เก็บเช็คครับ...เก็บเช็ค

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7

    Overall
    48

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เมื่อคนหลอกผี เเล้วถ้าเจอผีหลอกคนบ้างล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น 555


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เมื่อพนักงานหนุ่มส่งเอกสาร  ต้องมาเจอเรื่อสยองขวัญของผี  

การเก็บเช็คจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกต่อไป

พบกับ  ความระทึก ของคนหลอกผี

เเละ ความสยองของ ผีหลอกคน 

อะไรจะน่ากลัวกว่ากัน


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 15 ก.พ. 62 / 10:34

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง                 เก็บเช็คครับเก็บเช็ค

บทประพันธ์    นัฐพันธ์

………………………………………………………………………………………………………………..

            อาชีพของกระผมเป็นพนักงานส่งเอกสารประจำบริษัทแห่งหนึ่ง ในทุกๆเช้าผมจะมีหน้าที่มารับเอกสารจากฝ่ายต่างๆของบริษัท อ้อผมลืมแนะนำตัวไป ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองก่อนนะครับท่านผู้อ่านกระผมมีนามว่า เจ้าชายรูปงาม แคว้นมักกะสัน ตอกสำโรง ซอยบางใหญ่ ผู้ใหญ่ใบเป็นกำนัน โอ้ยๆๆๆอย่าพึ่งหนีไปก่อนนะครับท่านผู้อ่าน เอาจริงๆ ผมชื่อบอล ปัจจุบันอายุยี่สิบสองปี ส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า น้ำหนักหกสิบห้า บ้านอยู่พระประแดง มีแฟนอยู่สำโรง โอ้ยพูดไปก็คงยาวเหยียดไม่พูดดีกว่าครับ ผมว่าเราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวล่ำเวลานะครับ

            ก่อนอื่นผมต้องขอบอกก่อนนะครับ เรื่องที่ผมจะเล่าดังต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย เป็นเรื่องที่ผมเจอะเจอมากับตัว พูดแล้วยังขนลุกไม่หายเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าชาตินี้จะมาเจอเรื่องราวแบบนี้ได้ ผมขอเข้าเรื่องเลยละกันนะครับ

            “บอล เดี๋ยวไปเก็บเช็คบริษัทนี้ให้พี่หน่อยนะ เมื่อวานใช้ตาจวนไปก็ไม่ได้กลับมา วันนี้เราว่างพี่วานไปอีกหนนะ”

พี่ออยเป็นพนักงานบัญชี มักจะใช้ผมไปทำงานรับเช็ค วางบิล ติดตามเอกสารต่างๆของแผนกอยู่เสมอ ด้วยความที่พี่ออยเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี นิสัยดี พูดจาเข้าใจง่ายแถมใจดีอีกต่างหาก ทำให้เวลาพี่ออยสั่งงานผมมักจะได้รับหน้าที่ไปทำเสมอแตกต่างจากพนักงานบัญชีคนอื่นๆที่ผมมักจะไม่ถูกคอ ยังมีเจ้มาลัยเจ้าแม่ฝ่ายบัญชีด้วยแล้วมีเรื่องทำให้ผมโดนด่าเป็นประจำ แหมก็แมสเซ็นเจอร์กับฝ่ายบัญชียังไงก็เป็นของคู่กันละครับ ก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอย่างไงอย่างงั้นและไอ้เรื่องที่พี่ออยให้ผมไปรับเช็คนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

            เกือบจะสิบโมงแล้วที่ผมขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจขับมาถึงที่บริษัทแห่งนี้ ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนเลยนะครับว่า ผมยังไม่เคยมาเก็บเช็คบริษัทแห่งนี้เลยเพราะปกติเส้นทางสายนี้ผมไม่ได้มีหน้าที่มาเก็บเช็ค ผมจะวิ่งผ่านเส้นทางสายอื่นและอาจเป็นวันดวงซวยของผมก็ได้ที่ต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมไปจนชั่วชีวิต

…………………………………………………………………………………………………………………

            “โถ่ ขับรถภาษาอะไรของมันวะ ไม่ดูตาม้าตาเรือบ้างเลยคิดจะแซงก็แซงอย่างนั้นเหรอวะไอ้บ้า”

ผมสบถคำด่ารถเก๋งคู่กรณีออกไปหลังจากขับปากซ้ายแซงจนเกือบชนรถมอเตอร์ไซค์ของผม ดีที่ผมอาศัยความชำนาญในการขับรถหลบหลีกได้ทันผมเลยไม่ได้ใส่ใจ ขับรถออกมาจากตรงนั้นขับมาได้ไม่นานเสียงรถหวอขอทางกั้นอยู่อีกฝั่งเห็นรถพยาบาลกำลังขับในความเร็วไปรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากรถชนกัน

            ผมไม่ได้ฟังหรอกว่ารถอะไรชนกัน เพราะผมก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์มาเมื่อครู่ เมื่อคิดภาพกลับไปแล้วมันก็ทำให้ผมอกสั่นขวัญแขวนได้มากทีเดียว อุบัติเหตุสมัยนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้

            ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าตึก ปกติแล้วมักจะมีประชาสัมพันธ์คอยบริการอยู่หน้าเคาน์เตอร์ผมมองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แปลก...ตึกนี้ผมขอเล่าก่อนนะครับจะได้บอกรายละเอียดของตึกให้ฟัง ตึกนี้อยู่กลางใจเมืองแถวๆทางไปสวนสาธารณะที่มีที่ออกกำลังกายและมีตลาดขนาดใหญ่ เป็นตึกสูงยี่สิบกว่าชั้นภายนอกดูใหม่แต่ภายในดูเก่าและทรุดโทรม ลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ต้องอ้อมไปด้านหลังตึกและเดินเลาะมาด้านหน้าเพื่อเข้ามาทางหน้าตึก ยามที่เฝ้าไม่ได้ให้ผมแลกบัตรยืนทื่อสวมแว่นดำเหมือนกำลังหลับยาม

            ด้านหน้าตึกติดถนนใหญ่แห่งหนึ่งที่มีสะพานลอยรถผ่านอยู่ด้านบนถนน ปกติแล้วผมจะต้องแลกบัตรประจำตัวประชาชน หรือไม่ก็บัตรที่หน่วยงานทางราชการเป็นคนออกให้ แต่ไม่มีพนักงานผมเลยเดินไปหายามแก่ๆที่ยืนหลบอยู่ตรงลิฟต์แกคงเป็นคนเฝ้าลิฟต์อันนี้ผมคิดเอาเองนะ

            “ลุงๆ”

รปภ.แต่งตัวดูโบราณเก่าๆชี้นิ้วมือมาทางตัวเองเหมือว่าผมไปเห็นแกด้วยเหรอ

            “ลุงนั่นแหละ” ผมเดินไปใกล้ๆแก

            “เห็นลุงด้วยเหรอ” ผมนี้ร้องอ้าวเลย จะไม่เห็นได้ไงยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้

            “เห็นสิครับลุง ทำไมผมจะไม่เห็นลุง”

            “เปล่าครับ ก็ผมยืนตรงมุมลิฟต์ ไฟมันดับ แสงมันมองไม่ถนัดนี่ครับคุณ” เสียงของลุงกล่าวเรียบๆ

            “แล้วนี่จะไปชั้นไหนหรอครับ” ลุงรปภ.เอ่ยถามผม

            “ไปชั้นสิบหกครับลุง”

คุณลุงรปภ.ตาโต เขาจะพูดอะไรก็ไม่พูด ผมสังเกตแววตาของแก สีหน้าของแกดูแปลกๆ

            “มีอะไรหรือเปล่าลุง หากมีอะไรบอกผมได้นะ” ผมใจเริ่มกล้าๆกลัวๆนอกจากหน้าตาของลุงที่หน้ากลัวแล้วผมก็กลัวไอ้ตึกบ้าๆนี่ด้วย

ผมสังเกตได้ว่าบริเวณที่ผมคุยกับลุงยามไม่มีใครเลยทั้งคนทั่วไป หรือพนักงาน

            “ตึกนี้มันดูแปลกๆนะลุง” ผมเอ่ยถามแกมสงสัย

            “ตึกมันก็แบบนี้แหละ เขาย้ายออกไปกันจนจะหมดแล้วคุณ”

            “ย้าย” ผมตกใจกับคำว่าย้ายไปจนหมดแล้วของลุง

            “ย้ายไปไหนหละลุง” ด้วยความอยากรู้ผมจึงถามลุงไปด้วยความสงสัย

            “เออ มันก็ไม่มีอะไรหรอกคุณ” คุณลุงรปภ.แกดูเหมือนจะปกปิดอะไรบางอย่าง แกดูท่าทางอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ

            “รีบขึ้นไปซิคุณ จะได้ส่งเอกสารเร็วๆ”

            “ครับๆลุง” ผมได้แต่กดลิฟต์พอหันมาอีกครั้งก็ไม่ปรากฏร่างของลุงคนนั้นอีกแล้ว ขนลุกโดยไม่ต้องบอกกันเลยทีเดียว

            ภายในลิฟต์ดูเงียบ ลิฟต์ที่ผมขึ้นดูแปลกแหวกแนวต่างไปจากลิฟต์ที่ผมเคยเห็นจากตึกอื่นๆ มันคล้ายๆลิฟต์ตามโรงพยาบาลมากกว่าที่จะเป็นลิฟต์ทั่วไปตามตึก

            ลิฟต์ค่อยๆเคลื่อนผ่านมาถึงชั้นเจ็ดอย่างช้าๆบรรยากาศภายในดูวังเวงเงียบๆมันค่อยๆเคลื่อนไปตามชั้นต่างๆอย่างช้าๆ ผมมีความรู้สึกว่าอากาศภายในมันดูอึดอัดอย่างไงชอบกล ความหนาวเย็นจับจิตขับเคลื่อนผ่านเข้ามาทุกอณูรูขุมขนตั้งแต่หน้าแข้งลุกชันไล่ตามระดับขึ้นมาจนถึงหนังหัว ลมจากไหนพัดเข้ามาผ่านวูบหน้าของผมไป กลิ่นสาปสางลอยมาแตะจมูกจนผมที่ยืนอยู่หน้าแผงกดลิฟต์ต้องเอาลือมาอุดจมูก กลิ่นคราวเลือดแตะจมูกผม ผมรู้สึกเจ็บหัวอย่างรุนแรงเข่าอ่อนแทบทรุด เจ็บจี้ดที่หน้าอกหายใจไม่ทั่วท้อง พยายามยืนตัวตรงมองดูเลขหน้าปัดด้านหน้าว่าลิฟต์เคลื่อนไปถึงชั้นไหนแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งอยู่ในนี้นานเท่าใดเวลากลับเดินช้าซะเหลือเกิน ผมพยายามกดชั้นสิบหกที่แป้นหลายต่อหลายครั้งแต่ดูเหมือนว่าลิฟต์มาหยุดที่ชั้นแปด ใจผมเต้นรัวๆเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ผมมองออกไปสาดสายตาไปทางวาไม่พบ ไปทางซ้ายแทบช็อก

            “เฮ้ย” ผมร้องสุดเสียงด้วยความกลัวสุดขีด พี่ผู้ชายกับพี่ผู้หญิงสองคนโผล่หน้ามาทำให้ผมตกใจเป็นอย่างมาก

            “คนจ่ะคนไม่ใช่ผี” พี่ผู้หญิงเอ่ยยิ้มๆ

            “ตกใจน่ะสิพี่ คิดว่าโดนซะแล้ว” ผมร้องบอกไปในใจยังกล้าๆกลัวๆ

            “จะไปชั้นไหนละน้อง” พี่ผู้ชายมองหน้าผม

            “สิบหกครับ” ผมตอบ สองสามีภรรยาเขามองหน้ากันทำหน้าแบบกลัวๆ

            “มีอะไรหรือเปล่าครับพี่” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย

            “เปล่าหรอกจ้ะน้อง เอ่อถึงชั้นพี่พอดี” ถึงชั้นสิบพอดีสองสามีภรรยาเดินออกไปจากลิฟต์ ด้วยความสงสัยผมจะถามแต่ก็ไม่ทัน โผล่หน้าออกไปสองสามีภรรยาเดินหายไปแล้ว หายไปไหน? ไวมาก ไวเกินคน เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ผมถอยกลับมาหยุดอยู่ในลิฟต์ต่อ ไม่กล้าออกไปได้แต่ภาวนาให้ถึงชั้นสิบหกไวๆ

            “ทำไมหนอ มันช่างขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ผมใช้เวลานานมากที่อยู่ในลิฟต์ชั้นสิบสามก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง ลิฟต์เคลื่อนมาหยุดใจผมเต้นรัวๆกลัวว่าจะเจอสิ่งที่มองไม่เห็น” และแล้วสิ่งที่ผมคิดก็เกิด ลิฟต์เจ้ากรรมดันเปิดออก ปรากฏตอนแรกผมคิดว่าจะเจอผีหรือไม่ก็มีคนแต่มีผู้หญิงผมยาวปรกหน้า ชุดยาวมอซอ เดินมายืนอยู่อีกฝั่งของผมลองนึกภาพตามนะครับว่า ผมยืนตรงแป้นกดด้านขวา ผู้หญิงคนที่เข้ามาใหม่ยืนตรงด้านซ้ายผมสังเกตเธอ เธอไม่พูดอะไรแตกต่างจากสองสามีภรรยาที่ผมเจอ ผมเลยชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าไอ้ที่ผมเจอคนหรือผีกันแน่

            “ไม่ทราบว่าจะไปชั้นไหนครับ” ผมเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าลิฟต์เคลื่อนผ่าน เธอเงยหน้ามาทำเอาขนแขนของผมลุกชัน หนังหัวตั้งเด่ชี้ฟูเหมือนไปร้านซาลอนมา ผู้หญิงคนนั้นเลือดทะลักออกมาจากริมฝีปาก ใบหน้าขาว ดวงตาขาวสนิทไม่เห็นตาดำ ตาของหล่อนโตราวกับตกใจเมื่อมองมาทางผม นี้ผมเจอดีเข้าให้แล้วหรือ  ผมกลัว  กลัวจนพูดอะไรไม่ถูก  หากใครได้ไปยืนอยู่จุดๆนั้นจะรู้ว่าเป็นอย่างไร ผมก็ตกใจฉี่ผมราดเลอะกางเกงไปหมด ผมแหกปากลั่นทำอะไรไม่ถูกแล้ว พ่อแก้วแม่แก้วจ๋าช่วยลูกด้วยเถอะ ผมภาวนายกมือปิดหน้าปิดตาจนสลบไป

            ผมตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่ามีผู้หญิงคนนึงปฐมพยาบาลผมอยู่ ผมรู้สึกเจ็บหัว ปวดเมื่อยตามตัวไปหมด ตาพร่าเมื่อมองกระทบหลอดนีออนทำให้กระพริบถี่ไปมา ผมค่อยพยุงลุกมานั่งมองรอบเป็นห้องสำนึกงานแห่งหนึ่ง เห็นพนักงานนั่งทำงานกันอยู่ใจผมยังกล้าๆกลัวๆใช่คนหรือเปล่า คนเป็นๆหรือเปล่า?

ผมสับสนไปหมดแล้ว

            “ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง คนไม่ใช่ผี” เสียงลุ้น

            “โห่พี่ ผมพึ่งเจอมาน่ากลัวโคตรๆ” ผมเสียงสั่น พี่ผู้หญิงแอบหัวเราะเบาๆ

            “ไหนเล่าให้พี่ฟังซิว่าเกิดอะไรขึ้น”

ผมเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ภายในลิฟต์ตั้งแต่เจอลุงยามที่หน้าตาน่ากลัว เจอสองสามีภรรยาที่เดินหายออกไปอย่างรวดเร็ว เจอผีผู้หญิงสาวที่มาหลอกหลอนผมในลิฟต์ ทุกเหตุการณ์ทำให้ผมกลัวสุดๆจนเยี่ยวราดลดกางเกงอับอายทั้งชาติก็คราวนี้ พอผมเล่าจบพี่ผู้หญิงและพนักงานอีกสองสามคนก็มาห้อมล้อมผมโดยรอบพูดไปขนก็ลุกไป ด้วยอาการกลัวกับเหตุการณ์สยองขวัญที่พึ่งผ่านมาจนพี่ผู้หญิงคนนั้นตบบ่าผมเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

            “ใครเขาก็เจอกันทั้งนั้นแหละน้อง” พี่ผู้หญิงเป็นคนบอก

            “โห่ผมนี่จำติดตาเลยนะครับ หน้าขาว ปากแดง มีเลือดไหลออกมา ดวงตาขาวโพลนไม่เห็นตาดำ ใส่เสื้อสีขาวมอๆซอๆ”

            “น้องจำรูปร่างหน้าตาได้มั้ย”

            “ใช่คนนี้หรือเปล่า” พี่ผู้หญิงอีกคนควักรูปให้ผมดู เมื่อส่งมาให้ผมผมตกใจสุดขีด ใช่ๆ  ใช่คนเดียวกับที่ผมเจอแน่ๆ ผมแทบเข่าทรุดล้มไปนั่งที่พื้นเลยก็ว่าได้ ผมมาทราบภายหลังว่าตึกนี้เป็นตึกที่กำลังจะถูกขายแต่ดันเกิดเรื่องการเผาตึก สองสามีภรรยาท่าเป็นเจ้าของเกิดโดนฆ่าตาย ฆ่าเอาประกันกันในเครือญาติ ทำให้วิญญาณของทั้งสองยังวนเวียนดูแลตึกนี้อยู่ ส่วนผีผู้หญิงคนนั้นเธอเกิดปัญหากับแฟนหนุ่มที่มาพัวพันวันนั้นเป็นวันที่เลิกงานดึก พี่ผู้หญิงคนนั้นทะเลาะกับแฟนด้วยความหึงหวงจึงทำให้ผู้ชายพลั้งมือฆ่าเธอตายตรงชั้นสิบสามกว่าจะเจอศพก็ตอนเช้าของวันจันทร์แล้ว พูดไปพูดมาทำเอา

ขนแขนสแตนอัพขึ้นมาทันทีทันใด

            “พี่ผมกลัว ผมไม่กล้าลงลิฟต์อีกแล้ว” ผมบอกพี่ๆทุกคนในห้องนั้นด้วยความหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านเข้ามา

            “ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง เดี๋ยวพี่ๆก็จะลงไปทานข้าวกันแล้ว ยังไงก็ลงไปพร้อมๆกัน”

            “ที่นี่เขาไม่มีใครลงไปคนเดียวหรอก ลงไปคนเดียวเจอดีทุกราย”

คำว่าเจอดีทุกรายทำเอาขนแขนลุกชันขึ้นมาอีกครั้ง สาธุ สาธุ ขอให้อย่าเจอผีอีกเลย ครั้งนี้ครั้งเดียวผมสาบานว่าต่อไปจะไม่มาเก็บเช็คที่ตึกนี้อีกแล้ว

…………………………………………………………………………………………………………………

            ผู้คนในตึกเริ่มหนาแน่นกว่าตอนเช้า อาจจะเป็นเพราะว่าตึกนี้มักมีบริษัทที่มาเช่าเป็นชาวต่างประเทศเวลาทำงานก็เก้าโมงสิบโมง บางบริษัทก็มาเที่ยง

            หญิงสาวสองสามคนที่เดนิออกมาจากลิฟต์ด้วยกันต่างก็มองหาใครบางคนอยู่

            “ยัยขวัญ ทำไมลงมาช้านักนะ” ใครคนหนึ่งในกลุ่มบ่นพึมพำ

            “ไอ้นนท์กับยัยหมอนด้วยอีกคน” ผู้หญิงที่ดูเป็นหัวหน้าเอ่ยเสียงดุดุเมื่อไม่ปรากฏร่างของสามคนที่เอ่ยถึง

            “นัน นัน ไอ้หนุ่มนั่นมันไปยัง” นันยิ้มๆ

            “ไปแล้วค่ะ หลังจากออกมาจากลิฟต์ก็เผ่นแนบไปเลย” นันและเพื่อนสาวอีกสองคนต่างหัวเราะรวมไปถึงสายใจ ผู้เป็นหัวหน้าของทุกคน

            “ดีมาก จะได้ไม่ต้องมาตามเก็บเช็คอีก เบื่อจะตายตามเก็บหนี้ทาวงหนี้ได้ทุกวัน” สายใจร้องบ่น เห็นสายขวัญวิ่งเยาะๆมาตามทางเดิน หน้าตาขาวซีดปากแดงผมรุงรัง

            “ช้าจริงๆมัวทำอะไรอยู่” สายใจบ่นๆ

            “แหมพี่สายใจ กว่าขวัญจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาได้ก็นานพอควรนะค่ะ” สายขวัญกล่าวเรียบๆ

            “เป็นไงบ้างคะพี่สายใจ ผลงานหลอกผีของขวัญได้ผลดีมั้ยคะพี่”

สายใจตบบ่าสายขวัญหัวเราะชอบใจที่พนักงานทุกคนร่วมมือกันหลอกผีสำเร็จ และนี่ก็ไม่ใช่รายแรกแต่มีอีกหลายต่อหลายรายที่เจอ

            “พี่นะอดขำไม่ได้จริง ไอ้หมอนั่นนะฉี่ราดกางเกงเหม็นไปหมด”

            “แค่ขวัญทำเลือดทะลักนายนั่นก็เป็นลมล้มพับลงไป ตอนแรกคิดว่าจะหัวใจวายไปแล้วซะอีก”

            “ไอ้นนท์กับหมอนไปไหนนะ”

            “เห็นว่าลงมาก่อนขวัญอีกนะคะพี่ นี่ขวัญก็ไม่เห็นเหมือนกัน” สายขวัญมองรอบๆ

            “ไม่เป็นไร พวกเราไปฉลองกันดีกว่าจ้า หลอกผีคนทวงหนี้สำเร็จ” ห้าสาวมองกันและกันต่างก็หัวเราะชอบใจ

            แผนการหลอกผีบรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายทำเอาหลายๆคนไม่กล้ามาทวงหนี้บริษัทนี้อีกเลย บางรายจับไข้หัวโกร๋นไปสามวันสี่วันกันเลย แต่เรื่องไม่จบเท่านี้น่ะสิ

            “ใครเป็นอะไรละนั่น” ไทยมุงดูเหตุการณ์ รถปฐมพยาบาลขับมาจอดอยู่ด้านหน้าตึกไทยมุงหลายต่อหลายคนมองดูเหตุการณ์อยู่

            “ไปดูกันว่าเกิดอะไร” สายใจเดินฉับๆนำหน้าลูกน้องไป

            “หน้าสงสารจริงๆเลยนะ โดนรถเก๋งเหยียบสมองไหลเลย ยังหนุ่มแท้ๆ” ไทยมุงคนหนึ่งบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกของสายใจเดินเข้าไปพอดี

            “รถนะเขาขับมาแต่ดันไปแซงอีท่าไหนไม่รู้ เลยกวาดมอเตอร์ไซค์ของไอ้หนุ่มนั่นไปอยู่ใต้ท้องรถ น่ากลัวมาก เห็นเขาบอกตายคาที่เชียว”

            “คนขับล่ะ คนขับหนีหรือเปล่า” ใครคนนั้นเอ่ยถามยายคนที่เล่าส่ายหัว

            “ไม่หนี ตกใจไม่กล้าลงมาจากรถ นี่เกลี้ยกล่อมมาชั่วโมงกว่าแล้วนะ”

“ตายมานานหรือยัง” 

“เมื่อตอนสายๆนี่เอง”

            “น่าสงสารพ่อหนุ่มคนนั้นเนอะ”

สายใจและลูกน้องเดินไปดูใกล้ๆ ศพของผู้ตายยังคงนอนอยู่ใต้ท้องรถ ตำรวจและกู้ภัยมาตรวจสองและบันทึกภาพเหตุการณ์และสอบปากคำคนที่เห็นรวมทั้งการเคลื่อนย้ายศพ

            เสียงกรีดร้องของห้าสาวที่มาดูศพของคนตายดังสนั่นทั่วทิศสายใจล้มทั้งยืน เมื่อศพที่พบเป็นคนคนเดียวที่มาเก็บเช็คเมื่อซักครู่ที่ผ่านมา

            และที่พวกเธอเห็นหนุ่มคนที่มาเก็บเช็คนั้น  ผี!!!   คนหลอกผี   ผีหลอกคน  !!!!!!!!!!!!

            และในหลายๆครั้งที่ชั้นสิบหกจะได้ยินเสียงของแมสเซ็นเจอร์หนุ่ม ขึ้นไปด้านบนพร้อมกับเสียงเรียกว่า “เก็บเช็คครับเก็บเช็ค”

จบ 22.30 น.

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 24 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น