เดนสังคม

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 45 Views

  • 1 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    3

    Overall
    45

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

รอดนี้เองได้ตกเป็นเหยื่อของ "คำพิพากษา" จากสังคม ที่ได้ทำร้ายเขาเสียจนเสมือนว่าเขานั้นได้ตายทั้งเป็น เขาตกเป็นเหยื่อของความเชื่อ และคำตัดสินของสังคมที่พิจารณาคดีแล้วว่า ผิด


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

         ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายผู้อ่านแต่อย่างใด เป็นการเขียนซึ่งอยู่กรอบวิจารณญาณของผู้เขียน และอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ ที่อยากจะให้ทุกคนทั่วไปตระหนักได้ว่า มนุษย์มีทั้งรักโลภ โกรธ และความใคร่ในตัวทุกคน หากผู้อ่านใช้วิจารณญาณเพียงพอแล้ว ขอให้จงเข้าใจในเจตนาที่จะย้ำเตือนถึง ภัยร้ายใน   เดนสังคม



 

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 14 พ.ย. 61 / 17:46

บันทึกเป็น Favorite


เรื่อง                  เดนสังคม

บทประพันธ์      ฐิติมาศ

……………………………………………………………………………………………….......

            ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายผู้อ่านแต่อย่างใด เป็นการเขียนซึ่งอยู่กรอบวิจารณญาณของผู้เขียน และอยู่ก้นบึ้งของจิตใจ ที่อยากจะให้ทุกคนทั่วไปตระหนักได้ว่า มนุษย์มีทั้งรักโลภ โกรธ และความใคร่ในตัวทุกคน หากผู้อ่านใช้วิจารณญาณเพียงพอแล้ว ขอให้จงเข้าใจในเจตนาที่จะย้ำเตือนถึง ภัยร้ายใน เดนสังคม

 

            ท่ามกลางสังคมที่มีภัยร้ายมากมาย ตามหน้าหนังสือพิมพ์และอินเตอร์เน็ต สังคมสมัยใหม่ที่มีค่านิยมความโก้หรู และฉาบฉวย สังคมที่ต้องเร่ง ต้องแข่งขันและต้องแก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น สังคมจอมปลอม ทำให้สังคมสมัยนี้เป็นเสมือน สังคมขี้อิจฉา มีมนุษย์หลากหลายจำเภท ถูกตราตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง หรืออะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย สังคมเริ่มอยู่ยากขึ้น เมื่อมีพวก เหลือบไรสังคมแฝงตัวเข้ามาเกาะกุมในสังคมเมืองใหญ่  มีอาชีพแปลกๆและพิศดานอีกมากมายเกิดขึ้นในช่วง ปี2000 มนุษย์ ฝักใฝ่ ตัณหา ราคะ และเงินตรา  ยกคนรวยเป็นพระเจ้า ยกยศ ตำแหน่งที่ตราตั้งเป็นเสมือนใบเบิกทาง  ทำให้ก่อเกิดสังคมสองฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างกัน พวกต่อต้านและพวกเห็นดีเห็นงาม ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดความแตกแยกในสังคม แบ่งชนชั้นและฐานะ จนเกิดมนุษย์จำพวกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพราะปัญหาข้างต้นที่กล่าวไป จนนำมาซึ่งคำพูดที่ต่อว่าคนเหล่านั้นว่า  เดนสังคม

            “ภัยจากการข่มขืน และคุกคามทางเพศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความรุนแรงและต่อเนื่องมากขึ้น ข่าวใหญ่ที่โด่งดังจนชาวบ้านชาวช่องต่างออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนจริงอย่างโลกอินเตอร์เน็ต วิจารณ์การกระทำของ คนที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงแล้วฆ่าตาย สังคมตราหน้าคนเหล่านั้นอย่างหนักหนา มีทั้งคำพิพากษาจากสังคม และคำพิพากษาจากศาลชั้นสูง แต่หนึ่งในนั้นทำให้เรารู้ว่า สังคมไม่มีที่ยืนให้บุคคลเหล่านั้นแน่นอน”

            ฉันจบการเขียนหัวข้อการทำวิจัยเรื่อง ภัยคุกคามทางเพศของสตรี ลงเมื่อเห็นว่าสมองเริ่มมีอาการปวดขึ้นมา ฉันจ้องจอคอมพิวเตอร์มานานร่วมหลายชั่วโมงแล้ว ไม่มีที่ท่าว่าจะเขียนเรื่องราวเหล่านั้นที่ฉันได้ลงพื้นที่ไปเสาะหาข้อมูลจะจบลง มันเหมือนนิยายเล่มหนึ่ง นิยายเล่มนั้นเล่าเรื่องราวของกระทำอันแสนโหดร้ายและสังคมคงไม่ยอมให้เขา กลับมาเป็นคนในสังคมได้อีก เขาอาจจะถูกตราหน้าไปชั่วชีวิต ฉันหยิบยาพาราสองเม็ดในกระปุกขาวใบเล็กที่บรรจุยาพาราเซตามอนเอาไว้ ฉันขาดมันไม่ได้เลยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ฉันใช้มันเป็นเพื่อนแก้ปวดหัว อาการปวดหัวของฉันกำเริบมากขึ้นๆและมันทวีความรุนแรงเรื่อยๆไม่รู้เกิดจากสาเหตุใดเป็นหลัก บางที ฉันอาจจะเครียด

            “คุณตำรวจมีความคิดเห็นอย่างไร หากว่านาย....คนนั้นออกมาจากคุก” ฉันเอ่ยถามนายตำรวจที่อยู่ตรงหน้า เรา หมายถึงฉันกับเขา อยู่ร่วมกันในสถานที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

“ผมไม่มีความคิดอะไรใดๆ ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วผมก็ไม่รู้ว่า คนในสังคมเขาจะรับได้หรือไม่กับ เดนมนุษย์คนนั้น”  ฉันวางปากกาลง เมื่อตำรวจนายนั้นไม่แสดงท่าทีจะตอบคำถามของฉันเลยแม้แต่น้อย

นั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ตำรวจไม่กล้าแสดงความเห็นอย่างคดีอื่นๆ เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีที่น่ากลัว และคนทั่วไปอาจไม่ยอมรับมัน รวมถึงฉันด้วย

“เลว เลว ไอ้ชาตินรก” เสียงด่ากระเซนไปทั่วบริเวณจุดเกิดเหตุ หญิงสาวที่นอนเปลือยเปล่านั้นเป็นจุดที่ทำให้คนที่มามุงดูอดสังเวชและเวทนาไม่ได้ ลมหายใจของเธอขาดไปตั้งแต่เมื่อมือของชายหนุ่มคนนั้นบีบรัดแน่นที่ลำคอ จนเป็นรอยแดงทั่วบริเวณ เธอสิ้นใจหลังถูกทำอนาจาร ข่มขืน

..........................................................................................................................................................................

“รอด รอด” ฉันส่งเสียงเรียกเขาในขณะที่เดินทางมาที่ทัณฑสถาน เรือนจำกลางบางขวาง ฉันขอมาเยี่ยมเขาผู้ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีสะเทือนขวัญ

“ฉันอยากคุยกับเธอรอด”  ฉันส่งเสียงตามสายโทรศัพท์ที่อยู่ตรงหน้าเข้าไปหาชายหนุ่ม ใบหน้าของเขาซูบและดำคล้ำเหมือนคนโดนของ ริมฝีปากของเขาแตกระแหงแห้งกรังลอกเป็นแผ่น ดวงตาโป๋ลึก ขอบตาคล้ำคล้ายคนไม่ได้นอนมาหลายวัน ฟันสีเหลืองทองสะท้อนวับ

“ผมไม่มีอะไรจะพูด” เสียงแหบพร่าพูดมาตามสาย

“ฉันไม่ได้มาถามเรื่องนั้น ฉันมาให้กำลังใจเธอนะรอด” นั้นเป็นเรื่องจริงที่ฉันพยายามให้กำลังใจเขาผู้ซึ่งก่อเหตุร้ายมาไม่นาน สังคมจับตามองเรื่องนี้ถึงการพิจารณาคดีสะเทือนใจว่า ศาลจะลงทัณฑ์คนโฉดเช่นไร

“ผมขอโทษ ผมขอโทษ” เสียงของเขาพูดมาหลังจากเงียบไปนาน เขาร้องไห้ น้ำตาหล่น เป็นเวลานานเท่าใดฉันไม่รู้ ฉันเห็นแววตาของเขาแดง น้ำหูน้ำตาไหล่เอ่อ มันมาจากจิตใต้สำนึกของเขา  ฉันได้ยินเขาพูดแต่คำว่าขอโทษขอโทษ และขอโทษเพียงเท่านั้น หมดเวลา สิบห้านาทีการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหา ฉันเห็นแววตาของเขาสำนึกผิด ผิด และบาปมหันต์

ฉันไม่สบายใจเลยหลังจากเยี่ยมนายบุญรอด ผู้ต้องหาคดีร้ายแรงคนนั้น ฉันเก็บเรื่องราวของเขามานอนคิด รอดไม่น่าเป็นคนแบบนั้น สังคมรังแกเขา รังแกคนอ่อนแอแบบเขา เขาซึ่งโดนสังคมกลั่นแกล้ง      

 

ย้อนกลับไป เมื่อหลายปีก่อน พื้นที่เกิดเหตุ จังหวัดหนึ่งในแถบภาคอีสาน อำเภอทุรกันดารแห่งหนึ่ง

นายรอด เป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ของเขาทอดทิ้งให้เขาต้องอยู่กับย่าที่ตาบอดข้างหนึ่ง ย่าจันทร์ เป็นคนเลี้ยงดูชายหนุ่มที่แม่ทิ้งไปทำงานเมืองกรุงแล้วไม่หวนกลับมา รอดหรือ เด็กชายบุญรอด เติบโตมาในครอบครัวไม่พร้อม พื้นฐานฐานะยากจน เขาไม่ได้เรียนหนังสือหลังจบแค่ประถมศึกษาชั้นที่หกเท่านั้น ด้วยความเป็นคนหุ่นสูงใหญ่ผิวพรรณดี หน้าตาหล่อเหลา ออกไปทางพระเอกได้ เขาจึงเป็นที่หมายปองของคนทั่วไป ย่าจันทร์หมู่นี่ไม่ค่อยสบาย ร่างกายซูบผอมเหมือนเป็นโรคร้าย ชาวบ้านต่างเวทนาสองย่าหลาน รอดเป็นคนเงียบขรึม เขาไม่มีเพื่อนสนิทมากนัก เขาเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก พ่อแม่ก็ไม่มี ย่าก็มาป่วย

“กลับมาแล้วหรอ”

เสียงของย่าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นแสงสลัวที่ชายหนุ่มจุดตะเกียงไขโบราณ ย่ามองไม่ชัดแล้วหลังจากหมอตรวจตา ว่าย่าเป็นต้อหินเมื่อสองปีก่อน เขาไม่มีปัญญาพาย่าไปรักษาในเมือง เพราะค่ายา ค่ารถ ค่าเดินทางคงมากอยู่ ทำได้แค่ซื้อยาหยอดตาและรักษาตามมีตามเกิดเท่านั้น ย่าจันทร์มองใบหน้าของหลานชาย แล้วคิดไปถึงบุตรชายที่ไม่รู้ว่าป่านนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ บุญรอด ไม่เคยถามถึงพ่อและแม่เลย เขาไม่มีความผูกพันใดๆที่จะเรียกคนสองคนนั้นว่า พ่อ และ แม่ เกิดมาเขาถูกเพื่อนล้อเสมอว่า  

 “ไอ้รอด รอดเป็นลูกหมา เกิดมาจากรูหมา” 

เขาไม่รู้หรอกว่าปมเหล่านั้นมันแฝงกายอยู่ในจิตใจของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่แสดงอาการใดๆเมื่อถูกล้อ เพราะเขาไม่สุงสิงกับใครหรือสนิทกับใครเป็นพิเศษ

“ฉันเอาข้าวมาให้ย่ากิน” เขาวางกับข้าวที่ได้มาจากตลาด จัดแจงเตรียมจานชาม น้ำ มาให้ย่าที่รอการกลับมาของเขา

“ย่าอิ่มแล้ว ย่าไม่หิว” ย่าพยายามมองหลานชาย แต่ตาเลื่อนลอยเพราะมองไม่ถนัดนัก

“ไม่หิวได้อย่างไง เมื่อเที่ยงก็ไม่กิน ตอนเย็นจะไม่กินอีกเหรอ” เขาบ่นมือยังจัดเตรียมอาหารลงจานสองใบ

“ไม่หิว กินไม่ลง” เสียงเบาลง

“ไม่ลงได้ยังไง  ย่ากินเสียหน่อยเถิดนะ” เขาวางจานกับข้าวเอาไว้ที่หน้าย่า

“ไอ้รอดเอ๊ย  ย่าไม่รู้จะอยู่ได้นานเท่าใด” ย่าบอก เขามองหน้า

“พูดอะไรของย่า” เสียงโมโหของชายหนุ่มทำให้ย่าพยายามเอามือป้ายไปในอากาศเพื่อนจะ จับหน้าเขา

“ย่าอยากเห็นหน้าเอ็ง ตาของย่ามันฝ้าฟางไปมาก มองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเสียเท่าใด ปีนี้เอ็ง สิบแปดแล้ว ย่าไม่รู้ว่าจะอยู่เห็นเอ็งบวชหรือเปล่า ไม่รู้จะมีบุญเกาะผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์หรือเปล่า”

“พูดจาอะไรของย่า กินข้าวเถิด อย่าดื้อนัก” เขาดุเป็นผู้ปกครองย่าเสียเอง

ไม่มีเสียงอะไรต่อจากนั้นหลังจากย่ายอมทานข้าวแม้จะน้อยแต่เขาก็รู้สึกดี เขาไม่เคยแสดงออกถึงความรักต่อย่ามากนัก อาจเป็นเพราะเขาขี้อาย และนั้นอาจจะเป็นคำพูดที่เขาได้พูดคุยกับย่าจันทร์ ย่าที่เป็นเสมือนพ่อและแม่ให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย เพราะอีกไม่นาน ลมหายใจของหญิงชราอายุเจ็ดสิบกว่าได้ ริบหรี่ลงคล้ายๆกับไฟจากตะเกียงไขที่ค่อยๆดับลงไป

                ชีวิตของรอดกลับมาอ้างว้างเดียวดาย อันที่จริงแล้วมันช่างเศร้ามากกว่า บุญรอด ไอ้รอด หรือ จะเรียกอะไรก็ได้ มีร่างกายเสมือนไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เดินเก้งก้างเหมือนคนไม่มีแรง หมดสภาพลงไป ใครทั่วไปเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขา แล้วได้แต่เวทนา โลกนี้มันน่าอยู่น้อยนิดเท่านั้น มันไม่น่าอภิรมย์ยินดีให้เขาเกิดมาตั้งแต่ต้น เขาเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างเดียวดายและไร้ญาติขาดมิตร

“ยายจันทร์ มันเป็นปอบ ดูร่างนั้นซี่ผอมแห้งอย่างกับอะไร วันๆไม่กินอะไร สงสัยตอนกลางคืนแอบไปย่องลักกินเป็ดห่าง ไก่วัว ละซี่ หมู่นี้หมู่บ้านเราเป็ดห่างไก่วัว หมูหมา หายไปบ้อยบ่อยนะพี่” เสียงหญิงชาวบ้านที่ใช้เสียงแหลมดัดจริตเอ่ยนามของคนที่เพิ่งตายไป ชาวบ้านพากันกล่าวถึงการหายไปของสัตว์ที่เลี้ยง และตายแบบน่ากลัว ทั้งไส้ทะลัก  ตับไตออกมากอง มีหมอผีเคยบอกว่า มีคนในหมู่บ้านเป็นผีปอบ ทำให้หลายคนเชื่อว่า ยายจันทร์ เป็นปอบ ไม่มีคนอยากร่วมหาสมาคมกับบ้านปอบ ไม่มีคนสนใจใยดี แม้กระทั่งตอนยายจันทร์ตาย ย่าจันทร์ของบุญรอด ตายอย่างอนาถา ไม่มีโรงศพ  ฉันเดินทางกลับมางานบุญพอดี ฉันเห็นว่า รอด ชายหนุ่มที่ผอมซูบกว่าแต่ก่อน ร้องไห้ข้างศพ รอดไม่มีเงินจะซื้อโรงศพ  โธ่ ไม่มีคนในหมู่บ้านซักคนเดียวที่จะยื่นมือไปช่วยเขา น้ำใจคนไทยหายไปไหนหมด เงินรวมขันที่บ้านฉัน แม่และฉันเอาไปมอบและร่วมทำพิธีงานศพของย่าจันทร์ งานศพไร้คนมาร่วมงาน ญาติของผู้ตายไม่มี มีก็แต่ชายหนุ่มที่ร้องไห้อยู่หน้าโรงศพ

                ข่าวการตายขอยายจันทร์ของคนในหมู่บ้านซาลงไปพร้อมกับร่างที่ถูกเผาบนเชิงตะกอนแบบโบราณ วันนั้นฉันจำได้ว่ามีทางบ้านฉันมาร่วมงานและผู้ใหญ่บ้าน มีไม่ถึงสิบคน ร่างของย่าจันทร์ของรอด เผาจนไม่เหลือร่างกายเดิม ฉันรู้ว่าย่าคงกำลังห่วงชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าฉันเป็นแน่ แล้วชีวิตต่อจากนี้เป็นต้นไป รอดจะเป็นอย่างไร

 

                ฉันเดินทางกลับมากรุงเทพอีกครั้งหลังจากนั้นก็ไม่ได้พบบุญรอดอีก นานเกือบปีเห็นจะได้ อันที่จริง ฉันกับบุญรอด เป็นเพื่อนเมื่อสมัยเรียนชั้นประถมมาด้วยกัน แต่ไม่สนิทเท่าใดนัก เพราะเขาเป็นคนเงียบ และเก็บอาการต่างๆ บ้านของเขาอยู่ห่างกับบ้านของฉันไปไม่มาก รอดเป็นผู้ชายเงียบ และนิสัยดี ให้ทำอะไรก็ทำ หลายครั้งที่เขาไม่มีเงินกินข้าว ฉันนี้แหระช่วยเหลือเขา ให้ข้าวกิน รอดเป็นคนขยัน แม้จะเรียนไม่เก่ง ด้วยความที่หัวอ่อนและอ่อนแอทำให้โดนรังแกมาตลอด  เรื่องที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง ล้อว่าเขาเกิดมาจากหมา พ่อแม่ไม่มี เกิดมามีหมาเป็นแม่   ต่างๆนานา ฉันไม่รู้หรอกว่า ปมในใจของเขามันเก็บกดมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายในอีกสิบปีต่อมาก็ได้

“ไอ้รอดมันเป็นโจร กู้เห็นมันชัดๆตอนปีนขึ้นบ้านป้าฉวี” นายเลิศพูดเมื่อมาร่วมวงสนทนากับชาวบ้าน แม่ของฉันที่เป็นครูอยู่ในนั้นด้วย

“มันติดยา ใครๆก็รู้ หน้าอย่างมันนะ เดนมนุษย์ชัดๆ” ผู้หญิงคนหนึ่งเสริมทัพ ว่าบุญรอด

“เอาเข้าตะรางเล้ย คนอย่างมัน อยู่ไปก็รกโลก ย่ามันตายไม่นานยังเป็นมารสังคม ขโมยของชาวบ้านได้”

“ใครเห็นนายรอดบ้างตอนที่เขาขึ้นบ้านป้าฉวี นายเลิศคนเดียวหรอ” แม่ของฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะไม่อยากคิดเลยว่านายรอดคนที่รู้จักจะเป็นคนแบบนั้นได้

“เลิศ เธอเห็นคนเดียวหรือ” ครูบุญเติมเอ่ยถาม เลิศตอบแบบตะกุกตะกัก ไม่แน่ใจ

“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับครู  มันมืดๆ มองไม่ถนัด แต่เห็นว่าเป็นผู้ชายสูงๆตัวใหญ่เหมือนมัน”เลิศบอก

“แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นเขา เห็นหน้าเขาถนัดแจ้งหรือไง” ครูถามเน้นอีกครั้ง  นายเลิศไม่กล้าตอบ เพราะไม่ฟันธงว่าเป็นรอด แต่เพราะไอ้รอดมันน่าสงสัยที่สุด ชาวบ้านต่างพลอยเชื่อไปด้วย ข่าวนั้นแม้ไม่มีมูลความจริงเลยก็ตามแต่จำเลยทางสังคมตกเป็นของรอดอีกตามเคย

ครูบุญเติม แม่ของฉันท่านไม่สบายใจนัก เห็นรอดมาตั้งแต่เด็ก เด็กคนนี้เป็นคนดี ไม่อยากชื่อเลยว่าโตมาจะเป็นคนเลวได้ ข่าวว่าบุญรอดไปเป็นโจร กับพวกต่างหมู่บ้าน จี้ปล้นดังเป็นระลอกๆเหมือนคลื่น  เขาหายไปจากหมู่บ้านนานเท่าใดจนคนจำไม่ได้ สังคมในหมู่บ้านไม่ต้อนรับเขาเท่าใดนัก ตั้งแต่นายเลิศใส่ความรอดว่าเป็นขโมย

ทั้งๆที่อีกไม่กี่เดือนตำรวจจับคนร้ายได้นั้นก็คือนายเลิศนั้นเอง แต่ข่าวไม่ดังเพราะนายเลิศมีพ่อเป็นผู้มีอิทธิพล ใช้อำนาจและยศตำแหน่งกลบข่าว

………………………………………………………………………………………………………………………

หญิงสาวคนหนึ่งเดินลงมาจากรถทัวร์ ที่แล่นมาจอดปากทางเข้าหมู่บ้าน เธอแต่งตัวในชุดรัดรูป ใบหน้าสวยหวาน อายุราวสามสิบปลายๆ  ผิวขาว หน้าอกเต่งตึง  โพล้เพล้แล้ว อาทิตย์กำลังลับอัสดงลงไป การเดินทางมาต่างจังหวัดในรอบสิบกว่าปีที่ไม่ได้กลับมาบ้านเลย ทำให้เธอกำลังมองดูการเปลี่ยนแปลงไปของถนนหนทางและสิ่งรอบกาย ต้องเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะรถมาจอดแค่ปากทางเข้า สองแถวที่เคยผ่านมาช่วยเวลาดังกล่าวหายไปหมด อาจจะเป็นเพราะช่วงหน้าหนาวก็เป็นได้ มันมืดเร็วกว่าปกติ สองทางเป็นป่า มีหญ้าขึ้นรก อีกกี่โลกว่าจะถึง หญิงสาวอดคิดถึงบ้านไม่ได้ อยากกลับไปหาคนที่รัก คนที่รอคอยเธอกลับมา มีของขวัญและข้าวของที่ขนกลับมาจากกรุงเทพ เธอไปขายแรงที่ต่างประเทศ และไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลย พอกลับมาต่างประเทศ ก็มาขายกายขายความเป็นสาวที่บาร์ ใช้เธอเป็นอดีตโสเภณี ที่ขายตัวแต่ไม่ขายจิตวิญญาณ ผ่านมือชายมาหลายร้อยคน แต่เธอก็ไม่เคยลืมลูกที่รักและคนที่รักอยู่ที่บ้าน เพราะความจนทำให้หญิงสาวต้องไปทำงานที่นั้น ขายเรือนร่างอันเป็นสมบัติที่พ่อแม่ให้มา ขายนาผืนน้อยที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด  วันนี้เป็นโอกาสดีที่เธอจะกลับมาหาเขา เขาอันเป็นที่รักในใจเสมอ

บนต้นไม้ใหญ่มีนกแสกหรือนกฮูกเกาะอยู่บนต้นไม้ มันส่งเสียงร้อง ดูน่ากลัวอีกไม่ไกลนัก เธอเห็นว่ามีเพิงพักมีแสงไฟส่องมาจากที่นั้น สร้างความสบายใจให้เธอไปเปรอะหนึ่งที่เห็นว่ายังไงแล้ว ยังมีคนอยู่ข้างทางเป็นเพื่อนให้เดินกลับบ้านสะดวก อีกไม่ไกลนักที่เธอจะเดินทางกลับบ้าน ของในมือมีทั้งขนมและข้าวของ เธออยากเห็นคนที่รอคอยการกลับมาของเธอ แม้จะห่างหายกันไปร่วมสิบกว่าปีก็ตาม มีสายตาของใครสองคนกำลังซุ่มมองดูเธออยู่ห่างๆในกกหญ้านั้น แววตามันกระหายอย่างสัตว์ป่า มันสองคนมองหน้ากันคงจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป

หญิงสาวเคราะห์ร้ายคนนั้นไม่อาจล่วงรู้ชะตากรรมที่เกิดขึ้นได้เลยว่า กำลังมีมัจจุราชมาคร่าชีวิตเธอไป มัจจุราชนั้น เธออาจจำไปชั่วชีวิตนี้  เมื่อมันย่างสามขุมออกมาจากกกหญ้าข้างทาง เธอเดินผ่านเพิ่งพักที่คิดว่าเป็นที่คนดีอยู่ เธออาจสบายใจโล่งใจ แต่เพิงพักที่มีแสงไฟส่องสาดมานั้น เป็นของพวกมัน พวกเดนสังคม

เสียงฝีเท้า ที่กำลังวิ่งมาตามทางที่มีต้นหญ้ารกขึ้นเต็มไปหมด  ฝีเท้านั้นวิ่งสุดชีวิตเหมือนกำลังหนีใครมา มือก็แหวกกอหญ้าที่ขึ้นสูงเพื่อเป็นหนทางหนี โดยไม่รู้ทิศทาง

ชายฉกรรจ์ สองคน วิ่งตามหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายไปอย่างกระชั้นชิด

ภาพหญิงสาววิ่งแล้วสะดุดล้มลง ชายสองคนเข้ามาล้อมหน้าหลัง คนหนึ่งดึงผมเธอขึ้นมากระชากผมกระเซิง ยังไม่เห็นหน้าว่าเป็นใคร หญิงสาวตบหน้าชายคนนั้นไปจนหน้าหัน มันหันหน้ามา ใบหน้าเหี้ยม ที่มุมปากมีเลือดซิบๆ มันบ้วนน้ำลายที่พื้นดิน

“วอนนักนะมึง อีเวร! เสียงของโจรหนุ่มคนหนึ่งตะโกนด้วยความโกรธจัด

หญิงสาวมองหน้าของมันไม่ถนัดนัก ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

            “จะเอาอะไรก็เอาไป ขอร้องเถิด” ยกมือไหว้ทั้งๆที่นอนอยู่ที่พื้น เสื้อผ้าของเธอหลุดขาด กางเกงถูกเลื่อนลงมาจนเปลือยเปล่า

            “ขอ...ทีเถิด” เสียงของมันกระหายใคร่ควณ ก่อนจะกระชากเสื้อขาดวิ่นจนหมดตัว ไม่เหลืออะไรบนเรือนร่าง  หญิงสาวเจ็บแสบ ปวดร้าวในชีวิต ไม่คิดว่าจะเจอเดนมนุษย์เช่นนี้

“ไอ้ชั่ว ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ  ปล่อยเดี๋ยวนี้ ” เธอดิ้นรน พยายามป้องกันตัว กัดมัน จนร้องลั่น พยายามวิ่งหนีกระ กระสนอย่างแรงกล้า  แต่ไม่พ้นมือมันหรอก มันสองคนช่วยกันลากเธอมาตามพื้นดิน แล้วบรรเลงบทสวาทกระชากจิตอย่างแรงปรารถนาที่มนุษย์พึงจะมีบนเนื้อหนังมังสาของเธออย่างกระหายเหมือนเธอเป็นเหยื่ออันโอชะ ที่หามานาน

คล้ายๆกับวิญญาณหลุดหายไปใจร่าง แม้จะผ่านมือชายเป็นร้อย แต่เธอก็ไม่สมควรโดนรังแก โดนข่มขืน  มันสองคนผลัดกันรุม ร่างบอบช้ำไม่เท่าใจบอบช้ำ การเดินทางกลับมาหาคนรักที่บ้านมันเป็นเหมือนกลับมานรกดีดีนี่เอง  มันกระทำย้ำยีเธอเหมือนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จะบีบก็ตาย จะคายก็รอด  เธอสูญสองสิ้นแห่งจิตวิญญาณ มันลอยเคว้งไปแล้ว

นานเท่าใดที่สองคนกระทำชำเราหญิงสาวอย่างหมาบ้า  มันกระหายกว่าคนมาซื้อบริการทางเพศเธอเสียอีก มันรุนแรง ระห่ำย้ำยีเธออย่างบ้าคลั่ง หนึ่งในนั้นเธอได้ยินชื่อว่า ไอ้รอด คงจะกระหายหนักน่าดู เพราะคนร่างโกร่งสูงดำคนนั้น เสร็จกิจไปนานแล้ว ไอ้รอดที่ชายร่างโกร่งเรียก ยังขอบำเรอสวาทร่างของเธออย่างสาสมใจ เหมือนว่า ไม่เคยลิ้มรสบทสวาทนั้นมาเลยตลอดชีวิตมัน มันกระหายใคร่ เร่งเร้าอารมณ์ของเธอ ทั่วเรือนร่าง แหวกว่ายเหมือนอยู่ในคงคา ทำคล้ายๆว่าเธอเป็นปลาที่มีเมือก  หลายๆครั้งเธอเหมือนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย หมุนเวียนกันไป

มันไม่เหมือนคน มันคือสัตว์  ไม่มีแรงก็ต้องทนต่อกามอารมณ์ของมันอยู่นานเท่าใด จนเสียงร้องของเธอแทบหมดไป และยกร่างเธอขึ้น มันเหมือนม้าที่กำลังควบอย่างบ้าคลั่ง รสรักปักอุษา คล้ายอาชา ที่พยศศึกสงคราม มันกระทำแบบเดิมกับตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะพรมจูบทั่วร่าง มันหมดแรงไปตอนไหนไม่รู้ได้  แต่เธอนอนร้องไห้แทบไม่มีน้ำตา ตลอดเวลานั้นเหมือนอยู่ในนรก มันกระชากร่างเธอมากอดอีกครั้ง จิตใจของมันทำด้วยอะไร น้ำตาเธอไหลนองหนา กลับมาบ้านเหมือนกลับมาตาย  เธอคิดว่าเธอคงผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ แต่มันสองคน กลับไม่คิดเช่นนั้น มันโหยหาอีกครา ครั้งนี้มันสองคนรุมเธอเพียงคนเดียว เป็นวิบากกรรมแต่ชาติปางไหนหนอ ที่ดลให้เกิดเรื่องอัปรีย์ เช่นนี้ คืนอันโหดร้ายกำลังผาดผ่านไปพร้อมกับชีวิตของเธอ ที่มันสองคนไม่ปล่อยเอาไว้

 

            “จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราผู้อื่นโดยมิใช่ภรรยา และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา288  อีกทั้งจำเลยและผู้ตาย……????” เสียงที่ฉันและใครหลายคนไม่อยากได้ยินก็ดังขึ้น ฉันเดินออกมาจากศาลที่ผู้พิพากษากำลังอ่านคำพิพากษาของ บุญรอด เพื่อนสมัยเรียนของฉัน บาปที่บุญรอดก่อ สร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างมิวันลืมไปได้ชั่วชีวิต  ศาลพิจารณาคดีแล้วตัดสินประหารชีวิต แต่ข่าวการตายของหญิงสาวที่โดนข่มขืนนั้นแรงมาก สังคมทั่วไปตราหน้าคนชั่วว่า  เดนมนุษย์ เดนสังคม ทำร้ายผู้หญิงได้ลงคอ

แต่นั้นก็เป็นเพียงศาลแรก จำเลยหรือผู้ต้องหายังสามารถต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ได้อีก หากเขารอดพ้นจากเงื้อมือศาล เขาจะสามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้หรือ นี้คือคำถาม??

รอดนี้เองได้ตกเป็นเหยื่อของ "คำพิพากษา" จากสังคม ที่ได้ทำร้ายเขาเสียจนเสมือนว่าเขานั้นได้ตายทั้งเป็น เขาตกเป็นเหยื่อของความเชื่อ  และคำตัดสินของสังคมที่พิจารณาคดีแล้วว่า  ผิด

แม้ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม ส่งผลให้เขาต้องมีชีวิตที่โดดเดียว เดียวดาย และอ้างว้าง

ไม่มีใครรู้ได้ว่า  รอด  จะคิดอย่างไร ?  แต่ผู้เขียนเองก็คงเดาว่า ในใจของเขาก็คงทุกข์ทรมานไม่ต่างกับผู้ตายเท่าใด คราบน้ำตาวันนั้น ความโศกเศร้า เสียงร้องไห้ยังคงก้องในหู  ภาพที่ได้เห็น  ผู้เขียนยังจดจำได้ดีจนติดตา และอาจลบเลือนไปไม่หมด

 

ฉันขอให้คุณผู้อ่าน เป็นผู้ตัดสินเถิดค่ะ ว่า บุญรอด เป็นเหยื่อของสังคม สังคมทำร้ายเขา ทำร้ายคนดีจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในชีวิตของเขา ฉันจบงานวิจัยลงแต่เพียงเท่านี้  คิดถึงแววตาโศกและนัยน์ตาเศร้าของเขาทีไร อดคิดถึงคำให้การของบุญรอดไม่ได้  ขอให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ อย่าให้เรื่อง อัปรีย์ บัดซบ เกิดแก่ใครและครอบครัวใครอีกเลยนะคะ

 

ย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุ

มือของชายหนุ่มรัดคอของเธอเอาไว้ หลังจากที่เสร็จกิจกามอารมณ์เรียบร้อย มันไม่ปล่อยให้เธอรอดไปได้หรอก คนที่กระทำแบบนั้นได้คือ พวกสัตว์นรกเท่านั้น เสียงครอกยาวเป็นเสียงลมหายใจของเหยื่อบริสุทธิ์ เสียงลมหายใจสุดท้าย เธอคิดถึงหน้าลูกชาย แม่สามี อันเป็นที่รัก น้ำตาไหล่ ดวงตาไม่ยอมปิด

 เธอร้องไห้ตอนยังมีชีวิต!!!

ตอนโดนมันข่มขืน เธอร้องไห้!!!

ร้องขอชีวิต !!! อย่าทำร้ายฉัน อย่า ฉันจะไปหาลูกชายของฉัน !!!

ไม่มีคำว่าปราณีสำหรับเดนสังคม มันรัดคอเธอตายคามือ เพื่อปกปิด

ลื้อค้นข่าวของ ...........เข่าของมันแทบทรุดลง

“วันดี”   ชื่อของหญิงสาวผู้ตาย

ไอ้บุญรอดที่ร่างผอมโซ่ น้ำตานอง  ทรุดลงข้างศพหญิงสาวที่ข่มขืน รูปภาพตอนเด็กของมันหลุดออกมาจากกระเป๋าของเธอ  ลื้อค้นของเห็น เสื้อผ้า กางเกงยีนส์ตัวใหม่

ได้ยินเสียงแหบพร่าของมันอีกครั้ง เรียกหญิงคนนั้นว่า   “แม่”

จบ

               

 

               

           

           


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ นัฐพันธ์ จากทั้งหมด 24 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 17:50

    ขออภัยนะครับ เนื้อเรื่องอาจจะมีความรุนเเรง เเต่ผู้เขียน มีเจตนาในการเขียนเพื่อให้ คติเตือนใจ เท่านั้น

    #1
    0