สื่อรักสัมผัสอลเวง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 331 Views

  • 2 Comments

  • 8 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    38

    Overall
    331

ตอนที่ 14 : ผีผี...วุ่นวายสบายดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 มี.ค. 62

ตอนที่14

            “นก เธอเป็นอะไร ทำไมเธอร้องไห้” ลิตาแอบเห็นพัชนกร้องไห้ พัชนกเดินมาแอบร้องไห้ ลิตาเดินมาปลอบประโลมเพื่อนสาวแต่เธอก็ไม่รู้หรอกว่าเพื่อนสาวเป็นอะไร

            ทุกคนก็คงมีปัญหากันทั้งนั้นแล่ะ แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ตามก็ยังปัญหา คนทุกคนบนโลกล้วนเกิดมาก็เจอปัญหา  พบอุปสรรค ขวากหนาม หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน

            “เปล่าฉันไม่ได้เป็นอะไร” เธอเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลเริ่มนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด เลิกคิดถึงคนที่ทำร้ายจิตใจของเธอ

            “แต่เธอร้องไห้นะนก บอกฉันได้นะว่าเกิดอะไรขึ้น”

            “ฉันแค่เสียใจเรื่องนิดๆหน่อยๆแค่นั้นเอง” พัชนกบอกปัดเพราะไม่อยากบอกความจริง ไม่อยากอธิบายเธอยังไม่พร้อม สังคมของเธอก็คงไม่พร้อมรับรู้

            “ไหวหรือเปล่า” ลิตาเห็นนกลุกเดิน พัชนกพยักหน้า

            “ไหวสิ” ยิ้มทั้งน้ำตา แต่ก็ฝืนยิ้ม

พัชนกเดินออกไปจากตรงนั้น ทิ้งปมปริศนาไว้ให้คาใจ คาความรู้สึกของลิตา

            “เป็นอะไรทำไมไม่ยอมบอกกันบ้างเลย”

ได้แต่สงสัยแต่ก็หาคำตอบไม่ได้สักที ปกติพัชนกไม่ใช่คนบอกเล่าชีวิตส่วนตัวและเรื่องราวในครอบครัวให้ใครฟังเท่าไรนัก พัชนกจะต้องมีความลับที่ซ่อนอยู่แน่ๆ แต่เธอแค่ไม่กล้าบอก ความลับที่ว่ามันเป็นอะไร และมันจะยังเป็นความลับต่อไปได้อีกนานแค่ไหน

ในค่ำของวันนั้นหวานกลับมาบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เสียงของมารดาเอ่ยเบาๆเมื่อเห็นร่างของสาวอวบอั๋นเดินเข้ามาภายในบ้าน  ใบหน้าอิดโรยจากการเดินทาง

            “วันนี้หวานขอไม่ทานข้าวนะคะแม่” เสียงอขงเธอเหนื่อยล้า  เมื่อเห็นว่าแม่จัดแจงอาหารอยู่ที่โต๊ะทานข้าว มารดามองหล่อนด้วยสายตาตั้งคำถาม

            “ทำไมล่ะจ๊ะ หรือว่าไม่อยากทาน ระวังจะไม่สบายเอานะหวาน”

แหววเป็นห่วง เมื่อเห็นลูกสาวไม่ทานข้าว

            “เปล่าค่ะแม่ หวานแค่ไม่หิว” เธอตอบ  แม้จะรู้สึกว่าวันนี้อะไรก็ช่างยุ่งยากไปหมด แม้กระทั้งกลับมาบ้าน  ไม่อยากโน่น อยากนี้ 

            “ลดความอ้วนหรอจ๊ะ”

พจมานที่นั่งอยู่ข้างๆเอ่ยแกมแขวะ  อันเป็นกิจนิสัยส่วนตัว  พูดไปก็ยิ้มระเรื่อยเบาๆ

            “จะลดมันก็เรื่องของหวาน ไม่เกี่ยวกับพี่พจซะหน่อย”

หวานเถียงใส่ อันไม่เคยเถียง แต่วันนี้เธอเถียง  ทำเอาพจมานตาขวางที่โดนเถียงใส่

            “หวาน เดี๋ยวนี้กล้าเถียงพี่หรอ”

            “โธ่ จะมัวทะเลาะกันทำไม หยุดทะลงทะเลาะกันได้แล้ว ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้”

แหววห้ามปรามทั้งสองคน หวานจึงเดินขึ้นบ้านไป โดยมีสายตาของพจคอยจ้องมองอยู่

..........................................................................................................................................................

เมื่อขึ้นมาด้านบนห้องนอน หวานวางกระเป๋าลงที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กๆก่อนที่จะเดินมาทรุดตัวลงตรงเตียงนอนและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย หวานลูบหน้าลงไปเสยผมที่ปกหน้าลงมาแล้วเดินไปที่กระจกมองใบหน้าตัวเอง

            “สวยซะสวยจริงๆ” ภาพบนกระจกปรากฏภาพของหญิงสาวที่ไม่ใช่เธอ แต่เป็นใบหน้าของคนอื่น  คนอื่น  ไม่ใช่สิ  ไม่ใช่คน  คนอะไรจะมาส่องหน้าทับเธอ !!!!นึกขึ้นมาได้ก็.........

            “ผี” หวานแหกปากลั่นสะดุ้งสุดตัว เอามือปิดหน้า

            “เราเจอกันหลายรอบแล้วนะ เธอยังไม่ชินอีกหรอจ๊ะ”

            “ไม่ๆไม่ๆฉันไม่ชิน”

            “เฮ้อ” เสียงพ่นลมหายใจของวิญญาณสาว

หวานกระโดดลงตรงกลางเตียงนอน สีหน้าตกใจกลัว

            “ทำไมมาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงเล่า มาแบบนี้ฉันก็ตกใจแย่น่ะสิ”

            “แล้วจะให้ฉันมาแบบไหนล่ะ”

วิญญาณสาวแปรเปลี่ยนจากใบหน้าสวยงามกลายเป็นดวงวิญญาณที่มีใบหน้าเละเทะดวงตากลวงโป๋ ปากขาว ฟันดำ หนอนไชไปทั่วใบหน้า ยิ้มที่ปากกว้างหน้าเกลียดหน้ากลัวจนหวานต้องปิดหน้าปิดตา

            “แบบเมื่อกี้ดี้ดีมั้ยจ๊ะ”

            “บ้า” หวานสบถคำออกไป

            “แล้วจะให้มาแบบไหนล่ะ”

            “เธอจะมาแบบไหนก็เรื่องของเธอ แต่ต้องมาแบบไม่ทำให้ฉันตกอกตกใจ”

หวานทรุดกายลงนอนคลุมโปง ไม่คิดจะพูดคุยกับผีสาวตรงหน้าอีก

            “นี้แม่เด็กอ้วน ตราเด็กสมบูรณ์  ฉันจะบอกอะไรให้เอามั้ย  ผีน่ะ ไม่หน้ากลัวเท่าคนร๊อก  คนน่ากลัวกว่าผีเยอะแยะเชียว”  เสียงวิญญาณสาวเอ่ยในใจ  มองดูหวานคลุมโปงด้วยความเอ็นดูเหมือนดูเด็กงอแงเวลาไม่ได้ของเล่นที่ตัวเองอยากได้  วิญญาณสาวหัวเราะเยาะเบาๆก่อนร่างจะเลือนหายไป

            หลังจากเมื่อคืนหวานทะเลาะกับพจมานเธอก็เลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพี่สาว ลงมาเจอมารดาข้างล่าง แหววเห็นหวานกำลังจะเดินออกจากบ้านไป แหววเลยยื่นกล่องข้าวให้ลูกสาว

            “เดี๋ยวก็หิวกันพอดี นี่แม่ทำไว้ให้เอาไปกินตอนเช้า” แหววยื่นกล่องข้าวใบสวยให้คนตรงหน้า

            “แม่นี่รู้ใจหวานจริงๆเลย” หวานกระโดดกอดคอมารดาโดยลืมไปว่ารูปร่างตัวเองใหญ่กว่ามารดาจนเกือบทำให้มารดาล้มลงไปที่พื้น

            “ยัยหวาน ยัยหวาน แกจะทับแม่ตายแล้วนะ”

            “แม่ก็” หวานรับกล่องข้าวมายิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินอุ้ยอ้ายออกไปจากบ้านและเป็นจังหวะเวลาที่พจมานกับมารดาเสด็จลงมาพอดีและทันเห็นสองแม่ลูกกอดกัน

            “รักกันจริงๆนะแม่แหวว” พิศผู้เป็นพี่สาวแขวะด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงใจนัก

            “ห่ออาหารไปให้ด้วย” พจมานเสริมขึ้น

            “ทำไมหวานมันออกไปแต่เช้าล่ะะน้าแหวว” พจมานเอ่ยถาม

            “ก็คงเบื่อคนแถวนี้แล่ะมั้ง” แหววพูดเรียบๆก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้น

            “แม่ น้าแหววว่าใคร” พจมานทำสีหน้างงงัน

            “ว่าแกกับฉันน่ะสิถามได้” พิศมองไปทางแหววที่เดินไป

            “ฮึ เดี๋ยวนี้ปากคอเลาะร้ายกว่าแต่ก่อนมาก” พิศส่ายหน้าไม่คิดอะไรในใจ

..........................................................................................................................................................

            ถนนในเช้าวันนี้ฝนตกปรอยๆลงมาตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้ไม่ต้องเดาก็พอเข้าใจว่ารถต้องติดแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่เธอคิด นี่ออกมาเช้าขนาดนี้รถรายังติดหนักมากและเธอจะได้ขึ้นรถตอนไหนเนี่ย

            “นี่ๆเธอ” เสียงใสๆของใครคนหนึ่งดังแว่วมาจากไหนไม่รู้ แต่มันใกล้หูของเธอเป็นอย่างมาก ใกล้เหมือนมีใครมากระซิบที่ข้างๆหูของเธอ หวานหันมองรอบๆเหลียวมองซ้ายขวาก็ไม่มี พอหันหน้ามาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าวิญญาณสาวโผล่มาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง

            “ว๊ายย”

            “เบาๆ สิเธอ” วิญญาณสาวทำปากจุ๊ๆเบาๆ

            “จะวี้ดว๊าดไปทำไม”

            “ผี ผี” หวานชี้หน้าวิญญาณตรงหน้า

            “บอกว่าไม่ใช่ผี” วิญญาณตรงหน้าโต้แย้ง

            “ผีไม่ใช่ผีแล้วจะเป็นอะไร” หวานคลายความกลัว

            “ภูติสาวพราวเสน่ห์ไงจ๊ะแม่เด็กอ้วนตราเด็กสมบูรณ์”

            “ชิ” หวานทำทีเดินไปสนใจ เดินก้าวไปด้วยความเร็วฉับๆ วิญญาณสาวเดินตาม

            “งอนฉันหรอ”

            “เปล่า”

            “แล้วทำไมทำเป็นไม่สนใจฉันล่ะ”

            “ก็ไม่มีเรื่องจะคุย” หวานทำหน้าหยิ่งๆเดินตรงไปไม่สนใจพอลับหลังก็แอบยิ้มมุมปาก

            ถนนบนฟุตบาตรนั้นแมกไม้ร่มรื่น บริเวณนั้นใกล้สวนสาธารณะทำให้มีคนมาวิ่งกันอยู่และช่วงเวลานั้นหวานก็ต้องตกใจเสียงบีบแตรที่ดังขึ้น

            “หลบทางหน่อย หลบทางหน่อยคุณ” เสียงวินมอเตอร์ไซค์ที่ขับพาผู้โดยสารขึ้นมาบนทางเท้า หวานหลบแทบไม่ทัน ก่นด่าไล่หลังด้วยความไม่พอใจเท่าใดนัก

            “เดี๋ยวแม่จะถ่ายรูปส่งตำรวจเสียให้เข็ด”

            “ฮิฮิฮิ” เสียงหัวเราะเบาๆแบบเยาะเย้ยก่อนจะปรากฏร่างของวิญญาณสาว

            “มัวแต่เดิน ระวังรถระวังลาบ้างสิ”

            “รู้แล้วล่ะ ไม่ต้องยุ่ง”

            หวานเดินจ้ำๆดีที่รถจอดติดไฟแดงพอดี หวานก้าวเดินฉับๆโดยไวแต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆรถมอเตอร์ไซค์ผ่าไฟแดงพุ่งเข้ามาชน ภาพตอนนั้นเป็นภาพช้าๆ แต่แล้ววิญญาณสาวก็พุ่งตัวออกจากฟุตบาทด้วยความเร็วระดับปีแสง ร่างหวานกระเด็นออกจากตรงนั้นก่อนจะโดนรถชนอย่างไว ปาฏิหาริย์ ไม่น่าเชื่อ?  แต่ก็ต้องเชื่อ

หวานเหงื่อโชกกาย ตกใจกลัวไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง

            “เป็นยังไงล่ะแม่เด็กดื้อ” เสียงวิญญาณสาวเหมือนขาดๆหายๆ

            “กลัวน่ะสิ” หวานพูดเบาๆยังไม่หายตกใจกลัวกับเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมาเมื่อครู่

            “เป็นยังไงบ้างคุณ” พลเมืองดีต่างเข้ามาดูเหตุการณ์ หวานเห็นรถคู่กรณีล้มอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ร่างของคนขับไถลไปกับพื้นทำให้หน้าด้านหนึ่งมีรอยขูดพื้น ผิวหนังถลอกปอกเปิกหน้ากลัว

            “หมวกก็ไม่สวม แถมยังขับผ่าไฟแดงอีกต่างหาก” พลเมืองดีที่เข้ามาดูบ่นเบาๆรวมกับคนอื่นๆ

            “ใส่พระวัดไหนหรอ ทำไมถึงโชคดีแบบนี้”

            “ตอนแรกคิดว่าจะโดนชนแล้ว” เสียงใครหลายคนเซ่งแซ่ไปทั่ว 

            “แม่หนูคนนี้คงทำบุญมาเยอะเลยรอดราวปาฏิหาริย์ ดูซิไม่มีรอยอะไรเลยซักนิด”

เห็นวิญญาณสาวที่มาช่วยแอบยืนยิ้มอยู่เป็นเงาบางๆอยู่ด้านหลังพลเมืองดีและไทยมุง อย่างคู่กรณีที่ขับรถผ่าไฟแดงมานั้นโดนตำรวจจับไปตามระเบียบ แต่ก่อนที่จะโดนจับนายคนนั้นก็เอะอะโวยวายลั่นในขณะที่หน่วยฉุกเฉินมาปฐมพยาบาลให้

            “ผมเห็นจริงๆนะพี่ มีคนตัดหน้าผม”

            “เมาหรือเปล่าน้อง”

            “ไม่ได้เมานะพี่ ผมสาบานจริงๆ คนที่มาผลักผู้หญิงอ้วนคนนั้นเขาโดนรถผมพุ่งชนทะลุร่างเขาไปโดยไม่เป็นอะไรจริงๆ รถผมเลยเสียหลักไถลไปตามพื้นแบบนั้น”

ชายหนุ่มคนนั้นเล่าด้วยความตื่นตระหนกตกใจแต่ใครเอยจะเชื่อว่าที่ชายหนุ่มคนนี้พบเห็นนั้นเป็นเรื่องจริงนอกซะจากหวานที่รู้เห็นเหตุการณ์ตลอดเวลา

            ปิ๊นๆๆๆเสียงบีบแตรนั้นทำให้หวานได้สติหันไปมองชายหนุ่มที่จอดรถมอเตอร์ไซค์คู่กายตรงริมฟุตบาทหวานหันไปมองด้วยสายตาที่ระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกลนัก “นายชัย” หวานพึมพำชื่อของชายหนุ่มเบาๆ เขากวักมือเรียกให้เดินไป เธอเดินไปอย่างง่ายดาย

            หวานไม่รู้หรอกว่าขึ้นมานั่งซ้อนท้ายบนรถของชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อใด ชัยเป็นคนเอ่ยชวนเธอให้นั่งซ้อนท้ายเพื่อที่จะไปทำงานให้ทันในชั่วโมงเร่งด่วนแบบนี้ การจราจรในวันที่ฝนตกพร่ำๆทำให้ชีวิตชาวเมืองที่ต่างคนต่างเร่งด่วนต่างก็ต้องดิ้นรนกันออกไปทำมาหากินกันแต่เช้า หวานโชคดีที่มาเจอชัยทำให้เขาพาเธอซ้อนรถไปทำงานด้วย

รถของชัยมาจอดหน้าบริษัท หวานก้าวลงและส่งหมวกกันน็อกคืนให้ชายหนุ่ม

“ขอบใจมากนะชัย” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

“ไม่เป็นไรหรอก” เขาบอกก่อนที่จะพยักหน้า “เดี๋ยวผมเอารถไปจอดก่อนนะหวาน”

“จ้า” หวานตอบเสียงใส มองรถของชายหนุ่มที่แล่นผ่านมุมหายไปตรงลานจอดรถก่อนจะเดินเข้าไปในบริษัท หวานเองนั้นแล่ะที่เป็นคนตะลึงกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นภาพของชายหญิงคู่หนึ่งเดินผ่านหน้าของเธอไป หากจะไม่แปลกใจเลยถ้าชายหญิงคู่นี้มิใช่ “นนท์”

หวานแทบจะทรุดลงพื้น สองสัปดาห์แล้วที่วันนั้นเขาทำเธอเจ็บช้ำ มาวันนี้เขายังเป็นคนพาหญิงอื่นมาเยาะเย้ยเธอ จิตใจเขาทำด้วยอะไร หวานบอกกับตัวเองเสมอว่า เธอจะต้องเข้มแข็งไว้อย่าได้ย่อท้อ อย่ายอมแพ้สิ เธอจะพ่ายแพ้ต่อเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ภาพของชายหญิงคู่นั้นลับตาหายไป ไม่รู้หรอกว่าสองคนนั้นจะเห็นเธอหรือไม่แต่เธอจะจำเอาไว้เธอจะไม่เสียใจให้กับคนแบบนั้นอีกแล้ว

ไม่มีวันนั้น ไม่มีวันที่เธอจะร้องไห้อ่อนแอกับความรัก ไม่มีวันซะหรอก

ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนตึกอันเป็นสำนักงาน เสียงแจ้วๆก็ดังมากระทบหูของหวานก่อน หวานจำเสียงนั้นได้ดีว่าเป็นของใคร หันมามองก็พอจะเดาออก สามสาวนั่นเองไม้เบื่อไม้เมา คู่ปรับคู่แค้นแสนรักของเธอ  เดินมาหา

            “หวังว่าเธอจะไม่ไปร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจจนขี้มูกโป่งวิ่งหายไปอีกนะหวาน ฉันนะอดสงสารคนที่บ้านเธอไม่ได้ กลัวว่าจะไปกระโดดแม่น้ำตายซะก่อน”

ผู้พูดใส่ความรู้สึกอคติลงไป สีหน้าเย้ยหยั่นพลางจ้องสาวอวบตรงหน้า สายตานั้นจ้องมองตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นสายตาดูแคลนซะมากกว่า

            “แค่นี้น้ำก็ท่วมกรุงเทพฯพออยู่แล้ว ขืนเธอไปกระโดดน้ำตายมีหวังแม่น้ำกระเพื่อมทั้งสายแถมยังทำให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมาอีกนะหวาน”

หวานได้แต่มองสามคนที่ดูถูกดูแคลนเธอ มองสามสาวที่จริตจะก้านเกินงาม หวานได้แต่อมยิ้ม เบื่อที่จะต่อกรกับคนประเภทนี้ประเภทใต้ตม เปรียบดอกบัว พวกนี้ก็เป็นบัวใต้ตมโผล่ไม่พ้นน้ำ คนหนอคนสันดอนมันผุดมันคัดได้แต่สันดานนี้สิคัดไม่ได้ต่อให้อบรมดีแค่ไหนแต่ใจมันชั่วช้าก็หาดีไม่ได้

“ขอบใจพวกเธอมากนะที่คอยเป็นห่วงเป็นใยฉัน หวังดีประสงค์ร้าย จิตใจหยาบกระด้างเสแสร้งแกล้งเป็นคนดี ขอบใจจริงๆที่อุตส่าห์เป็นธุระสาระแนมาเสือกเรื่องของฉัน ขอบใจในความหน้าด้านและก็ขอบใจในความสตอเบอร์รี่ของพวกเธอที่คอยเห่าคอยหอนอยู่ตลอดเวลา ขอบใจจริงๆจ๊ะ” พอหวานพูดจบก็เดินจากไป สามสาวไม่ทันได้ตอกกลับก็ต้องเจ็บแค้น

“อีเบาหวาน อีโอ่งยักษ์ อีหมูป่า” ได้แต่ด่าไล่หลังเพราะหวานเดินไปแล้ว สามสาวได้แต้มองหน้ากันและกัน

..........................................................................................................................................................

 

 


0 ความคิดเห็น