เสียงหัวเราะของนางมารร้าย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 121 Views

  • 1 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    121

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ในออฟฟิศ คุณเคยเจอเขาเหล่านั้นหรือไม่<br /> <br /> นางมารร้ายในออฟฟิศ สารพัดพิษทุกรูปเเบบ


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



“ใครหลายคน อาจจะเคยเป็นเหมือนดิฉัน เอ๊ะ! หรือเคยเจอเหตุการณ์แบบดิฉันก็เป็นได้   ฉันพยายามไตร่ตรองและพิจารณาอยู่อย่างถี่ถ้วนแล้วว่า เรื่องนี้เป็นความคิดของฉัน ที่คิดว่าเขาร้าย หรือว่า เขาร้ายจริงๆ เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะท่านผู้ชม อิฉันคงไม่อาจตัดสินได้ว่า คนประเภทนี้ที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้ ดีหรือชั่ว คงได้แต่ให้ท่านผู้ชมได้พิจารณาเอาเองล่ะค่ะ”

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 18 ธ.ค. 61 / 16:49

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง             เสียงหัวเราะของนางมารร้าย

บทประพันธ์       เกรียงศักดิ์-เจษฎา

………………………………………………………………………………………………………………

“ใครหลายคน อาจจะเคยเป็นเหมือนดิฉัน เอ๊ะ! หรือเคยเจอเหตุการณ์แบบดิฉันก็เป็นได้   ฉันพยายามไตร่ตรองและพิจารณาอยู่อย่างถี่ถ้วนแล้วว่า เรื่องนี้เป็นความคิดของฉัน ที่คิดว่าเขาร้าย หรือว่า เขาร้ายจริงๆ เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะท่านผู้ชม อิฉันคงไม่อาจตัดสินได้ว่า คนประเภทนี้ที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้ ดีหรือชั่ว คงได้แต่ให้ท่านผู้ชมได้พิจารณาเอาเองล่ะค่ะ”

            ดิฉันทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีหนุ่มสาวชาวกรุง วัยทำงานมากหน้าหลายตาร้อยพ่อพันแม่ ร้อยนิสัย ร้อยสันดาน และต่างคนต่างก็มุ่งมาแสวงหา การงาน การเงิน ความรัก และความมั่นคงของชีวิต แน่ล่ะ ในเมื่อเราต้องมาอยู่รวมกันที่ทำงาน เราจะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็คล้ายๆกับตอนเราเรียน เรายังต้องเรียนรู้นิสัยเพื่อนของเรา กว่าจะสนิทกันได้ก็ต้องใช้เวลา  การทำงานก็คล้ายๆกัน ที่ดิฉันบอกว่าคล้ายก็คือ ตอนเรียนเราจะมีเพื่อนวัยเดียวกัน หรือใกล้กันมากที่สุด แต่ตอนทำงาน เราจะต้องเรียนรู้การรู้จักคน ที่มีอายุมากกว่าเรา บางคนแก่จนเป็นป้า เป็นแม่ หรือ ยายเราก็ได้ แต่เรายังต้องให้ความเคารพย้ำเกรง เรียกแบบกระดากปากว่า “พี่”  พี่อย่างนั้นพี่อย่างโน่น โอ๊ยสารพัด เวลามองหน้ากัน อยากจะบ้าตาย คนละวัย บางคนนี่อีกสองปีปลดเกษียณ ยังต้องให้การนับถือว่าพี่ ขนาดพ่อแม่ของดิฉันอายุยังน้อยกว่าพี่พี่ที่ทำงานอีก (แอบเม้าท์) ส่วนคนที่อายุน้อยกว่าเราก็มีอยู่บ้าง เช่นน้องฝึกงาน  น้องเข้าใหม่เด็กๆพวกนี้ก็ต้องเรียกเราว่าพี่ เพื่อความเสมอภาค ว่าป่ะ555 ส่วนแผนกไหนมีผู้ชาย บางคนนะเขาไม่ถือหรอก เขาจะชอบให้พวกผู้หญิงเรียกว่า ป๋า หรือไม่ก็หากสนิทจริงๆจะเรียก ลุงแล้วแต่ชื่อ

แต่จะมีพวกผู้ชายที่แบบว่า เก๊กหล่อ ทำอะไรต้องดูดีไปหมด เราจะไปเรียก ป๋า เรียกลุงไม่ได้หรอกนะเขาถือ เขาว่าไม่เหมาะไม่ถูกกาลเทศะ ต้องเรียก พี่ เท่านั้น เฮ้อ พูดไปแล้วเหนื่อยใจ แต่ไอ้ที่บ่นๆมานั้นแหระ ยังไม่เข้าเรื่องหรอกค่ะคุณผู้ชมขา เพราะเรื่องที่จะมาเล่าต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องของคน ก็ไม่รู้ว่าคนที่จะเล่า เป็นคนประเภทไหนกันแน่ แต่เชื่อแน่ว่า คนเหล่านี้ยังแอบแฝงตัวอยู่ในทุกซอกหลืบของสังคมแน่นอน รับประกัน

            เสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเหมือนใช้น้ำหนักลงที่ส้นเท้าเข้ามาในบริเวณฟอร์ที่ทำงานของฉัน บริษัทที่ฉันทำงานอยู่ เป็นบริษัทเกี่ยวกับส่งออก นำเขาพวกของใช้ในอุตสาหกรรม แผนกที่ทำก็เป็นแผนกที่วุ่นวายและมากเรื่อง การเงินและบัญชี สาวๆบัญชีหน้าดำคร่ำเครียดแทบทุกคนในเวลาปลายเดือนชนต้นเดือนถัดไป งบที่ต้องเร่งปิดทุกเดือน การส่งภาษี และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เมื่อเงยหน้าจากเอกสารกองพะเนินเท้าภูเขาไฟฟูจิ  แล้วก็เห็นเป็นHR สาวสวยที่ฉันรู้จักเป็นอย่างดี

“สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีพนักงานใหม่มาแนะนำค่ะทุกท่าน ขอเวลาสักครู่เดียวในการแนะนำนะค่ะ พนักงานใหม่ชื่อ นางสาว ประไพ (ชื่อที่ฉันตั้งให้) นามสกุล นกหลับ  (ฉันตั้งให้เช่นกัน) เป็นพนักงานใหม่ของแผนกบัญชีการเงินค่ะ” พนักงานคนนั้นที่มาใหม่ มีอายุน้อยกว่าฉัน น่าจะไม่มากเพราะฉันก็เพิ่งจะเรียนจบมาไม่นานนั้นเอง (แต่ก็หลายปีแล้ว)  สายตาของพนักงานใหม่มองฉัน เอ๊ะ แววตาคู่นี้มันช่างแปลกพิกล ตอนแรกฉันคิดว่าคงคิดมากไปเอง แต่มารู้ทีหลังแล้ว ฉันคิดไม่ผิดแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์

เมื่อแนะนำพนักงานใหม่เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาส่งตัวเด็กใหม่ทำงาน  เด็กใหม่ได้ถูกจัดโต๊ะตรงข้ามกับฉัน นั้นก็หมายถึงว่าเราต้องหันหน้าชนกันโดยมีฉากกั้นแบบออฟฟิศทั่วไป แต่จะมองเห็นกันผ่านกระจกใสฉากกั้นนั้นแหระ   ฉันสังเกตมาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า มีสายตาของใครบางคนจับจ้องชั้นอยู่ เอ๊ะ ฉันสงสัยหรือขี้ระแวงไปเองหรือเปล่าหนอ แต่ฉันว่าจริง เพราะฉันเห็นแม่ประไพ นกหลับ นั้นแอบลอบมองฉันอยู่ แต่สายตาของเจ้าหล่อน เหมือนไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย มันดูแบบจ้องมองฉันเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด หลายวันผ่านไปตอนเที่ยง ฉันจึงไประบายให้ เพื่อนสนิทของชั้นฟังตอนรับประทานอาหารเที่ยง

            “ฉันว่า ประไพ มีอะไรแปลก” ฉันเกริ่นนำเมื่อข้าวเข้าปากไปแล้วสามสี่คำ

            “ใคร ? เด็กใหม่นะหรอ” สุดา เพื่อนของฉันเอ่ยถามเมื่อ ข้าวมันไก่ต้มพิเศษเข้าปากเจ้าหล่อนไปได้เกือบครึ่ง พร้อมกับตัดน้ำซุปเข้าปากเคี้ยวแฟงที่อยู่ในน้ำซุปอย่างเอร็ดอร่อย

            “ใช่ ฉันคิดว่า เด็กนั้นมีท่าทางพิกลๆ”

            “คิดมากไปแล้วเพื่อนฉัน เด็กเขามาใหม่ ทำอะไรก็แปลกๆใหม่ ไม่คุ้นตา ไม่ชินไปเองมากกว่ามั้ง อย่าเก็บเอามาคิดเลย เธออาจจะยังไม่สนิทกับเขาก็ได้ เลยคิดไปเอง” สุดาวางช้อนลงแล้วพิจารณาสีหน้าของฉันอีกรอบ

            “แต่ฉันว่าไม่นะ มันเหมือนมีอะไรแอบแฝงอยู่ภายใต้หน้ากาก” ฉันรวบช้อนแล้วมองหน้าสุดา

            “นี่จะบอกว่า แม่ประไพ เขามีผีสิงหรอ” สุดาแอบติดตลก

            “อีบ้า  ฉันหมายถึง พวกแอ๊บ พวกตีสองหน้าย่ะ”

            “โอ๊ย แก ท่าฉันไม่เป็นเพื่อนแกนะ ฉันจะคิดว่าแก อิจฉาเด็กมันแน่ๆ” สุดาดูดน้ำแป๊ปซี่ในแก้วพลาสติกจนหมดอย่างกระหาย

            “เอางี้” สุดามองหน้าแล้วให้ความเห็น

            “อะไรล่ะ ?”

            “รอดูไปก่อน ท่ามันไม่ทำอะไรให้เราเดือดร้อน เราก็อย่าไปสนใจ เผลอๆแกรู้จักเด็กประไพนั้นแล้วแกอาจจะชอบก็ได้ ก็เหมือนกับตอนที่เรารู้จักกันใหม่ๆไงล่ะ เราก็เขม่นหน้ากันมาก่อน พอมารู้จักนิสัยใจคอกันแล้วเห็นมั้ย เป็นเพื่อนสนิทกันเลยว่ามั้ย”

 สุดาบอก ฉันได้แต่พยักหน้า คิดๆไปมันก็จริงอยู่หรอก ฉันอาจจะบ้างาน คิดมาก แล้วก็เพ้อเจ้อมากไป คิดเป็นตุเป็นตะ ก็แค่สายตาของคนเราจะเก็บมาคิดทำไมให้ใจมันฟุ้งซ่านล่ะ

บ่ายนั้นฉันนั่งทำงานด้วยความไม่เป็นสุขเท่าใดนัก ก็เพราะฉันเห็นแววตา แววตาที่ซ่อนอะไรบางอย่าง หรือฉันจะฟุ้งซ่าน คิดอะไรมากไป  ฉันไม่ได้คิดมากนะ แต่ว่า

            “พี่จีค่ะ พี่จี” ประไพเรียกฉัน ฉันหลุดจากการง่วนกับการทำงานอยู่เงยมองหน้าเด็กสาว

            “มีคนโทรมา บอกขอสายพี่จีค่ะ” ฉันพยักหน้า

            “เบอร์พี่อะไรคะ” เธอหมายถึงเบอร์ติดต่อภายใน ฉันจึงบอกไปว่า 324 ก่อนที่ทุกอย่างจะจบ

เสียงโทรศัพท์ที่ติดต่อฉันก็ดังขึ้น ฉันรับสายแล้วก็คุยกับลูกค้าที่โทรมา สายตาของยัยเด็กประไพจ้องมาที่ฉันเป็นระยะ แววตาถากถาง หล่อนเป็นอะไรมากมั้ยนั้น ทำไมมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น

หลังจากเลิกงาน พนักงานยังไม่กลับเนื่องด้วยต้องรีบทำงบให้เสร็จทันเวลาอีกสองวัน ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าพนักงานบัญชีมันมีเนื้องานที่จุกจิกจู้จี้ และก็น่าเบื่อ ทำเสร็จแล้วแก้แล้วแก้อีก งบจะตรงไม่ตรงก็แล้วแต่ว่าเรามีความละเอียดรอบขอบหรือไม่นั้นเอง ฉันไม่มีกะจิตกะใจที่จะจับจ้องกับงานที่อยู่ตรงหน้า

            ฉันลูบหน้าแล้วเลยไปเสยผมที่ตกลงมาให้ขึ้นไป ด้วยแววตาแดง มันดูว่ายัยเด็กนั้นมีอะไรพิลึกคน มองฉันด้วยแววตาแบบนั้น เหมือนกับว่า เคยมองฉันมาก่อน

ประตูห้องน้ำเปิดอ้า เท้าของใครคนหนึ่งก้าวฉับๆเข้ามาแล้วหยุดที่กระจก ตอนแรกฉันไม่ได้ใส่ใจนักหรอกว่าจะเป็นใครเจ้ามาข้างในเพราะปกติ ก็จะมีพนักงานเข้าออกห้องน้ำบ่อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเอาน้ำล้างหน้าอีกหน เงยขึ้นมา สายตาประไพมองหน้าฉันอยู่ ครั้งนี้ไม่ได้คิดไปเองแต่ว่ายัยนั้นมองหน้า จ้องนะสิ ต้องใช้คำว่าจ้องอยู่ตั้งนานด้วยแววตามาดร้าย เย้ยหยัน โอ๊ย ฉันไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดว่าอีนี่มันบ้า มันเล่นสงครามประสาทกับฉัน มันเล่นแบบหน้าตาย อีชั่วช้าสารเลว ฉันไม่อาจเอาคำไหนมาจำกัดความให้มันสาแกใจได้เลยแม้แต่น้อย

            “มองทำไม เธอมีอะไรกับฉันหรือเปล่า” ฉันเอ่ยขึ้น เมื่อรู้ตัวว่าคนที่มอง มองด้วยความไม่ปรารถนาดีต่อฉัน ด้วยอำนาจแห่งแรงสังหรณ์ ที่ก่อขึ้นมาเนิ่นนาน

            “เปล่าหรอกค่ะ พี่จี” เสียงใสๆตอบฉันแล้วหัวเราะในลำคอ ฉันเกลียดอีบ้านี้ที่สุด ทำไมต้องตอแหลขนาดหัวเราะยังแอ๊บหัวเราะใสๆเหมือนนางเอกซีรีย์เกาหลี มันช่างไม่เหมาะกับหนังหน้าของแก เอาเสียเลย อีหน้าเป็ด

            “พี่เห็นเธอมองหน้าพี่อยู่นานแล้วนะ แล้วก็ไม่ใช่แค่ในห้องน้ำ ข้างนอกเธอก็ลอบมองพี่หลายครั้งแล้วนะ ประไพ พี่ถามเธอจริงๆ เธอมีอะไรข้างใจหรือ ไม่ชอบหน้าพี่หรือเปล่า”

ประไพส่ายหน้า แล้วยิ้ม

            “พี่ศจี คงคิดมากไปเองแหระค่ะ” เธอยิ้มอย่างเป็นมิตร ครั้งนี้ฉันไม่รู้เลยว่าเด็กนั้นจะมาไม้ไหนกันแน่ เพราะทำทีดู ประไพก็ออกใสซื่อ แต่ข้างในใจของฉันหวั่นไม่ได้ว่า มีอะไรซ่อนอยู่ข้างกายของประไพ

เราสองคนเดินออกจากห้องน้ำและยุติเรื่องทั้งหมด ฉันคงคิดไปเอง แล้วก็หวั่นวิตกไปเอง

            เช้าวันใหม่ แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ คนรอบกายฉันมองด้วยแววตาพิกล ฉันไม่อาจจะรู้ได้ว่าสายตาของเพื่อนร่วมงาน เหมือนเห็นฉันเป็นตัวประหลาดของออฟฟิศ

ทั้งวันนั้นฉันทำงานไม่เป็นปกติสุขเลย เมื่อเห็นสายตาของใครหลายคนกำลังจับจ้องฉัน และทุกคนดูเหมือนเปลี่ยนไป

            “ประไพจ๋า วันนี้ทานเข้าเที่ยงที่ไหนหรอ” เสียงอีช้างน้ำหน้าดำที่ไม่ค่อยสนิทกับฉันเอ่ย หล่อนทำงานเป็นเลขานุการผี เอ้ย เลขานุการของท่านประธาน เดินมาถามประไพ เด็กสาวกว่าจะอ้าปากตอบอย่างเจ้าหญิงด้วยน้ำเสียงใสๆ

            “ประไพเอาข้าวมาทานค่ะ” แล้วยิ้ม แถมมีเสียงหัวเราะนิดๆ ดีออก เหมือนนางเอกเกาหลีแต่หน้าเกาเหลาไม่มีผิด

            “ดีจังเลย วันนี้พี่ก็เอามา งั้นมาร่วมวงกับพี่ๆนะ มีพี่ นิด พี่หน่อย พี่ปาน เยอะแยะ อ้อแล้วต่อไปก็มาทานกับพี่นะ” นังช้างน้ำชวนเด็กใหม่ให้มาทานอาหารเที่ยงด้วย เธอยิ้มมิตรไมตรีคลีนิคไม่ใช่แระยิ้มอย่างมิตรไมตรี

เที่ยงนั้นฉันกางร่มออกมาจากตึกสูงออฟฟิศด้วยใจที่ห่อเหี่ยว ดูเหมือนบทบาทในที่ทำงานลดน้อยถอยลงไป

ก่อนจะลงมา หัวหน้าเรียกฉันไปพบแล้วขอคุยเรื่องการทำงานที่ผิดพลาด

            “จี เราทำงานผิดพลาดอีกแล้วนะ” ฉันรู้ตัวว่าหัวหน้าฉันจะพูดอะไรต่อ และก็ร่ายยาวออกมาเรื่องทำงานผิด ก่อนจะจบ เธอบอกว่า สิ้นปีจะสลับงานใหม่ให้ทุกคน

ฉันรู้สึกว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ใจเหี่ยวๆของฉันเหมือนขาดน้ำหล่อเลี้ยง โถ่ชีวิตมนุษย์เงินเดือนจะเอาอะไรมากมาย

            “เดี๋ยวเย็นๆมารับนะ” เสียงของชายสูงอายุ ราว50กว่า ใบหน้าเหมือนเสี่ยเจ้าของโรงงานหรือร้านขายทอง เอ่ยแล้วฉันก็เห็นว่าใครคนหนึ่งที่คุ้นตาก้าวลงมาจากรถอย่างร้อนรน เธอโบกมือลาแล้วมองซ้ายขวาก่อนจะเดินเข้าออฟฟิศไป โดยไม่ทันสังเกตว่าฉันซื้อโอวันตินเย็นอยู่ที่รถเข็นขายน้ำ ประหลาดแท้ แต่เอ ก็น่าสงสัยอยู่หรอก ว่าทำไมประไพถึงร้อนรนเช่นนั้น แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องของฉันนี่ จะเก็บเอามาคิดทำไม

ฉันเดินๆฉับๆเข้าที่ทำงาน โดยลืมเรื่องที่เห็นประไพนั่งรถผู้ชายคนนั้นเสียสนิท

            “ประไพ แล้วนี้เราอยู่กับใครหรอ บ้านหรือหอจ๊ะ” พี่สนที่นั่งข้างๆประไพเอ่ยถาม ปกติพี่สนก็จะชวนคุยเรื่อยๆทั่วไปอยู่แล้ว

            “พ่อแม่ค่ะ บ้าน ตัวเอง แล้วพี่สนล่ะ” เธอถามตอบ พี่สนก็ชวนประไพคุยไปเรื่อยๆ

            “เอ่อ แล้วตอนเที่ยงแวบไปไหนมา ไม่บอกเลย พี่ว่าจะฝากซื้อน้ำซะหน่อย”

ประไพนิ่ง แล้วตอบ “เอ่อ  ไพรไปทำธุระมาค่ะที่ธนาคาร กลัวไปตอนเย็นไม่ทัน”

            “แฟนมารับไปหรอ” พี่สนแซว

            “นั่งวินไปซี่พี่ หนูไม่มีแฟน”สาวตอบ หากคนไม่รู้ว่าไม่เห็นคงคิดว่าที่ประไพพูดเป็นเรื่องจริง แต่มันขัดกับสิ่งที่ฉันเห็น เพราะเด็กนั่น นั่งรถมากับผู้ชายแก่ๆ

ฉันวางปากกาลง เมื่อแอบฟังบทสนทนาของสองคนที่อยู่หลังฉากด้านหน้าฉัน เสียงในห้องก็ยังคงดังจากการทำงานและโทรศัพท์ติดต่อลูกค้า แต่หูฉันได้ยินทุกอย่างจาก พี่สนและประไพ

ตอนเย็นของวันนั้น ฉันเลิกงานไว และเจอสุดา สุดาเดินมาหาอย่างไว เพราะเธอลางานไปเมื่อวาน เราสองคนสนิทกันมาก ฉันจึงมีเรื่องปรึกษา

            “ฉันมีเรื่องจะคุย” เท่านั้นแหระ ก็ร่ายยาวในรถของสุดาที่ขับมาส่งฉันที่ปากซอย ในขณะที่ฉันคุย สุดาดูเหมือนจะเข้าข้างประไพ

            “แกคิดมาก แล้วอาจจะเห็นคนหน้าเหมือนก็ได้” สรุปจากที่เล่า สุดาออกความเห็นเมื่อเล่าจบไป

            “จริงๆ ฉันจำได้ว่าประไพใส่เสื้อสีม่วง เห็นหน้าชัด” ฉันเถียง

            “จะจริงไม่จริง มันก็เรื่องของประไพนะแก อย่าไปเก็บมาคิด สวนประไพอาจจะไม่อยากเล่าก็ได้ว่าไปไหนมาไหน  แกจะไปคิดมากทำไม”

สุดท้าย สุดาบอกให้ฉันใจเย็นๆอย่าไปคิดอะไรมากมาย ก่อนจะปล่อยฉันลงปากซอย ก่อนจะโบกมือลากันและกันไป

ฉันลงมาที่ตลาดหลังจากสุดาขับรถผ่านไป ปากซอยบ้านฉันมันมีตลาด กำลังเดิน สายตาพญามารของฉันดุจเหยี่ยวรัตติกาล ก็แผงอิทธิฤทธิ์  เห็นร่างของประไพ นี่ในชีวิตฉันจะมีแต่นังประไพรคนซื่อหรอเนี้ย ด้วยอำนาจแห่งความ ขั้นเทพ ฉันสาวเท้ายาวๆตามไป เมื่อเห็นประไพรมากับเสี่ยเมื่อเที่ยง หาจไม่สังเกตุฉันคงคิดว่าพ่อของประไพ แต่ไม่ใช่สิ  มันไม่ใช่ ไม่ใช่พ่อลูกกันแน่ๆ ใจและรางสังหรณ์ของฉันมันส่งสัญญาณบอกมาว่า มันเกินคำว่าพ่อลูก  และดูเหมือนว่า ประไพจะหันมา ไม่รู้ว่าเธอจะเห็นหรือเปล่า ฉันลอบมองอยู่นานก่อนจะทำทีเป็นหลบหลังคนอื่นหรือไม่ก็แอบทำทีซื้อของ หันมาอีกทีก็หายไปแล้ว สงสัยคงรู้ตัว

            ฉันไม่อยากเก็บมาคิดแต่เป็นเพราะอะไรทำไม ทำไมต้องเจอเด็กนั้นด้วย มันวนเวียนมาในชีวิตของฉัน แล้วก็ไม่หายไป ยิ่งไม่อยากคิด ก็เก็บมาคิดจนได้

            เช้าของอีกวัน การทำงานก็เหมือนเดิม และมีความรู้สึกว่าคนอื่นก็เปลี่ยนแปลงไป ฉันไม่ชอบหน้าเด็กใหม่เอาซะเลย เวลาเด็กนั้นพูดเหมือนซ่อนความจัญไรไว้ลึกๆ ทำทีกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

“ไม่หรอก แกอาจจะคิดมาก” สุดาเอ่ยหลังจากฟังฉันเล่าเรื่องเมื่อวานจบลงไป

“แต่ฉันแอบเห็นว่าไม่เหมือนพ่อลูกกันเลยนะ”

“ที่ไหน”

“ตลาดที่เมื่อวานแกส่งฉันลงไง” สุดาพยักหน้า

“เอ่อน่า! ช่างเขา อย่าไปคิดมาก” สุดาตัดบทพร้อมกับเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง

            “เดี๋ยว จี เอางานที่ค้างให้ประไพนะ พี่ว่าจะให้จีมาอยู่ฝั่ง GL ดูบ้าง” หัวหน้าเดินมาบอก เหมือนฟ้าผ่าลงมา ไม่คาดคิดว่าจะเร็ว งานใหม่ ทั้งๆที่ไม่มีคนอยากทำส่วนนั้น นี้แกล้งกันหรอ ฉันเงยหน้ามองทุกคน แล้วเหมือนแววตานั้นสมเพชฉัน มีคนบางคนกำลังหัวเราะฉัน นังช้างน้ำเดินเข้ามา มันเหมือนกำลังชูงวง แล้วพ่นน้ำ ก่อนจะหัวเราะภาษาช้างน้ำออกมาด้วยเสียงแปร๋นๆ จนน่าเกลียด

ประไพถูกถ่ายทอดงานโดยรุ่นพี่ฉัน เธอเรียนรู้งานเร็ว  ทำไรเร็ว เวลาหล่อนคุยโทรศัพท์ติดต่อประสานงาน เสียงจะอ่อยแล้วก็ดัดจริต เล่นหูเล่นตาเล่นเสียงกับผู้ชายที่ประสานงานเสมอ

นี่ฉันกำลังเก็บความน้อยใจ และความอิจฉามาคิดหรอเนี้ย ไม่นะ ไม่นะอย่านะ ศรี เธอกำลังอิจฉาเด็ก

เสียงหัวเราะของนางมารร้าย ดังขึ้น ฉันอยากเอามืออุดหู เสียงของประไพดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้น

“เสียใจด้วยค่ะพี่จี” ประไพเอ่ยขึ้น

“เรื่องอะไร” ฉันเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้ อยู่ๆอีเด็กบ้านี่ก็มาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“โดนลดบทบาทแล้วยังทำเป็นพูด” นี่ไงความร้ายกาจของนางเด็กสารเลวนี้สำแดงออกมาแล้ว

“แก นี่เอง สารเลว ทำไมแก”

“ก็พี่อยากโง่เอง ช่วยไม่ได้ แล้วก็ หนูไม่ชอบคน ” ลอยหน้าลอยตา

“แกทำให้ฉันต้องเปลี่ยนตำแหน่งงานใช่มะ” ฉันถามตรงๆออก

“เออ กูนี่แหระ กูไปบอกว่ามึงแอบทำงบผิด กูนี่แหระแกล้งมึงอีศจี”

“ทำไม”ฉันอ่อนแรงลง

“ก็เพราะว่ามึงแอบตอแหล ตามกูไป ตามกูแล้วมาเล่าให้เพื่อนมึงฟัง อย่าคิดนะว่ากูไม่เห็นมึงที่ตลาด” แล้วเธอก็หัวเราะ เสียงหัวเราะของนางมารร้าย มันสำแดงแปลงกายออกมาแล้ว ฉันนี่แหระจะเป็นคนที่เปิดโปรงแกเอง ฉันนี่แหระ ฉันหัวเราะในใจ

“ตื่นได้แล้ว” พี่สนเดินมาปลุกฉันหลังจาที่แอบงีบหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ลืมตาตื่นขึ้นมา เหลียวมองรอบๆเห็นคนมองฉันเหมือนคนประหลาด

“บ่ายครึ่งแล้วนะ ไม่สบายหรือเปล่า” พี่สนเป็นห่วง เอ่ยถาม ฉันส่ายหน้า แอบเห็นแววตาของประไพรรอบมองฉันอยู่ นี่! ฉันเกลียดเด็กนั้นจนเก็บเอาไปคิดเลยหรอเนี้ย โถ่ ศจี เพ้อเจ้อแล้ว

“ตามพี่มาด้วย” หัวหน้าเดินมาเรียกฉัน ทางเดินไป เห็นคนมองหน้าฉันเหมือนฉันเป็นคนแปลกหน้าแล้วก็เหมือนแอบยิ้มเยาะ เวลาที่ฉันก้าวล้ม

“พี่ว่าเราไม่เหมาะกับงาน จีรู้มั้ยว่าจีทำผิดมาหลายครั้ง” ฟ้าผ่ายังไม่เจ็บเท่าโดนด่าเรื่องงาน ฉันรู้ตัวว่าจะต้องเกิดปัญหา

“พี่จะให้ประไพเขามาช่วยเธออีกแรง พี่ว่าเธอไม่ไหวแน่ๆ” นั้นไง เด็กประไพเข้ามายุ่งเกี่ยวชีวิตฉันอีกแล้ว ครั้งนี้ได้มาสวมงานฉัน มาแบ่งงาน

“เอาล่ะ ไปทำงานได้ แล้วตั้งใจ มีสติหน่อยนะ พี่กลัวเธอเสียงาน” เสียงของหัวเราะเย็นยะเยือกเหมือนผี ฉันเหมือนโดนสะกด นี่งานการผิดพลาด ปรวนแปร เป๋ไปหมด  ฉันเป็นอะไรของฉันนะ?

ฉันเดินไปสงบสติอารมณ์ที่ห้องน้ำ แล้วกลับมานั่งทำงานด้วยแรงไม่มี โลกเหมือนดับวูบลงไป อีกครั้ง มืดสนิท ? ทำไมมืด เปล่าเปลี่ยวผู้คน  หายไปไหนหมด  คนในห้องหายไป ไฟดับ

ใคร ใคร ????? เกิด คำถามในใจ

Happy birthday to you, Happy birthday to you 
Happy birthday Happy birthday 
Happy birthday to you. 
Happy birthday to you, Happy birthday to you 
Happy birthday Happy birthday 
Happy birthday to you.

มีคนเดินมาพร้อมแสงเทียนที่ประดับบนเค้กก้อนกลม พร้อมกับเสียงเพลงวันเกิดที่เพื่อนร่วมงานต่างร้องเพลง วันเกิดใคร ฉันตั้งคำถาม???

            “สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ ศจี” พี่ๆที่ทำงานร่วมกันอวยพร ด้วยความตะลึงงัน ฉันลืมวันเกิดตัวเองหรอเนี้ย โธ่ พี่ๆยังไม่ลืมวันเกิดฉัน

“พี่นงแก แกล้ง”  เรียกไปด่าเรื่องงานผิด

“ตกใจกลัวแทบแย่ คิดว่าโดนบีบออกจากงานซะแล้ว” ฉันบอกพร้อมโล่งอก ที่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด

“นี้ดีนะที่เมื่อวานก่อน ประไพเขานั่งรถไปสั่งเค้กที่ร้านไว้ให้” พี่สนเป็นคนบอกฉัน

“คืออะไร งงไปหมด”  ฉันเริ่มงง

“ก็ประไพ เขาเป็นรุ่นน้องเธอที่มหาลัยไง เขาแอบมองเธอหลายครั้งแล้ว ถามพี่ตลอดเลยว่า พี่ศจีเรียนที่ไหน หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเป็นรุ่นพี่ที่คณะ” พี่สนเล่าไปเรื่อยๆ

ฉันเหมือนหน้าแตกกลางสี่แยก สิ่งที่ฉันคิด แล้วสิ่งที่ฝัน เพ้อเจ้อ ฉันไม่นึกมาก่อนเลย

 สุดาดวงมณี ศรีสยาม เดินมาแตะที่ไหล่ของฉัน แล้วยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงแกมหัวเราะ  “เป็นไง บอกแล้วว่าอย่าคิดไปเอง”

“ แล้วผู้ชายที่เหมือนเสี่ยนั้นแหระเป็นใคร พ่อหรือ ….” ฉันแอบพูดในใจ แต่ถึงจะเป็นใคร มันก็ ไม่ใช่เรื่องของฉันที่จะเก็บมารกสมอง จริงมั้ย

เอ่อ ว่าแต่คุณเคยเจอคนแบบประไพมั้ยคะ???ท่านผู้ชม

จบ

31 ธันวาคม 2559

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 24 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 tasasrocha (@tasasrocha) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 22:46
    ติดตามจร้า
    #1
    0