Black Rose มนตราคำสาป

ตอนที่ 5 : การประชุม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,074
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 พ.ค. 52

บทที่ 4

การประชุม



 

ไคเอสพาริรีเรลว์เดินทางออกจากเมืองอีกครั้งในเวลาเช้า โดยการนั่งรถลากรับจ้างซึ่งขับผ่านถนนเชื่อมเมืองและมีเพียงสองรอบต่อวันเท่านั้น เมื่อวานกว่าที่พวกเขาจะมาถึงเมืองรถลากรอบสุดท้ายก็ออกไปก่อนนานแล้ว จึงต้องเดินทางในเช้าวันนี้แทน

ริรีเรลว์เอ่ยถามถึงสิ่งต่างๆ ขณะรถลากเคลื่อนผ่านแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่ชนิดของต้นไม้ ชนิดของผลไม้ที่เขารู้บ้างไม่รู้บ้าง สัตว์ต่างๆ จนกระทั่งเขาต้องห้ามเธอให้หยุดถาม หญิงสาวจึงพยักหน้ารับคำแล้วนั่งอยู่ข้างเขาเงียบๆ เฉยๆ มีบางครั้งที่แอบเหลือบขึ้นมาลอบมองหน้าเขาบ้าง ก่อนจะหันไปสนใจอย่างอื่นต่อ

เมื่อคืนก็เหมือนกัน... 

ไคเอสลืมตาตื่นขึ้นในยามดึกที่ดวงดาวยังคงเต็มท้องฟ้า หากแต่เมื่อลุกนั่งแล้วมองขึ้นไปบนเตียงนอนกลางห้อง เขากลับพบว่าริรีเรลว์ตื่นอยู่ก่อนเขาแล้ว เธอลืมตาตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เพียงแต่นอนหันมาทางเขาที่นอนอยู่บนพื้นพรมแล้วจ้องมองมาเงียบๆ 

มองอะไร

เขาลุกขึ้นก่อนเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก 

ข้ากลัว...

แต่เมื่อเธอเอ่ยตอบ ความไม่พอใจของเขาก็จางหายไป... เหลือเพียงแต่ความรู้สึกผิดเล็กๆ

ข้ากลัว ว่าเจ้าจะหายไปเมื่อตื่น

ข้าบอกแล้วไง ว่าจะพาเจ้าไปด้วย

เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาแผ่ว แต่กลับสามารถเรียกรอยยิ้มบางจากใบหน้าหวานได้อีกครั้ง

ขอบคุณ

เธอเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนจะหลับตาลงไปใหม่ ปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

และเพราะด้วยเหตุผลนั้น เขาจึงทำใจให้ละทิ้งริรีเรลว์เอาไว้ยังเมืองนั้นไม่ได้ จนต้องยอมพาติดมาด้วยในที่สุด แม้ว่าจะต้องเสียเงินสำหรับเป็นค่าโดยสารรถลากเพิ่มขึ้นอีกคนก็ตาม




 

รถลากจอดสนิทลงที่ทางเดินเข้าเมืองแห่งหนึ่งหลังใช้เวลาร่วมค่อนวันในการเดินทาง 

ป้ายบอกชื่อเมืองซึ่งอ่านได้ว่าเมืองบารากแห่งนี้ตกแต่งและแต้มสีสันได้สวยงามกว่าเมืองที่พักเมื่อคืนนัก บ่งบอกว่าเมืองแห่งนี้มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่ากันมาก

ไคเอสก้าวลงจากรถลากก่อน แล้วจึงกวักมือส่งสัญญานให้ริรีเรลว์ก้าวตามเขาลงมา รถลากจอดสนิทครู่หนึ่งเพื่อให้ผู้โดยสารที่ต้องการลงยังเมืองแห่งนี้ลงจนครบถ้วน คนขับจึงเริ่มกระตุ้นสัตว์ร่างใหญ่แต่กลับไม่เชื่องช้าให้เคลื่อนที่ไปต่อจนลับสายตา 

“เราจะพักที่นี่เหรอ”

ริรีเรลว์เอ่ยถามไคเอสอย่างใสซื่อ 

“ก็ไม่เชิง แต่ข้ามีธุระที่นี่”

ไคเอสยักไหล่น้อยๆก่อนจะเริ่มต้นเดินนำหน้าเธอไปอีกครั้ง ริรีเรลว์ที่เริ่มชินกับการเดินออกตัวปุบปับของเขาและเริ่มฝังใจกับการไม่อยากถูกทิ้งเอาไว้ จึงรีบก้าวตามไปแต่โดยเร็ว

ไม่นานนักไคเอสและริรีเรลว์ก็มาถึงประตูทางเข้าเมือง เมืองบารากตรงหน้าเป็นเมืองขนาดใหญ่ ผู้คนมากมายแต่งตัวหลากสีสันพากันเดินสวนไปมา ภายในเมืองเต็มไปด้วยร้านค้า เสียงเพลง และเสียงร้องทักทาย ไคเอสไม่ชอบนักกับการต้องอยู่ในที่ซึ่งมีผู้คนพลุ่กพล่าน เขาจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกผู้คนไปยังสถานที่ที่ต้องการให้เร็วที่สุด โดยลืมไปว่าริรีเรลว์ตามมากับเขา

หญิงสาวซึ่งไม่เคยคุ้นกับโลกภายนอก เผลอหยุดเพียงครู่หนึ่งเพื่อพิจารณาสีสันที่แสนสดใส รวมทั้งหยุดฟังเสียงดนตรีบรรเลงจากวงชายหญิงสามสี่คนข้างทาง โลกกว้างใหญ่ภายนอกที่ชวนตื่นตาทำให้เธอหลงลืมไปชั่วคราวว่าควรรีบเร่งตามติดไคเอส จนกระทั่งถูกชนเข้าจนเซเสียหลักไปเล็กน้อยจากผู้คนที่เดินขวั่กไขว่

!!”

รู้สึกตัวอีกครั้ง ริรีเรลว์ก็ยืนอยู่เพียงลำพังคนเดียว ในกลุ่มฝูงคนจำนวนมาก หญิงสาวรีบหันมองทั้งซ้ายและขวา กวาดสายตาไปทั่วเพื่อตามหาชายหนุ่มผมสีเงินที่คุ้นเคยหากแต่กลับไม่พบ

“ไคเอส?”

เสียงเล็กเริ่มเอ่ยเรียกหาชื่อของชายหนุ่ม หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ซ้ำเสียงเรียกของเธอยังถูกกลบไว้ด้วยเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงที่ดังลั่น

“ไค...เอส!”

ริรีเรลว์ตะโกนดังขึ้น ก่อนขยับเท้าก้าวไปตามหนทาง แต่กลับถูกผู้คนพลุ่กพล่านเบียดไปมา จนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเดินไปทางไหนเพื่อตามหาคนที่รู้จักเพียงคนเดียว

“ไคเอส!”

ริรีเรลว์พยายามร้องเรียกจนเริ่มเหนื่อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งยังเก้าอี้ไม้ใกล้ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายในอกเต้นไหว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าไคเอสอาจหายไปจากเธอเสียแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

“มาคนเดียวเหรอเนี่ย”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ริรีเรลว์รีบเงยหน้าขึ้นไปยังต้นเสียงด้วยความดีใจ หากแต่นอกจากจะไม่ใช่ไคเอสดั่งที่เธอคาด กลับยังเป็นชายหนุ่มท่าทางน่ากลัวสี่ถึงห้าคน พวกเขาต่างมองมาที่เธอ ใช้สายตาประหลาดชวนให้รู้สึกแย่ลามเลียไปทั่วใบหน้าและไหล่มนจนริรีเรลว์เผลอยกมือขึ้นปิดไหล่ตนเอาไว้ พร้อมรีบลุกขึ้น

“จะไปไหนล่ะ พวกข้าเดินตามเจ้ามานานแล้ว”

“อย่า...”

หญิงสาวพยายามเอ่ยร้อง หากแต่กลับถูกมือใหญ่ยื่นมาบีบปิดปากเธอเอาไว้แน่น

“พาเข้าไปในตรอก”

สิ้นคำสั่งของคนที่ตัวโตที่สุกในกลุ่ม ร่างบางก็ถูกเหวี่ยงเข้าไปในตรอกเล็กมืด ก่อนที่ชายหนุ่มสามสี่คนที่เหลืออยู่จะทยอยเดินตามเข้ามา



 

“ริรีเรลว์!”

กว่าที่ไคเอสจะนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้มาเพียงลำพังคนเดียว ไคเอสก็เดินไปจนเกือบเลยจัสตุรัสกลางเมืองไปเสียแล้ว และเมื่อเขาหันกลับมาก็พบว่าริรีเรลว์ไม่ได้เดินตามเขามาด้วย

“ริรีเรลว์!”

ไคเอสเดินกลับเริ่มต้นตะโกนหาริรีเรลว์ แต่ผู้คนภายในเมืองใหญ่นี้พลุ่กพล่านมากเกินไป เขาจึงกระโดดขึ้นไปยังกำแพงที่สูง แต่กลับไม่พบลักษณะของหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลในชุดสีฟ้าอ่อนเช่นริรีเรลว์เลยแม้แต่น้อย

ภายในอกเต้นระส่ำ

เขาเคยคิดจะปล่อยละทิ้งเธอ เขาเคยคิดว่าจะทิ้งเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของเขา แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังคิดที่จะปล่อยเธอไว้... แต่ไม่ใช่ในสถานที่นี้ ไม่ใช่ที่คนพลุ่กพล่านไม่มีความสงบเข้าถึง เขาจะปล่อยริรีเรลว์ก็ต่อเมื่อเขาเห็นสถานที่ซึ่งสงบและปลอดภัยมากพบเท่านั้น

ไม่ใช่ที่นี่! และตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าริรีเรลว์อยู่ที่ไหน!!



 

“อย่า..”

ริรีเรลว์พยายามกระเถิบตัวหนี แต่ยิ่งกระเถิบเธอก็ยิ่งลึกเข้าไปภายในตรอกเล็กๆ แคบๆ นี่มากขึ้นเท่านั้น ตรงหน้าของเธอมีชายน่ากลัวห้าคน พวกมันต่างแสยะยิ้ม และค่อยๆ ขยับตามเธอเข้ามาเหมือนกำลังเล่นเกม เกมที่ทำให้ผู้เล่นกลัวจนแทบเสียสติก่อนจะกระโจนเข้าขย้ำให้ขาดใจตายในคราเดียว

“ไม่ต้องกลัวน่า... ไม่มีอะไรเสียหาย”

“อย่า...”

ริรีเรลว์พูดได้เพียงเท่านั้น เพราะเธอสะดุดเข้ากับท่อนไม้ใหญ่ที่มองไม่เห็นจากการเดินถอยหลังจนล้มลงกับพื้นที่มีหยดน้ำครำสกปรกเปรอะเปื้อน

“อ้าว ล้มเสียแล้ว”

หนึ่งในนั้นยิ้มกว้างมากขึ้น ก่อนจะเริ่มต้นถอดเสื้อของตัวเองออก

พวกมันต่างแอบมองริรีเรลว์มาก่อนแล้ว นับตั้งแต่ที่เธอยืนจดจ้องกลุ่มวงดนตรีอย่างสนใจเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา ก่อนจะทำเหมือนนึกอะไรออกแล้ววิ่งวนเวียนไปมาหาทางออกไม่ได้ 

พวกมันไม่เคยเกรงกลัวในความผิดนัก อาจเพราะการเข้าออกคุกที่จับขังเป็นเรื่องปกติกับคนเหล่านี้ไปแล้ว อีกทั้งเหยื่อรายล่าสุดตรงหน้าของพวกมันก็สวยงามผิวกายละเอียดจนไม่น่าจะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาไปได้ เหยื่อชั้นดีแบบนี้... พวกมันหรือจะปล่อยให้หลุดมือไปได้

“มาสนุกกับเราดีกว่าน่า ไม่เจ็บนักหรอก”

หนึ่งในนั้นขยับเข้าไปใกล้ริรีเรลว์ ก่อนที่เธอจะได้ลุกขึ้นวิ่งหนี ร่างบางก็ถูกจับกดหงายลงบนพื้นสกปรก ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างพอใจของคนที่เหลือ

“ทำบ้าอะไรของพวกเจ้าน่ะ”

“อ๊าก!”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแทรกเสียงหัวเราะทั้งหลาย ส่งให้เสียงหัวเราะนั้นเงียบลงทันใด โดยเฉพาะเมื่อชายร่างใหญ่ที่กำลังคร่อมริรีเรลว์อยู่ถูกแรงบางอย่างฟาดจนกระเด็นออกไปด้านข้างไกลลิบ

“ไม่เป็นใช่ไหมสาวน้อย”

มือหนาเอื้อมมาดึงร่างเล็กของริรีเรลว์ให้ลุกขึ้นยืน ไม่ใช่ไคเอส หากแต่เป็นชายร่างใหญ่ ผมสีดำตัดสั้นจนเกรียนไปกับศรีษะ มองดูน่ากลัว... หากแต่เขาเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้

“เจ้า! เข้ามายุ่งอะไรด้วยน่ะ”

“...ข้าคงไม่อยากยุ่งหรอก ถ้านี่ไม่ใช่ผู้หญิงของเพื่อนข้า”

ชายร่างใหญ่เอ่ยพร้อมยิ้มขัน หากแต่ริรีเรลว์กลับไม่เข้าใจในอารมณ์ขันนั้น เธอยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง แม้ว่าจะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยขึ้นมากแล้ว และเสียงหัวเราะของเขากลับยิ่งเหมือนสิ่งกระตุ้นให้กลุ่มชายที่จะทำร้ายเธอโกรธมากยิ่งขึ้น เมื่อพวกนั้นต่างเริ่มชักอาวุธปลายแหลมขนาดเล็กออกมาจากที่ซุกซ่อน

“โทค ข้าบอกเจ้าหรือไงว่านั่นผู้หญิงของข้า” 

เสียงทุ้มที่ริรีเรลว์คุ้นเคยดังขึ้น ก่อนที่ชายทั้งสี่จะกรีดร้องโหยหวนหลังสิ้นเสียงร่ายเวทย์เบาๆ แล้วบังเกิดกิ่งไม้หนายื่นขึ้นจากพื้นดินพันรัดแน่นรอบร่างกายจนไม่อาจขยับไหวได้ เป็นปิดฉากกลุ่มโจรร้ายที่หมายตาร่างกายของหญิงสาวเพื่อระบายความใคร่โดยไม่เสียเลือดเนื้อเพิ่มเติมใดๆ

“เจ้าช่วยทันใช่ไหมโทค”

ไคเอสกระโดดลงมาจากกำแพงสูงข้างตรอก เอ่ยถามไปยังชายหนุ่มร่างหนาผมดำสั้นเกรียน หากแต่ดวงตาสีครามกลับมองมายังหญิงสาวในความคุ้มครองของโทคอย่างรู้สึกผิดยิ่งนัก

“แน่สิ คนระดับข้าเชียวนะ แต่แหม... ไม่ใช่ผู้หญิงของเจ้า แล้วทำไมต้องมองด้วยสายตาอย่างนั้นล่ะไคเอส”

โทคเอ่ยแซวทิ้งท้าย ขณะเดินประคองริรีเรลว์มาจนถึงตรงหน้าไคเอส ก่อนยื่นตัวเธอให้กับเขา 

แต่ทันใดที่ไคเอสเอื้อมมือไปสัมผัสหมายจะรับ ร่างบอบบางของหญิงสาวก็ทรุดฮวบลงจนเขาแทบจะคว้ารับเอาไว้ไม่ทัน

“เป็นอะไรหรือเปล่าริรีเรลว์?”

“ขาข้า... ยืนไม่ได้”

ริรีเรลว์เอ่ยเสียงแผ่ว พยายามลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองแต่ก็ทรุดลงไปอีกครั้งจนไคเอสต้องโอบร่างบางนั้นเอาไว้แน่น

“ข้าขอโทษ”

“ขอโทษ?”

ริรีเรลว์เอ่ยทวนคำเบาๆอย่างไม่เข้าใจในความหมาย ตลอดเวลาที่อยู่ในปราการกักขัง เธอเรียนรู้คำพูดต่างๆ น้อยเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าคำศัพท์ที่มีความหายสำคัญบางอย่างนั้นหมายความว่าอะไรบ้าง นอกจากบางคำที่เคยมีคนพูดกับเธอเท่านั้น

“ช่างเถอะ”

ไคเอสส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือลงอุ้มร่างบอบบางของริรีเรลว์เข้าในอ้อมแขน พลางรู้สึกไปเองว่าร่างนี้ช่างบอบบางเหลือเกิน จนเหมือนพร้อมเปราะแตกได้ตลอดเวลา ดังนั้นไม่แปลกหรอกที่ร่างแสนบอบบางนี้จะหมดเรี่ยวแรงเพราะความหวาดกลัวเกาะกุมจากเหตุการณ์เมื่อครู่



 

ไคเอสพาริรีเรลว์มาถึงบ้านไม้หลังไม่ใหญ่นักของโทคซึ่งตั้งห่างจากตัวเมืองหลักพอสมควรบริเวณโดยรอบมีเพียงแค่ต้นไม้ใหญ่หญ้าเขียวและบ้านอีกเพียงแค่สองถึงสามหลังเท่านั้น 

เขาวางเธอลงยังเตียงนุ่ม ก่อนที่หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านของโทคจะเอาอ่างน้ำกับผ้ามาให้เขาเช็ดคราบสกปรกออกจากใบหน้าสวย ริรีเรลว์เอ่ยคำว่าขอบคุณซ้ำไปมาอีกสองสามครั้งก่อนจะผลอยหลับไป

และไคเอสก็ถูกตามลงมาประชุมยังชั้นใต้ดินของบ้าน ทุกคนต่างรอเขาอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อไคเอสเดินเข้ามาในห้องเสียงที่กำลังปรึกษากันอย่างคร่ำเคร่งก็หายไปพลัน... 

เหลือไว้เพียงแต่รอยยิ้มบางและแววตาเจ้าเล่ห์จากทุกคน

“อย่าเพิ่งนอกเรื่อง”

ไคเอสนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตรงหัวโต๊ะยาวที่ทำจากไม้ ก่อนกระแอมเบาๆ สองสามครั้ง เพื่อให้สายตาอยากรู้พวกนั้นจางหาย ก่อนเอ่ยเสียงเข้มนำเข้าเรื่อง  

“สายทางตะวันออก รายงานมาว่าเจ้าชายไชคิลเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วครับ”

เอียนก้า ชายหนุ่มผิวสีเข้มซึ่งยืนอยู่มุมซ้ายของห้องเป็นผู้เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก ก่อนที่ไคเอสจะเอ่ยถามต่อ

“ยังไง?”

“สองวันก่อน มีคนเห็นกองทหารของเจ้าชายไชคิลบุกเข้าไปที่หมู่บ้านที่ห่างจากนี่ไปสามถึงสี่เมือง”

“อันตรายแค่ไหน?”

“ไม่มากนักครับ แต่บ่งบอกว่าเจ้าชายไชคิลกำลังใกล้เราเข้ามาทุกที”

“หรือบางทีอาจไม่ใช่เช่นนั้น”

ไคเอสเอ่ยแย้งเบาๆ เรียกสีหน้าสงสัยจากคนฟังรอบข้าง

“ทำไมหรือครับ?”

“ไชคิล คิดจะขัดขวางข้า แต่... บางทีอาจมีบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น ถึงทำให้ไชคิลเคลื่อนไหวตัวอย่างเด่นชัด ถึงขั้นเอากองทหารจำนวนมากเข้าไปในหมู่บ้าน”

“อืม”

เอียนก้าพยักหน้ารับ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในห้อง ก่อนที่ไคเอสจะเอ่ยต่อ

“แต่ไชคิลมีกำลังมากเกินไปซ้ำยังมีเบื้องหน้าที่ดีใสสะอาด ถ้าหากเข้าปะทะโดยไม่วางแผนอาจต้องมีคนล้มตายเยอะ โดยไม่มีใครเห็นใจ”

“แล้วท่านคิดว่าเราควรทำอย่างไรดี”

ฟีส ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผมขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิทเช่นเดียวกับโทคซึ่งนั่งอยู่ทางขวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงวิตก 

“รอ... เก็บตัวเราให้เงียบไว้ก่อน ดำเนินตามแผนต่อไปอย่างเงียบ และรอจนกว่าจะเห็นชัดว่าไชคิลคิดจะทำอะไรต่อแล้วค่อยลงมือ”

“ครับ”

กลุ่มคนร่วมยี่สิบชีวิตซึ่งอยู่ภายในห้องต่างขานรับอย่างพร้อมเพียงในคำตัดสินใจของไคเอส 

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เมื่อการประชุมย่อยแต่แสนสำคัญนั้นจบลง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว แต่ก็ไม่มีใครเดินออกจากห้องเมื่อจบการประชุมแล้ว

“...”

ไคเอสเหลือบมองไปยังด้านขวาของตน ก่อนจะพบกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าโหดเข้มของโทค ทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างออกทันใด ก่อนจะรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมเดินหนี หากแต่กลับถูกมือใหญ่ของโทคกดไหล่เอาไว้ให้นั่งลงที่เดิมเสียก่อน

“เจ้าบอกพวกข้าว่าอย่าเพิ่งนอกเรื่องขณะประชุม แต่ตอนนี้เรื่องประชุมจบแล้ว...”

โทคขยับยิ้มมุมปากกว้างขึ้น ก่อนจะชี้นิ้วตัวเองขึ้นไปยังทิศทางด้านบน 

“และข้าคิดว่า... มันได้เวลาที่เจ้าจะต้องอธิบายถึง เรื่องที่กำลังนอนอยู่ข้างบนบ้านข้าแล้วล่ะไคเอส”







*******
TalK ::
** พรุ่งนี้ไปเที่ยววว!!!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

162 ความคิดเห็น

  1. #145 vano (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2554 / 14:30
    ฮ่าๆๆ งานนี้ต้องมีเคลียไคเอส ^0^
    #145
    0
  2. #111 secrat-sky (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 มีนาคม 2553 / 14:33
    สะ สนุก!!! >O<
    #111
    0
  3. #58 aumjin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2552 / 12:31

    ฮ่าๆๆไคเอสโดนรุมแน่ 

    เที่ยวให้สนุกนะคะ><

    #58
    0
  4. #57 Bam_boo (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2552 / 19:39
    กลับจากเที่ยวแล้วอย่าลืมมาอัพนะคะพี่ก้อย >O<

    นางเอกน่ารักมากเลย
    #57
    0
  5. #56 -nunumfon- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2552 / 15:22
    อัพอีกหน่อยสิค๊า
    #56
    0
  6. #55 modmioka (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2552 / 13:43

    อัพไวๆน้าค๊า ชอบมากเลย

    #55
    0
  7. #54 kibkea (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 / 23:00
    ดีใจจัง อัพแล้ว

    ชอบมากเลย แวะเข้ามาอ่านทุกวัน

    จะคอยเป็นกำลังใจให้ค่ะ

    สู้ๆ นะ
    #54
    0
  8. #53 orapanpang (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 / 22:30

    ดีใจจังอัพแล้ว

    #53
    0
  9. #52 Thelittlefinger (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2552 / 22:02

    อัพแล้วจ้าาาา!

    #52
    0