เด็กหญิงนัยน์ตาเศร้า กับ เด็กผู้ชายข้างบ้าน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 31 Views

  • 1 Comments

  • 1 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11

    Overall
    31

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เมื่อเพื่อนข้างบ้านผู้มาใหม่ ทำตัวน่าประหลาด ความน่ากลัวจึงเกิดขึ้น ระหว่างความสงสัย ว่า เพื่อนคนนั้นเป็น ผี หรือคน


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เมื่อเพื่อนลบ้านผู้าใหม่ ทำตัวพิรุธ น่าสงสัย

เเละความเเปลกประหลาดที่เกิดขึ้น 

ทำให้ฉันต้องระเเวง ระวัง

ว่านายคนนี้ เป็นใครกันเเน่

ยิ่งกว่านั้น เมื่อเขาบอกฉันว่า เขาเรียนที่เดียวกันกับฉัน เเต่ฉันไม่รู้จักเขา 

ความสับสน เเละความลึกลับก่อเกิดขึ้น ท่ามกลาง ตึกเเถวเก่าเเห่งนั้น

พบกับความสยอง ลึกลับ เศร้า เเละหดหู่ กับเรื่องสั้น  ที่จะให้เเง่คิด เมื่ออ่านจบ 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 10 เม.ย. 62 / 14:10

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง      เด็กหญิงนัยน์ตาเศร้า กับ เด็กผู้ชายข้างบ้าน

บทโดย  นัฐพันธ์

……………………………………………………………………………………………………………………

ฉันไม่รู้หรอกว่า ฉันมีความรู้สึกแปลกประหลาดคิดไปเองหรือเปล่า ตั้งแต่ฉันเจอเพื่อนข้างบ้านผู้ย้ายมาใหม่ มันเป็นความรู้สึกที่ยากต่อการอธิบายจริงๆ

ตึกแถวเก่าที่สร้างมานานสภาพเก่าทรุดโทรมไปตาลกาลเวลา มีหลายบ้านย้ายออกไปแล้วเพราะเจ้าของได้ขอคืนพื้นที่  แต่ทว่าบ้านของฉันยังไม่มีที่ไปจำเป็นต้องอาศัยอยู่ไปก่อน ฉันพักอาศัยอยู่ที่ตึกแถวหลังนี้ตั้งแต่จำความได้  จนบัดนี้ฉันอายุสิบห้าปีแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม เป็นช่วงน่าเบื่อของฉัน เพราะฉันจะต้องอยู่ที่ตึกเก่าหลังนี้ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อไม่เหมือนตอนเปิดเทอมที่มีเวลาหลังเรียน แอบหนีไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าในตอนเย็น

ที่ฉันบอกว่าเพื่อนใหม่ของฉันทำตัวแปลกประหลาด ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า แต่ในสัญชาตญาณของฉันมันบอกว่าไม่น่าไว้ใจ  เพื่อนใหม่ของฉันเขาเป็นเด็กผู้ชาย อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน  เขาเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ได้ไม่นาน บ้านของเขาอยู่ก่อนบ้านฉันไปไม่กี่หลัง  พ่อของเขาทำอาชีพวิศวกร  ส่วนแม่เป็นพนักงานขายของ เราสองคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เพราะฉันไม่ค่อยมีเวลาที่จะออกมาเที่ยวเล่น

บ่ายวันหนึ่งในขณะที่ฉันตากผ้าอยู่บนดาดฟ้าของตึก ฉันก็ได้ยินเสียงคนเป่าปาก เหมือนนกกำลังผิวปากร้องหาอะไรบางอย่าง ฉันเหลือบไปมอบตามเสียงที่ได้ยิน อารามตกใจ เพราะเด็กผู้ชายคนนั้นอยู่บนระเบียงดาดฟ้าตึกข้างฉัน

            “เธอขึ้นมาได้อย่างไง” ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย เพระตึกหลังนั้นไม่มีคนอยู่ปล่อยร้างมานานหลายเดือนแล้ว

            “ก็เดินขึ้นมานะสิ” นายนั้นทำหน้ายียวนกวนโทสะฉัน  “หรือเธออยากให้ผมเป็นพ่อมดแฮรี่ พอตเตอร์ ที่หายตัว  ขี่ไม้กวาดได้งั้นเหรอ” นายนั้นยิ้มๆ

            “คิดว่าผีนะสิ ทำท่าทางแปลกๆพิลึก” ฉันทำทีไม่สนใจ  สะบัดผ้าที่เพิ่งเอาออกจากเครื่องตากใส่ไม้แขวนเสื้อ โดยไม่ได้สนใจนายนั้นต่อเลยแม้แต่น้อย

            “โกรธผมหรอ ที่ผมกวนประสาท”  นายนั้นส่งเสียงมาจากระเบียงตึกหลังนั้น

ฉันลอยหน้าลอยตาทำไม่สนใจนายนั้น 

“ แปลกแฮะ  พูดด้วยก็ไม่พูดด้วย”

“ใครอยากพูดกับนายด้วยไม่ทราบยะ”  นายนั้นยังทำหน้ากวนโมโหฉันอยู่เรื่อย ตั้งแต่พบกันครั้งแรกที่หน้าปากซอยแล้ว นายนั้นเข้ามาทักทายฉัน ถามโน้นถามนี้ จนหลายคนแอบมองฉันกับนายนั้นอยู่ ปากคนไวกว่าปากกา ฉันเห็นป้าจอมเม้า แอบมองดูฉันกับนายนั้นคุยกัน ฉันเดินดุ่มๆไม่ฟังนายนั้น กลับมาบ้าน และนั้นทำให้ฉันรู้ว่า บ้านนั้นอยู่ไม่ไกลจากฉันเลย

“เธออยู่ที่นี้มากี่ปีแล้ว”  ฉันทำทีไม่สนใจคำพูดองเขา สะบัดเสื้อที่เหลือตากๆอย่างรีบ เขาพูดอะไรมา ฉันไม่อยากฟังและแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงของเขา

“พูดด้วยก็ทำเป็นหยิ่งแฮะ เด็กผู้หญิงเอาใจยากจริงๆ” เขาบ่น พร้อมกับลุกขึ้นปัดก้นที่เปื้อนฝุ่น ฉันตากผ้าเสร็จพอดี เดินหยิบตะกร้าลงจากดาดฟ้าโดยไม่สนใจเขาแต่อย่างใด

 

ในค่ำคืนอันเปล่าเปลี่ยวมันช่างดูเงียบเหงาอย่างไรชอบกลไฟทุกดวงปิดสนิท ไม่มีเสียงสรรพสัตว์ในยามรัตติกาล ความเงียบเหงาเข้ามาปกคลุมภายในบริเวณ   ฉันนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาในช่วงฤดูหนาว เป็นค่ำคืนที่ฉันนอนกระสับกระส่ายไปมา ใบหน้าของนายคนนั้นลอยเข้ามาในความคิด บ้า ฉันจะไปคิดถึงนายนั่นทำไม อยู่ๆก็คิดถึงนายนั่น บ้าจริง

“แกร๊ก”   เสียงเหมือนคนเคาะหรืองัดอะไรบางอย่างดังขึ้น ฉันดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมากระชับร่าง ในยามดึกมันน่ากลัว ไม่รู้ว่าเป็นเสียงอะไร “ปัง”ฉันสะดุ้งสุดตัว เมื่อเสียงนั้นเหมือนกำลังทุบอะไรบางอย่าง  ฉันแนบหูฟังกับกำแพง เสียงคน ใช่สิ เสียงคน มันเบามากไม่รู้ทิศทางว่ามาจากตึกหลังไหน “รีบๆซี่ โบกปูนไวๆ “มันเหมือนเสียงที่กระซิบเสียมากกว่า ฉันหวาดกลัวดึงผ้าห่มที่กระชับที่อกขึ้นมาคลุมโปงทันทีก่อนที่จะม่อยหลับไปตอนไหนไม่รู้

แสงอาทิตย์ค่อยๆโผล่ขึ้นตามเดิม ฉันตื่นขึ้นมาด้วยท่าทีงัวเงีย ลืมเรื่องเมื่อคืนเสียสนิทเลย ฉันลงมาเห็นกระดาษโน๊ตที่ติดไว้  พ่อกับแม่ไปสัมมนาหนึ่งอาทิตย์ ทำให้ฉันต้องอยู่เพียงลำพังในตึกแถวหลังนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่อจริงๆ

ตอนเย็นของวันนั้นฉันเดินออกไปหน้าปากซอยเพื่อจะไปหาร้านของกิน ผ่านบ้านป้ามาลี  ที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่แกมีหมาหลายตัว ฉันจำได้ว่าตอนอายุสิบขวบ หมาของแกหลุดออกมาจากกรง กระโดดงับขาฉันจนเป็นแผลเหวะหวะต้องรีบนำฉันไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้า นับจากนั้นมาฉันก็ไม่ชอบอยู่ใกล้เจ้าตูบเสียเท่าไหร่นัก

หญิงแก่ที่ยืนรดน้ำต้นไม้ต้องหันมาตามเสียง เห็นท่าทีพิลึกที่ของ....ที่ยืนคุยคนเดียวแล้วอดแปลกใจไม่ได้

“จะไปไหนหรอ” เสียงคุ้นดังขึ้น ฉันหันไปตามเสียง นายคนนั้นนั่นเอง ฉันก้าวเดินฉับๆทำไม่สนใจเขา

“นายอีกแล้ว จะเดินตามฉันทำไม”

“เธอกลัวหรอ” นายนั่นหน้าขรึม

“ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก ผมแค่อยากมีเพื่อนเท่านั้นเอง  ผมเหงา”

ฉันจ้องหน้านายนั่น มันเป็นความรู้สึกที่ฉันเคยเป็นมาก่อน ทรมานที่ไม่มีเพื่อน การอยู่คนเดียว ว้าเหว่ ตลอดเวลาฉันจำได้ตลอดมามันฝั่งแน่นในจิตใจของฉัน

            “นายไม่มีเพื่อนเหรอ” นายนั่นส่ายหน้า

            “นายอย่าทำให้ฉันรู้สึกผิดหน่อยเลย”

“ก็ผมแค่อยากมีเพื่อนเท่านั้นเอง” นายนั่นทำหน้าหงอยใส่ฉัน ฉันมองรอบๆตัว เห็นคนหลายคนมองมาทางฉันกับนายนั่นด้วยท่าทีแปลกๆ สายตาที่เพ่งมอง

“นายเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง นายจะมาเป็นเพื่อนฉันได้ยังไง มันไม่ควร”ฉันเสียงเบา มองเห็นว่ามีหลายคนมองมาทางฉัน ยายป้าขาเม้านั้นด้วยที่ชอบจ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน

“หรือนายไม่ใช่ผู้ชาย”ฉันอดขำไม่ได้ นายนั้นเอามือเกาหัวยิ้มๆให้ฉัน

“ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลยที่คนเราจะมีเพื่อนต่างเพศ”

ฉันพยักหน้า เออออไปก่อน

“นายไม่ต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้นหรอก นายไม่เห็นหรอไง มีคนแถวนี้มองฉันกับนายเหมือนตัวประหลาดหมดแล้ว” นายนั่นมองรอบๆ

“ผมไม่เห็นสนใจคนพวกนี้เท่าไหร่เลย ก็แค่คำพูดคนที่ไม่มีราคา ผมจะให้ราคากับคนที่คิดดีกับเราเท่านั้น ”

นายนั่นทำไม่สนใจ ก็ถูกของเขานะ คำพูดของคนอื่น มันจะมีราคาเท่าไหร่กันหากเราไม่เอามาใส่ใจ

หญิงแก่ที่แอบมองพร้อมกับ เกาหัวแกกๆ มองดูด้วยความสงสัย พึมพำเบาๆ

            “เด็กสมัยนี้ ยินคุยคนเดียวก็ได้” มิวายก่อนจะเดินเข้าบ้านของตนไป

 

“นายเป็นคนที่ไหนหรอ” ฉันกับนายนั่นมาคุยกันที่ระเบียงดาดฟ้า ฉันไม่ได้เดินไปซื้อข้าวหรอกเพราะเบื่อสายตาของคนพวกนั้นที่จับกลุ่มนินทาฉัน

“ผมนะเหรอผมเพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัด”

“นายเลยไม่ค่อยมีเพื่อน”

นายนั่นพยักหน้า  “ก็เธอนี่แหละที่เป็นเพื่อนคนแรกของผม”  นายนั่นยิ้มๆจนเห็นฟันขาวที่เรียงสวยในปาก

“นายเรียนที่ไหน”  ฉันถามออกไปเพื่อให้บรรยากาศไม่เงียบ

“โรงเรียน…………………..”นายนั้นบอกชื่อโรงเรียน  ฉันมองหน้าอึ้งๆ

“นายเรียนที่เดียวกับฉันเลยแฮะ แปลกที่ฉันไม่เคยเห็นนายเลย”

“จริงด้วย ผมก็ไม่เคยเห็นเธอ”

“นายเรียนห้องไหน”

“มอสามทับสิบ”

“ฉันก็เรียนห้องนั้น  นายแน่ใจนะว่าจำไม่ผิด

นายนั่นสั่นศีรษะ และพยักหน้า  “ไม่ผิดหรอก เธอมากกว่าที่จำห้องผิดหรือเปล่า”

“ฉันเรียนมาก่อนนายอีกย่ะ ครูลดาเป็นครูประจำชั้น”

“ไม่เห็นคุ้นชื่อเลยแฮะ แปลกๆ” นายนั่นทำหน้างงๆ 

“โถ่ นายเป็นเด็กใหม่ นายจะไปคุ้นชื่อครูทุกคนเหมือนฉันได้อย่างไรกัน ฉันเรียนที่นี่มาตั้งแต่ มอต้น นะยะ บางทีฉันยังจำไม่หมดเลย”

“ก็จริงของเธอ ผมเพิ่งย้ายมานี่” นายนั่นเกาหัวแกกแบบอายๆ

“นายไม่สนิทกับใครเลยหรอ” ฉันเอ่ยถามออกไป

นายนั่นส่ายหน้า  “ไม่อะ ผมถึงเบื่อยังไงล่ะ” ฉันเห็นแววตาของเขาบ่งบอกตามที่เขาพูด

“สังคมเพื่อนใหม่ก็แบบนี้แหละ”

“ทำไมนายกับฉันถึงมีอะไรเหมือนกันเลย”

“เธอก็ด้วยหรอที่มีเรื่องกับเพื่อนในโรงเรียน” 

ฉันพยักหน้า นึกไปถึงตอนที่โรงเรียน พวกโฉมสุดา วารี นฤนารถ มักเห็นฉันเป็นตัวตลก คอยกลั่นแกล้งฉันสารพัด ทำเหมือนฉันเป็นตัวตลกของทุกคน ฉันเกียดคนพวกนั้น ฉันเกลียดที่ทำให้ฉันไม่มีตัวตนในสังคม

“ผมก็เหมือนเธอแหละ  แต่ผมชินแล้ว ผมย้ายโรเรียนตามพ่อแม่บ่อย”

นายนั่นเอ่ยปากเล่าเรื่องของตัวเองออกมา เราทั้งสองต่างเล่าเรื่อของกันและกันออกมา เขาดูเป็นคนอดทนคนหนึ่งนะที่ทนอยู่สถานการณ์บีบบังคับแบบนั้นได้ และอยู่อย่างเข้าใจวิถีทางของมัน

เราสองคนต่างก็หัวอกเดียวกัน ในโลกใบใหญ่ที่เราคิดว่ามันสวยงาม แต่อาจไม่สวยงามเสมอไปหรอก เป็นเวลาเท่าไหร่แล้วที่เราสองคนนั่งอยู่บนดาดฟ้าของตึกแถวเก่า กาลเวลาเกาะกินทำลายความสวยงามของตึกแถวโบราณแห่งนี้ไป ฉันไม่รู้หรอกว่าอีกเมื่อไหร่ บ้านของฉันจะถูกไล่เหมือนบ้านคนอื่นๆ

“เธอไม่กลัวผีบ้างหรอ อยู่คนเดียว” นายนั้นหันมาถามฉัน ฉันส่ายหน้า

“อยู่มาจนชินแล้ว คนเสียอีกที่น่ากลัวกว่าผี”  ฉันบอกไปตามความจริง แกล้งมองไปที่อื่น เดาได้ว่าคงจะดึกพอสมควรแล้ว

“ผมก็ว่าอย่างนั้น ผีไม่น่ากลัวหรอก”  เสียงของนายนั้นเย็นยะเยือก ทำเอาขนแขนของฉันลุกตั้ง อากาศด้านบนเริ่มหนาว เหมือนจะมีฝนตก ละอองฝนโปรยปรายลงมาจากบนฟ้า ฉันลุกขึ้นยืน ปัดสิ่งสกปรกออกจากก้น นายนั้นยังอยู่ริมระเบียงของอีกบ้าน 

“ฉันลืมถามสนิทเลย นายขึ้นมาได้อย่างไรกัน บ้านหลังนั้นมันไม่มีคนอยู่”

“แล้วเธอคิดว่าผมมาได้ยังไงล่ะ” นายนั้นยิ้มมุมปาก

“นายนี้ทำตัวแปลก พิลึก”

“กลัวผมหรอไง” มุมปากของนายนั้นยิ้มนิด แต่เป็นยิ้มที่น่ากลัว

“บ้า นายอย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะ ไม่ตลก” ฉันรีบเดินดุ่มลงจากดาดฟ้า

“ฝนตกแล้วฉันขอตัว” ฉันรีบเดินห่างเมื่อเห็นละอองฝนโปรบหนักกว่าเดิม ฉันกระชากประตูปิดและล็อคกลอนอย่างแน่นหนา ไม่ทันได้หันไปมองว่านายนั้นยังอยู่หรือปีนกลับลงไปแล้ว ฉันพ่นหายใจ  หลังพิงกำแพง คิดถึงหน้านายนั้นแล้วอดขนลุกไม่ได้ คนบ้า ทำตัวแปลกประหลาด พูดจาก็ประหลาด ต่อไปฉันจะไม่คุยด้วยแล้ว ฉันพ่นลมแรงๆอีกรอบก่อนที่จะเดินก้าวเท้าลงจากบันไดเพื่อลงไปด้านล่าง

“แกร๊ก แกร๊ก “ เสียงอะไรบางอย่างอยู่ด้านล่าง ฉันหยุดเดินเงี่ยหูฟังว่าต้นเสียงอยู่ทางไหน ระหว่างหน้าบ้านหรือหลังบ้าน เสียงเหมือนคนกำลังงัดประตูเข้ามา ใจของฉันตุ้มๆต่อมๆเต้นแรง

ฉันย่องลงมาจากด้านบน ไฟด้านล่างปิดสนิท เพราะฉันลืมเปิดหลังจากขึ้นไปบนดาดฟ้า เวลามืดในบ้านจะไม่มีแสงใดเล็ดลอดเข้ามา ฉันเหงื่อแตกพลักด้วยความกลัว จะเป็นนายนั้นหรือเปล่าที่แกล้งฉัน มันไม่ตลกหรอกนะ ขอให้เป็นอย่างนั้น อย่าให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาเลย เร็วเท่าความคิดที่ฉันจะนึกได้ เสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามา ฉันหยุดก้าว ใจยังเต้นตุบๆด้วยความกลัว  ฉันได้แต่สงสัย ใครกันเข้ามาในบ้านของฉัน เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นภายจิตใจ ฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เป็นโจรหรือขโมย

“ขึ้นไปด้านบน” เสียงนั้นเบาสนิท ฉันที่หลบอยู่มุมมืดของบันได ได้ยินมันสองคนกระซิบกระซาบกัน     ใช่ ? มันต้องเป็นโจร ความคิดตอนนั้น สัญชาตญาณของฉันมันบอกว่า สองคนที่เข้ามา ไม่ได้เป็นคนดีอย่างแน่นอน มันย่องฝีเท้าของมันช้าๆเดินมาใกล้ฉัน ฉันแทบหยุดหายใจ ความกลัวสุดชีวิตแล่นเข้ามา

“เฮ้ย มีคนอยู่” ฉันตกใจกลัวสุดขีด มันปรี่เข้ามากระชากฉัน

“ผู้หญิงนี่หว่า” มันจับแขนฉันเอาไว้แน่น

“สวยซะด้วย” มันส่องไฟฉายมาที่หน้าของฉัน ฉันอยากจะร้องไห้ มันจับข้อมือฉันแรงขึ้นกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ฉันหนี

“จับทำเมียซะเลย” มันคนใดคนหนึ่งเดินเข้ามาจับปากฉันบีบ “สวยๆแบบนี้ขอทีเถอะ”

“ไอ้เลว”ฉันถุยน้ำลายใส่หน้ามัน มันปัดน้ำลายที่หน้าของมัน ดวงตาโกรธจัด มองมาที่ฉัน

“กล้าดียังไง  อยากมีผัวเจ็ดคนหรอไง”  มันคำรามขู่  ฉันฮึดสู้สุดแรง เตะผ่าหมากมันอย่างจัง จนมันล้มละเนลงไปเกลือกลิ้งที่พื้นพร้อมกับเพื่อนของมันที่อยู่ด้านหลังล้มลงไปไม่เป็นท่า ฉันวิ่งขึ้นบันไดไปสุดชีวิต พยายามหาทางหนี จะเข้าไปที่ห้องนอนก็ไม่ปลอดภัยแถมจะเป็นที่อันตรายให้มันข่มเหงฉันได้ ฉันวิ่งไปที่ดาดฟ้า ตะโกนร้องสุดเสียงเสียงของมันสองคนวิ่งตามขึ้นมาอย่างไว ฉันไม่รู้หรอกว่าตอนนั้น ใครจะได้ยินฉันมั้ย เสียงฟ้าคำราม พร้อมกับมีฟ้าฝ่าลงมาเปรี้ยง  ทำเอาใจฉันสั้นระรัวด้วยความกลัว เสียงฟ้าคำรามกลบเสียงของฉันไปหมดสิ้น ภาวนาให้เด็กหนุ่มคนนั้นยังอยู่บนดาดฟ้า ณ ตอนนั้นฉันไม่รู้จะพึ่งใครเสียแล้ว ทันทีที่ก้าวมาถึง ประตูปิดล็อคสนิท ฉันลืมไปเสียแล้วว่า ตอนฉันลงมา ฉันล็อคมันอย่างแน่นหนา ฉันกระชากประตูให้เปิด ปากก็ตะโกนสุดเสียง เสียงเคาะประตูและเสียงร้องไม่เป็นผล เพราะฝนด้านนอกตกลงมาอย่างหนัก ฉันร้องไห้ออกมา ด้วยความหวาดกลัว

“ช่วยฉันด้วย ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย”  มือของฉันทุบประตูดาดฟ้าด้วยความเร็วและกลัวสุดขีด ใครก็ได้  ได้โปรดเถอะ ได้โปรด คำร้องขอของฉันไม่เป็นผล เมื่อมันสองคนปรี่เข้ามากระชากร่างของฉัน มันดึงแขนของฉันไป

“ฤทธิ์เยอะหรอมึงอีเด็กเวร เตะกูซะระบมเกือบเป็นหมันแล้วสิมึง” มันคนที่โดนฉันเตะหว่างขา บีบปากฉันก่อนที่มันจะ เอาลิ้นเลียที่ปากของฉันอย่างหื่นกระหาย ฉันเสยะ ขยะแขยงไปทั้งตัว กลิ่นสาปและเหม็นที่ตัวของมันและปากส่งมาถึงลมหายใจของฉัน ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย มันสองคนหัวเราะร่าที่จับตัวฉันได้  ฉันคิดเสียแล้วว่า คงไม่มีทางรอด

“ปัง ๆๆๆ” เสียงเคาะประตูดังลั่น ทำเอาฉันและมันสองคนหยุดกึก สะดุ้งตามเสียง หันไปมองเป็นตาเดียว

“ใครวะ”  หนึ่งในนั้นร้องบอก

“อีนี้ มึงแอบใครไว้” มันหันมาทางฉัน

“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฉันโดนจับตัว  ฉันโดนจับตัว”  ฉันร้องออกไป มันรีบเอามือปิดปากฉัน 

เสียงทุบประตูด้านนอกยังดังอยู่  มันสองคนปิดปากฉันสนิท  ใจของฉันเริ่มมีความหวัง นายคนนั้นคงได้ยินฉัน  คงมาช่วยฉัน

“เปิดประตูหน่อย  เธออยู่ในนั้นใช่มั้ย” เสียงเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ด้านนอก เขาพยายามที่จะเงื้อหูฟังว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น  เขายังทุบประตูต่อไปพร้อมๆกับหาทางเปิดมันออกแต่ยิ่งดึง ดัน หรือทุบ มันก็ไม่สามารถเปิดออกได้ เขาสอดสายตาลงไปที่รอยแยกระหว่างบานประตู มันมีรูที่สามารถส่องเข้าไปดูได้

“เปิดนะ เปิด” เสียงของเขาตะโกนสุดเสียง ภาพที่เขาเห็นคือชายสองคนใช้มือปิดปากเด็กสาวคนนั้น สายตาของเธอหันมาจ้องเขา มันเป็นสายตาแห่งความเจ็บปวด เธอพยายามจะบอกอะไรบางอย่างผ่านทางสายตา ขอความช่วยเหลือ   ใช่?  เธอกำลังอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ มือของเขายังทุบต่อไป หวังว่ามันสองคนจะยอมปล่อยตัวเธอออกมา แต่เปล่าเลย มันจับตัวเธอค่อยๆถอยหลังไปจากหลังบานประตูแห่งนั้น สายตาของเด็กสาวกับเด็กหนุ่ม จ้องมองกัน เขาไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้เลย แม้ความเจ็บปวดนั้นที่ผ่านมาทางสายตาจะอ้อนวอนเท่าใด ชายสารเลวสองคนก็ไม่ปราณีเธอ

เสียงของนายคนนั้นฉันจำได้ ฉันจำได้  ฉันอยากจะตอบกลับไป แต่มันสองคนปิดปากฉันไว้สนิท ฉันเหลือบไปเห็นสายตาของนายคนนั้นที่รอยแยก  ฉันพยายามขอความช่วยเหลือ อ้อนวอน สายตาของฉันประสานสายตากับนายนั้น  นายนั้นทุบประตูเสียงดัง แต่ก็เปล่าประโยชน์เมื่อ มันลากฉันลงมาจากด้านบน ความหวังของฉันริบหรี่ลง เมื่อเสียงทุบประตูค่อยๆเงียบหายไป

เด็กหนุ่มลดมือลงจากการทุบประตู หมดหวังเสียแล้ว เพราะไม่มีเสียงโต้ตอบกลับมาจากด้านใน แม้เขาจะได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือก็ตาม แต่เขาไม่ลดละที่จะช่วยเธอออกมา เขาปีนลงจากระเบียงบ้านลงไปด้านล่างเพื่อไปตามผู้ใหญ่ให้มาช่วยเหลือเธอ

……………………………………………………………………………………………………………

ฉันร้องไห้ออกมาแบบไม่มีเสียง มันสองคนกระทำฉันเหมือนสัตว์ป่า สัตว์ที่กระหายความใคร่จากไหนไม่รู้ มันผลัดกันกระทำฉันเหมือนฉันไม่ใช่คน ฉันไม่มีทางสู้ มันจับขึงสี่ด้านทั้งแขนขา ฉันหมดอาลัยตายยาก  น้ำตาของฉันไม่ได้ช่วยความเห็นใจของมันเลย มันรุนแรงป่าเถื่อน นรก  ฉันอยากกรีดเสียงร้องออกมาดังๆให้โลกได้รู้ มันหัวเราะในความบ้าของมัน หัวเราะฉันที่นอนเหมือนสัตว์  ฉันแผ่อ้า เห็นทุกสัดส่วน แม้ฉันจะอ้อนวอนมันเท่าไหร่ แต่พวกมันก็ไม่ฟัง

……………………………………………………………………………………………………………

“พ่อฮะ เรื่องจริงนะฮะ” เด็กหนุ่ม ร้องบอกด้วยความกังวน ลากจูงบิดาของเขาให้ออกไปช่วย

“ผมเห็นเธอร้องขอความช่วยเหลือจริงๆนะฮะพ่อ แม่ ต้องเชื่อผม”  เด็กหนุ่มเดินตัวเปียกปอนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ที่ไหนลูก” บิดาตื่นตัว

“ทางนี้ฮะพ่อ รีบๆหน่อยฮะ”

“ต้น แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่า ห้ามเราไปเล่นแถวนั้น” มารดาเอ็ดไล่หลัง

“แม่ฮะ ความเป็นความตายของคนไม่ใช่เรื่องเล่นนะฮะแม่”  เด็กหนุ่มพูดไป จูงมือบิดาให้รีบตามออกไป มารดาเดินตามออกมา

            “เป็นอะไรกันหรอคุณ เสียงดังลั่นไปหมด” เสียงของป้าแก่ๆและคนอื่นที่ลอบมองอยู่

“ลูกชายผมเขาได้ยินเสียงคนโดนทำร้ายในบ้านหลังนั้นครับ””

“ เด็กผู้หญิงบ้านโน้นกำลังอยู่ในอันตราย”  เด็กหนุ่มพูดอย่างมีความหวังว่าผู้ใหญ่จะไปช่วย พร้อมกับชี้นิ้วไปทางตึกหลังนั้น ทุกสายตามองตามไปด้วยความหดหู่

.................................................................................................................................................

“เอายังไงกันต่อละพี่”

“มึงจะรอให้มันไปแจ้งตำรวจมาลากคอมึงหรอ”

“หมายความว่า”  มันสองคนส่งสายตากัน  ฉันนอนนิ่งเหมือนคนไร้สติสัมปชัญญะ  ไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรต่อไป แม้จะรู้อยู่แล้วกับบทสนทนาของมันสองคนที่พูดโต้ตอบไปมา

น้ำตาไหลอาบแก้ม โลกนี้มันช่างงดงามน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะ เศษเดนสังคม  อมนุษย์พวกนี้มันทำให้ฉันมีมลทิน ฉันโดนมันโยนตราบาปไว้ให้  พวกเลว นรก ฉันแน่นิ่ง หลับตาลงช้าๆไม่อยากคิดว่ามันจะทำอะไรกับฉันต่อไป

.................................................................................................................................................

            ผมวิ่งมากลางสายฝนที่ตกหนัก มองดูตึกหลังนั้นและปีนขึ้นไปที่ดาดฟ้า ทุบประตูพร้อมกับกระโดดถีบ เสียงในนั้นหายไปแล้ว ผมพยายามมองลอดเข้าไปที่ช่องแต่ก็เห็นเพียงความว่างเปล่าที่มืดสนิท ผมถีบประตูสองสามครั้งก่อนที่จะประตูจะเปิดออก ผมดีใจวิ่งเข้าไปด้านใน มันมืด มืดมาก พยายามเอามือควานหาสวิตซ์ไฟที่ผนัง  เสียงกรีดร้องดังอยู่ด้านล่าง จนผมต้องวิ่งตามเสียงนั้นไปอย่างไว แม้ว่าทางเดินนั้นจะไร้แสงสว่าง

            “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงคนนั้นจริงๆ

ผมวิ่งลงมา เห็นร่างของเด็กหญิงโดนชายโฉดสองคน กำลังจับแก้ผ้า มือทั้งสองโดนขึงตึงเอาไว้ก่อนที่จะโดนแหกขา ภาพทุกภาพที่ผมเห็นมันช้าๆ เหมือนภาพขาวดำ ผมเหมือนถูกสะกดจิตเอาไว้ เหมือนใครเอาตะปูมาตอกที่เท้าทั้งสองทำให้ผมไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ และอีกอย่างที่น่าแปลกใจคือ ผมไม่สามารถตะโกนห้าม คนทั้งสองที่รุมทำร้ายเด็กหญิงคนนั้นได้เลยแม้แต่น้อย

            มันเป็นภาพที่ผมเห็นเธอโดนข่มขืนต่อหน้าต่อตาผม เธอกรีดเสียงร้องด้วยความเวทนาชายสองคนนั้นกระทำย่ำยีเธอเหมือนไม่ใช่คน ผมยืนนิ่งไม่สามารถทำอะไรได้ เธอร้องไห้จนไม่มีน้ำตา มันเหมือนสัตว์นรกที่กระทำการอย่างบ้าคลั่ง  สองคนหัวเราะร่าเหมือนสัตว์ที่กระหายเหยื่ออันโอชะ ก่อนที่มันสองคนจะลงมือบีบคอเธอ ผมพยายามเปล่งเสียงร้องห้ามออกไป แต่ทำไม่ได้ ผมยืนน้ำตาไหลด้วยความสงสาร ได้แค่ยืนมองมันสองคนทำกับเธอเธอตาเหลือก ดิ้นทุรนทุรายพยายามเอามือปีดป้อง ขอชีวิต ขอชิต แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เธอหมดลมหายใจ ดวงตานั้นปิดไม่สนิท เหล่มองมาทางผม ผมสะดุ้งเหมือนสายตานั้นมันคือสายตาแห่งความอาฆาต

            ไฟดับวูบลง ทุกสิ่งทุกอย่างพลันหายไป ผมกลับมาขยับร่างได้อีกหน หันมองรอบๆกายว่าที่นี้ที่ไหน ใช่ที่ที่เธอคนนั้นโดนทำร้ายหรือเปล่า เสียงร้องไห้สะอื้น ดังแว่วอยู่รอบตัวผม ผมพยายามจับต้นเสียงว่ามันมาจากไหนแต่จับต้นเสียงไม่ได้

            ไฟสว่างจ้าขึ้น ผมเห็นร่างของเธอยืนด้วยท่าทีสะบัดสบอม เสื้อผ้าขาดวิ่ง และเลือดกบปาก ดวงตาแดง ใบหน้าปูดบวม

            “เธอ เธอ” ผมร้องเรียกเธอ”

            “ช่วยฉัน ช่วยฉันด้วย” เธอพยายามเอื้อมมือมา  พยายามขอความช่วยเหลือจากผม แต่แล้วไฟก็ดับลงไปอีกหน ผมสะดุ้งด้วยท่าทีแปลกๆของสถานการณ์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไฟสว่างจ้าอีกหน ครั้งนี้ผมเห็นผู้ชายสองคนนั้น ลากร่างของเธอไปตามทาง เสียงของมันพูดคุยอะไรบางอย่าง  ก่อนที่ไฟจะดับไปอีกครั้ง ผมเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ไฟก็เปิดสว่าง ภาพเด็กหญิงโดนผู้ชายสองคนจับนอนก่อนจะเอาปูนโบกทับ ผมตะลึงกับภาพที่เห็น ไม่ทันไรไฟจากด้านบนดับพรึบ ครั้งนี้มันไม่ได้สว่างขึ้นมาเหมือนสี่ครั้งก่อน ผมเริ่มรู้สึกหนาว เสียงของเธอดังก้องในหู “ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย” มันหนาวเหน็บไปสุดขั้วหัวใจของผมจริงๆ ผมพยายามหลับตานิ่งๆสูดลมเข้าออก ไฟฟ้าก็สว่างพรึบขึ้นทันตา แต่สิ่งสุดท้ายที่ผมได้เห็นก่อนสติจะดับวูบลงไปคือ เด็กสาวนัยต์ตาเศร้าคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าผม ด้วยสีหน้าแววตาแห่งความทุกข์ทรมาน

แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาจากด้านบนฟากฟ้า เสียงร้องไห้คร่ำครวนยังดังอยู่ในใจของเด็กหนุ่มตลอดเวลา เขาตกอยู่ในห้วงความสำนึกผิดที่ช่วยเธอไม่ได้ มันยากนะที่จะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะ สิ่งที่เขาเห็น ได้ยิน มันฝังแน่นในจิตใจเขา ไปจนชั่วชีวิตนี้ก็คงลืมไม่ได้

“โถ่ แกคงช็อกไปนะค่ะคุณ” เสียงป้าแก่ๆที่ชอบเม้าเป็นคนเอ่ยขึ้น

“ชีวิตเด็กผู้หญิงคนนั้น น่าสงสารนะคะคุณป้า”  สดศรีแม่ของเขาเอ่ยขึ้นเมื่อรับฟังเรื่องราวต่างๆจากหญิงแก่ขาเม้าเล่าให้ฟัง  ในขณะที่เด็กหนุ่มนั่งเหม่อมอง นัยน์ตาเลื่อนลอยไร้จุดหมายปลายทาง ผลมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันก่อน

“ไอ้สองโฉดนั้นมันเลวมากนะคะ ฆ่ากันได้แม้กระทั้งผู้หญิง มันข่มขืนและโบกปูนเอาไว้ที่ตึกหลังนั้น” หญิงแก่มองไปทางตึกเก่าทรุดโทรมหลังนั้นด้วยความสังเวช

สดศรีพ่นลมเบาๆ แม้เธอจะได้ฟังข่าวการตายของใครหลายต่อหลายคนมาบ้างก็ตาม แต่สำหรับกรณีนี้แล้วมันหดหู่เกินกว่าจะอธิบายได้

“โถ่ ยังเด็กอยู่เลย”  สดศรีสลดลง

“ป้า ก็สงสาร แต่ทำอย่างไรได้ละคะ เรื่องก็เกิดขึ้นมาเป็นสิบปี วิญญาณของเธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไปไหนเสียที  มีหลายคนเคยเจอแบบนี้นะคะไม่ใช่แต่พ่อหนุ่มที่เจอ”

“บางทีเธออาจจะอยากเรียกร้องความยุติธรรมอยู่ก็ได้ค่ะ”สดศรีบอก

“พูดแล้วก็เศร้านะคะที่ไม่มีใครช่วยได้เลย กว่าจะมาเจอศพ ก็เเป็นเศษซากไปแล้ว”

“จับคนร้ายไม่ได้หรือคะป้า”

หญิงชราส่ายหน้า  “ไม่มีวี่แววเลยค่ะคุณ  ชาวบ้านแถวนี้ที่เขาย้ายออกไปก็เพราะแบบนี้นี่แหละคะ”

สดศรีสีหน้าสลดลง หญิงชราขอตัวกลับไป แววตาของเด็กหนุ่มมีคราบน้ำตาไหลอาบ เขายังตั้งสติไม่ได้ ได้ยินเสียงแว่วๆผ่านหูเข้ามา  “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฉันโดนจับตัว  ฉันโดนจับตัว” 

อย่างที่เด็กสาวนัยน์ตาเศร้าคนนั้นว่าไว้จริงๆว่า  “คนเสียอีกที่น่ากลัวกว่าผี”

จบ 14/1/62

แก้4/4/62

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 23 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 เมษายน 2562 / 21:56

    โดยปกติแล้วนักอ่านเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องสั้นกัน แต่ถ้าเรามีเรื่องสั้นหลายเรื่อง เราสามารถเปิดนิยายขึ้นมาได้เลย 1 เรื่อง เขียนกำกับไว้ว่า "รวมเรื่องสั้น" แบบนี้นักอ่านจะสนใจได้มากกว่า หากเรื่องสั้นเรื่องไหนมันยาว สามารถแบ่งเป็นหลายๆ ตอนได้ จะได้อ่านได้แบบสบายๆ ไม่ปวดสายตาจนเกินไป

    #1
    1
    • 18 เมษายน 2562 / 14:28
      ขอบคุณครับ

      เรื่องสั้น คือเรื่องที่กระชับ บางเรื่อง 4-5เเผ่น

      บางเรื่อง8-10 ไม่เกินจากนี้ครับ

      เเล้วเเต่คนชอบ บางคนชอบกินส้มตำ บางคนชอบสลัด ชอบต่างกัน

      เเต่โดยรวมเเล้วถ้ามันอร่อย ยังไงก็มีคนกิน จะกินมากบ้างน้อยบ้าง คนขายยินดีรับฟังเสมอครับ

      ขอบคุณที่เข้ามาคอมเมนท์ครับ น้อมรับสิ่งที่วิจารณ์ทุกประการ
      #1-1