คืนที่ฉัน...ไปประกันตัวลูก

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2

    Overall
    21

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ใครจะรู้ได้บ้างว่า ความรักของเเม่ ยิ่งใหญ่เพียงใด<br />


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
         เสียงโทรศัพท์ส่งเสียงดังในยามวิกาล ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นจากนิทรา ฉันเอื้อมมือควานหาโทรศัพท์ที่วางอยู่หัวเตียงด้วยความงัวเงีย ตาจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ ทันทีที่ปลายสายกรอกเสียงมาตามสาย ทำเอาหูตาของฉันสว่างจ้ายิ่งกว่าโดนไฟดูดซะอีก   


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 3 เม.ย. 62 / 09:00

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง                  คืนที่ฉันไปประกันตัวลูก

โครงบทโดย       สิริชล

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

           

            เสียงโทรศัพท์ส่งเสียงดังในยามวิกาล ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นจากนิทรา ฉันเอื้อมมือควานหาโทรศัพท์ที่วางอยู่หัวเตียงด้วยความงัวเงีย ตาจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ ทันทีที่ปลายสายกรอกเสียงมาตามสาย ทำเอาหูตาของฉันสว่างจ้ายิ่งกว่าโดนไฟดูดซะอีก  

            ฉันสับสนไปหมดแล้วจริงๆ ภายหลังที่รับสายโทรศัพท์ไปได้ไม่ถึงห้าวินาที  มันยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก น้ำตาเจ้ากรรมไหลเอ่อนองหน้า คำพูดของปลายสายที่ส่งเสียงเข้มทำเอาขนลุกซู่ ไม่นึกฝันว่าชาตินี้ฉันจะพบเจอเรื่องเลวร้าย

            “คุณเป็นผู้ปกครองของ นายดลใช่มั้ยครับ”  เสียงเข้มของผู้ชายดังมาตามสาย ฉันที่เพิ่งตื่นนอนจากเสียงโทรศัพท์กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ได้แต่ตอบด้วยความงัวเงียไปว่า

            “ใช่ค่ะ”

            “ลูกชายคุณอยู่ที่สถานีตำรวจนะครับ ฐาน ฆ่าคนตาย” ฉันไม่นึกไม่ฝันไปว่า จะได้รับรายงานข่าวเรื่องนี้ ไม่คาดคิด และคิดว่ามีใครอำหรือเปล่า แต่ปลายสาย มิได้มีน้ำเสียงหัวเราะ หรือขบขันอะไร

            “ขอเชิญคุณ……” ฉันแทบเป็นลม หลังจากนั้นคุณตำรวจที่โทรมาพูดอะไร ฉันก็จำไม่ได้ มันมืดแปดด้านไปหมด

            ฉันเดินกระสับกระส่ายไปมาด้วยความร้อนรน คิดหาหนทางที่จะไปช่วยลูกชายที่รออยู่ที่สถานีตำรวจ โถ่...ลูกแม่ แม่เลี้ยงลูกดีที่สุด แต่ทำไมลูกต้องทำให้แม่เสียใจด้วยลูก ฉันผิดเอง ผิดที่ปล่อยปละละเลยให้เขาต้องมีพฤติกรรมอย่างนี้

            “พี่วัตร ฉันมีเรื่องขอคุยด้วยหน่อยสิพี่”  ฉันบากหน้าโทรไปหาพี่ชายของฉันในตอนนั้น ปลายสายดูเหมือนจะเพิ่งตื่นนอน แม้จะละอายที่ต้องไปพึ่งใบบุญพี่ชายเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ 

            “จะโทรหายืมเงินอีกละซิ”เสียงของพี่สะใภ้ดังรอดมาจากปลายสาย ฉันสะดุ้งสุดตัว พี่สะใภ้คงตื่นขึ้นมาและได้ยินเสียงฉันที่โทรไป

            “นี่ พี่ชายแกเขาไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มนะที่แกจะมากดเบิกกดถอนได้ตามอำเภอใจ โน้น.... ปล่อยให้ลูกชายแกมันติดคุกติดตะรางบ้าง ไม่ใช่เลี้ยงลูกเป็นลูกเทวดา  คนอื่นเขาก็มีภาระ…..นะยะ” เสียงพี่สน ดังแทรกมาตามสาย ทำเอาฉันตัวสั่น พี่สะใภ้เป็นคนปากร้าย มันก็สมควรอย่างที่พี่สะใภ้บอกนั้นแหละที่ฉันโทรไปขอยืมเงินพี่ชายบอยๆ

            “ไว้พรุ่งนี้เช้าพี่โทรกลับนะ  พี่ชายรำคาญพี่สะใภ้จึงได้ทำการตัดบท แม้ฉันจะอยากยืมเงินเท่าใดก็ตาม แต่ก็คงไม่กล้าหน้าด้านไปให้เขาด่าอีกแล้ว ฉันปาดน้ำตา นั่งร้องไห้ กลุ้มใจจริงๆที่จะหาทางไปประกันตัวลูกชายของฉันอย่างไร มันมืดแปดด้านไปหมด ทำอย่างไรดี ได้แต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ ดึกป่านนี้แล้ว ลูกชายของฉันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ ฉันได้แต่นึกถึงคุณพระคุณเจ้า แม่ที่เสียไปแล้ว ภาวนาให้ท่านทั้งหลายที่ฉันเคารพนับถือคอยปกป้องดูแลลูกชายของฉันด้วยเถิด สาธุ ฉันรีบแต่งตัวออกจากในตอนนั้นทันที แม้จะไม่มีรถออกมาจากซอย แต่ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นทำให้ฉัน เดินออกมาจากซอยเปลี่ยว ที่เวลานั้นมันเที่ยงคืนกว่าแล้วก็ตาม

            ลูกเอ๋ย รอแม่ก่อนนะ แม่จะไปขอยืมเงิน เพื่อนของแม่ ในขณะนั้นฉันเดินออกจากซอยไปด้วยโทรตามเบอร์ต่างๆไปด้วย แต่ทุกเบอร์ ก็ไม่มีใครรับสาย หรือแม้แต่รับสายเขาก็กดวางทันทีที่ฉันเอ่ยปากขอยืมเงิน ฉันรู้ว่าคนพวกนั้นคนเอือมระอาที่ฉันโทรไปตามตื้อขอยืมเงินจากเขาบ่อยๆ บางคนฉันยืมแล้วหาเงินมาจ่ายไม่ทัน เขาก็ไม่เอาคืน พอครั้งนี้จะไปขอยืมอีก เขาก็คงไม่ให้อีกแล้ว

ฉันน้ำตาไหล สงสารลูกชายเพียงคนเดียวที่ฉันอุตส่าห์ดูแล เลี้ยงเขาเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เล็ก ภายหลังพ่อของเขาโดนรถชนตายตั้งแต่เขาเกิดได้สามเดือน บุญน้อยจริงๆที่เขาไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่อ

            ฉันเดินออกมาจากซอยด้วยความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก ใบหน้า ดล ลูกชายของฉันลอยเด่นในความคิด เขาจะเป็นยังไงบ้างหนอ  แต่สิ่งที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นก็คือ ฉันจะเอาเงินที่ไหนไปประกันตัวลูกชาย คิดไปก็ร้องไห้ไปด้วยความสมเพชเวทนาตัวเอง  ฉันไม่ลดละโทรหาคนสนิททุกราย เพื่อนฝูงเก่าใหม่ บางคนตะคอกใส่ฉันว่าด้วยถ่อยคำรุนแรง สาดเสียเทเสีย เหมือนฉันกับลูกไม่ใช่คน บางคนไล่ให้ฉันไปตายเพียงเพราะฉันยืมเงินแล้วไม่คืน พวกเขาเหล่านั้น ตอนที่สามีฉันอยู่ ฉันยังจำได้ดีว่าฉันได้ทำคุณบูชาโทษกับคนพวกนี้เท่าไหร่บ้าง มีร้อยให้ร้อย มีพันให้พัน ใครขาดสนเงินทอง  ฉันและสามี พร้อมที่จะยื่นมือไปช่วยทุกราย ขนาด บังอร โดนผัวซ้อมปางตาย ฉันยังเข้าไปห้าม ให้ที่อยู่อาศัยตอนที่เธอกำลังคลอด ให้เงินใช้จำเป็น แต่พอคราวเคราะห์ฉันบ้าง  หน้ายังไม่เห็น ตัวนะหรือจะมาช่วยฉัน ให้ตายเถอะ เธอเห็นฉันมีค่าตอนที่เธอลำบาก แต่พอเธอได้ดิบได้ดี ได้ผัวใหม่ เธอก็ถีบหัวส่งเพื่อนคนนี้  อย่างกรณี สมสมัย เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอีกคน เธอจนแสนจน ฉันมีสิบให้สิบ มีร้อยให้ร้อย ลำบากมาด้วยกัน ฉันก็ช่วยเท่าที่มี แต่พอฉันตกอับนะสิ หมายังเหมือน ฉันโทรไปนางรีบปิดเครื่องหนีทันที จะใครหน้าไหนจะช่วยฉันได้บ้าง?

            ฉันนึกขึ้นมาได้ ว่าคุณนายจิ๋ม เจ้าแม่เงินกู้ ที่ฉันเคยกู้ไปตอนที่ลูกชายมีเรื่องคราวก่อน   เธอคงช่วยฉันได้ ฉันดีใจจริงที่พอจะจำบ้านคุณนายได้ มันอยู่ไม่ไกล ฉันต้องไปหาคุณนาย เพื่อขอยืมเงินมาประกันตัวลูกชาย ฉันเดินเหม่อมลอย ใจครุ่นคิดที่จะหาทางช่วยลูกออกจากคุกให้ได้ ฉันเดินข้ามถนนอย่างคนกระวนกระวาย  เสียงรถเบรกครูดพื้นดังเอี๊ยด ทำเอาใจฉันหล่นไปที่ตาตุ่ม ภาพตรงหน้าเห็นรถยนต์พุ่งตรงมาทางฉัน แต่ดีที่ฉันวิ่งหลบทัน เกือบตายแล้วมั้ยละ ที่เดินไม่มองทาง ฉันรีบวิ่งข้ามถนนด้วยความกลัว  เพราะฉันห่วงลูกชายเกินไป กลัวว่าเขาจะไม่สบายเมื่อต้องนอนในห้องขังแคบๆ จนเดินไม่มองทาง เกือบไปแล้ว

            ฉันเดินมาถึงหน้าบ้านคุณนาย ด้วยใจสั่นๆ จะกดกริ่งดีมั้ย  มองเข้าไปในบ้านปิดไฟเงียบกริบ   “คุณนายขา คุณนาย”  ฉันภาวนาให้คุณนายอยู่บ้าน คุณนายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของฉันจริงๆ ฉันเกาะลูกกรงประตูรั้วหน้าบ้าน มองเข้าไป กำลังจะเดินไปที่กริ่งเพื่อกดเรียกคนในบ้าน ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นชายแก่ยืนอยู่ตรงประตูรั้วด้านใน

            “ไม่ต้องกดหรอกคุณ เจ้าของเขาไม่อยู่บ้าน” เสียงชายแก่พูดขึ้น

            “ลุง ลุงจ๋า ช่วยตามคุณนายให้ฉันหน่อยเถิดจ่ะ” ฉันอ้อนวอน

            “เจ้าของบ้านเขาไม่อยู่  ไว้มาใหม่คราวหน้าเถอะนะ”

ฉันใจสั่นไปหมดแล้ว เมื่อทราบข่าวว่าคุณนายไม่อยู่บ้าน

            “โถ่”  น้ำหูน้ำตาไหลเอ่อ ออกมาแบบไม่อาย ฉันมองเห็นลุงคนนั้นไม่ถนัดนัก เพราะมันมืด แต่ดูออกว่าเขามองฉันอย่างเวทนา

            “ลุงก็ไม่รู้จะช่วยยังไงนะนังหนู แต่ขอให้โชคดี”

            “ลุงจ๋า ถ้าคุณนายกลับมา บอกว่าฉัน เอมอรมาหานะจ๊ะ ฉันเดือดร้อนจริงๆ”

ฉันขอร้องไปแบบนั้น เพื่อคุณนายจะแอบอยู่ในบ้านและให้คนงานออกมาโกหกว่าไม่อยู่

            “ลุงก็เห็นใจนะ แต่มันช่วยอะไรไม่ได้จริง กลับไปเถอะนะ ขอให้คืนนี้มันผ่านไปด้วยดี”

ฉันพยักหน้า เห็นหน้าลุงไม่ชัดเท่าไหร่นัก ยกมือไหว้ ก่อนจะเดินหันหลังไป ลมเบาๆพัดมากระทบเนื้อ เสียงหวิวๆดังมาจากไหนไม่รู้ก้องในหู ฉันขนลุกซู่  ผิดหวังกับการเดินทางมาครั้งนี้ จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกเสียแล้ว คิดหันกลับไปจะถามว่า คุณนายจะกลับมาเมื่อไหร่ ก็ไม่เห็นลุงคนนั้นเสียแล้ว ฉันมองรอบๆ ได้แต่คิดว่า แกคงเป็นคนนะ อย่าเป็นผีเลย ฉันไม่มีน้ำตาจะกลัวกับสิ่งที่เห็นอีกแล้ว

            ฉันเดินหมดอาลัยตายอยากออกมาจากซอย ไม่มีรถราซักคันเดียว มองดูเงินในกระเป๋า ห้าร้อยบาท ลูกแม่จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ ฉันเดินออกไป หวังจะเรียแท็กซี่ อยากไปหาลูกให้ไว้ที่สุด ไว้พรุ่งนี้ พี่ชายโทรมาฉันคงต้องหน้าด้านขอยืนเงินมาประกัน  แต่ตอนนี้ขอเห็นหน้าลูกก่อน ดลลูกแม่ รอแม่ก่อนนะลูก

            “จะไปไหนรอ”  เสียงเข้มๆดังมาจากด้านหลัง ฉันสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นว่ามีชายสองคนขับมอเตอร์ไซค์มาจอดด้านหลังฉัน

            “ฉันจะไปหาลูก”  ฉันตอบออกไปแบบนั้น

            “ไปส่งมั้ย”  มันยิ้มหัวเราะ

            “ไม่ต้อง  ขอบใจนะ ฉันไปเองได้” ฉันกอดกระเป๋าที่มีเงินอยู่ห้าร้อยบาทด้วยความหวง เงินแค่ห้าร้อยฉันก็หวง ฉันจะเอาไปซื้อข้าวให้ลูกที่ติดคุกกิน

            “เอ๊ะ บอกจะไปส่ง ขึ้นมา” มันลงมากระชากแขน ฉันยื้อยุดฉุดกระชากเอาไว้ไม่ยอมไป

            “เรื่องเยอะหรอไง กะ...แบบมึง มาเดินขายตัวอย่าเรื่องมาก กูเหมาทั้งคืนเลยก็ได้” มันพูดจาหมาไม่กินข้าวใส่ฉัน ฉันตบเปรี้ยงไปที่หน้าของฉันด้วยความโมโห  มันหน้าหัน

            “อีเวร เก่งนักหรอ โสเภณีแบบมึง หากินกลางคืน นอนกลางวัน พวกกูขอเหมาทำเป็นสะบัดสะบิ้ง พอเสี่ยกระเป๋าหนักเข้าหน่อยระริกระรี้เป็นกระดี่ได้น้ำเชียว”

            สิกะ...” ฉันคำรามด่าออกไป  มันโมโห ดวงตาวาวโรจน์

            “อ้าว อีนี่ วอนนักนะมึง” มันชี้หน้า ตบเปรี้ยงที่หน้าของฉันด้วยความโมโห

            “อย่าปากดีด่าแม่กูนะอีเวร เดี๋ยวมึงได้มีผัวพร้อมกันยกโหลหรอก” มันกระชากแขนฉันให้ขึ้นรถมัน แต่อาจจะเป็นเพราะโชคช่วยก็เป็นได้ที่ มีรถสายตรวจขับผ่านมา ฉันตะโกนสุดเสียง พวกมันเห็นท่าไม่ดีจึงได้ปล่อยให้ฉันลงจากรถมัน ก่อนที่ขี่หลบหนีไป ฉันรีบหลบเข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อ ไม่อยากให้ตำรวจเห็น กลัวว่าจะคิดว่าฉันออกมาเร่ขายบริการอย่างที่ไอ้บ้าสองคนนั้นมันคิด

            ฉันประวิงเวลาอยู่ซักครู่ก่อนจะเดินออกจากร้านสะดวกซื้อ และหาทางไปสถานีตำรวจ ที่ลูกชายฉันติดอยู่ แม่จะไปหาลูก แม่จะไปหาลูก “ดล” รอแม่ก่อนนะลูก  ฉันท่องในใจ ท่องในใจ ตลอดระยะเวลา

            สายลมที่พัดเข้ามาภายในห้องขังสีเหลี่ยมจัตุรัส มันคับแคบมาก แถมยังมีกลิ่นสาป ของความสกปรกที่ติดอยู่ ไม่ว่าจะผนัง ลูกกรง พื้น และห้องน้ำ ความสกปรกแม้จะถูกทำความสะอาดแต่มันก็ไม่สามารถลบล้างความชั่วร้ายของคนที่เดินเข้าออกของที่นี้ได้เลยแม้แต่น้อย

            เด็กหนุ่มเอนลงโดยมีหนังสือพิมพ์ฉบับวานนี้รองพื้นนอน ยุงตัวใหญ่บินมากัดเขา จนต้องลุกมาตบ แม้อยากจะหลับ แต่ก็ข่มตาหลับไม่ลง นอนคิดไปว่าเมื่อไหร่แม่จะมาประกันตัว เขานอนผวาแบบไม่รู้ตัวมาสองสามครั้งแล้ว มันหดหู่อย่างไรบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะว่าไม่เคยเข้ามานอนในคุกเลยในชีวิตนี้  เด็กหนุ่มวัยคะนองอย่างเขา ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่เห็นคุกก็คงไม่เชื่อว่ามันทรมานแค่ไหน

            เขานอนเอามือก่ายหน้าผาก เหยียดกายลงด้วยความอ่อนล้า  แม้กลิ่นเหม็นนั้นจะโชยมาติดจมูกก็ตาม คิดถึงแม่จริงๆ เขาภาวนาให้แม่มารับกลับไวๆ ถึงแม้เขาจะโตจนอายุสิบเก้าปีแล้วก็ตาม คิดว่าโต ปีกกล้า ขาแข็ง แต่พอจวนตัว พอเจอปัญหา ไอ้ความกล้าบ้าบิ่น มันก็เหลือเพียงสามศอกสองวา จนขยับมาเหลือสองเซน และก็เรียกหาแม่ในที่สุด

            เคยมีคนบอกไว้ว่าเกิดเป็นลูกผู้ชาย ใจต้องเด็ดเดี่ยว พร้อมรบ พร้อมรา ฆ่าได้หยามไม่ได้ เอาเข้าแล้ว ไอ้ความทระนงของเพศชาย เมื่อมันเกิดถึงจุดๆหนึ่งแล้วละก้อ มันก็ร้องไห้ได้ทั้งนั้น แม้กระทั้งตัวเขาเองก็ตาม

            อยู่ๆน้ำตามันไหลจากไหนไม่รู้ มันไหลออกมาขณะตั้งใจฝืนหลับตา ใบหน้าของแม่ลอยมา เขาเพิ่งรู้ว่าแม่สำคัญกับเขามากแค่ไหนก็วันนี้นั้นเอง 

            “แม่จ๋าหนูคิดถึงแม่ แม่มารับหนูกลับบ้านหน่อยนะแม่” เขาร่ำร้องในใจ

โตขนาดไหนเราก็ยังเป็นเด็กในสายตาแม่เสมอ นี้แหละเรื่องจริง

            “ดล ดล แม่มาแล้วลูก” ฉันร้องเรียกลูกชายผ่านซี่ลูกกรงที่กั้นเราสองคนแม่ลูกเอาไว้ ลูกชายสะดุ้งตื่นมองหน้าฉัน  เขาดีใจเป็นอย่างมากที่เห็นหน้าฉัน

            “แม่” เขาผวาเกาะลูกกรง เป็นครั้งแรกที่เขาร้องไห้ต่อหน้าฉัน หลังจากตอนเขายังเล็ก

            “แม่  แม่มาประกันตัวใช่มั้ย”  เขาร้องบอก

ฉันสะดุ้ง เมื่อได้ยินคำนั้น มันจุกในอกของคำว่าแม่

            “แม่  แม่” ฉันเอ่ยอะไรออกมาไม่ออก มันอยู่ในลำคอ ก่อนสะอื้นจุกอยู่ด้วยความเสียใจที่หาเงินมาประกันตัวไม่ได้ ลูกชายหน้าสลด

            “กินข้าวก่อนนะลูก แม่ซื้อข้าวมาให้ลูก” ฉันเปลี่ยนเรื่อง ยื่นข้าวกล่องให้ลูก

            “แม่ หนูจะได้ออกจากที่นี่มั้ยแม่ หนูกลัว” ดลใช่เรียกตัวเองว่าหนูแบบที่เขาเรียกตามปกติที่อยู่กับฉัน เขาโตเกินกว่าจะใช้คำว่าหนู แต่เวลาอยู่กับฉัน เขาเป็นหนูน้อยของแม่ตลอดเวลา

            “ได้สิลูก แม่จะหาทางช่วยดลออกมาเองนะลูก ลูกไม่ต้องกลัว”

            “หนูกลัว หนูกลัว หนูไม่ได้ทำผิดนะแม่ ตำรวจเขาจับคนผิดไม่ได้ เลยจับหนูมา หนูไม่รู้เรื่องนะแม่”

ลูกชายของฉันน้ำหูน้ำตาไหลออกมา ฉันสงสารเขาเหลือเกินลูกเอ๋ย แม่อยากช่วยลูกเหลือเกิน

            “แม่เชื่อดลนะลูก แม่เชื่อ”

            “เพื่อนหนูมันแทง”เขานิ่ง นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำ

บนรถเมล์คันหนึ่ง ที่เขานั่งมา เพื่อนกลุ่มของเขาที่รู้จักกันในสถาบันอาชีวะที่เขาเรียน  เกิดเขม่นกับนักศึกษาต่างสถาบันจนเกิดตะลุมบอนกันบนรถ เสียงกระเป๋ารถเมล์  และผู้โดยสารหลายรายที่อยู่บนรถต่างวิ่งวุ่น รถจอดข้างทาง คนวิ่งหนีตายลงมา และแล้วก็เกิดเหตุ เมื่อร่างของนักเรียนคู่อริ ล้มลงไปนอนที่พื้นรถ เลือดแดงไหล่อาบที่ท้อง ก่อนที่ร่างนั้นจะหมดลมหายใจ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของคนในเหตุการณ์

            น้ำหูน้ำตาของฉันไหลอาบ เมื่อลูกเล่าจบ ฉันถึงกลับเข่าอ่อน มือของเราสองคนแม่ลูกจับมือกัน ดลลูกแม่ แม่จะช่วยหนู แม่จะหาทาง วันพรุ่งนี้แม่จะเอาเงินมาประกันลูกให้ได้ แม่สัญญา

            “แม่หนูกลัว หนูไม่ได้ทำนะแม่”

            “แม่เชื่อดลนะลูก แม่เชื่อ แม่จะหาทางช่วยลูกเอง แม่จะหาทางช่วยลูกเอง”  ฉันบอกออกไปแบบนั้น

            “แม่ หนูรักแม่นะ หนูขอโทษ หนูขอโทษที่ทำไม่ได้ดีกับแม่ หนูขอโทษ” ฉันมองใบหน้าของลูกชาย

เป็นครั้งแรกที่เขาสำนึกผิด ฉันจับมือเขาบีบเบาๆ

            “แม่สัญญา แม่เชื่อว่าดลไม่ผิด ดลไม่เคยโกหกแม่ แม่จะช่วยดลออกมาให้ได้”

            “แม่ต้องช่วยดลจริงๆนะ”

            “ไม่ว่าแม่จะตาย แม่ก็ต้องช่วยดลออกมาให้ได้” ฉันสัญญาด้วยสัจจะของความเป็นแม่

ฉันเดินไปที่ด้านหน้า ตรงเค้าเตอร์ที่มีเจ้าหน้าที่อยู่เพื่อติดต่อขอคุยเรื่องคดีที่เกิดขึ้น

            “คุณตำรวจคะคุณตำรวจ” นายตำรวจที่เดินมาทางฉัน  ฉันรีบพูด

            “ฉันอยากทราบเรื่องลูกชาย คดีลูกชายฉันค่ะ”

นายตำรวจเดินนำหน้าฉันไปทางห้องขัง ไม่ได้หันมองหันแม้แต่น้อย เหมือนฉันไม่มีตัวตน เขาคงเบื่อพวกผู้ปกครองเด็กละมั้งที่เดินเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น

            “เดี๋ยวต้องเรียกมาสอบปากคำก่อนนะ จะได้รู้เรื่องรู้ราว”  นายตำรวจนายนั้นตอบกลับมา ยังไม่หันมาทางฉันเดินไปพูดไป

            “ฉันเชื่อว่าลูกชายไม่ผิด เขาไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้นนะคะ”

            “พ่อแม่เด็กทุกคนก็แบบนี้แหละ เชื่อว่าลูกตัวเองเป็นคนดี” เขาพึมพำๆบ่นเบาๆ คงจะเกรงใจฉันอยู่บ้าง

            “แต่ลูกชายฉันเขาบอกว่าเขาไม่ได้แทง เพื่อนเขาแทง”

            “เลี้ยงลูกภาษาอะไรทำไมปล่อยให้เป็นภาระสังคม ก่อความเดือดร้อน ยุ่งยากลำคาญใจชาวบ้าน นี่หรืออนาคตของชาติ” นายตำรวจเดินบ่นๆ ฉันได้แต่นิ่งเบื่อที่จะพูดกับเขาแล้ว เราเดินมาถึงหน้าห้องขัง ดลนอนหลับไป นายตำรวจร้องเรียก ฉันเดินเข้าไปเกาะลูกกรง

            “ตื่นได้แล้วหนุ่ม”

            “แม่ แม่ ผมขอโทษ ผมขอโทษ” เด็กหนุ่มละเมอเรียกแม่อยู่

ดลดูงัวเงีย ทั้งๆที่เมื่อกี้เขาคุยกับฉันอยู่ แต่คงง่วงเลยเผลอหลับไปมั้งฉันคิดแบบนั้น

            “เอายังไงดีละครับสารวัตร” นายตำรวจอีกคนที่เดินตามหลังมาเอ่ยขึ้น

            “บอกๆไปเถอะ ไม่บอกตอนนี้ แล้วจะบอกตอนไหน”

            “แต่ผมกลัวว่า...”  นาตำรวจชั้นผู้น้อยหน้าเสีย

ฉันยืมมองสองคนด้วยใจระทึก ที่ลูกชายจะได้ออกมา ฉันจะคุยกับตำรวจให้รู้เรื่องรู้ราว

            “หนุ่ม หนุ่ม” ตำรวจเรียกลูกชายฉัน

            “ครับคุณตำรวจ”

            “ทำใจดีดีไว้นะ”   เขาหยุดนิ่งมองหน้าลูกชายฉัน

            “แม่เรานะเสียแล้ว โดนรถชนตายหน้าปากซอยบ้าน”

ลูกชายฉันตาโต ฉันมือไม้สั่นไปหมด

            “แม่” เขาร้องตะโกนสุดเสียง

            “ไม่จริง แม่ผมยังไม่ตาย” 

นายตำรวจสองคนก้มหน้า เศร้าๆ

            “บ้า จะมาแช่งฉันไม่ได้ ฉันยังไม่ตาย ไม่ตาย”

ฉันร้องตะโกน แต่ไม่มีใครได้ยิน

            “แม่นายน่ะ เขาจะออกมาประกันตัวนาย แต่เกิดโดนรถชนเสียก่อน ในมือยังกำแบงค์ห้าร้อยไว้อยู่เลยนะ น่าจะมาซื้อของให้นาย”

            เขาทรุดลงที่พื้น ก้มหน้าร้องไห้สุดเวทนา

ฉันยืนนิ่ง คิดภาพกลับไปตอนเดินทางมา  เสียงรถเบรกดังเอี๊ยด ครูดถนน ร่างของฉันกระเด็นไปติดหน้ากระจกรถ ดวงตาเบิกโพลง ปิดไม่สนิท ฉายแววแห่งความกังวล ห่วง

            ฉันยืนนิ่งมองลูกชายที่ร้องไห้ แม้จะอยากเข้าไปกอดแต่แม่ก็ทำได้เพียงมองลูกเท่านั้น      แม่ไม่มีโอกาสช่วยลูกแล้ว แม่คงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

จบ 26/2/2562 เวลา21.33น

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 27 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น