเองแล้วถอนหายใจเฮือก "แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ แค่นี้เอง ไปเรียกแท็กซี่คงมีคนรับอยู่แหละ"

เสียงหัวเราะกับมุกฝืด ๆ นั้นเงียบหายไปเมื่ออีกฝ่ายจับจ้องนานเข้า ตาดุ ๆ คู่นั้นพอได้มองกันจริง ๆ แล้วก็ทำเอาหน้าเจื่อน เฉินอวี่เฉิงจึงได้แต่เงียบแล้วหุบปากฉับ

"รออยู่ที่นี่ก่อน ตอนเย็นค่อยออกไปด้วยกัน"

เสียงเคร่งพร้อมกับร่างสูงที่หมุนกายไปยังประตูเมื่อถูกเร่งให้ออกไปอีกครั้ง หลี่หยางสวินหันมาจ้องกดดันด้วยดวงตาคู่นั้นอีกคราเชิงว่าให้ทำตามที่บอก จุดนี้แม้จะงวยงงเหมือนถูกแขวนค้างไว้กลางเรื่องแค่ไหน เฉินอวี่เฉิงก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกะพริบตาปริบ ๆ รับคำอ้อมแอ้ม ไม่กล้าขัดใจพ่อคุณ

"ถึงจะมาเพราะไม่รู้... แต่ก็ขอบคุณ" เสียงทุ้มนั้นเบาเสียจนคนฟังนึกว่าหูฝาด ใจความอันแสนดีทำให้เฉินอวี่เฉิงเงยหน้าขวับอย่างไม่อยากเชื่อหู หัวใจที่เคยเต้นเอื่อย ๆ ด้วยความหดหู่เปลี่ยนจังหวะรวดเร็วแทบไม่ทันตั้งตัว "แม่ฉันคงดีใจที่เธอเป็นห่วงท่านด้วยใจจริง"

"ห่วงสิครับ เหมือนผมเป็นห่วงพี่นั่นแหละ" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เมินเฉยกันซะทีเดียว คนหน้าด้านก็มีรอยยิ้มประดับทันทีราวกับเสกขึ้นมา เฉินอวี่เฉิงคลายสีหน้าเงื่องหงอยเปลี่ยนเป็นหัวเราะร่า รีบตะโกนบอกก่อนที่ประตูห้องทำงานจะถูกงับปิด

"ทีหลังมีอะไรก็โทร"

"ก็หัดรับสายผมซะบ้างสิ!"

เฉินอวี่เฉิงโต้กลับทันควันราวกับรออยู่แล้ว น้ำเสียงดุ ๆ นั้นทำอะไรไม่ได้เมื่อคนถูกดุเปลี่ยนมายิ้มแย้มมีความสุขอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน หลี่หยางสวินถึงจะชินกับมันไม่น้อยแต่ก็ยังชะงักไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มได้แต่สำทับตามเสียงเฉียบ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้เช่นเคย ดังนั้นสิ่งที่เห็นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดประตูห้องทำงานก็คือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขทั้งที่ดวงตาแดงก่ำและจมูกชื้นขึ้นสีบ่งชัดว่าผ่านการร่ำไห้ ชั่วขณะหนึ่งความอยากรู้ผลักดันให้คิดสงสัย อยากรู้ว่าอะไรทำให้เจ้าตัวเสียน้ำตา แต่หลี่หยางสวินก็ใช้คำว่างานดึงตัวเองกลับมาสู่ปัจจุบัน

ประตูปิดลงแล้ว เฉินอวี่เฉิงหุบยิ้มขณะบานไม้งับลงไปและค่อย ๆ หมุนตัวมองภายในห้องทำงานที่ตนพอจำได้ และไหน ๆ ก็ไม่มีใครอยู่.. ชายหนุ่มก้าวสำรวจมันช้า ๆ ดวงตาคู่งามฉายแววรำลึก ไม่รู้จะขำหรือรู้สึกยังไงดีที่ห้องนี้ยังคงเหมือนเดิม มีเฟอร์นิเจอร์แบบเดิม บรรยากาศแบบเดิม ๆ ชวนให้คิดถึงเหลือเกิน

ลูบโซฟาหนังเนื้อดีสีน้ำตาล จ้องมองแจกันโบราณที่ตั้งไว้ยังมุมห้อง เฉินอวี่เฉิงอดคิดไม่ได้ว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าตอนนั้นเขาไม่ใจร้อนและขาดสติจนทำเรื่องบ้า ๆ ชายหนุ่มทอดถอนใจ แต่คิดแล้วก็ยังต้องเตือนตัวเองว่าเอาแต่นึกถึงอดีตมันช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นเขาจึงเอนตัวลงพิงเบาะนุ่มและยิ้ม เห็นกล้องวงจรปิดก็แอบหัวเราะแค่น ๆ ว่าจากที่เคยเป็นภรรยาซึ่งมีสิทธิ์แตะต้องทุกอย่างในห้อง กลับต้องกลายเป็นว่าที่คู่หมั้นซึ่งไม่รู้จะถูกเขี่ยออกเมื่อไหร่ซะแล้ว ความแตกต่างพวกนี้ทำให้สะท้อนใจเหลือเกิน

แต่ถึงอย่างนั้น.. จะให้ไปก็ไปไหนไม่รอดอยู่ดี

ช่วงเวลาที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่เคยคิด ช่วงที่นิ่งเงียบไม่ติดต่อกับอีกฝ่าย เขาก็เคยคิดเหมือนกันว่าหยุดเสียตอนนี้ดีกว่า ตามตื๊อไปมีแต่ทรมานแบบนี้เลิกซะดีกว่า ทำตามคำเตือนของหลี่หยางสวิน บอกว่าเราต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปมันคงง่ายกว่านั้น ไหน ๆ อีกฝ่ายก็บอกว่าจะช่วยเหลือสนับสนุนแล้วเฉินอวี่เฉิงก็แค่มุ่งไปหาอนาคตของตนเอง เขาก็แค่ลืมเรื่องเก่า ๆ ไปซะและจากนั้นก็มีชีวิต มีความสุข มีอิสระอย่างที่เคยฝัน

แต่พอคิดจะทำแบบนั้น เขากลับไม่มีความสุขเลยสักนิด..

นึกปวดหัวกับความยึดติดของตัวเองเหลือเกิน เฉินอวี่เฉิงมีเวลามากมายให้ถอนตัวและเปลี่ยนใจแท้ ๆ แต่เขากลับปฏิเสธ ไม่อยากถอย ไม่อยากเปลี่ยนแปลงไป แม้เฉินอวี่เฉิงจะรู้ดีว่านี่อาจเป็นแค่การทึกทักคิดไปเอง หรือการเอาแต่ยึดติดอีกฝ่ายเหมือนไม้ไร้รากเพราะความหวาดกลัว แต่เขามองหาจุดหมายอื่นนอกจากการอยู่ข้างหลี่หยางสวินไม่ได้จริง ๆ

ชีวิตนี้เฉินอวี่เฉิงได้ย้อนคืนมาเพื่อหลี่หยางสวิน เพื่อเป็นภรรยาของหลี่หยางสวินเท่านั้น

 

 

"ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้า"

น้ำเสียงเคร่ง ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้คนที่ผล็อยหลับไปกะพริบตาปริบ ๆ เฉินอวี่เฉิงชะงักเล็กน้อย ชายหนุ่มโผเผโงนเงนลุกขึ้นมาจากโซฟาตัวยาวสำหรับใช้รับแขกที่ตนจำได้ว่าผล็อยหลับไป ร่างเพรียวในชุดเดิมขยับมองซ้ายมองขวา เห็นดวงตะวันที่บ่งบอกว่ากำลังเข้าสู่ยามเย็นจากบานหน้าต่างทรงสูงก็นั่งขยี้ตาพลางหาวไปด้วยขณะทบทวนความทรงจำ ก่อนจะค่อย ๆ ระลึกขึ้นได้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน แน่นอนว่านี่คือบริษัท LH คอนสตรัคชั่นของสกุลหลี่ และที่ ๆ เขาอยู่นี่ก็เหมือนจะเป็นห้องทำงานของหลี่หยางสวิน ที่ผล็อยหลับไปก็เพราะคลายความเหนื่อยและความกังวลแท้ ๆ

"ว้าว ขอบคุณนะครับ"

ละสายตาจากหลี่หยางสวินที่กำลังนั่งเซ็นเอกสารมามองกางเกงขายาวสีสุภาพและรองเท้าผ้าใบอันใหม่ มองอย่างไรก็เป็นของที่ตรงกับไซส์ของเขาไม่ผิดเพี้ยน ความใส่ใจเช่นนี้ทำให้เฉินอวี่เฉิงยิ้มหวาน ชายหนุ่มคิดถึงคำสั่งกลาย ๆ ของหลี่หยางสวินที่บอกให้ตนอยู่ที่นี่แล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ สองมือรวบเอาข้าวของเบื้องหน้าและลุกขึ้น หมุนตัวก้าวเข้าไปยังจุดหมายซึ่งก็คือห้องน้ำด้านในที่ยังจำได้ดี

"ที่บ้านเธอโทรมา" คำพูดนั้นทำให้คนที่กำลังจะก้าวไปในห้องแต่งตัวชะงัก เฉินอวี่เฉิงสบตากับหลี่หยางสวินซึ่งเงยหน้ามาสบตากัน "ฉันบอกไปแล้วว่าเธออยู่กับฉัน ไม่ต้องเป็นห่วง"

"แล้วจะไปส่งผมไหมครับ?"

"ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า"

"ผมหิวข้าวอะ"

"ฉันบอกว่าไปเปลี่ยน"

"จะเลี้ยงมื้อเย็นสินะ ขอบคุณครับพี่หยางสวิน"

พูดจาเข้าข้างตัวเองหน้าตาเฉยได้แล้วก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าจากนั้นก็เดินออกมายิ้มซื่อใส่ เฉินอวี่เฉิงมองหลี่หยางสวินที่นอกจากจะถอนใจระอาไล่หลังแล้วก็ยังคงคร่ำเคร่งเซ็นเอกสารไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากันแม้แต่น้อย ชายหนุ่มมองใบหน้าคมคายที่มีเสน่ห์อย่างประหลาดยามกำลังตั้งอกตั้งใจเบื้องหน้าแล้วตัดสินใจเดินมานั่งที่โซฟาตัวเดิม ไม่คิดจะไปก่อกวนให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ

"วันนี้งานหนักเหรอครับ"

ชายหนุ่มมองนาฬิกาตรงผนัง และพบว่ามันใกล้จะห้าโมง เขาเอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"ไม่มีอะไรมาก แค่เซ็นอนุมัติโปรเจกหลังจบการประชุม"

"ผมทำให้พี่เสียเวลา ขอโทษด้วยนะครับ" เฉินอวี่เฉิงถอนหายใจเบา ๆ ด้วยตระหนักว่าตนคือต้นเหตุให้อีกฝ่ายเสียเวลา "ผม.. ใจร้อนไปมากอย่างที่พี่ว่าจริง ๆ"

"ช่างมันเถอะ"

ฟังคนบอกรับและปัด ๆ ทิ้งเหมือนจะรำคาญอย่างนั้นแล้วจะทำยังไงดี เฉินอวี่เฉิงมองเสี้ยวหน้าคมคายที่ยังจดจ่ออยู่กับงานแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้แต่ปล่อยให้ความเงียบวนเวียนระหว่างเรา ไม่ได้เจอกันพักหนึ่งเหมือนจะผอมขึ้นมาอีกแล้ว เฉินอวี่เฉิงหรี่ตามองสำรวจอีกฝ่าย จากนั้นก็ถอนหายใจ นึกถึงช่วงที่ไม่ได้คุยกันเขาเคยมีถ้อยคำอยากจะพูดมากมาย แต่พอถึงตรงนี้แล้วกลับไม่รู้จะบอกอะไรออกไปดี

"ผมขอโทษ"

หลังจากความเงียบอันยาวนานผ่านไป เฉินอวี่เฉิงก็ยังมีแต่คำนี้

"ฉันบอกแล้วว่าเธอไม่จำเป็นต้อ..."

หลี่หยางสวินเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ชายหนุ่มเอ่ยปากปฏิเสธตามวิสัย แต่ครานี้กลับต้องเงียบไปเมื่อได้สบตาสีดำสนิทที่วาววับของคนตรงหน้า

"ที่ผมพูดไม่ดีกับพี่วันนั้น ผมขอโทษครับ" คำพูดนี้ย้อนไปถึงตรงไหนต่างฝ่ายต่างก็รู้ เฉินอวี่เฉิงจ้องมองดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายและยิ้มเศร้า ๆ ออกมาเมื่อคิดว่าเขาทำให้คนตรงหน้าเจ็บปวดเพราะคำพูดของตนอีกแล้ว "ทั้งที่ผมคิดจะแก้ไขตัวเอง อยากจะเปลี่ยนแปลง อยากเลิกทำนิสัยแย่ ๆ แต่ผมก็ยังทำมันจนได้"

"..."

"ทั้งที่บอกว่าจะไม่ทำให้พี่เสียใจแท้ ๆ"

"ฉันไม่ได้เสียใจ" หลี่หยางสวินนิ่งไปก่อนจะกระแอม กลับมาคงมาดขรึมอีกครั้งได้ไม่ยาก "นั่นเป็นนิสัยปกติของเธอ ฉันชินแล้ว"

"นั่นมัน... น่าเจ็บใจซะยิ่งกว่าบอกว่าโมโหอีก" เฉินอวี่เฉิงได้แต่หัวเราะโง่ ๆ ออกมา ถึงเขาจะเตรียมใจไว้แล้วว่าจะได้รับถ้อยคำถากถาง แต่กลับคาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นคำตอบรับเช่นนี้ "พอคิดว่าผมทำตัวแบบนี้มาตลอด ทำนิสัยแย่ ๆ ใส่พี่มาตลอดจนพี่บอกว่าชินแล้ว ไม่ถือสา ไม่สนใจว่าคำพูดที่ออกมาจะเป็นยังไง.. มันเจ็บปวดมากเลย"

หลี่หยางสวินไม่ตอบอะไรนอกจากถอนหายใจยาว ๆ

"ผมขอโทษนะครับ ที่ผ่านมาพี่เองก็ต้องอดทนมาแบบนี้ใช่ไหม ต้องทนมาตลอด.." เฉินอวี่เฉิงเห็นอีกฝ่ายถอนหายใจ ตนเองก็ได้แต่ยิ้มเศร้า ชายหนุ่มลุกขึ้นและก้าวขาไปหาคนที่กำลังทำงานอยู่ "ผมรู้ว่าคำขอโทษมันฟังไม่ขึ้น คำว่าขอโทษนี่พี่เองก็คงฟังมาจนเบื่อแล้ว.. งั้นผมขอเปลี่ยนเป็นคำว่าจะปรับปรุงได้ไหม?"

"..."

"ผมชอบพี่จริง ๆ นะ" ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ "ชอบ และดูเหมือนจะชอบมากขึ้นทุกทีเลยแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมบอกว่าจะตามจีบ แต่ก็เหมือนจะทำแบบโง่ ๆ และทำให้เรื่องมันแย่เข้าไปใหญ่ ผมบอกว่าจะแก้ตัว จะพยายาม แต่สิ่งที่ทำคือการสร้างรอยแผลระหว่างเราให้ลึกมากขึ้น"

"ผมยืนยันคำเดิมว่าผมเกลียดหลี่เฉาซี ผมไม่คิดจะถอนคำพูดหรอกนะ" คิดถึงเรื่องนี้ทั้งแววตาและน้ำเสียงของเขาก็กระด้างขึ้นทันควัน "ผมไม่ชอบเขา และไม่คิดจะดีกับเขาไม่ว่าตอนนี้เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรืออะไรก็ตาม ผมไม่สนใจ แต่ผมก็จะไม่บังคับให้พี่เกลียดเขาไปด้วยกัน หรือกำจัดเขาให้ผมอีก เพราะเกลียดเลยต่างคนต่างอยู่ ผมจะไม่ยุ่งกับเขาถ้าเขาไม่ยุ่งกับผม ผมจะทำแบบนั้น ทำแบบที่พี่เคยพูดว่าอย่ายุ่งกัน.. เท่านั้นพอ"

"แต่ผมเลิกยุ่งกับพี่ไม่ได้หรอกครับ พี่หยางสวิน" เฉินอวี่เฉิงพูดช้า ๆ เขาพอใจเมื่ออีกฝ่ายยอมวางปากกาลงมาฟังถ้อยคำอันจริงจังของตนในที่สุด "ผมขอโทษที่ให้พี่ไม่ได้ ผมขอโทษที่ไม่อาจจะ... ต่างคนต่างอยู่ เรื่องที่แล้วมาก็ให้แล้วไปและจบกันอย่างที่พี่บอก ผมขอโทษที่ผมไม่อาจทำแบบนั้นเพราะผมชอบพี่มากจริง ๆ"

"ทั้งที่ฉันคิดว่าเธอแค่เปลี่ยนเป้าหมายจากผู้ชายคนนั้นมาที่ตัวเองน่ะเหรอ?"

"ครับ จะคิดอะไรก็คิดไป มันเป็นสิทธิ์ของพี่นี่" ถูกทักแบบนั้นก็ชวนให้เสียความมั่นใจเหมือนกัน เฉินอวี่เฉิงหน้าเสียไปวูบหนึ่งแต่ก็ยังยืนยันมั่นคง "พี่จะมองว่าผมคิดอะไรก็ได้ ตามสบายเลย มันเป็นเรื่องของพี่ ตัวผมก็แค่มีหน้าที่เปลี่ยนแปลงมัน ถึงมันจะยากหน่อย.. แต่ผมก็จะทำให้พี่เชื่อมั่นในตัวผมอีกครั้ง ผมจะพยายาม"

"ไม่ว่าพี่จะชอบคุณเว่ยจริง ๆ หรือคิดจะทำอะไรก็ตาม ผมก็ไม่สน ผมจะเปิดทางให้พี่อย่างที่ผมหวังว่าพี่จะเปิดโอกาสให้ผม... ผมอยากให้หลี่หยางสวินมองผมตอนนี้ มองเฉินอวี่เฉิงคนปัจจุบันไม่ใช่คนในอดีตที่ใจร้ายคนนั้นสักครั้ง"

พูดออกไปแล้วพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ เฉินอวี่เฉิงรู้แล้วว่ากำแพงอย่างหนึ่งระหว่างเราที่ไม่อาจข้ามไปและไม่อาจเริ่มใหม่ได้เพราะคำว่าอดีต เพราะเรื่องราวในตอนนั้นมันเลวร้ายเกินไปจึงไม่อาจก้าวผ่านและทำใจได้ เพราะชีวิตที่ผ่านมาเราทำร้ายกันรุนแรงเกินไป ต่างคนจึงไม่อาจเปิดตามองอีกฝ่ายในปัจจุบันเสียที

เฉินอวี่เฉิงก็แค่ต้องยอมรับ หลี่หยางสวินคนนี้ไม่ใช่ผู้ชายบ้ารักที่เคยอ่อนโยนและตามใจเขาทุกอย่าง และเฉินอวี่เฉิงก็อยากให้หลี่หยางสวินยอมมองตัวเขาคนปัจจุบันที่ไม่ใช่ชายผู้เลวร้ายคนเดิม

“ผมเคยบอกว่าผมจะจีบพี่ ผมอยากให้พี่ให้โอกาสผม แต่ความจริงผมพูดผิดไปหน่อย” ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม ๆ “ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผมว่าเราควรจะเริ่มกันใหม่ตั้งแต่แรก ผมอยากขอให้พี่มองกันที่ปัจจุบัน มองตัวผมคนนี้  เฉินอวี่เฉิงที่ไม่ใช่คนในอดีต”

“มองผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าพี่ เรามามองกันที่ปัจจุบัน และรู้จักกันใหม่อีกครั้งได้ไหมครับ?”

ได้ไหม

ขอแค่ให้เรื่องที่ผ่านมามันเป็นบทเรียนแล้วเริ่มต้นใหม่ เริ่มรู้จักกันอีกครั้ง สานสัมพันธ์กันอีกครั้งโดยไม่มีเงาในอดีตปกคลุม

นี่เป็นการเดิมพันอย่างหนึ่งของเขาแล้ว เพราะหากหลี่หยางสวินไม่คิดจะมองเฉินอวี่เฉิงคนนี้จริง ๆ ก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้โอกาสกันอีก ถ้ามัวแต่มองเฉินอวี่เฉิงคนเก่าและเฝ้าอคติเช่นนั้นความสัมพันธ์ก็คงไม่ไปไหน ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไรก็ไร้ค่า จะเอาหัวใจมากองไว้ตรงหน้าหลี่หยางสวินก็คงมองเมินเท่านั้น

"คุณหลี่หยางสวิน ผมเฉินอวี่เฉิง ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

"อืม"

เงียบไปนาน นานเสียจนคิดว่าสิ่งที่พูดออกมาจะกลายเป็นเพียงลมปากที่ไร้คนสนใจ หลี่หยางสวินผู้ซึ่งหันไปเซ็นเอกสารก็ปิดแฟ้ม วางปากกาและพยักหน้าเงียบ ๆ

"ฉันหลี่หยางสวิน ยินดีที่ได้รู้จัก"



+++++++++++++++++


#สามีของผม น้องเฉิงเฉิงและพี่หลี่เค้ามีแผลเหวอะระหว่างกันน่ะค่ะ ความมุ่งมั่นของน้องคือการเป็นเมียพี่ ความมุ่งมั่นของพี่คือจะไม่รักน้อง ต่อจากนี้ก็ลุ้นกันค่ะว่าน้องจะใช้วิธีไหนจีบพี่หรือจะโดนพี่จัดการก่อน เจอกันตอนหน้าพรุ่งนี้ค่ะ ติดเหรียญตั้งแต่ตอนที่ 16-19 นะคะ  ตอนที่ 20 ไม่ติดค่ะ ตอนที่ติดเหรียญเจอกันที่ ReadAWrite นะคะ 


ขอบคุณคอมเมนต์ที่เข้ามาคุยกันด้วยนะคะ  ดีใจที่ชอบนิยายค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น

  1. #58 nuying88 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 09:34
    กรี๊ดดดดด อิพี่ ยอมแล้ว
    #58
    0