คนโดนของ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 20 Views

  • 1 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1

    Overall
    20

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เมื่อคูณไสย์มนต์ดำเล่นงาน ใครกันที่เป็นคนทำของใส่ พบกันใน คนโดนของ


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่อง                            คนโดนของ

บทประพันธ์              นัฐพันธ์



เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 12 ก.พ. 62 / 13:05

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง                            คนโดนของ

บทประพันธ์              นัฐพันธ์

........................................................................................................................................

เรื่องสั้น

            ตั้งแต่บ้านฝั่งตรงข้ามของผมมาเปิดกิจการตั้งร้านขายของวัสดุก่อสร้างแบบผมนั้น  ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ชีวิตที่เคยราบรื่น ก็มีอันต้องพบเจออุปสรรคต่างๆ  เหมือนมันกำลังจะเจอพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต

            ผมชื่อ ดำริ เป็นเจ้าของกิจการขายวัสดุก่อสร้างในตัวอำเภอแห่งหนึ่งที่ทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ  ชุมชนในที่นี่ยังเป็นชุมชนแบบโบราณ  เก่าแก่ และมีความเชื่อต่างๆที่ฝั่งรากลึกอยู่ภายในจิตใจของคนในชุมชน  ผมเปิดกิจการมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ตั้งแต่ร้านค้าในระแวกนี้ยังไม่มาเปิด จนบัดนี้ มีร้านค้ามากมายมาเปิดกิจการ  มีการก่อสร้างตึกแถว และสถานบริการโดยรอบ อันมีความเจริญย่างกายเข้ามาในอำเภอของเราทุกวันทุกวัน  ผู้คนก็มากหน้าหลายตา

            หลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดวิกฤต เปลี่ยนผู้นำ  เศรฐกิจที่เคยรุ่งก็กลับร่วง  ผมขายของไม่ดีเท่าที่ควร จากที่เป็นเจ้าแรก  มา ณ วันนี้ กิจการของผมเกิดภาวะฟองสบู่กระจาย และจะแตกอีกไม่นานนี้

เป็นเหมือน เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ประเดประดังเข้ามาพร้อมๆกัน  ผมเกิดป่วยกะทันหัน  อาการป่วยของผม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

            “หมอตรวจหาสาเหตุของการปวดท้องของคุณไม่พบนะครับ  คนไข้มีอาการเครียดหรือเปล่า”

หมอโรงพยาบาลที่สาม บอกผมแบบเดียวกับที่บอกกับโรงพยาบาลที่หนึ่งและสอง  ยาต่างๆถูกจัดเป็นชุด  คล้ายกับโรงพยาบาลก่อนหน้านี่เปี๊ยบเลย  ผมเดินออกมาจากห้องตรวจ  จ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ยาเดินถือถุงยาออกมา  โยนมันทิ้งไปที่ถังขยะ ในเมื่อผมได้มันมาตั้งสองชุดแล้ว  จะเอากลับไปทำไมให้รกบ้าน

            “หมอว่ายังไงบ้างคะคุณ”  ภรรยาของผมเอ่ยเมื่อผมเดินกลับเข้ามาในบ้าน  ภายหลังออกไปตรวจสุขภาพตั้งแต่เช้า  กว่าจะกลับเข้ามาก็บ่ายกว่า  ไม่ใช่เพราะตรวจนานหรอกนะครับ  ผมรอคิวนานมาก เลยเสียเวลาไปกลับเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ผมส่ายหัว ไม่ได้ตอบออะไรกับภรรยาสุดที่รัก  ที่อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมานานหลายปี

            “หมอบอกเหมือนหมอที่แล้วเลย  หาสาเหตุไม่พบ”  ผมบอกไปแบบนั้น ก่อนจะเดินขึ้นห้องไป ปล่อยให้ภรรยา อยู่เฝ้าหน้าร้านคนเดียว

หลายเดือนมานี้ ผมมีอาการเปลี่ยนไป  ไม่อยากสุงสิง เจรจาพาที กับใคร แม้กับภรรยาก็เหอะ  ผมปล่อยให้เธออยู่เฝ้าหน้าร้านเพียงคนเดียว  ผมจะนอน  จะนั่ง จะทำอะไรอยู่บนบ้านชั้นสามเพียงลำพัง จนเป็นที่สงสัยของเพื่อนบ้านระแวกนั้นที่เข้ามาบ้านผม แต่ไม่พบผม

            “บอกพวกนั้นว่าพี่ไม่สบาย  ไม่อยากคุยกับใคร” ผมตัดความลำคาณบอกไปแบบนั้น  ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่อยากพูดแบบนั้น  แต่เหมือนมีอะไรดลจิตดลใจให้พูดออกไป

 

ผมเก็บตัวเงียบอยู่แรมเดียว ร่างกายพ่ายผอม  อาการต่างๆไม่สู้ดี  เจ็บๆออดแอดๆ จะเป็นจะตาย แต่ผมก็ไม่ยอมไปโรงพยาบาล เพียงเพราะ หมอวินิจฉัยไม่ได้เรื่อง

 

            “เฮียไม่อยู่เหรอเจ๊” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยบอกกับเมียของผมที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน  เธอกำลังสาระวนกับการจัดของต่างๆที่เพิ่งซื้อเข้ามาใหม่ภายในร้าน  เธอวางของลงเมื่อพบว่า คนสนิทในระแวกนั้นเดินมาหาแวะมาพูดคุยด้วย

“ยังเลยป้า  พี่ดำ เขาไม่ยอมไปโรงพยาบาล”  เธอเอ่ยชื่อเรียกผม ว่าดำ

“ชักจะยังไงแล้วน้า  อาการแบบนี้”  ป้าคนที่เข้ามาอดระเวงสงสัยไม่ได้  ยิ่งเธอเอ่ยออกมาแบบนี้  ก็ทำให้ภรรยาของผมใจไม่สู้ดีนัก

“มีอะไรหรอป้า” ภรรยาผมที่ขี้สงสัยอยู่แล้ว จึงเอ่ยถามไป

“ก็อาจจะโดนของนะสิ  หน้าตาดำคล้ำแบบนั้น”  ป้าคนที่บอก พลางเข้ามากระซิบภรรยาของผม

“โดนของ  “ เธอทำท่าตกใจ  ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ด้วยในปัจจุบัน

“ใครเขาจะทำกันป้า สมัยนี้แล้ว”

“ไม่แน่หรอกนะ  คนเรามันจะหมั่นซงหมั่นไส้ก็ได้เจ๊  นี้ป้ามาเตือนเจ๊แบบหวังดีนะ  เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน ที่สนิทคุ้นเคยกัน  ไม่งั้นไม่มาเตือนหรอก”  ป้าวัยทองคนนั้นบอก  พร้อมกับเดินออกไปจากร้าน  ปล่อยให้ อิงอรที่อยู่เพียงลำพัง ครุ่นคิด วิตกกังวลไปต่างๆนาๆ

..........................................................................................................................................................

ค่ำของวันนั้น เธอนอนไม่กลับ  กระสับกระส่าย หมุนตัวไปมารอบทิศ ทำเอาผมที่อนอนอยู่ด้วยต้องลุกมานั่ง  เธอเงยหน้ามองผม

“ร้อนหรอ”  ผมถามเธอไปแบบนั้น

“เปล่า “ เธอตอบ  แต่ใบหน้ายังระแวงสงสัยเป็นอย่างมาก

“แล้วทำไมไม่นอน  พี่นอนไม่ได้รู้มั้ย”  ผมบอกกับเธอไปแบบนั้น  แต่ที่สังเกตได้เธอกำลังรอบมองผมอยู่แบบไม่ชอบมาพากล

“มองพี่ทำไมอร  หน้าพี่แปลกไปหรอ”  ผมถามเธอไปแบบนั้น ด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

“ปะ  ปะ ปะ  เปล่าพี่”  เธอบอกแบบติดๆขัดๆ 

“เปล่าก็ดีแล้ว  นอนได้แล้ว  นอนดิ้นไปดิ้นมา  พี่นอนไม่หลับ”  ผมล้มตัวลงนอน  หันหลังให้กับเธอและผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้

 

หลายวันที่ผ่านมา  อิงอร ภรรยาของผม ทำท่าทางแปลกๆ  เธอมองผมไม่ว่าจะตอนนอน  ตอนกิน  หรือตอนทำอะไรก็แล้วแต่  เธอจะมองผมตลอดเวลา  จนผมมีความรู้สึกแปลกๆกับพฤติกรรมที่จ้องจับผิดผมแบบนี้  ผมจึงถามเธอออกไป

“อร  อรแอบมองพี่ทำไม”

“พี่ อรถามพี่ตรงๆนะ  พี่มีความรู้สึกแปลกๆมั้ย “

“แปลก  ?  แปลกตรงไหน”  ผมยังสงสัยไม่หาย

“ก็ป้าข้างบ้านเรานะสิพี่  เขามาบอกอรว่า  พี่อาจโดนของ” เธอเล่าแบบซื่อๆ

“โดนของ”  ผมพูดเบาๆ

“ใช่สิพี่  หน้าตาพี่ทั้งดำ  ทั้งคล้ำ  ตัวก็ผ่ายผอมลงไปตั้งมาก  ไม่เหมือนเดิม  ใครไปใครมาเขาก็ว่ากันทั้งนั้นแหระพี่  ฉันเลยแอบสังเกตพี่มาหลายครั้งแล้ว”

ผมมองดูตัวเองในกระจก  สภาพตอนนี้ของผมก็ไม่แตกต่างอะไรอย่างที่อิงอร  ภรรยาของผมว่าหรอก  ผมแก่ลงไปมาก  ผมผอม  ดำ ใบหน้าตอบเหมือนคนเป็นโรค  แถมอาการปวดท้องของผมก็ไม่ทุเลาเบาบางลงไปแม้แต่น้อย กับกำเริบและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  จนอิงอรต้องไปหาคำแนะนำจากป้าข้างบ้าน ที่มาบอกเรื่อง  คุณไสย์มนต์ดำ

 

“คนที่โดนของนะ  ป้าจะบอกให้ว่า  คนคนนั้นหน้าตาจะหมอง ผิวจะดำ  ใบหน้าซูบร่วงโรย แรงไม่มี  มักจะมีอาการแปลกเกิดขึ้นภายในร่างกาย  หากไม่รีบหาทางแก้  ไม่ช้าไม่นานก็จะตายในที่สุด”    นี้คือคำกล่าวที่ป้าข้างบ้านบอกเธอมาเล่าให้ผมฟัง

 

ผมเก็บเรื่องราวต่างๆนำมาประมวลในระบบความคิด  เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  สมัยนี้แล้ว  ใครเขาจะมาเล่นของกัน  มันล้าสมัยไปนานแล้ว แต่เมื่อ นึกขึ้นมาได้ว่า  บ้านตรงข้ามผมที่มาเปิดกิจการขายวัสดุก่อสร้างแข่งกับผม  มันเจริญเอาเจริญเอา  ทั้งๆที่ร้านของผมก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อน  หรือ ขายแพง โก่งราคา  ขี้โกงใครเลยแม้แต่รายเดียว  แต่กิจการค้าของผมกับต้องเจออุสรรค์ และปัญหาที่มารุมเร้า  ผมนอนคิดแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผากด้วยความวิตกกังวนเป็นอย่างมาก  จะเอาอย่างไรดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น  จะเชื่อดีมั้ย  หรือจะไม่เชื่อ  แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวเป็นอย่างมาก 

 

วันต่อมา  ผมลงมาเปิดร้านแต่เช้าตามปกติ  ผมแอบนั่งมองไปที่ฝั่งตรงข้ามร้าน  เห็นร้านที่มาเปิดใหม่กำลังเปิดร้านแต่เช้าเหมือนผมเช่นกัน  ผมสังเกตว่า เจ้าของร้านที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย ท่าทางจะเป็นสามีภรรยากัน  กำลังยกถาดใส่อาหารมาข้างนอกร้าน จัดแจงจุดธูปเทียนบูชาอะไรบางอย่าง ก่อนจะนั่งยองๆและพนมมือ สวดคาถาบางอย่าง  ผมแอบอยู่หลังเคาน์เตอร์ พยายามไม่ให้สองสามีภรรยานั่งเห็น  พอสองคนนั้นสวดเสร็จก็ปักธูปลงบนอาหาร  ก่อนจะยกไปตั้งเอาไว้ข้างร้าน  และเดินมา  สองคนมองมาที่ร้านผม และรอบยิ้ม  รอยยิ้มนั้น ผมเห็นชัดเจนว่ามันเป็นรอยยิ้มแสยะๆที่เห็นความสะใจ  สะใจที่เห็นร้านผมกำลังล้มจม  ผมไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ  เพราะสองคนนั้นระเบิดหัวเราะออกมา  มันสองคนคงไม่เห็นหรอกว่า มีผมแอบอยู่  มองมันอยู่  มันคงไม่รู้หรอกว่า ผมรู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆที่มันสองคนวทำไว้แล้ว  เลวมาก  มันสองคนต้องทำของ  เล่นมนต์ดำอย่างที่ป้าข้างบ้านผมว่าแน่ๆ  มันต้องเล่นคุณไสย์  ของต่ำมาที่ผม  ไม่อย่างนั้น  ชีวิตผม  ร้านค้าของผม  คงไม่เจอปัญหาเช่นนี้หรอก

 

ผมเก็บงำเรื่องราวต่างๆเอาไว้  แม้แต่ภรรยาของผมก็ไม่รู้เรื่องที่ผมเห็นสองสามีภรรยาฝั่งตรงข้ามทำพิธีกรรมบางอย่าง ใส่ร้ายผม  ผมจะต้องหาทางออกให้ได้ 

พอดีกับที่ป้าข้างบ้านเดินเข้ามาในร้าน

“เฮียๆ มีท่อประปาขนาด...มั้ย “ 

ผมเดินตัวงอออกมาต้อนรับ  ทันทีที่ป้าคนนั้นเห็นหน้าผมก็ตกใจ เหมือนเจอผี  ทั้งๆที่ผมออกจะหล่อเหล่าเอาการ

“เฮีย  ทำไมหน้าหมองแบบนั้น”  ป้าคนนั้นเอ่ยถามผม

“ไม่สบายนะป้า “  ผมบอกไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

“ป้าว่า เฮีย โดนของแน่ๆ”  นั้นไง  ป้าแกเข้าเรื่องแล้ว  แกเดินมาหาผม มองซ้ายมองขวา เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน  ทั้งๆที่ผมกับแกก็อยู่กันสองคนในร้าน 

“อย่าพูดดังไปนะเฮีย  เห็นว่าเป็นคนกันเอง “ป้าแกกระซิบเบาๆ  ทั้งที่ผมอยากรู้เรื่องใจจะขาดแล้วก็ตาม

“ว่าไงป้า”  ผมตั้งตารอคำตอบที่ป้าแกจะบอกอยู่อย่างใจจดใจจ่อเป็นอย่างมาก

“ป้ามีคนที่จะช่วยเฮียได้นะ  คนคนนี้เก่งเรื่องคุณไสย์มนต์ดำมาก “

ผมมองหน้าป้าแก  แบบเชื่อดีมั้ย  แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อ ก็เมื่อเช้า  ผมเห็นมากับตาเองนี้  ทำให้ผมหันหัวเรือจากไม่เชื่อเป็นเชื่อแทน

“ป้าโดนมาเอง เลยเชื่อ  ไม่งั้นไม่มาบอกเฮียหรอก เห็นเฮียหน้าตาหมองคล้ำ ร่ายกายผายผอมลงไปมาก ป้าเดาได้เลย  โดนของ  มีคนกำลังเล่นของใส่เฮียแน่นอน”

“ป้ารู้ได้ยังไง “  ผมทำเป็นสงสัย

“เฮียลองดูหน้าเฮียในกระจกซิ “ป้าแกบอกผม  พร้อมกับมองไปทางกระจกที่ติดอยู่หัวเสา  ผมมองไป เห็นสภาพอย่างที่ป้าบอกไม่มีผิด  ผมผอม  ดำ  และคล้ำลงไปมาก จากที่ตี๋หล่อ  ใครก็ชมผม  แต่มาวันนี้มันไม่ใช่

“ป้าสังเกตมาหลายครั้งแล้วเฮีย ว่าเฮียอาจจะโดนคุณไสย์มนต์ดำเล่นของ ไม่อย่างนั้น หน้าตาไม่หมอง ไม่ดำ  แบบนี้หรอกเฮีย”

“แล้วป้า  จะให้ใครช่วยผมได้ล่ะ”  ผมถามออกไปแบบนั้น  ขี้เกลียดฟังป้าแก ด่าว่าสารรูปของผมตอนนี้

“มีก็แล้วกัน ว่าแต่เฮียเชื่อป้าหรอ”

“ไม่ค่อยเท่าไหร่  แต่เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลายนี่ป้า”  ผมไว้ลาย  ทำเป็นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพื่อไม้ให้ใครคิดว่าผมงมงายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้

และป้าแกก็ดึงหูของผมไป กระซิบกระซาบบางอย่าง แบบไม่อยากให้รู้ ทั้งที่ในร้านมีผมกับป้าแกสองคน

…………………………………………………………………………………………………………………

ผมเดินทางมาตามที่ป้าแกบอก  โดยมีอิงอรเดินทางมาด้วย อิงอรรู้เรื่องทุกอย่าง  เพราะผมจะมาคนเดียวไม่ได้  หากเกิดผมเป็นอะไรขึ้นมาระหว่านถอนคุณไสย์มนต์ดำออกจากร่าง ก็ยังมีภรรยามาช่วยดูแลผม   ผมไม่รู้ว่า ผมเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ไปได้อย่างไร หากไม่เจอกับตัว

            ผมและภรรยาก้าวเดินขึ้นไปบนสำนักหมอผีที่ป้าข้างบ้านบอกผมมา ผมเห็นบ้านไม้หลังนี้  เป็นทรงไทย  กลิ่นธูปคละคลุ้งไปทั่วบริเวณโดยรอบ  มีคนมาที่บ้านหลังนี้มากมาย  ดูจากรถที่มาจอด ล้วนแต่จะเป็นรถที่มีฐานะกันทั้งนั้น  ผมก้าวเดินไปตามคำบอกของผู้ดูแล ที่เป็นหญิงชราแก่ๆชี้นิ้วให้ผมและภรรยาเดินขึ้นไป บนบ้านหลังนั้นที่เปิดเป็นสำนักหมอผี  ผู้คนมากมาย ที่เดินทางมาที่บ้านหลังนี้  ตอนแรกผมจะเดินหันหลังกลับแล้ว  เพราะคนเยอะเกิน แต่ภรรยาของผมดึงผมเข้าไปในนั้นเสียก่อน  เธอกระซิบที่ข้างหูของผมว่า 

“พี่  มาแล้วจะมาเสียเวลาทำไมกัน  มาแล้วก็อยู่รอก่อนซี่พี่”  เธอบอกผม  มันก็จริงอยู่หรอก  แม้เราจะเดินทางไม่ไกล  แต่เราต้องปิดร้านทำให้เสียรายได้  หากเรามาหลายๆรอบเท่ากับเราเสียโอกาสให้คู่แข่งไปตั้งมากโข แม้ตอนนี้คู่แข่งที่มาเปิดจะขายดีก็ตามเถอะ

            “เข้ามาสิ “เสียงเข้มของผู้ชายที่อายุไม่มาก  ออกจะเด็กกว่าผมเสียด้วยซ้ำไป  นั่งอยู่บนโต๊ะ  มีหัวกะโหลก และรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆมากมายเรียงรายตั้งอยู่เหนือหิ้ง  ที่ทำให้ดูพิธีกรรมต่างขลังเป็นอย่างมาก ผลและภรรยาคลานเข่าเข้าไป  ทั้งที่คนในบ้านหลังนั้นต่างมองดูผม  และต่างก็ซุบซิบนินทากันต่างๆนานา

            “หน้าดำ  ผอมแห้ง  โดนของมาซิท่า”  ผู้ทำพิธีที่นั่งอยู่ข้างบน มองผม  ปากยังเขี้ยวหมากพลูอยู่ในปากตุ้ยๆ มองผมด้วยแววตาทมึนตาโต

            “คือ...คือผมมา..”  ไม่ทันที่ผมจะพูดจบ หมอผีผู้ทำพิธี  ก็ชี้นิ้วมาทางผม  จนหลายคนต่างมองมาที่ผมเป็นตาเดียวกัน

            “โดนของ  คนที่ทำเอ็ง มันอยากให้เอ็ง  บ้านเอ็ง เมียเอ็ง  ครอบครัวเอ็ง ฉิบหายวายวอด  มันอยากให้เอ็งตาย  เพราะมันหวัง  ลาภยศ  และของที่เอ็งมี”

ทุกคนเสียงฮือฮา  แม้แต่ตัวผมเองก็ตกใจไม่เบา  จริงหรือ  จริงหรือ  นี้คือคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจของผม 

            “เอ็งไม่เชื่อ  เอ็งลองไปขุดดินข้างบ้านเอ็งมาดูซิ  ขุดลึกลงไป  จะเจอของที่มันทำเอ็ง แล้วเอามาให้ข้า  ถ้าไม่มีเอ็งก็ไม่ต้องมานับถือข้า “

ผมนิ่ง  ใจนึงคิดว่าจะเชื่อดีหรือไม่  เพราะนี้คือเรื่องคอขาดบาดตาย  ร้ายแรง  เพราะถ้าเป็นเรื่องจริง นั้นหมายถึงชีวิต ผม และคนในคริบครัว

            “อ้อ  ถ้าเจอจริงอย่างที่ข้าบอก  ก็ให้เมียเอ็ง เอามาให้ข้า  ส่วนเอ็ง  รออยู่ที่บ้าน  และเอ็งจะเจอคนที่ทำของมาบ้านเอ็ง  อยากรู้มั้ยล่ะ ว่าใคร”

ทุกคนในเรือนไทยหลังนั้น ต่างส่งเสียต่างๆ  เพราะอยากที่จะรู้ว่าใครเป็นคนทำของใส่ผม

ในใจของผมตอนนี้สับสนไปหมดแล้ว  ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

………………………………………………………………………………………………………………

ผมกลับมาบ้านด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว  มันใช่เรื่องจริงหรือเปล่า  อย่างที่หมอผีคนนั้นบอกผม  ผมจะเชื่อดีหรือไม่ ตลอดระยะทาง  ภรรยาของผม  ดูนิ่ง และเย็น  เธอไม่กล้าพูดอะไรกับผม  ผมรู้ดีว่าเธอคงไม่อยากให้ผมคิดมาก  รอถึงบ้านก่อน  เธอคงพูดกับผม

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ  นอนดิ้นไปมาบนเตียง  ภรรยาของผมหลับไปนานแล้ว  ตั้งแต่หัวค่ำ เธอจัดแจงหาข้าวหาปลาให้ผมทาน และขึ้นนอน  ผมนอนเอามือก่ายหน้าผาก ครุ่นคิดไปต่างๆนานาๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ ร้านฝั่งตรงข้ามเล่นของสกปกใส่ผม  ใจจริงก็ไม่อยากคิด  แต่เมื่อเช้าผมเห็น  ต้องใช้แน่ๆ  ผสมโรงกับที่หมอผีทำนายทายทักบอกมา  ทั้งๆที่ผมเอง ก็ไม่เคยพบเห็นหมอผีคนนั้นมาก่อนเลย  แต่ดันมาทักผม  คำทักนั้นดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของผมมาก และมีผลต่อร่างกายจิตใจของผมเป็นอย่างยิ่ง

………………………………………………………………………………………………………………..

ผมลงมาแต่เช้า ของวันนั้น  ภรรยาของผม  จัดแจงทำอาหารอยู่หลังครัว  เรื่องเมื่อวาน  คำทำนายทายทักของหมอผี  ที่บอกว่าผมโดนของ  และของที่คนทำ  มันฝังอยู่ข้างบ้าน  ผมคิดไปคิดมาต่างๆนานา  จนอยากที่จะรู้  วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมแอบสังเกตการณ์อยู่หน้าร้าน  พยายามไม่ให้ฝั่งตรงข้ามเห็นผม  สองสามีภรรยาคู่นั้นก็ยังคง ไหว้ผี  อย่างที่เคยทำประจำ  และออกมายืนหัวเราะร่า  ผมเห็นแล้วหมั่นใส้สองสามีคู่นั้นจริงๆ

ผมลงมือขุดหาของที่หมอผีบอก  โดยการนำจอบ เสียม และเครื่องมือเท่าที่จะหามาได้ลงมือทำอย่างเร่งรีบ  ผมรู้สึกได้ถึงความเหนื่อย  เหงื่อเต็มกาย  ลงมือพยายามขุดหาโดยรอบ  ตอนแรกแทบจะขาดใจ และเปลี่ยนใจที่จะไม่ขุดต่อ แต่แล้วตอนที่ผมขุดลงไปรอบสุดท้าย  ก็เจอะลงไปเจออะไรบางอย่างแข็งๆที่อยู่ใต้ดิน  ทีแรกคิดว่าเป็นดินแข็งๆ  แต่พอเอามือปัดๆดู  ก็พบรูปปั้นคนที่ทำมาจากดินเหนียวและผูกกับสายสิญจน์ มีผ้าแดงและเข็มทิ่มแทงอยู่  มันถูกฝังอยู่ใต้ดินข้างบ้านอย่างที่หมอผีบอกไว้จริงๆ  ผมแทบเข่าทรุด  หรือที่หมอผีบอกผม  มันจะเป็นเรื่อง

..........................................................................................................................................................

 

บ่ายวันนั้น  ผมมีอาการทรุดลง  ร่างกายไม่มีแรง  เหนื่อยง่าย  ผมตัดสินใจอย่างถึงที่สุดแล้ว  ผมจึงให้ภรรยา  เอาของสิ่งนั้นไปให้หมอผี และผมก็นอนรอยู่  เพื่อรอ  รอคนที่ทำของใส่ผมมาหา  อย่างที่หมอผีบอกผม

จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครมาหาผม  มีเพียงแต่ป้าข้างบ้าน  ที่แวะมาทักทายตามปกติ และยังทำข้าวต้มร้อนๆมาให้ผมทาน  เพราะภรรยาผมไม่อยู่

เกือบจะตะวันจะตกเย็นแล้ว ภรรยาของผมยังไม่กลับมา และผมก็ไม่เห็นหน้าคนที่ทำของใส่ผมเลยแม้แต่คนเดียว  สงสัย คำทำนายทายทักนี้จะไม่เป็นผลอย่างที่เขาว่าจริงๆ

ผมพยุงกายที่เหนื่อยล้าและแรงเริ่มไม่มี  เดินไปเก็บร้าน อย่างไร้เรี่ยวแรง  มือของผมเหี่ยวย่น  ผมเห็นเงาตัวเองในกระจก  มันดูโทรมไปอย่างมาก  เหมือนไม่ใช่ผม  เหมือนมีใครแฝงเร้นกายของผมอยู่นั้นเอง  ผมใช้แรงที่มีอยู่เก็บหน้าร้านอย่างที่เท่าจะทำได้  ก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครมากกว่าหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลัง  ผมคิดว่าเป็นภรรยาของผม  ผมพยายามหันไปมองว่าใครเดินมาหา  และที่ผมต้องตกใจสุดขีด  ก็เมื่อพบว่า  คนแปลกหน้าที่มาหา  ไม่ใช่ใครที่ไหน  สองสามีภรรยาฝั่งตรงข้ามผมนั้นเอง  ผมตกใจทำอะไรไม่ถูก  ในใจตอนนั้นผมคิดว่า  มันคงจะรู้แล้ว  ว่าผมจับได้  ว่ามันสองคนทำของใส่ผม  ผมเห็นมันสองคนถือของมาในมือ  ในใจของมันคงอยากให้ผมตายไปให้รู้แล้สรู้รอดเป็นแน่  แต่ผมไม่ตายให้มันง่ายๆหรอก  ผมแสยะยิ้มในใจ

“ผมได้ข่าวเฮียไม่สบาย  เลยเอาของมาเยี่ยม”  ผู้ชายผิวข้าวรูปร่างใหญ่คนนั้น  บอก  ภรรยาของเขายิ้มให้ผม  ผมหน้านิ่ง  คนอย่างลื้อสองคนนะหรอ เอาของมาให้  ของต่ำ ของสกปกนะสิ ผมคิดในใจ

“ทีหลังไม่ต้องก็ได้มั้ง  ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“คนกันเอง บ้านใกล้เรือนเคียง  ยังไงก็ต้องดูแลกันค่ะ”  ภรรยาเอ่ยยิ้มให้กับผม  ผมหน้านิ่งเหมือนไม่รับแขก และสองสามีคู่นั้นก็คงรู้ ว่าผมไม่ต้อนรับ  สองคนเดินจากไป  ผมรับของสองคนอย่างเสียไม่ได้  แม้จะอยากเอาไปปาทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดก็ตาม ผมเก็บของเสร็จ เดินเอาของที่สองสามีภรรยานั้นไปปาทิ้งลงถังขยะ  ตะโกนแช่งด่าในใจต่างๆนานา

            ภรรยาของผมกลับมาตอนไหนไม่ทราบ ผมอ่อนเพลีย และไม่มีแรงนอนหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ

ผมตื่นนอนขึ้นมาในยามเช้า  ภรรยาของผมเก็บกวาดห้อง เปิดม่าน วันนั้นผมไม่มีแรง และเหมือนจะอ้วก

ตอนสาย  ผมยังไม่ลงไปข้างล่าง  ภรรยาขึ้นมาตาม ผมตัวร้อน  อาเจียนออกมา  แต่ที่น่าตกใจ  ผมอ้วกออกมาเป็นสีดำ  และมีของบางอย่างในอ้วก  นั้นคือ ตะปูตัวเล็กเหมือนเข็ม ผมและภรรยาตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็น  และไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงกับผม  ทำให้วันนั้น  ภรรยาผมและป้าข้างบ้าน ต้องตามหมอผีคนนั้นที่ผมไปพบเมื่อวานก่อน เชิญมาที่บ้านของผม  เพื่อทำพิธี

            ผมนอนไร้เรี่ยวแรง  สติสัมปชัญญะต่างๆเหมือนจะเลือนๆหายไปบ้าง  มันทรมานในกายเหลือเกิน  ผมปวดท้อง  เจ็บไปทั่วร่างกาย  ทรมาน ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง  ผมนอนไม่ได้สติ เพราะฤทธิยานอนหลับและยาแก้ปวด   ระงับอาการเจ็บปวดภายในร่างกาย

            มือของหมอผีคนนั้นสัมผัสที่ตัวผม  ผมสะดุ้งโหยง  มือเย็นเจี๊ยบ  ผมรับรู้ถึงกลิ่นอะไรบางอย่างภายในห้องนอนของผม  หมอผีเข้ามา  ปากของหมอผีเป่าเพี้ยงลงมา  น้ำในปากกระจาย พร้อมกลิ้นขี้ฟันและน้ำลายเต็มตัวผมไปหมด   ผมหนาวสั่น  ปากสั่น  ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นอนหนาว  ภรรยาของผมกับป้าข้างบ้าน  สังเกตการณือยู่ไม่ห่าง  ก่อนที่ร่างของผมจะสงบลงไป  ผมผล็อยหลับลงไปอีกครั้งหนึ่ง

………………………………………………………………………………………………………………

            ผมตื่นนอนขึ้นมาอีกครั้งของวันใหม่  ร่างกายดูมีเรี่ยวแรวมากขึ้น แต่ยังอ่อนเพลีย  ภรรยาของผมคงลุกออกไปจากเตียงนอนแล้ว ผมได้ยินเสียงก๊อกแก๊กภายในครัว  เธอคงลงมาทำอาหารแต่เช้า  เช้านนี้ผมมีแรงลุกมากจากเตียงนอน เธอตั้งโต๊ะอาหารแต่เช้า  เธอบอกกับผมตอนทานข้าวว่า

“พ่อหมอ บอกว่าพี่จะหายวันนี้”  เธอบอกพลางตักข้าวเข้าปาก

“พีไม่รู้เป็นอะไร  ไม่มีแรง  ร่างกายเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มยังไงก็ไม่รู้”  ผมบอกกับเธอไปตามความจริง

“พี่โดนของนะสิ”  เธอเอ่ยขึ้น 

พร้อมกันนั้น  ป้าข้างบ้าน  ก็เดินมาที่หน้าร้านขายของของผม 

“หายดีแล้วเหรอเฮีย”  ป้าเอ่ยขึ้น

“ดีแล้วครับ”

ป้าข้างบ้านยิ้ม  มองซ้ายมองขวา

“เฮีย  พ่อหมอนะ  เข้าบอกมา ว่าของมันยังไม่หมดหรอกนะ”  ผมชำเรืองมองบ้านตรงข้าม  ที่เปิดร้านวัสดุก่อสร้างคนละฟากถนน สองสามีภรรยานั้นออกมา  ทำพิธีกรรมแบบเดิม  และเห็นว่า แอบมองมาที่บ้านผมด้วยหลายครั้ง

“มันสองคนแน่ๆเลยทำของใส่ผม”  ผมบอกไปแบบนั้น  ป้าข้างบ้านมองหน้าผมก่อนจะหันไปมองร้านตรงข้ามที่มาเปิดเป็นคู่แข่งทางการค้ากับร้านผม

“ป้าก็ว่าแบบนั้น  มีอย่างที่ไหน มาเปิดร้านขายแข่งกัน”

“เมื่อวาน  มันสองคนผัวเมีย  เอาของมาเยี่ยมผม “

“ของ  ยี้  เอาของคุณไสยมาให้เฮียหรือเปล่า  เฮียอย่าไปรับ  อย่าไปเอามาทานเด็ดขาดนะ”  ป้าข้างบ้าน  ทำปากหยี  น่าเกลียดน่ากลัว

“ผมทิ้งไปแล้ว  กลัวว่ามันจะมาเล่นของใส่ผมอีก  เมื่อวานผมก็เจอตุ๊กตาปูนปั้น  ต้องมันสองคนแน่ๆ”

ผมกล่าวให้ร้ายสองผัวเมียคู่นั้น

“จะเป็นใครไปไม่ได้เด็ดขาด ร้อยวันพันปี  ผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย”

“แล้วเฮียจะเอายังไงต่อไป”  ป้าข้างบ้านเอ่ยสงสัย

“ผมจะเล่นงานมันให้สาสมเลยเคยดู” ผมบอกออกไปตามที่ตัวเองคิด  เล่นกับไฟ  ต้องเอาไฟเข้าสู้สิ  ผมคิดแบบนั้นจริงๆ

…………………………………………………………………………………………………………………

ผมไปพบหมอผีคนนั้นอีกครั้ง  โดยมีภรรยาอยู่เฝ้าร้าน  ผมบอกกับเธอว่า อย่าให้ใครเข้ามาในบ้านหรือรอบๆบ้านเป็นอันขาด  ยิ่งพวกตรงข้ามร้านเราด้วยแล้ว อย่าให้มันมาเหยียบหน้าร้านเรา  เธอพยักหน้าเข้าใจ

ผมก้มลงกราบพ่อหมอที่นั่งเขี้ยวหมากตุ้ยๆแก้มป่องอยู่   ผมดูมีแรง และเดินเหินได้ดีกว่าแต่ก่อน

“ไหว้พระเถอะ  เอ็งมาหาข้า  เรื่องเมื่อหลายวันก่อนใช่มั้ย”  ท่านเอ่ยทักเหมือนรู้ความนัย  วันนั้นคนซาลงไปมากแล้ว  ผมจึงเข้ามาพบท่านได้อย่างราบเรียบ

“ครับพ่อหมอ  อาการของผมดีขึ้นแล้ว ครับ แต่ว่า”  ผมหยุดคำพูดไป  เหมือนพ่อหมอจะเข้าใจว่าผมต้องการอะไร

“ของแบบนี้  มันแก้ยากนะเว้ย  เอ็งอย่าทำเป็นเล่นไป”  หมอผีบ้วนน้ำหมากแดงลงกระโถน  พลางเอามือมาเช็ดที่กระจก

“แล้วผมจะต้องทำอย่างไรหรือครับ  กับคนที่ทำร้ายผม  คนที่หวังทำให้ครอบครัวของผมแตกร้าว”

พ่อหมอนิ่งเงียบไปสักครู่

            “ของที่มันทำกับเองนะ  มันแรงมาก  แรงขนาดข้าอาจต้านมันไม่ไหวหรอก”

            “ต้านไม่ไหว  ไม่ไหวได้อย่างไรครับ”

            “เบาๆซิวะไอ้นี้”  พ่อหมอมองรอบๆทั้งๆที่อยู่กับผมสองคนในห้องพิธีกรรม

            “ผมไม่รู้นี่ครับ” 

            “มันเป็นของเขมร  ของต่ำนะสิ  มันอยากให้เอ็งฉิบหาย  เอ็งก็เห็นแล้วไม่ใช่หรอ ว่ามันเป็นใคร  ของๆนี้ ข้าพอมีวิธี  แต่ที่จะทำนะมันอันตราย  มันผิดกฎหมาย” พ่อหมอพูดเบาๆ

ผิดกฎหมาย  อันตราย  อะไรมันจะเสี่ยงขนาดนั้น  ผมงงไปหมด

            “มันต้องทำอย่างไรครับพ่อหมอ  ผมยอม  ผมจะต้องทำให้มันวิบัติฉิบหายมากกว่าผมร้อนเท่าพันเท่าครับ”  ผมตอบแบบเครียดแค้นเป็นอย่างมาก  ก่อนที่พ่อหมอจะดึงผมเข้าไปใกล้และกระซิบบางอย่างกับผมเป็นนานสองนาน  แถมกำชับเรื่องนี้เป็นความลับขั้นสุดยอด  เพราะไม่อย่างนั้น  ถึงตายเลยทีเดียว

..........................................................................................................................................................

            ผมกลับมาบ้าน  จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ผมนอนคิดทั้งคืน และหลายๆคืน ไม่เป็นอันทำมาหากิน  รวมถึงขังตัวเองอยู่ในห้องนอน  ผมจะทำวิธีแก้คุณไสย์มนต์ดำนั้นได้อย่างไร  มันอันตรายอย่างที่พ่อหมอว่าจริงๆ  ผมจะเสี่ยงหรอ  จะเสี่ยงจริงๆหรอ มันผิดกฎหมายเชียวนะ  ในสมองของผม  คิดอยู่สองด้าน  มีทั้งมารขาว  ที่สวยใสไร้เดียงสา  และมารดำที่พยายามหว่างล้อมให้ผมทำเรื่องไม่ดี  แต่ไม่ว่าจะเป็นมารขาวมารดำ  มันก็เป็นมารด้วยกันทั้งคู่  ขึ้นชื่อว่า มาร  ยังไงก็ต้องเลวเป็นธรรมดา

            ตั้งแต่ผมกลับมาจากสำนักหมอผี  เป็นหลายสัปดาห์  ที่ผมคิดไม่ตก ว่าจะทำอย่างไรดี  ร่างกายทรุดโทรม  พ่อหมอบอก  มันกินเข้าไปถึงกระดูกดำของผมแล้ว  ผมล้มหมอนนอนเสือคราวนี้  รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ  ผมให้ภรรยาเฝ้าหน้าร้านแทนผม ในขณะที่ผมนอนซมอยู่บนชั้นสามของบ้าน  ไม่ได้ลงไปข้างล่างเลยในหลายสัปดาห์  จากวันเป็นเดือน  จากเดือนและอีกหลายเดือน  จนชาวบ้านสงสัย ถามหาผม  เพราะมาที่ร้าน ไม่เจอผมซักครั้งเดียว

อิงอรจึงบอกว่าผมไม่ค่อยสบาย  ทุกคนเป็นห่วงผมมาก  รวมทั้งป้าข้างบ้านด้วย

            ผมนอนคิดอยู่อีกหลายคืน  และตกลงปลงใจว่า  ผมจะต้องทำอะไรซักอย่างไร  ในเมื่อมันเล่นของใส่ผมเช่นนี้ผมจะต้องทำให้มันฉิบหาย  หนักหนากว่าที่มันทำกับผมเสียอีก

…………………………………………………………………………………………………………………

ผมตื่นนอนขึ้นมากลางดึก  แอบย่องลงมาไม่ให้ภรรยาของผมเห็น และผมก็ไม่ได้สังเกตด้วยว่าเธอแอบเห็นผมลงมาหรือเปล่า  ผมเปิดประตูและปิดอย่างเงียบสนิท  ในห้องมืดตื๊อ ก่อนจะก้าวลงมาจากชั้นบน  ผมถือปืนจุดสามแปดขนาดกระทัดมือ ลงมาด้วย  ฝ่าความมืดที่ปกคลุมไปทั่วทิศทาง ผมเปิดประตูขึ้นช้าช้าพยายามไม่ให้มันเสียงดัง  เกรงว่าจะมีคนรู้ว่าผมลงมาข้างล่าง  เวลาสงัดของค่ำนั้น  เปล่าเปลี่ยวและน่ากลัว คืนนี้ดวงจันทร์สีแดงเลือด  นกกลางคืนบินว่อน ร้องอยู่เหนือหัว  ค้างคาวบินผาดผ่านดวงจันทร์  มันมีเค้าลางของความตาย  กลิ่นไอคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว  วันนี้แหระที่ผมจะชำระบัญชีแค้นสองผัวเมียนั้น  ผมเดินไปฝั่งตรงข้ามอันเป็นร้านของสองผัวเมีย  ที่ผมคิดว่ามันสองคนเล่นของใส่ผม  ในตอนนั้น  ไม่มีใครอยู่เลย  เพราะมันดึกมากแล้ว  ผมเดินไปเคาะเรียกอยู่สองสามครั้ง  จนมีคนลงมาเปิดประตู  เสียงของคนในบ้านเอะอังเสียงดัง  เพราะแขกผู้ไม่ได้รับเชิญเช่นผมมาเยี่ยมมัน  ผมเล็งปืนไปที่มัน ก่อนจะลั่นไก  เปรี้ยง  ตรงหน้าอก เลือดกระฉุด  มันหมดลมหายใจทันที  ผมหัวเราะอย่างผู้มีชัย ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปหาเมียของมัน และเหนี่ยวไกเป็นนัดที่สองเข้าที่กลางหน้าผาก  ผมยิ้มอย่างสะใจ  ก่อนจะเดินออกไปจากบ้านหลังนั้น  พร้อมกับสะใจที่เห็นมันสองคนตาย

            ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว  คิดถึงฝันร้ายที่เกิดขึ้น มันเหมือนจริง เหมือนจนคิดว่าจริง ผมมองรอบห้อง  นี้ผมฝันไปหรือนี่  ช่างเหมือนจริง  ผมเหนื่อยหอบ เหงื่อเต็มกาย ผมแทบหายใจไม่ทัน  เรื่องนี้ผมฝันไป  ผมคิดไปเอง  แต่ก็แอบสะใจไม่น้อยทีเดียว  ถ้าผมทำได้อย่างที่พ่อหมอบอก  ก็คงดี  ผมต้องฆ่าเดรัจฉานวิชาคนนั้นให้ตาย  เพื่อแลกกับความอยู่รอดของผม ผมลุกขึ้นจากที่นอน แม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าไปบ้างก็ตาม  ภรรยาของผมไม่อยู่ที่เตียงนอน  เธอคงไปเข้าห้องน้ำด้านล่าง  ผมค่อยลุกจากเตียงและจะลงไปเข้าห้องน้ำ มันตีสองกว่าแล้ว  ที่ผมสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายนั้น  ผมเปิดประตูเบาๆ พยายามเบาที่สุด เงียบที่สุดเพื่อแอบย่องลงไป จ๊ะเอ๊ภรรยาของผม ผมลงฝีเท้าเบาเฉียบลงบันไดไปอย่างช้าๆ  ไฟที่ด้านล่างยังคงเปิดอยู่  เสียงของ ผู้หญิงคนหนึ่งพูดคุยอะไรบางอย่างอยู่กับผู้ชาย  จับใจความได้ว่า

“พี่เขาไม่ลงมาหรอก  อรให้เขากินยานอนหลับทุกวัน”

“เมื่อไหร่มันจะตายไปก็ไม่รู้นะ  พี่จะได้มาหาอรบ่อยๆ”

“อีกไม่นานหรอกพี่  มันเป็นมะเร็งกระเพาะระยะสุดท้ายแล้ว  อีกไม่นานก็คงตาย”

สองคนหัวเราะร่า

“แล้วพี่ไปบอก  ให้เขาทำอะไรหรอ”  เสียงอิงอรกระซิบเบาๆ

“ก็ให้มันเอาปืนไปยิง  ไอ้สองผัวเมียนั้นนะสิจ๊ะ  เราจะได้ตัดคู่แข่งการค้า  โดยที่เราไม่ต้องลงมือเองนะสิ”

สองคนหัวเราะเบาๆ  ผมตัวสั่นไปหมด  พยายามกดอารมณ์เอาไว้

“พี่นี่ฉลาดจริงๆเลยนะ  สมกับเป็นหมอผี  4.0 จริงๆ”

“ก็คนมันโง่ไง เลยหลงเชื่อพี่  เชื่อเทพเจ้า งมงาย  เราหากินบนความโง่งมงายของคนได้มากกว่าอะไรเป็นไหนๆ  ไม่ต้องทำอะไร  แค่เดาๆมัวๆไปยังไงก็มีคนเชื่อ”

อิงอรหอมแก้มชายชู้ ที่เป็นหมอผี

“พี่นี่จัดฉากเก่งจังเลยนะจ๊ะ”

“กะอีแค่เอารูปปั้นมาฝังไว้ และหลอกให้มันตายใจ  ง่ายจะตาย  มีแต่คนโง่เท่านั้นแหระที่เชื่อ”

มันสองคนหัวเราะเยาะผม  ผมตัวสั่น  อยากจะออกไปเผชิญหน้ากับมันสองตัวจริงๆ  อีหญิงร้าย ชายชั่ว  อีกากี  กับไอ้เลว  สองคนมัวรวมหัว หลอกผม  คนโดนของ  ผมมันไอ้โง่จริงๆ   ไวกว่าอารมณ์ ก็ความคิดของผมนี้แหระ  ผมเดินหันหลังกลับขึ้นห้องไป เปลี่ยนแผนที่จะเอาปืนไปยิงสองผัวเมียบ้านตรงข้าม  คุณผู้อ่านคงไม่ต้องสงสัยหรอกนะครับ  ว่าผมจะเอาปืนไปยิงใคร?

 

จบ

 

           

          

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 23 บทความ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:22

    หักมุม....

    ว่าแต่พ่อหมอแกรู้ได้ยังไงครับ ว่าบ้านข้างๆจะเอาของมาให้ในวันนั้น

    แล้วโรงพยาบาลตรวจไม่เคยเจอ แต่เมียดันรู้ว่าผัวเป็นอะไร



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:37
    #1
    3
    • 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:54
      ครับผม ถ้าไม่นับตรงนั้น ถือว่าเนื้อเรื่องโอเคเลยนะครับ ช่วงต้นๆนี่คือลุ้นตามเลยทีเดียว

      แต่มันดันมาขัดช่วงท้ายเท่านั้นแหละ ถ้าปรับให้สมเหตุสมผลได้จะสุดยอดเลยครับ
      #1-2
    • 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:37
      ขอบคุณครับ


      เเนะนำเรื่อง เก็บเช็คครับ เก็บเช็ค

      เเละอื่นๆ ครับ
      #1-3