(MPreg) Dear you, my husband รักที่สุดคุณสามี

ตอนที่ 10 : กลับไปหาสามี 10 : รอยร้าวในความทรงจำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 558
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    17 มี.ค. 63


 

 

            ในห้องอาหารใหญ่โตโอ่โถงของบ้านสกุลหลี่ มีชายหนุ่มสามคนและหญิงสาวสามคนอยู่บนโต๊ะกลมสำหรับทานอาหาร พวกเขาต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มขณะสาวใช้ช่วยกันถือจานมาวางเรียงจนเต็มบ่งบอกถึงมื้อเย็นอันบริบูรณ์พร้อม หลี่อี้เหมยที่นั่งอยู่ในฐานะผู้อาวุโสมีรอยยิ้มพึงพอใจเต็มหน้าเมื่อตนได้มีโอกาสต้อนรับแขกจำนวนมากกว่าที่เคย หล่อนอารมณ์ดี แม้จะไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดลูกชายจึงพาลูกน้องและเพื่อนร่วมงานมาทานข้าวด้วยก็ตาม

หลี่หยางสวินให้เหตุผลว่ามีงานต้องพูดคุยปรึกษากันต่อจึงถือโอกาสชักชวนทั้งสองมาที่บ้าน หลังทานมื้อเย็นเสร็จแล้วจะเข้าไปพูดคุยในห้องทำงาน คนเป็นแม่ที่บังคับลูกชายกลับบ้านเร็วกราย ๆ จึงพูดอะไรมากไม่ได้เพราะลูกรักตามใจเธอทั้งนั้น หลี่อี้เหมยปลอบตัวเองว่าอย่างน้อยก็ดีเนื่องจากลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้ยังมีโอกาสได้พบหน้าและทานข้าวด้วยกัน แม้หลี่หยางสวินจะเมินเฉินอวี่เฉิงอย่างชัดเจนก็ตาม

เพราะอะไรกันนะ… คนเป็นแม่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่เดิมทีก่อนนัดดูตัวกับเด็กหนุ่มสกุลเฉินลูกชายก็ไม่มีท่าทีต่อต้าน หลี่หยางสวินพยักหน้ายอมทำตามคำขอของมารดาง่าย ๆและมีเพียงข้อแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแต่งกันด้วยความเต็มใจเท่านั้น หรือความจริงลูกชายจะไม่อยากแต่ง ถึงเปลี่ยนเป็นท่าทีมึนตึงหลังพบว่าว่าที่เจ้าสาวซึ่งแสนเต็มอกเต็มใจให้สองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกัน

คนเป็นแม่นั่งสงสัยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนคนเป็นลูกก็นั่งเฉยอยู่ข้างกาย เฉินอวี่เฉิงซึ่งอยู่ในที่นั่งถัดไปจากซ้ายมือของหลี่หยางสวินเองก็ส่งยิ้มทักทายไปให้ผู้มาใหม่ทั้งสองอย่างมีไมตรี จะผิดจากที่หลี่อี้เหมยคิดอยู่สักหน่อยก็ตรงที่ตอนนี้หลี่หยางสวินยอมมองหน้าและสบตากับเขาแล้ว เพียงแต่ในแววตาคู่นั้นไม่ได้หวานซึ้งหรือลึกล้ำอะไร นัยน์ตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยคำเตือน

ถึงกับเตือนกันแล้ว คงเพราะเห็นเฉินอวี่เฉิงเผลอกำหมัดแน่นตอนเจอคู่กรณีหรือเปล่านะ... ชายหนุ่มแค่นยิ้มออกมาท่ามกลางความไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ คราวนี้เป็นเฉินอวี่เฉิงที่มองเมินดวงตาคู่นั้นไปเพราะเขาไม่อาจสงบได้ตามคำขอของหลี่หยางสวินจริง ๆ

ไม่ลงไม้ลงมือ ตะโกนด่าทอก็คงใช้ได้แล้วมั้ง จะให้พูดจาดี ๆ เมื่อคนที่เกลียดขี้หน้ายิ่งกว่าเฮนรี่มานั่งอยู่ตรงนี้ เฉินอวี่เฉิงค่อนข้าง... ทนไม่ไหว

“เห็นหยางสวินบอกว่ารีบกลับบ้าน ผมก็นึกสงสัยว่าเพราะอะไร ที่แท้มีว่าที่ภรรยารออยู่นี่เอง"

เหอะ แล้วก็เห่าหอนมาจนได้

ประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงหลี่หยางสวิน แต่เป็นชายที่ทำให้เขาหงุดหงิดทันทีที่เจอหน้า น้ำเสียงระคายหูที่ได้ยินไม่กี่ครั้งก็จำได้ชัดทำให้เฉินอวี่เฉิงที่กำลังชวนหลี่อิงอิงคุยอย่างอารมณ์ดีชะงัก ชายหนุ่มเม้มปากเข้าหากันนิด ๆ เมื่อความรู้สึกด้านลบเกิดขึ้นทันควันเมื่อปรายตาไปยังเจ้าของแว่นกรอบบาง เขายิ้ม แต่ในหัวก็รันประโยคประชดประชันออกมา

ผู้ชายคนนี้คือเฉาซี ความจริงเขานามสกุลเฉาและมีชื่อพยางค์เดียว แต่กลายมาเป็นหลี่เฉาซีเพราะการอุปการะของสกุลหลี่ มีคุณนายหลี่เรียกอีกฝ่ายเป็นหลานชายด้วยความเอ็นดูหลี่เฉาซีจึงได้เข้ามาสนิทสนมกับคนบ้านใหญ่ อีกฝ่ายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลี่หยางสวิน ทั้งสองมีความสนิทสนมนับถือเป็นเพื่อนพี่น้องกัน หลังเรียนจบหลี่เฉาซีก็เข้าทำงานในบริษัทของตระกูล กลายมาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ สนิทสนมและรู้ใจกันยิ่งกว่าอะไร

และเป็นคนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเฉินอวี่เฉิงและหลี่หยางสวินซึ่งมีรอยร้าวอยู่แล้วพังทลาย... จนยากจะหวนกลับมาเหมือนเดิม

คิดถึงเรื่องนี้แม้ยิ้มก็ยังไม่อยากจะยิ้ม เลือกได้ก็ขอเดินไปด่ามันมากกว่า แต่ฝีมือการแสดงละครของเฉินอวี่เฉิงคงก้าวหน้าขึ้นอย่างที่หลี่หยางสวินว่า เพราะเบื้องหน้าแม้ใจเขาหงุดหงิดและอยากเข้าไปอาละวาดใส่ไอ้หมอนี่แค่ไหน ตนก็ยังสามารถซ่อนมันไว้และก้มหน้าแสร้งทำขวยเขินเอียงอายอย่างว่าที่ภรรยาที่ดี

"ว่าที่ภรรยาอะไร นายอย่าพูดไร้สาระ" แต่เหมือนคนข้างตัวเขาจะไม่อยากให้คนสนิทเข้าใจเช่นนั้น หลี่หยางสวินจึงสำทับเสียงขรม

"ไม่ใช่ว่าที่ภรรยาหรอกครับ ต้องว่าที่คู่หมั้นต่างหากเนอะ" โดนพูดจาไม่ไว้หน้าใส่เฉินอวี่เฉิงก็ยังยิ้ม  ซ้ำยังสนับสนุนตามประสาผู้ตามที่ดี

"..." แต่แทนที่จะรับสมอ้าง คนก็ยังเมินกัน... ชายหนุ่มหรี่ตาลง

"มีว่าที่คู่หมั้นน่ารักขนาดนี้ ผมอิจฉาหยางสวินแล้ว"

"นายอยากได้แทนไหมล่ะ"

"อาสวิน พูดจาแบบนี้ไม่น่ารักเลย"

"คุณแม่ ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่หยางก็แค่พูดเล่นเอง คงไม่คิดยกผมให้ใครตามที่พูดหรอก" เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ ชายหนุ่มหันไปยิ้มหวานให้กับว่าที่สามี ก่อนจะเลยไปยังคนที่นั่งตรงข้ามตน "ใช่ไหมครับคุณเฉา"

"เรียกผมพี่เฉาซีก็ได้"

"ไม่ได้หรอกครับ คุณเป็นตัวแท... ไม่สิ ผู้ช่วยคนสำคัญของพี่หยางสวินที่พี่เขารักและไว้ใจนี่นา ผมจะกล้าเรียกชื่อเฉย ๆ ได้ยังไง"

ดวงตาสีดำสนิทที่วาววามดั่งมีดวงดาวอยู่ในนั้นน่ามองเป็นพิเศษยามสบตาหลี่เฉาซี ผู้ที่มาเป็นแขกอีกคนของบ้านหลี่ในวันนี้ เฉินอวี่เฉิงเห็นระลอกคลื่นบางอย่างในแววตาคู่นั้นที่สัมพันธ์กับคำว่าตัวแทนของเขาแล้วแค่นหัวเราะในใจ ก่อนตนจะค่อย ๆ หันไปหาว่าที่คู่หมั้นในบทสนทนา "ใช่ไหมครับ พี่หยางสวิน"

สบตากันในคำถามอันแสนธรรมดาแต่มีนัยบางอย่างที่รู้กันสองคนเท่านั้น เฉินอวี่เฉิงกดยิ้มลึก ดวงตาหงส์สีดำสนิทของเขาเผยความเย็นชา แต่หลี่หยางสวินมองแล้วกลับเบือนหน้า ถอนหายใจ

"เวลาทานข้าวอย่าพูดมาก"

"ขอโทษด้วยครับ"

“เวลาทานข้าวอะไรกัน ยังไม่ได้ลงมือกันเลยไม่ใช่เหรอ เอาล่ะค่ะทุกคน ทานข้าวกันเถอะ ตามสบายเลยนะคะ” หลี่อี้เหมยกล่าวขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของลูกชายตนกับคู่หมั้นดูแปลก ๆ หล่อนรีบกู้สถานการณ์พลางกระแอมไอ “อาสวิน ตักข้าวให้น้องหน่อยลูก”

หลี่หยางสวินมองหน้ามารดา ชายหนุ่มไม่พูดอะไรหากใช้ตะเกียบคีบปลาทอดพริกชิ้นหนึ่ง..

“ปลาทอดพริกเสฉวนนี่แม่บ้านผมทำอร่อยมาก เว่ยซูเหยาคุณลองทานดู”

เว่ยซูเหยา...

เหมือนโดนตบหน้า ชาจนไม่รู้จะชายังไงเมื่อเจอไม้นี้ของหลี่หยางสวิน เฉินอวี่เฉิงกำตะเกียบแน่นอย่างลืมตัว ความรู้สึกปวดแปล๊บที่อกนี่มันไม่น่าอภิรมย์เลย... แต่ก็ดี กำลังสงสัยพอดีว่าทำไมวันนี้พี่หยางของเขากลับบ้านจึงพกทั้งที่ปรึกษาและเลขาคนสนิทมา ที่แท้ก็เอามาเล่นงานกันอย่างนี้นี่เอง

“อาสวิน ช่วยคีบให้น้องด้วยสิจ๊ะ” หลี่อี้เหมยยิ้ม

“...”

แต่หลี่หยางสวินก็ยังเงียบ นิ่ง และทำราวกับว่าไม่ได้ยินอะไรเลย เช่นเดิม

บรรยากาศยามเริ่มมื้ออาหารราวกับถูกแช่แข็งทันทีที่หลี่หยางสวินลงมืออย่างอุกอาจไม่ไว้หน้า ใบหน้าของหลี่หยางสวินนิ่งเฉย แต่สีหน้าของหลี่อี้เหมยกลับเลวร้าย ว่าที่คู่หมั้นอยู่ตรงนี้ เพิ่งคุยกันเรื่องหมั้นหมายตบแต่งอยู่ดี ๆ กลับคีบอาหารให้คนอื่นหน้าตาเฉย นี่มันไม่ต่างกับแสดงออกว่าไม่พอใจเฉินอวี่เฉิง ไม่ชอบการหมั้นหมายครั้งนี้ไม่ใช่เหรอ

“อาสวิน”

“คุณแม่ครับ ลองกินเป็ดย่างดูสิครับ หนังกรอบมากเลย”

คุณแม่กำลังโมโห เฉินอวี่เฉิงจึงรีบฉีกยิ้มและดึงความสนใจไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เขาพยักหน้าอย่างอารมณ์ดีให้กับความร้อนรนปนห่วงใยของหลี่อี้เหมย ขณะลอบไปยังเลขาสาวผู้ได้รับการดูแลจากหลี่หยางสวิน... และครุ่นคิด

เว่ยซูเหยา... ชื่อนี้เฉินอวี่เฉิงใช่จะไม่รู้จัก ชายหนุ่มสามารถเชื่อมโยงตัวหล่อนที่แต่งตัวเรียบง่ายและมีท่าทางเรียบร้อยขยันขันแข็งกับผู้หญิงตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย ผู้หญิงคนนี้ในอดีตเป็นเลขาของหลี่หยางสวิน มาตอนนี้ก็เป็นเลขาเช่นเดิม แต่ตอนนั้นเฉินอวี่เฉิงไม่ได้หาเรื่องหรืออาละวาดใส่คุณเว่ยเหมือนที่ทำกับหลี่อิง อาจเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอายุมากกว่าหลี่หยางสวิน อีกทั้งเป็นแม่ม่ายลูกติดและมีท่าทีเงียบ ๆ เรียบร้อย ดูไม่อันตราย แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นล่ะ หลี่หยางสวินเกิดเปลี่ยนรสนิยมขึ้นมาเหรอ

“ข... ขอบคุณค่ะท่านประธาน” มองเว่ยซูเหยานั่งหน้าซีดขาวสลับกับแดงอย่างน่าดูชม เห็นแล้วก็นึกสงสารขึ้นมารำไร หญิงสาวถึงกับอ้าปากพะงาบ ๆ เงอะงะตัวไม่ถูกเมื่อเจ้านายมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยดูแลแต่คิดอีกทีก็เหมือนถูกใช้เป็นเครื่องมือก่อสงคราม เมื่อโดนหลายสายตาจ้องเข้า ร่างเล็ก ๆ ถึงกับสั่นไหว ถ้าเลือกได้คงม้วนตัวลงใต้โต๊ะและคลานหนีแล้ว

เป็นแบบนี้งั้นเหรอ...

“อิงอิง ชอบทานกุ้งไหม กุ้งเปรี้ยวหวานเมนูนี้พี่เป็นคนทำเอง ลองทานดูนะ เชิญคุณเฉากับคุณเว่ยด้วยนะครับ"

"ขอบคุณค่ะคุณเฉิน"

"ขอบคุณครับคุณเฉิน เมื่อครู่ผมลองทานดู รสชาติอร่อยสมกับเป็นฝีมือลูกชายสกุลเฉินจริง ๆ"

"ถึงกิจการของที่บ้านจะเป็นภัตตาคาร แต่ผมเพิ่งฝึกทำอาหารได้แค่อาทิตย์เดียวเองครับ ฝีมือสู้แม่ครัวเก่ง ๆ หรือกระทั่งป้าจิวฮวาไม่ได้หรอก..." เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอียงคอน้อย ๆ มองหน้าหลี่หยางสวิน ต่อให้อีกฝ่ายไม่หันมา ตนก็ยังส่งยิ้มหวานไปให้อย่างน่ารัก "พี่หยางสวินลองทานดูไหมครับ"

“...”

จ้องมองเสี้ยวหน้าคมคายที่นิ่งสนิทราวกับไม่รับรู้ว่าการกระทำของตนส่งผลอะไร และแน่นอนว่าไม่แม้แต่จะหันมามองตากัน เฉินอวี่เฉิงก็แค่ยิ้ม ถ้านี่มันเป็นการเอาคืน ตอกหน้าตอนที่เขาหน้าด้านชวนเฮนรี่มากินข้าวต่อหน้าสามีแถมคีบนั่นคีบนี่ให้ ชายหนุ่มก็อยากบอกว่าพี่หยางทำได้แล้ว ทำสำเร็จแล้ว ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบแสบขึ้นมาในอกได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วทันใจ แต่ถ้าถามว่าเรื่องนี้จะทำให้เฉินอวี่เฉิงถอยได้ไหม คำตอบคือไม่ ไม่แน่นอน

ไม่ว่าเว่ยซูเหยาจะเป็นตัวเลือกในชีวิตนี้ของหลี่หยางสวิน หรือเป็นแค่ตัวก่อชนวนที่อีกฝ่ายเลือกมาตอบโต้กับ เฉินอวี่เฉิงก็ไม่สนทั้งนั้น ชายหนุ่มยังคงยิ้มร่า ขยันแจกจ่ายความสดใสคีบนั่นคีบนี่ให้ชาวบ้านเพื่อเพิ่มคะแนนนิยมของตนราวกับไม่รู้สึกอะไร แม้ในใจจะนึกอยากต่อยหน้าหลี่เฉาซีและไล่เว่ยซูเหยากลับบ้าน เขาก็ไม่แสดงออกมาให้ดูแย่แน่นอน

ประสบการณ์สอนเฉินอวี่เฉิงให้เรียนรู้ รอยยิ้มของเขาคืออาวุธที่ดีที่สุดในการจะพิชิตใจใคร ส่วนความโกรธ การทำสีหน้าบูดบึ้งและแสดงออกอย่างก้าวร้าวนั้นต้องเก็บเอาไว้ ที่ผ่านมาหลุดโวยออกไปก็เพราะเจอคนทำใจอ่อนไหวหรอกนะ

ฉะนั้น พี่หยางสวินที่รักหากคิดจะเขี่ยเขาทิ้ง อยากทำให้เฉินอวี่เฉิงดูแย่หรือสติแตกโวยวายขึ้นมาจนคุณแม่ไม่ปลื้มล่ะก็ เสียใจด้วย ไม่ตกหลุมหรอก!

“เสี่ยวเฉิงคนดีของแม่ หนูก็ทานเยอะ ๆ นะลูก อยากกินจานไหนอีกไหมจ๊ะ”

“ผมยังกินไม่หมดเลย คุณแม่อย่ามัวแต่คีบให้ผมนะครับ ต้องทานเยอะ ๆ เหมือนกันนะครับ”

“จ้ะ เด็กดี ทุกคนเองก็ทานเยอะ ๆ นะคะ”

เสียงเจื้อยแจ้วของแม่ลูกปลอม ๆ ที่ดูจะเข้ากันได้ดีกว่าแม่ลูกแท้ ๆ ดังขึ้นหลังจากหลี่อี้เหมยเข้าใจชัดเจนถึงเจตนาของว่าที่สะใภ้ ใบหน้าหวานยิ้ม ขณะที่ดวงตาคู่สวยวาววับด้วยความถูกใจ อี้เหมยทราบแล้วว่าลูกชายตั้งใจจะใช้เลขามาป่วน คิดอยากให้เกิดเรื่องประเภทแม่ตัวเองและคู่หมั้นรุมรังแกคนเพราะอยากต่อต้านการหมั้นหมาย แต่ลูกสะใภ้ถูกใจขนาดนี้ให้ปล่อยไปง่าย ๆ รึ ไม่ มี ทาง

หลี่อี้เหมยหัวเราะอยู่ในใจอย่างหมายมาด ยิ่งลูกชายตัวดีไม่อยากได้ หล่อนยิ่งตั้งอกตั้งใจอยากเป็นคิวปิดสานรักมากขึ้นเป็นเท่าตัว

ลูกสะใภ้แสนน่ารักแถมยังร่าเริงและขี้อ้อนแบบนี้จะหาได้ที่ไหนอีก!

คิดแล้วจึงปรับสีหน้า ปรับกลยุทธ์ ส่งยิ้มให้ผู้โชคร้ายอย่างคุณเว่ยให้เจ้าตัวคลายใจ จากนั้นหลี่อี้เหมยก็กระแอมไอ หล่อนหยิบตะเกียบ คีบอาหารที่ลูกชายโปรดปรานใส่ไปในถ้วยของเจ้าตัว

"อาสวิน นี่ไก่ผัดถั่วลิสงของโปรดลูก ลองทานดูหรือยัง"

มารดากลับมามีสีหน้ายิ้มแย้มและอุตส่าห์คีบอาหารให้ หลี่หยางสวินเองก็ตระหนักว่าเมื่อครู่ตนทำตัวเหมือนเด็กเกินไปจึงยอมอ่อนลงเช่นกัน

"ทานแล้วครับแม่"

"รสชาติเป็นไงบ้างจ๊ะ อร่อยไหม"

"ครับ แม่เป็นคนทำเหร..."

"น้องเป็นคนทำจ้ะ เสี่ยวเฉิงไปฝึกทำอาหารมาเลยเอามาให้ลอง หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานตรงนี้ก็ใช่นะลูก อร่อยก็ทานเยอะ ๆ"

"อ้อ.." ดวงตาคมปรายมองคนทำเล็กน้อย ตะเกียบที่กำลังมุ่งไปยังจานไก่ผัดถั่วลิสงก็เปลี่ยนเป้าหมายไปยังจานข้าง ๆ อย่างไม่ไว้หน้า "มิน่าถึงได้จืด ไม่เหมือนฝีมือป้าฮวา คะน้าน้ำมันหอยจานนี้รสชาติดีกว่ามาก"

"จานนี้ก็เป็นฝีมือน้องจ้ะ" หลี่อี้เหมยเห็นลูกชายทำปากเสียซ้ำยังคอแข็งก็เริ่มตาดุ แต่ยังยิ้มหวานหยด "ชอบสิเนอะ แม่จะได้ให้เสี่ยวเฉิงทำไว้อีกเยอะ ๆ"

คีบของโปรดกี่จานก็เป็นฝีมือเขาเสียทุกจาน เฉิงอวี่เฉิงอมยิ้ม ขณะที่หลี่หยางสวินหน้าตึงเมื่อได้ยินเสียงกระแอมไอที่ฟังแล้วคล้ายเสียงหัวเราะ ใบหูเริ่มขึ้นสีเรื่อเพราะความขัดเขินแต่ก็ยังทำหน้านิ่ง "ไม่รบกวนครับ"

"รบกวนอะไรกัน น้องน่ะออกจะเต็มใจ" คุณนายหลี่เห็นแล้วว่าลูกชายเสียอาการ หล่อนหัวเราะออกมา "เมื่อกี้ลูกบอกว่าไก่ผัดถั่วลิสงฝีมือจิวฮวาอร่อยสิเนอะ แม่จะให้ป้าเขาจดสูตรให้เสี่ยวเฉิงทำให้ทาน"

"คุณแม่ครับ ผมไม่อยากรบกวนจริง ๆ"

"ไม่รบกวนเลยครับ ผมกำลังเรียนทำอาหารอยู่ ได้สูตรหลากหลายก็ดี" เฉินอวี่เฉิงยิ้มหวาน "ป้าจิวฮวาครับ เดี๋ยวผมขอรบกวนหน่อยนะครับ ช่วยแบ่งสูตรอาหารที่พี่หยางสวินชอบให้ผมทีนะ"

"ค่ะ คุณหนู ได้เลยค่า"

คนหนึ่งแนะนำอาหาร คนหนึ่งก็ฟ้อง คนหนึ่งก็ร้องรับ สามคนทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพทำให้เฉินอวี่เฉิงลอบหัวเราะในลำคอ ถึงทีของเขาแล้วไงล่ะ!

ดวงตาคู่สวยของชายหนุ่มวาววับด้วยความถูกใจเมื่อคนข้างตัวซึ่งทำนิ่งเฉย ทั้งเงียบทั้งเมินไม่แย่แสกันถูกแม่แท้ ๆ และแถมพกด้วยแม่บ้านของเจ้าตัวเล่นงานเข้าให้ ถึงจะทำคอแข็งก็ยังน่ารักเพราะหลี่หยางสวินเขินได้น่ารักจะตาย ประเด็นเรื่องอาหารนี่มันช่างน่าตลกเสียจริง

ชายหนุ่มอมยิ้มดวงตาคู่สวยวาววับด้วยความเอ็นดู เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าหลี่หยางสวินก็มีด้านเป็นเด็กแบบนี้ ทั้งอาการปากแข็งและทำตัวไม่ถูกตอนโดนรุมนี่มัน... เฉินอวี่เฉิงอมยิ้มจนแก้มตุ่ย

"ทานเยอะ ๆ นะครับ"

เพิ่งรู้นี่เองว่าพี่หยางของเขาก็มีมุมน่ารักน่าเอ็นดู ชายหนุ่มใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูจากจานหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานของตนลงวางลงบนจานของหลี่หยางสวินอย่างคุ้นเคยประหนึ่งทำมาแล้วนับร้อยครั้งและเอ่ยเสียงใส แม้ความจริงจะชาตินี้หรือชีวิตก่อนเขาก็ไม่ได้บริการสามีอย่างดีก็ตาม แต่จากนี้เฉินอวี่เฉิงจะพยายามให้เต็มที่

อมยิ้มน้อย ๆ ดวงตาคู่งามมองเสี้ยวหน้าคมคายที่คนยังคงคอแข็งและนิ่งเฉยใส่กัน เฉินอวี่เฉิงไม่รู้สึกโมโหเพราะเขาคาดไว้แล้ว เขารู้อยู่แล้วว่าหลี่หยางสวินจะทำแบบนี้ สามีของเขาเป็นคนเด็ดขาด เมื่อพูดออกจากปากว่าต้องการตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หลี่หยางสวินก็ทำอย่างที่ปากว่า อีกฝ่ายไม่ตอบข้อความ ไม่แม้กระทั่งอ่าน ไม่ยอมคุยด้วย ไม่คิดเปิดบทสนทนา ตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นด้วยว่าไม่ต้องการกินอาหารฝีมือเฉินอวี่เฉิง ชัดเจนว่าอยากตัดขาดไม่รับน้ำใจใด ๆ ทั้งนั้น

ไม่โมโหหรอก เฉินอวี่เฉิงไม่โมโหและไม่เสียใจ เขายื่นไปให้แล้วหลี่หยางสวินไม่รับ ที่ต้องทำก็คือพยายามมากกว่าเดิมก็เท่านั้น

"อาสวิน"

แต่ถึงเขาไม่เคือง ก็น่าจะมีคนมาเคืองแทน

"คุณแม่ครับ ลองทานกุ้งเปรี้ยวหวานดูครับ จานนี้อร่อยนะ ผมรับประกัน"

การกระทำของหลี่หยางสวินช่างโหดร้ายและน่าหดหู่หากมองในมุมของคนที่แอบรัก คุณนายหลี่ที่อยู่ทีมเสี่ยวเฉิงเต็มตัวเห็นก็คงรับไม่ได้ ดังนั้นเขาเลยต้องรีบห้ามทัพ เฉินอวี่เฉิงยิ้มหวาน ใช้ตะเกียบในมือคีบกุ้งเปรี้ยวหวานไปให้คุณนายหลี่ ชายหนุ่มรีบแทรกบทสนทนาทันทีเพราะไม่อยากให้มีรายการแม่เอ่ยปากตำหนิลูกชายกลางมื้ออาหาร ทำให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มึนตึง

การทำให้แม่ลูกทะเลาะกันเพราะเขาถือเป็นเรื่องสิ้นคิด มีแต่จะทำให้ถูกพี่หยางสวินเหม็นหน้ามากกว่าเดิม เฉินอวี่เฉิงไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้น

ขยิบตาให้คุณนายหลี่ที่อ้าปากจะบ่นเมื่อเห็นลูกชายจงใจเขี่ยเนื้อหมูที่ตนคีบให้ออกจากจานไม่พอและยังหันตะเกียบไปยังเต้าหู้ผัดซอสเสฉวน เฉินอวี่เฉิงไม่เสียใจที่หมูชิ้นนั้นถูกทิ้งขว้างโดยสิ้นเชิง เพราะยังไงจานที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปทานก็ยังเป็นฝีมือของเขาอยู่ดี

คงคิดว่าเมนูนี้ไม่ใช่ฝีมือเฉินอวี่เฉิงเพราะเขาไม่กินเผ็ด... ดวงตาคนมองอ่อนแสงลงเพราะอีกฝ่ายจดจำรสนิยมของตนได้ แต่งานนี้คงต้องขอแสดงความเสียใจกับหลี่หยางสวินแล้ว เพราะทุกเมนูของโปรดของคุณชายหลี่เป็นฝีมือเขาทั้งนั้น ความชอบ สูตรอาหาร หรือกระทั่งเรื่องพิเศษอย่างห้ามใส่นั่นใส่นี่เพราะเจ้าตัวไม่กินก็ถูกเฉินอวี่เฉิงจดจำไว้ และแน่นอนว่าคนให้ข้อมูลก็ไม่ใช่อื่นไกล เป็นคุณแม่อี้เหมยและคุณป้าจิวฮวาที่อยู่ทีมเขาอย่างเต็มตัวแล้วนั่นเอง

เฉินอวี่เฉิงมีพวกเยอะขนาดนี้ พี่หยางคนดีคงจะหนีจากเงื้อมมือเขายากหน่อยล่ะน่ะ

            “พี่หยาง” เวลาผ่านไปจนเขาวางตะเกียบเพราะอิ่ม เฉินอวี่เฉิงก็เรียกอีกคนเสียงหวาน ตามองชายหนุ่มผู้วางตะเกียบแล้วเช่นกันและกำลังดื่มน้ำตามแก้อาการเผ็ด เขายิ้ม ดวงตาหยีโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวแสนงดงาม

“เต้าหู้ผัดซอสเสฉวนที่ผมทำอร่อยใช่ไหมครับ?”

            “อ... แค่ก!

            “ต้องอร่อยแน่จ้ะเสี่ยวเฉิง ดูซิพี่เขากินไปตั้งค่อนจานแหนะ อาสวินนี่ชอบอาหารเผ็ดจริง ๆ”

            เฉินอวี่เฉิงทัก หลี่อี้เหมยเองก็สำทับด้วยรอยยิ้ม สองว่าที่แม่สามีและลูกสะใภ้เข้ากันได้ดีเสียจนหลี่หยางสวินอ่อนใจ ชายหนุ่มผู้ถูกตลบหลังเมื่อสำลักกระอักกระไอได้ก็ลอบถอนใจเฮือก บ่นว่าพลาดไปแล้วนั่นเอง

            “ผมดีใจที่พี่หยางชอบนะครับ” เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเบา ๆ มือน้อยเอื้อมไปจับชายเสื้อเชิ้ตของหลี่หยางสวินและกระตุกไปพลาง “พี่หยางจากนี้จะไปคุยงานต่อสินะครับ”

“ใช่” คราวนี้หลี่หยางสวินหันมาแล้ว... เป็นการหันมาสบตากันด้วยคำถามว่ายุ่งวุ่นวายกับแขนเสื้อกันทำไม

“ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่นิดหน่อย” เฉินอวี่เฉิงหัวเราะเขิน ท่าทางอายเล็ก ๆ ที่ต้องมาเอ่ยนัดหมายท่ามกลางสายตาผู้คน แต่ก็ยังใจกล้าพูดออกไป “ได้ไหมครับ... เสียเวลาไม่มากนักหรอก”

“ไปเถอะจ้ะอาสวิน ออกไปคุยกันที่สวนก็ได้ เดี๋ยวแม่กับเสี่ยวอิงจะทานของหวานกับอาเฉาแล้วก็คุณเว่ยรอ” หลี่อี้เหมยสนับสนุนสุดตัวเช่นเคย

“เชิญทั้งสองคนเลยครับ ตามสบาย” หลี่เฉาซีเอามือดันแว่นและพยักหน้า เว่ยซูเหยาก็เช่นกัน

“พวกคุณเฉาเองก็สนับสนุนแล้ว... พวกเราไปกันเถอะครับ” เฉินอวี่เฉิงยังคงยิ้ม หากแววตาที่เคยพราวระยับสดใสกลับค่อยเปลี่ยนแปลง

คุณเฉา... แค่สองคำนี้ก็บ่งชัดว่าจะคุยอะไร

“ได้”

หลี่หยางสวินหรี่ตาลง เขาถอนหายใจ เมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็พยักหน้า เขารู้ดีว่าถ้าเราสองคนยังคงเกี่ยวข้องกัน  สักวันก็ต้องได้คุยกันเรื่องนี้ เราต้องพูดกันอีกครั้งและอีกครั้งเกี่ยวกับหลี่เฉาซี ชายที่ทำให้เขาไม่อาจให้อภัยเฉินอวี่เฉิง ไม่อาจให้อภัยตนเอง..

 

++++++++++++++


#สามีของผม เอาตอนนี้มาส่งเข้านอนกันเหมือนเดิมนะคะ น้องเฉิงเฉิง สู้ต่อไปค่ะ ตอนหน้าติดเหรียญแล้วนะคะ เจอกันค่า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

60 ความคิดเห็น