รักนอกใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 73 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    13

    Overall
    73

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เรื่องจริงที่ฉันต้องปิดบังคนที่เขารักฉัน เเต่ฉันกลับนอกใจเขา


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องจริง ที่ฉันไม่สามารถบอกใครได้ เล่าให้ใครฟังไม่ได้ มันจุก เจ็บเเละจิตตกตลอดเวลา


ความรักนะหรือ  รักสิ เเต่มันนอกใจไปเเล้ว


             ณ  ตอนนี้เราก็ไม่กล้า ไม่กล้าเผชิญความจริงเรื่องลูก ได้แต่ปกปิด และยอมรับสภาพนี้ไปชั่วชีวิต รู้ทั้งรู้ว่ามันผิด แต่จะทำอย่างไงได้ล่ะคะท่านผู้อ่าน ในเมื่อ เรื่องมันมาขนาดนี่แล้ว


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 18 เม.ย. 62 / 14:24

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง               รักนอกใจ

จาก               ผู้หญิงในเงามืด

 

         มันเป็นความทุกข์ที่ตอนนี้เราไม่สามารถบอกใครได้เลยแม้กระทั้งคนใกล้ตัว ก่อนอื่นเราขอใช้ชื่อตัวเองว่าหวานนะคะท่านผู้อ่าน เพื่อจะได้เรียกแทนตัวเอง เรื่องที่จะเขียนบอกเล่าต่อไปนี้ ขอให้มันเป็นเรื่องที่ระบายความทุกข์ในใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่หมดหนทางที่จะระบายความอัดอั้นตันใจของตัวเองออกมานะคะ มันอาจจะเป็นเรื่องที่เตือนจิตใจใครหลายต่อหลายคนที่กำลังเข้าสู่วังวนของคำว่า นอกใจ

         เรื่องของเราก็มีอยู่ว่า เราเป็นลูกสาวคนเดียวของเตี่ยกับม้า บ้านเราทำธุรกิจขายของชนิดหนึ่ง ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียวและเป็นเด็กเรียบร้อยมาตลอดจนกระทั้งเรียนจบ เราได้พบพี่ผู้ชายคนหนึ่งที่ทำงาน ตอนแรกเราคุ้นหน้าพี่เขามาก(คงเป็นบุเพสันนิวาส) พอได้คุยไปคุยมา เราเพิ่งนึกได้เลยร้องอ๋อ พี่เขาเคยไปเป็นวิทยากรที่คณะที่เราเรียนอยู่นั้นเอง ก่อนอื่นบอกเลยนะคะว่าพี่เขาอายุห่างกับเราสิบปี ชื่อพี่วุฒิ เป็นผู้ชายลุคอบอุ่น บุคลิกจะเป็นคนขาวสะอาด ตี๋ รูปร่างอวบนิดๆ จมูกเป็นสัน น่าตาจัดว่าดี ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขาหรอกค่ะ เพียงแต่ได้คุยกัน สนิทกันในฐานะพี่ทำงาน แม้จะอยู่คนละแผนกและหน่วยงานที่ทำก็ตาม มีบ้างที่ใครหลายคนแอบแซว เรากับพี่เขาว่า เป็นแฟนกัน เพราะหน้าตาเราสองคน แอบคล้ายกัน แต่นั้นก็แค่แซว เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในใจของพี่วุฒิแอบชอบเราหรือเปล่า เรื่องราวต่างๆก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ จนวันหนึ่งมันคือจุดเริ่มต้นของความรัก นั้นคือ วันนั้นฝนตกและเราไม่สามารถออกจากออฟฟิศได้ ยืนหลบฝนที่หน้าตึก พอดีที่วุฒิเดินออกมาเห็นจึงชวนเรากลับบ้าน ด้วยความที่คุ้นชินเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาห ก็เดินตามหลังพี่เขาขึ้นรถไป บรรยากาศในรถตอนนั้นเงียบ มันแปลกๆ พี่เขาไม่ได้ชวนคุย แต่ลึกๆเราว่าพี่เขาอยากจะพูดอะไรกับเรา ไอ้เรานะหรอ ก็ไม่ได้ประสีประสาเรื่องรักๆใคร่ๆเท่าใดนักหรอก เพียงแต่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ 555 มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านก็คงคิดว่าไม่มีอะไรใช่มั้ยคะ แต่เปล่าเลย พี่เขาเปิดวิทยุ และในวิทยุที่เล่นมันไม่ใช่เพลงนะสิคะแต่เป็น เสียงของพี่เขาที่อัดใส่เอาไว้ตอนไหนก็ไม่รู้ บรรยายเรื่องของการแอบรักผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็ฟังๆไป จนพี่เขาเอื้อมมือมาจับที่มือเรา เราสะดุ้งมองหน้า ก่อนที่พี่เขาจะบอกว่าแอบชอบเรา เรานี่ตะลึงเลย มันจะโรแมนติก หรือ งง อะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนั้นเราหน้ามืดไม่คิดว่าจะมีผู้ชายมาบอกรักเรา พูดถึงตอนนั้นแล้วก็แอบหัวเราะตัวเองไม่ได้ที่ทำตัวไม่ถูก เอาเป็นว่าเราก็พยักหน้าแบบงงๆ ตอบอะไรออกไม่จำไม่ได้ รู้เเต่ว่าหลังจากนั้นมาเราก็เป็นแฟนกัน

                      เรื่องดำเนินมาเรื่อยๆ เพราะเราสองคนไม่ได้หวือหวา และคนรอบข้างก็เริ่มรับรู้ว่าเราเป็นอะไรกัน จวบจนสองปีที่เราคบกันและพี่เขาก็ขอเราแต่งงาน ด้วยความที่เตี่ยกับม้าเราก็อยากอุ้มหลาน ทางบ้านพี่เขาก็อยากมีหลานด้วยวัยของพี่เขาที่อายุก็ใกล้เตะสี่สิบ จึงเป็นไฟท์บังคับจากคนรอบข้างที่ทำให้เกิดการแต่งงานกันในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

                      อ้อ อายุเราตอนแต่งงานก็ยี่สิบหกย่างยี่สิบเจ็ดนะคะ พี่วุฒิก็ราวๆสามสิบแปดสามสิบเก้า  เป็นการแต่งงานที่เรียบง่ายเพราะมีแขกจากทางพี่วุฒิและทางครอบครัวเรามาร่วมยินดี วันนั้นเราจำได้ดีเลยว่า มันคือความฝันของหญิงสาวหลายๆคนที่อยากมีความรู้สึกตอนสวมชุดเจ้าสาวท่ามกลางแขกเหรื่อมาร่วมงานนับร้อยชีวิต

                      ภายหลังการแต่งงาน อ้อ ลืมบอกว่าเราตกลงกันแยกตัวออกมาใช้ชีวิตครอบครัวนะคะ ไม่ได้แต่งเข้า หรือแต่งออก ตามแบบฉบับคนจีนที่ถือให้แต่งเข้าบ้านฝ่ายชาย คือพี่วุฒิบอกเราว่า ไม่อยากให้เราต้องวิตกกังวนเรื่องครอบครัวพี่เขา และอีกนัยหนึ่งคือ สมัยนี่แล้ว การจะมีครอบครัวบางครั้งก็ต้องการเป็นส่วนตัว

                      เรื่องแต่งงานจบลง เรามาใช้ชีวิตฉันสามีภรรยา พี่เขาอบอุ่น และรักเรามาก เรามีความรู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้เจอพี่เขา และไม่ใช่แต่เราเท่านั้นที่บอกว่าเราโชคดี แต่คนรอบข้างเราทุกคนก็บอกว่าเราโชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับผู้ชายอย่างพี่วุฒิ

                      เราใช้ชีวิตคู่กับพี่วุฒิดำเนินเรื่อยมาตามปกติ ด้วยความที่เราสองคนไม่ได้หวือหวาอะไร เราสองคนก็ใช้ชีวิตเรียบๆ ทำงานเช้า เย็นกลับมา แต่จะมีช่วงที่พี่เขาเลิกดึกๆจนถึงดึกมาก แต่เราก็นั่งรอนะ แถมแอบไปเรียนทำอาหารมารอเสริฟเพราะปกติเราไม่ทำอาหารทานเอง ก็ใช้ชีวิตแบบนี่เรื่อยมา จนเกิดเรื่องหนึ่งขึ้น เมื่อทางฝ่ายครอบครัวพี่วุฒิเขาต้องการให้เรามีลูก

คำว่ามีลูก มันไม่ได้เสกปุ๊บได้ปั๊บนะคะท่านผู้อ่าน มันเป็นคำบอกเล่าผ่านปากพี่วุฒิว่า พ่อแม่เขาอยากได้หลาน อยากให้เราสองคนมีหลานไวๆ ตอนนั้นเราแต่งงานเข้าปีที่สอง ใจหนึ่งก็อยากมีนะ แต่อีกใจทำไมมันแปลกๆ จะว่าอยากมีก็อยาก ไม่อยากมีก็ใช่ นั้นคือปัญหาแรกที่เข้ามา  พอปัญหาแรกเข้ามาไม่ทันไร ปัญหาที่สอง สามตามมา เมื่อ ทางบ้านพี่วุฒิอยากให้เราย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่นั้นด้วย ด้วยเหตุผลคือ น้องสาวที่อยู่ดูแลพ่อแม่ต้องย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาล่ะ เราเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของลูก เราก็ทำตามแม้พี่วุฒิจะมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก คงกลัวว่าเราไม่เป็นส่วนตัว  ปัญหาที่สามคือ ค่าใช้จ่าย เมื่อน้องสาวพี่วุฒิย้ายไปแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจึงตกมาที่พี่วุฒิสามีของเราคนเดียว เอาล่ะ เงินเดือนสามีเราก็พอจะจุนเจือครอบครัวได้ ขอบอกก่อนนะคะว่าเราใช้กระเป๋าแยกกัน นั้นคือข้อตกลงกันก่อนแต่งงาน  แต่ไม่ใช่ว่าจะแยกกันทุกอย่างนะคะ พี่วุฒิสุภาพบุรุษพอที่จะเทคแคร์และออกค่าใช้จ่ายในบ้าน รวมทั้งทุกอย่างในชีวิตคู่ (เงินเดือนพี่วุฒิตอนนั้นก็แปดหมื่นกว่าบาท) อีกทั้งค่าวิทยากรนอกเหนือจากงานบริษัทและธุรกิจอื่นอีก เราจึงไม่ได้ว่า หรือมีเรื่องทะเลาะกันในเรื่องเงินเลย

      เอาล่ะ ตอนแรกคิดว่ามันจะจบลงที่ปัญหาสามข้อ แต่เปล่าเลย เมื่อมีปัญหาจิปะถะเข้ามาแต่ละวันทั้งเรื่องเสียงเพลงลูกกรุงที่แม่สามีมักเปิดทุกเช้าการขี้โวยวายของพ่อสามี   หลานๆของเขาที่ลูกพี่ชายพี่วุฒิเอามาฝาก บางครั้งก็นึกไปว่าเป็นลูกพี่วุฒิ คุณผู้อ่านเชื่อมั้ยค่ะว่ามันเป็นอะไรที่สะสมมานาน จากที่เฉยๆนานนับวันก็เริ่มเบื่อ เมื่อความเป็นครอบครัวผัวเมีย แทบไม่มี

                      “พี่ต้องไปทำงานต่างประเทศ หนึ่งเดือน” นั้นคือเสียงที่พี่วุฒิสามีของเราพูดในคืนหนึ่งที่โน้มตัวลงนอน เราหันมองหน้า พี่วุฒิดูโรยรากับการทำงานมาก ไม่สดใสเหมือนก่อนแต่งงาน

                      “หวานจะกลับไปอยู่บ้านก่อนก็ได้นะ แล้วพี่กลับมาค่อย...”

                      “ถ้าหวานกลับ แม่พี่จะไม่ด่าหวานเหรอคะ” เรามองหน้าสามี น้อยใจนิดๆ ก่อนจะหันหลัง

เรารู้นะว่าพี่วุฒิก็คงเครียดเรื่องนี้เหมือนกัน พี่วุฒิเอามือมากอดเราซุกหน้าที่ซอกคอ เขาพร่ำบอกเราตลอดว่ารักเรา ไม่อยากให้เราคิดมาก แต่คุณผู้อ่านค่ะ มันมีหลายเรื่องเลยที่เราต้องแบกรับภาระทางความรู้สึกเอาไว้คนเดียว

                      หลังจากที่วุฒิไปต่างประเทศ เราก็แบกกระเป๋าออกมาจากบ้านหลังนั้น พ่อแม่พี่วุฒิไม่ได้ถามเราซักคำเดียว แต่เรารู้ว่าท่านทั้งสองคนบ่นหรือนินทาเราลับหลังแน่ๆ แต่ก็ช่างเถอะ เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้มันเป็นนิยายอมตะมานมนานแล้วนี่

                      เรากลับมาที่คอนโดเรือนหอของเรา ที่นี่มันช่างเป็นอีกโลกจริงๆ แม้มันจะเหงาว้าเหว่ไปบ้างเมื่อสามีไม่อยู่

                      “นังหวาน เพื่อนๆเขานัดรวมตัวกันไปเกาะพะงัน แกว่างหรือเปล่า หรือว่าผัวแกเขาหวงไม่ยอมปล่อยมาเที่ยวบ้าง” เสียงของเจี๊ยบเพื่อนสนิทของเราโทรมาแวดๆเสียงดังอันเป็นปกติ

                      “วันไหน”

                      “อาทิตย์หน้า ไปวันศุกร์กลับวันจันทร์ เขาจองทริปทัวร์กันแล้วนะเว้ย แกว่างหรือเปล่า”

                      “ว่างว่าง” ไม่รู้ว่าอะไรดนใจให้เราตอบไปแบบนั้น แต่ก็ดีเพราะช่วงนี้เรารู้สึกเบื่อหลายๆอย่างซะด้วย

วันเดินทางมาถึง เราลาพักร้อนตั้งเเต่วันศุกร์ถึงวันจันทร์ เจี๊ยบนั่งรถมารับเราไปสนามบิน เราได้เจอเพื่อนๆหลายคนที่จบไปแล้วไม่ได้เจอกัน ถ้าเจี๊ยบไม่ชวนก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า สนุกสนานเฮฮาจนขึ้นเครื่อง และนั้นก็เป็นจุดหักเหของเรื่องนี่ค่ะ

                      ก่อนอื่นเราขอเราย่อๆนะคะเพราะทีจริงเรื่องมันยาวมาก อาจจะยืดเยื้อเกินไป  บนเครื่อง เราได้พบพนักงานต้อนรับคนหนึ่งหน้าตาดีมากตอนแรกเราก็เฉยๆ แต่เราเห็นสายตาของเขาที่มองเราบ่อยๆ แม้แต่เจี๊ยบยังแอบสะกิดถามเราว่าพนักงานชายคนนั้นเขาเป็นอะไรกับเราถึงมองเราตลอด เราก็บอกไปว่า เราไม่รู้จักนะ สงสัยอาจจะมองคนอื่นก็ได้ นั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเราเลยแม้แต่นิดเดียว จนเราลงเครื่อง เมื่อตรวจเช็คสัมภาระและอื่นๆในสนามบินเสร็จแล้ว รถทัวร์ที่เราซื้อทริปก็นำรถมารับ พวกเราสิบคนกำลังขึ้นรถ ก็ได้ยินเสียงตะโกนไล่หลังพร้อมกับพนักงานชายคนนั้นวิ่งกระหืดกระหอบมาที่พวกเรา ก่อนจะชูกระเป๋าสตางค์ให้ ทุกคนต่างมองหน้าและค้นดูกระเป๋าของแต่ละคน สรุปมันเป็นของเราที่ทำตกเอาไว้ตอนไหนไม่รู้ เราขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ที่เฟอะฟะทำของตกเอาไว้ ก่อนที่จะขอตัวแยกย้ายไป ตอนนั้นเราแอบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา พูดจริงเราก็เขินๆเหมือนกันเพราะเขาหล่อมาก

                      หลังจากเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนเสร็จ ในทริปนั้นแล้ว เราลืมเรื่องผู้ชายคนนั้นซ่ะสนิทเลย ภายหลังเรากลับมาจากพะงัน และวันหนึ่งเฟสบุ๊คของเราก็เด้งคำขอเพื่อนใหม่ เราก็ไล่ดู ปกติก็มีเพื่อนและคนรู้จัก แต่มีอยู่คนหนึ่งที่แปลกๆ ใช้ชื่อเฟสก็ไม่คุ้นชื่อ

เรากดเข้าไปดูโปรไฟล์ ถึงกับร้องอ๋อ ...........ผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

                      เราไม่ลังเลจึงกดรับแอดเพื่อนไป ไม่นานผู้ชายคนนั้นก็ทักเรามาในกล่องข้อความ ก็คุยกันทั่วไปนะคะ ชื่ออะไร อายุ ทำงานอะไร ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แต่เชื่อมั้ยคะว่า ตัวเรากลับมีความรู้สึกแปลกๆ มันจะบอกว่าเหมือนคนกำลังอินเลิฟก็ใช่ หรือจะเหมือนตอนที่เป็นป๊อบปี้เลิฟสมัยวัยเรียน แต่เอาเถอะเรารู้ตัวอยู่เสมอว่า เรามีสามีแล้ว แล้วเราก็บอกไปตามตรงว่าเราไม่ได้โสด

ก็คุยกันแบบเพื่อนกัน จากวัน สองวัน สามวัน และสองสัปดาห์ที่เราคุยกัน ผ่านตัวอักษร ก็เปลี่ยนมาเป็นโทรคุยกัน คุณผู้อ่านอาจจะคิดว่าเราใจง่ายนะคะ แต่เราบอกไว้ก่อนเลยว่า ช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงที่เราว้าเหว่มากที่สุด มีหลายคนคงอยากจะถามเราว่า แล้วทำไมสามีเราไม่โทรมาหาบ้างหรอ ตอบเลยค่ะว่าโทรบ้างนะคะ แต่ไม่ถึงกับจามจิก  อาจจะฟังแล้วแปลกๆนะคะ ก็อย่างที่บอกว่าสามีเราเขารักงานมาก และอีกอย่างเขาเชื่อใจเราที่สุด ความเชื่อใจของเขา จึงอาจะเป็นดาบสองคมก็เป็นได้

                      เรากับผู้ชายคนนั้น เราขอใช้ชื่อว่า หนาม แล้วกันนะคะ หนาม เขาอายุน้อยกว่าเราสองปี เคยเรียนมหาลัยเดียวกัน อาชีพเขาคือ สจ๊วต หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เราคุยกันในฐานะเพื่อน จนได้มาเจอกันที่ห้างดังย่านลาดพร้าว   ตัวจริงก็หล่อเหมือนในรูปนะคะ ตอนอยู่บนเครื่องไม่ได้สังเกตอะไร หนามเป็นคนนิสัยตลก เทคแคร์เรามาก นี้ยังแอบมานั่งคิดเลยว่าทำไมหนาม มาเจอเราช้าไปนะ เราสองคนดูหนังที่โรงหนัง กินข้าว วันนั้นจบลงด้วยดีไม่ได้มีอะไรเกินเลยคำว่าเพื่อน

และอีกสองวันถัดมา หลังเลิกงาน เราสองคนก็นัดไปกินข้าว หนามบอกความรู้สึกกับเราที่ไม่ใช่แค่เพื่อน แม้เขาจะรู้ดีว่า เรามีคนรักและเราไม่ใช่ผู้หญิงตัวเปล่าแล้วก็ตาม ตอนนั้น ใจของเราเต้นตุบๆ จากที่จะหาเพื่อนแก้เหงา แต่กลับมาทุกข์ใจเพราะหนามดูจริงจังกับเรามาก แต่เราก็ปฏิเสธเขาไป เพราะคำว่า เรามีสามีแล้ว

                      ความสัมพันธ์ของเราก็ดำเนินมา เกือบที่พี่วุฒิจะกลับจากต่างประเทศแล้ว หนามก็เทียวไปเทียวมาหาเราที่คอนโด จนเลยเถิดเกิดความสัมพันธ์กัน แม้เราจะรู้ว่าผิดนะคะ แต่มันห้ามยากจริงๆ (ขอรวบรัดเรื่องราวนะคะเพราะมันยาวจริ๊งๆ)

เรากับหนามนอนกอดก่ายกันบนเตียงนอน เราบอกไม่ถูกเลยว่ามันเป็นอย่างไง แต่มันมีความสุขมาก สุขแบบที่พี่วุฒิให้เราไม่ได้ เหมือนเราขาดมันตั้งแต่เราแต่งงาน หนามบำเรอสิ่งนั้นให้เราจนเหมือนขาดไม่ได้ แม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม (อ้อ เราป้องกันนะคะ)

และวันที่พี่วุฒิบินกลับมา เราก็ทำตัวปกติ แม้จะมีบ้างที่แอบคุยไลน์กับหนาม ตอนนี้เรารู้เลยว่า การเล่นซ่อนชู้เป็นอย่างไง

พี่วุฒิกลับมาพร้อมของฝาก เขามาหาเราที่คอนโด กอดเรา หอม เหมือนเราเป็นเด็กๆ และเรากับพี่เขาก็มีอะไรกัน แม้เราจะรู้สึกผิดนะคะที่เราแอบนอกใจพี่เขา (กับสามีไม่ป้องกันนะคะ)

                      พี่วุฒิกับเรายังคงอยู่ที่คอนโด พี่วุฒิลาพักร้อนหนึ่งสัปดาห์อยู่กับเรา เรากลับมาจากที่ทำงานพี่เขาก็ทำอาหาร พาไปช้อปปิ้ง (บอกก่อนนะคะว่าสามีเราเปย์หนักมาก ไม่เหนียวหนืด) เรามีความสุขมาก จนลืมหนามไปสนิทเลย จนวันหนึ่งที่เรามาเจอเขาที่ห้างแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว เขาเห็นเราเดินมากับสามี ตอนแรกเราจะทัก แต่กลัวว่าจะมีปัญหาเพราะ พี่วุฒิยังไม่รู้จักหนาม หนามมองหน้าเรา มันก็ได้แค่มองกันและกัน ตอนนั้นเราสับสนไปหมดแล้ว คนหนึ่งก็ดี คนหนึ่งก็ใช่ จนเราเวียนหัวและหน้ามืดจนบอกให้พี่วุฒิพากลับบ้านด่วน แม้จะไม่เห็นสายตาของหนามที่มองเราอยู่ก็ตาม

                      หลายสัปดาห์ผ่านไป เราเริ่มมีอาการแปลกๆ เวียนหัว จะอ้วก (ตอนนั้นเรายังอยู่คอนโดนะคะ พี่วุฒิไม่ยอมย้ายกลับ ไม่ขอบอกนะคะว่าเพราะอะไร)  ตอนแรกคิดว่าป่วยธรรมดา แต่ยิ่งนานวันมันไม่ทุเลา จนปรึกษาเพื่อนสนิทก็บอกให้เราลองตรวจครรภ์ดู เราก็ยอมไปซื้อมาตรวจ สรุปคือเราท้อง เราตกใจ ทั้งดีใจและอึ้ง  พี่วุฒิรู้ดีใจ น้ำตาไหลเลยค่ะท่านผู้อ่าน เขาจูบที่ท้องของเรา พูดแต่ว่า พ่อรักลูกนะหนูน้อยของพ่อ เราอึ้ง ไม่คิดว่าเราจะท้อง ตอนนั้นสับสนไปหมดแล้วค่ะ แต่เราก็ยังยืนหยัดว่า ตอนที่เราแอบมีความสัมพันธ์กับหนาม เราป้องกันตลอด แต่อีกใจเราก็กลัวว่าถ้าเกิดว่าตอนนั้นเราพลาด แล้วลูกคนนี้เป็นลูกของ....ล่ะ เราจะทำอย่างไร

                      เราเครียดมาก เพราะเราเริ่มไม่แน่ใจ ข่าวเราท้อง ทุกฝ่าย ทั้งพี่ป้า น้าอา รู้เรื่องทั้งหมดว่าเราท้อง เพื่อนๆเราดีใจ    ไม่มีใครรู้เรื่องว่าเราแอบ.....

                      มาถึงตอนนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่า ลูกคือลูกของพี่วุฒิ เพราะกลับมาจากต่างประเทศ เราก็มีความสัมพันธ์กับพี่เขาปกติ แม้จะสงสัยว่า แล้วตลอดระยะเวลาแต่งงาน ทำไมเราถึงไม่มีลูกล่ะ?  มามีตอนที่เรากับหนามได้เสียกัน เราเครียดมาก หาที่ระบายไม่ได้ ได้แต่เก็บมันเอาไว้ จนหลายคนทักว่าเราเป็นอะไร ทำไมไม่สดใสร่าเริงแบบแต่ก่อน เราก็ได้แต่บอกไปว่า ไม่มีอะไร

                      เรื่องน่าจะจบแค่นี้ แต่หนามโทรมหาเรา ตอนนั้นเราอยู่ทำงาน หนามบอกอยากเจอเรา คิดถึง และที่เราตกใจคือ หนามสารภาพกับเราว่า เขาแอบเจอะถุงยาง  ตอนแรกเราไม่เชื่อ แต่เขาสารภาพบาปมาเอง เราอึ้ง อึ้งที่สุด น้ำตาไหล หนามบอกว่าเขารักเรา รักตั้งแต่แรกเห็น ไม่อยากเสียเราไป เขาถึงทำแบบนั้น เราร้องไห้เสียใจ ขนาดจะพยายามเดินตกบันไดให้แท้งให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะกลัว กลัวว่าคนอื่นรู้เรื่องลูก และสามีเรารู้ เรื่องมันคงใหญ่แน่ๆ

      ตลอดเวลาที่เราอุ้มท้อง เราไม่ยอมให้หนามมาพบหน้า แม้เขาจะแอบมาคอนโดของเรา เราขอให้พี่วุฒิย้ายกลับบ้านแม้จะไม่ถูกกับแม่สามีก็ตาม แต่พอเราบ้านกลับพร้อมกับลูกในท้อง ทุกอย่างกับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะพ่อแม่พี่วุฒิอยากอุ้มหลานมาก (พี่ชายที่วุฒิไม่ใช่ลูกแท้ๆนะคะเป็นลูกบุญธรรม ทำให้พ่อแม่พี่วุฒิอยากอุ้มหลานแท้ๆมาก) แม้เราจะรู้สึกผิด ตอนนั้นมันเป็นความกังวนที่อยู่ในจิตใจ สับสน วุ่นวาย ว้าวุ่น เราคิดว่าตอนนั้นเราเข้าขั้นซึมเศร้าเพราะจิตตกกับเรื่องลูกคนนี้มาก

                      และหนามเองก็ไม่ลดละที่จะมาหาเราและลูก เราก็พยายามหนี แม้กระทั่งตอนเลิกงาน ตอนเราท้องเราโตมาก แม้พี่วุฒิจะให้เราลางาน หรือไม่ก็ลาออกเลย แต่เราไม่ยอม เพราะหากเราไม่ทำงาน เราคงบ้าตายแน่ๆ คงคิดฟุ้งซ่าน เราขอให้พี่วุฒิมารับเรา ตอนนั้นเรารู้วสึกผิดมากนะคะที่แอบนอกใจ และเรื่องลูกอีก มันสับสนระหว่าง ลูกของพี่วุฒิหรือหนาม แต่แล้วหนามก็มาเจอเราจนได้  เราพยายามขอร้องให้เขากลับไปก่อนที่สามีเราจะมา แต่เขาก็ดื้อดึงไม่ยอมไปไหน บอกอยากพบหน้าเรา เราร้องไห้ หนามก็ร้องไห้ เขาบอกว่าเขาจะรับผิดชอบเราเอง แต่เราบอกไปว่าไม่ ไม่เด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดเราก็ไม่ยอมเสียพี่วุฒิไป แม้จะต้องโกหกไปตลอดชีวิต  เชื่อมั้ยคะว่ามันทรมานจิตใจเหลือเกิน เหมือนคนเอามีดมากีดหัวใจของเราตอนนั้นเลยก็ว่าได้ เราเสียใจที่เราผิดพลาด เพราะว้าเหว่ เปลี่ยวเปล่า แต่ใครจะคิดว่ามันจะเลยเถิดมาขนาดนี้ หนาวคุกเข่าขอร้องเรา เราบอกหนามว่า สงสารเราเถอะนะ อย่าให้เราต้องเลือกเลย เราก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้

แม้ตอนนั้นเราจะเสียใจมากก็ตามแต่เราก็ไม่ยอมที่จะเสียสามีเราไปแน่ๆ

                      หลังจากวันนั้น หนามก็หายไปจากชีวิตเรา เราปิดกั้นทุกอย่างเพื่อจะไม่เจอหน้าเขา และไม่เห็นความเป็นไป จนเราคลอดลูกออกมา ในคืนหนึ่ง เป็นลูกสาว หน้าตาน่าชัง ผิวขาวหมวย พี่วุฒิเข้าไปในห้องคลอดด้วยนะคะ จับมือเราแน่นเลย เราเบ่งสุดชีวิตด้วยความเจ็บปวด ลูกสาวออกมาตอนตีสามกว่า ปกติสมบูรณ์ทุกอย่าง ตอนนั้นเราทั้งดีใจและเจ็บปวดไปพร้อมกัน จำได้ว่าร้องไห้หนักมาก เมื่อเห็นลูกสาว จะว่าเราเห่อ สามีเราเขาเห่อหนักมาก ทั้งกอด ทั้งหอม อุ้มลูกเก่งกว่าเราอีก เพราะเขายอมลงทุนไปเข้าคอสเลี้ยงดูทารกแรกเกิดเลยทีเดียว

                      ดูเหมือนว่า ฟ้าจากที่มืดกำลังสว่างนะคะ แต่เมื่อใดที่เราเห็นพี่วุฒิหอมแก้ม นอนกอด หรืออุ้มลูกสาวตัวน้อย ความรู้สึกเราอยากร้องไห้ขึ้นมาทุกที พี่วุฒิเขารักของเขามาก ทั้งกอดทั้งหอมทุกวัน จนตอนนี้ลูกสาวเราอายุสามขวบจะสี่ขวบแล้วค่ะท่านผู้อ่าน หน้าตาน่ารัก ดูๆไปก็เหมือนพี่วุฒิขึ้นทุกวันจากที่ตอนเล็กๆไม่เหมือนเลยแม้แต่น้อย

ก็ได้แต่หวังว่า เขาจะเป็นลูกพี่วุฒินะคะ จะให้ไปตรวจ ดีเอ็นเอ เราก็ไม่กล้า เรากลัว กลัวความจริง ที่มันจะทำลายครอบครัวเรา

  ตอนนี้เราก็ไม่กล้า ไม่กล้าเผชิญความจริงเรื่องลูก ได้แต่ปกปิด และยอมรับสภาพนี้ไปชั่วชีวิต รู้ทั้งรู้ว่ามันผิด แต่จะทำอย่างไงได้ล่ะคะท่านผู้อ่าน ในเมื่อ เรื่องมันมาขนาดนี่แล้ว

                      ก็ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนจิตใจใครหลายๆคนนะคะ เพราะคุณอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวแบบเราที่พลาด เพราะคำว่านอกใจ มันอาจทำให้เรารู้สึกผิดไปตลอดชีวิต



 ปล  ขอให้มันเป็นเรื่องสั้น  เท่านั้นนะคะท่านผู้อ่าน

 

 

 

 

     

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 27 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น