คัดลอกลิงก์เเล้ว

[fanFic Conan] คำขอบคุณจากเพื่อนที่เป็นศัตรู (Kaito X Conan)

โดย _White Rose

ขอบคุณนะ เรื่องอะไรเหรอ ไม่ต้องมาทำไก๋น่า ก็ที่นายช่วยฉันไว้ไง หึ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายอยากขอบคุณใครแต่เอาเป็นว่าฉันรับไว้ละกันนะ คิกๆ

ยอดวิวรวม

873

ยอดวิวเดือนนี้

16

ยอดวิวรวม


873

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


26
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ต.ค. 61 / 23:16 น.
นิยาย [fanFic Conan] Ӣͺسҡ͹ѵ (Kaito X Conan) [fanFic Conan] คำขอบคุณจากเพื่อนที่เป็นศัตรู (Kaito X Conan) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

♦♦คำเตือน♦♦

  • นิยายเรื่องนี้ไม่มีเจตนาจะบิดเบื้อน ลบหลู่ ทำลายเนื้อหาใดๆในทั้งอนิเมะและมังงะ

  • มีเนื้อหาของชายรักชายใครไม่ชอบกรุณากดปิดนะครับ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง



ธีมที่ใช้ตกแต่ง -> Dark Space
cr.sqw

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ต.ค. 61 / 23:16


“สักวันนึงฉันจะเปิดเผยตัวจริงของนาย แล้วลากออกมาที่แจ้งให้ได้เลยคอยดูสิ”


“เหอะ”


“และจะกระชากหน้ากากขี้เต๊ะของนายออก เพื่อดูหน้าจริงของนายให้ได้”


“หึ”


….



..


.


เป็นคำที่ผมเคยพูดกับเจ้าหมอนั่นเมื่อตอนที่ผมเจอครั้งแรกๆ ตอนนั้นเป้าหมายของผมมีเพียงแค่สิ่งเดียวคือจับเจ้านั่นให้ได้ในฐานะคู่ปรับตัวฉกาจ


แต่ทว่าตอนนี้ เหมือนว่าผมกับหมอนั่นจะเจอกันบ่อยขึ้น ไล่ล่ากันบ้างร่วมมือกันบ้าง จนบางทีผมก็นึกสงสัยอยู่ว่าเราเป็นศัตรูกันจริงๆรึเปล่า


หรือเป็นเพื่อน… ที่หน้าที่ทำให้ต้องเป็นศัตรูกัน…


….


...


..


.



“โคนันคุง! พวกเราจะไปกันแล้วนะ!”

“คร้าบๆ กำลังลงไปคร้าบ”


ผมตอบรันที่ไปรออยู่หน้ารถเช่าที่คุณลุงเช่ามาเพื่อจะพวกเราและชมรมนักสืบเยาวชนเพื่อไปตั้งแคมป์และเที่ยวกัน


“โคนันคุง! พวกอายูมิรอตั้งนาน!”

“อะไรกันโคนันคุง ตื่นสายเหรอครับ”

“แหะๆ นิดหน่อยน่ะ”


ผมหัวเราะแห้งๆแล้วตอบกลับไป เพราะเมื่อคืนผมค่อนข้างนอนดึกเนื่องจากนั่งไล่หาข้อมูลเกี่ยวกับเพรชที่‘เจ้านั่น’จะมาขโมย


-เมื่อ2วันก่อน-


‘จอมโจรคิดส่งสารเตือนอีกแล้วค่ะ!!!’


‘พรู้ดด--- แค่กๆๆ’


เนื้อหาข่าวทำให้ผมสำลักชาที่กำลังดื่มทันที


‘ไหวมั้ย เอโดงาวะคุง’

‘ไม่เป็นไรๆ’


ผมรับกระดาษทิชชูมาจากไฮบาระเพื่อมาซับน้ำที่พุ่งออกจากปากผมเมื่อกี้ และหูก็ฟังเนื้อหาของข่าวไปด้วย


‘วันนี้เวลาประมาณสิบสามนาฬิกาที่ปรึกษาของกลุ่มนายทุนซึซึกิ คุณซึซึกิ จิโรคิจิ ได้ออกประกาศต่อสาธาณะชน ว่าจอมโจรคิดได้ส่งสารเตือนถึงตนว่าในวันที่xxนี้ จะมาขอรับอัญมณี TheRoreไป’


‘TheRoseเป็นอัญมีที่ถูกนำไปจัดนิทรรศการสวนดอกไม้ยักษ์’


‘เห~นิทรรศการใกล้ๆแถบที่เราจะไปแคมป์นี่ครับ’

‘พอตั้งแคมป์เสร็จเราไปกันเถอะ!!’

‘น่าสนหนิ ได้มั้ยคะด็อกเตอร์’


เด็กสาวหันไปถามชายแก่ในชุดเสื้อกาวน์


‘แหะๆ ถ้าฉันขับไปล่ะก็อนุญาติแต่ว่า..’

‘แต่ว่าอะไรเหรอคะ’

‘คุณลุงโคโกโร่เป็นคนขับน่ะสิ’

‘อ้าว’


เสียงเด็กทั้งสามฟังดูหงอยลงทันทีเมื่อผมเฉลยถึงคนขับ


‘เอางี้เดี๋ยวฉันไปขอคุณลุงให้ละกัน’


พอผมเห็นแบบนั้นแล้วก็อดที่จะออกตัวช่วยไม่ได้ ถึงในใจลึกๆอยากจะจะไปตามจับหมอนั่นด้วยก็เถอะ..


‘จริงเหรอโคนันคุง!’

‘ขอบคุณนะครับ’

‘แต่ไม่รู้จะขอสำเร็จรึเปล่านะ’


....



..


.



และสุดท้ายผมก็ไปขอจนสำเร็จเพราะรันก็เห็นด้วย คุณลุงเลยยอม


ตอนนี้พวกเราก็เดินทางมาถึงสถานที่ตั้งแคมป์แล้ว เนื่องจากช่วงนี้ไม่ใช่วันหยุดยาว


ทำให้คนที่มาตั้งแคมป์ค่อนข้างเบาบาง


“ไปตั้งแคมป์ตรงนั้นกันเถอะครับ ใต้ต้นไม้ด้วย”

“เฮ มิซึฮืโกะอย่าวิ่งนำไปคนเดียวสิ! รอฉันด้วย”

“รออายูมิด้วย!!”


“วุ่นวายกันซะจริง”

“ก็นานๆจะได้มาตั้งแคมป์ซักที พวกนั้นก็คงตื่นเต้นเป็นธรรมดา”


ผมละเบื่อจริงๆ เด็กพวกนี้วุ่นวายกันจริง พวกผมได้แต่เดินตามพวกนั้นไปต้อยๆ


“เห้ย ยัยอากาโอะ!!! จับฐานให้มันแน่นๆสิฟ่ะ!!!”

“อะไรกันอากาโอะจับแน่นแล้วนะ!! ไตโตะนั่นแหละที่ดึงฐานฝั่งโน่นแรงไป!!”

“อะไรยัยบ๊อง หาว่าฉันดึงแรงไปเหรอ ถ้าฉันไม่ดึงแล้วจะก้างเต้นท์ได้มั้ย!!!”


ผมหันไปมองต้นเสียงเจื้อยแจ้วที่ทะเลาะกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากใต้ต้นไม้ที่พวกผมเลือกที่จะตั้งเต้นท์


‘โหยๆ นี่มันสถานที่พักผ่อนจริงๆเหรอเนี้ย’


“พวกเขาทะเลาะกันอะไรกันนะ เสียงดังจัง”


รันก็บ่นออกมาคล้ายๆผม


“เห้ย!!! อย่าทะเลาะกันสิฟ่ะ รบกวนคนอื่นเค้า!!”


จู่เสียงตวาดลั่นก็ทำให้สองคนนั้นสงบศึกอย่างรวจเร็ว แต่ว่าเสียงคุ้นๆนะ.. หรือว่า…


แล้วเจ้าของเสียงเมื่อกี้ก็ขยับตัวออกจากมุมอับที่พวกผมมองไม่เห็น


“สาราวัตรนากาโมริ!?”


คุณลุงอุทานพร้อมกับที่ผมอุทานอยู่ในใจ พอฝ่ายเจ้าของชื่อเหมือนได้ยินเสียงเรียกตนก็หันมาทันที ทำให้อีกสองคนก็หันมาทางพวกเราด้วย


“เฮ นั่นมันโมริ โคโกโร่ยอดนักสืบนี่น่า คุณมาสืบคดีเหรอครับคุณยอดนักสืบ”


อีกฝ่ายเอ่ยทักคุณลุงก่อน


“เปล่าหรอกพาพวกเด็กๆมาแคมป์น่ะ บ่นกันนักบ่นกันหนาว่าอยากมาแคมป์ เลยอ้อนวอนขอให้ผมพามาน่ะ”


‘โหยๆ มั่วแล้ว ใครอ้อนวอนขอลุงกันฟ่ะ’


“คุณล่ะครับคุณสารวัตร”

“ไม่ต่างจากคุณหรอกครับ ลูกสาวผมบ่นว่าอยากลองมาแคมป์บ้าง ผมเลยพามา”


สารวัตรพูดพลางเอามือชี้ไปทางสองชีวิตที่ยืนอยู่ด้านหลัง


ผมกวาดตามองเต้นท์ของสารวัตรและสองสิ่งมีชีวิตจนสายตาไปปะทะกับร่างสูง และมันทำให้ผมตกใจอยู่ไม่น้อย ที่อีกฝ่ายหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับตัวผมมากยกเว้นสีตา ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั่น ถ้าจัดทรงผมอีกฝ่ายดีๆแล้วบอกว่าเป็นผม หลายๆคนก็คงจะเชื่อกันสนิทใจ


“นี่คุโด้คุง ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเหมือนนายเลยนะ”

“อืม”


ผมครางตอบไฮบาระไปเบาๆ ทั้งๆที่สายตายังคงจดจ้องไปที่รูปหน้าอีกฝ่าย


“เฮ โคนันคุง ทำอะไรอยู่น่ะมาช่วยพวกเราก้างเต้นท์หน่อยสิ”

“อะ..อืม!”


ก่อนที่ผมจะละสายตาไปช่วยพวกเก็นตะ อีกฝ่ายที่ผมจ้องอยู่นานก็หันมาสบตาผมสักพัก ก่อนที่ต่างคนจะต่างหลบสายตาไปคนละทาง


‘สายตาแบบนั้น… มันคุ้นๆแฮะ’


“โคนันคุงช่วยไปจับฝั่งโน่นทีนะครับ”

“อืม!”


….



..


.



“เห คุณสารวัตรทำอาหารเป็นด้วยเหรอครับ”

“แหะๆนิดหน่อยครับ เคยช่วยลูกสาวผมทำอยู่บ่อยๆ”

“ต่างจากคุณพ่อเลยนะคะ ที่ทำไม่เป็นแล้วยังไม่คิดจะช่วยอีก”


รันหันไปส่งสายตาจิกกัดคุณลุงที่เดินไปดูฝ่ายทำอาหารเล็กน้อยเล็กน้อย ก่อนที่คุณลุงจะเดินกลับมา


ส่วนรันก็สนิทกับลูกสาวของคุณสารวัตรอย่างรวจเร็ว


ฝั่งด็อกเตอร์กับคุณลุงก็ออกไปหาฝืนเพิ่ม ส่วนพวกผมก็…


“น่าเบื่อจังเลยด็อกเตอร์ไม่ให้พวกเราไปวิ่งเล่นอ่ะ”

“ก็ด็อกเตอร์กลัวพวกเธอจะไปวิ่งเล่นจนหลงน่ะสิ ยิ่งไม่มีใครดูแลด้วย”

“แต่นั่งอยู่แบบนี้อายูมิก็เบื่ออ่ะ”


นั่งอยู่เฉยๆ.. ทำอะไรไม่ได้เพราะผู้ใหญ่กลัวพวกเราจะวิ่งเล่นจนหลงทางกัน


“Three Two One!”


เสียงนับถอยหลังจากกลางวง ทำให้พวกผมหันไปมองที่จุดเดียวกัน ปรากฏให้เห็นกุหลาบอยู่หนึ่งดอกในมือของชายหนุ่มที่ยืดมาอยู่กลางวง


“อ๊ะ มายากลนี่ครับ”

“พี่ชายเล่นมายากลเป็นด้วยเหรอคะ!”

“อืมนิดหน่อยน่ะ”


เจ้าตัวพูดแล้วฉีกยิ้มขี้เล่น


‘ทั้งรอยยิ้มแบบนั้น น้ำเสียงขี้เล่นแบบนั้น อีกทั้งหน้าตาคล้ายๆเราอีก หมอนั่น งั้นเหรอ แต่ว่านะจอมโจรอย่างหมอนั่นจะมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่กับคนแบบนี้เหรอ ไม่น่าใช่หรอกมั้ง’


ผมครุ่นคิดพลางพินิจหน้าอีกฝ่ายอยู่นานจนอีกฝ่ายสัมผัสได้


“เห~ หนุ่มน้อยจ้องหน้าฉันทำไมเหรอมีอะไรติดงั้นเหรอ”

“อ่อ ปะ..ปล่าวครับ ผมเห็นหน้าพี่คล้ายหน้าคนที่ผมรู้จักน่ะครับ แหะๆ”


พออีกฝ่ายโยนคำถามมาแบบไม่ทันตั้งตัว ผมก็รีบโยนคำตอบกลับด้วยน้ำเสียงแอ๊บเด็กเพื่อให้ไม่ถูกสงสัยเอา


“ว่าแต่พี่ชายชื่ออะไรเหรอคะ”

“คุโรบะ ไคโตะน่ะ พวกเธอล่ะ”

“ผมซึบุรายะ มิซึฮิโกะครับ”

“โคจิมะ เก็นตะ”

“โยชิดะ อายูมิค่ะ ส่วนนี่ไฮบาระ ไอ แล้วก็..”

“เอโดงาวะ โคนัน”


เสียงของอายูมิที่จะแนะนำผมกลับต้องเงียบลง เพราะเสียงของคนที่มาทิ้งตัวนั่งตรงข้ามผมแทรกขึ้นมาก่อน


‘หมอนี่..รู้ชื่อเราได้ยังไงกันนะ…’


“อ่อ ฉันเคยเห็นจากทีวีบ่อยๆน่ะ มีเด็กแว่นคนนึงอยู่กับนักสืบโมริโคโกโร่ ที่คอยตามจับคิดอยู่บ่อยๆ ได้ยินว่าได้ฉายาว่าคิดคิลเลอร์ด้วยนี่น่า”

“เห โคนันคุงได้ออกทีวีบ่อยๆเหรอ โคนันคุงขี้โกง”

“นั่นสิมีตั้งหลายครั้งที่พวกเราตามจับคิดแต่ไม่ค่อยได้ออกทีวีบ้างเลย”

“มันจะมีกี่ครั้งกันเชียวที่ฉันได้ออกทีวีเล่า!’


ผมตอบไปด้วยท่าทางเซ็งๆ


“หึ”


ผมหันไปมองคนตรงข้ามที่เห็นท่าทางของผมแล้วยิ้ม ถึงปากจะเหยียดยิ้มตามปกติ แต่แววตาสื่อว่ารู้สึกพอใจกับท่าทางแก้ต่างของผมมาก


‘อะไรกันผู้ชายคนนี้’


“นี่อย่าเถียงกันเลยน่าดูนี่ดีกว่า”


ชายหนุ่มหยิบไพ่ขึ้นมาใบหนึ่งมาโชว์พวกเราแล้วคว่ำลงกับพื้นโต๊ะ


“สาม สอง หนึ่ง”


เปาะ!


ดีดนิ้วหนึ่งที่แล้วก็หงายหน้าไพ่ให้พวกเราดู


“ว้าว~ หน้าไพ่เลี่ยนไปแล้วล่ะครับ”

“พี่เก่งจังเลยค่ะ!”

“พี่ชายสุดยอดไปเลย!”


เด็กทั้งสามตาเป็นประกายกับการแสดงเมื่อกี้ ต่างจากผมกับไฮบาระที่นั่งนิ่งๆไม่เอ่ยอะไร


คนตรงข้ามผมเหลือบมองกริยาตอบสนองที่ผมมีให้เล็กน้อย แล้วกลับไปสนใจในการแสดงอีกครั้ง แล้วก็เริ่มเล่นมายากลอีกหลายๆอย่าง… ซึ่งส่วนใหญ่นั้นผมก็จะดูออกว่าเล่นยังไง ทำให้ผมก็นิ่งๆกับมายากลนั้น พออีกฝ่ายหันมาเห็นก็จะพยายามเล่นอีกหลายๆอย่างให้ยากขึ้น


มันจึงเป็นการสร้างสงครามประสาทขนาดย่อมๆที่ก่อขึ้นระหว่างผมกับเขา ในฐานะคนดูที่จ้องจับผิดและนักมายากล


“ทุกคน! อาหารเสร็จแล้วนะ มาทานได้แล้วนะจ๊ะ”


เสียงของรันเป็นเหมือนเสียงสัญญาณเตือนหมดเวลาการแข่งขัน และกว่ามันจะจบลงก็ดูดพลังงานพวกผมไปเยอะเลย


‘แต่ก็สนุกดีแฮะ’


ผมเหยียดยิ้มแล้วมองช้อนไปทางอีกฝ่ายที่ไล่เด็กๆให้ไปกินข้าว พออีกคนรู้ตัวก็หันมาสบตาผมกลับ


“สนุกดีนะเจ้าเด็กแว่น เก่งไม่เบาเลยนะเรา”

“อืม”

“ไปกินข้าวไป”

“ครับ”


เขาเอ่ยชมผมนิดหน่อยแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปกินข้าว แต่เหมือนสุดท้ายก็ร่วมโต๊ะกินข้าวเดียวกันอยู่ดี


“ทานแล้วนะครับ”


ผมพนมมือพูดตามมารยาทก่อนจะเริ่มทานอาหารเย็นพร้อมกับทุกคนและท้องฟ้าที่ค่อยๆมืดลง


พอต่างคนต่างทานอาหารขอตัวเองจนหมด ผมอายูมิกับคนที่ผมเพิ่งสร้างสงสรามขนาดย่อยๆไป อาสาไปล้างจานให้


“ถือมาดีๆระวังแตกล่ะ ระวังทางด้วย”


คนตัวสูงบอกปนออกคำสั่งให้พวกผมที่เดินตามไปติดๆ ถึงจานส่วนใหญ่จะอยู่ในมือเขาหมดแล้วก็ตามที แต่ด้วยเส้นทางที่ขรุขระและแสงสว่างที่มีเพียงน้อยนิด ทำให้คนด้านหน้าต้องหันมาเตือนอยู่บ่อยๆ


บึก


แต่ในที่สุดเราก็เดินมาถึงอ่างล้างจานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครสะดุดหกล้มซะก่อน


“ส่งจานมา”


คนตัวสูงพูดพลางรับจานจากพวกผมไปรวมไว้ข้างอ่างที่มีส่วนสูงจากพื้นแทบเท่าส่วนสูงของผมซะแล้ว


“จากสภาพแล้วยังไงพวกนายก็ล้างไม่ได้หรอก แค่อ่างก็สูงเท่าหัวแล้ว กลับไปก่อนเลยเดี๋ยวฉันล้างให้เอง”

“จะดีเหรอคะ”

“ไม่เป็นไรๆ”

“แต่อายูมิอยากช่วยพี่ล้างนะคะ”

“ก็ได้งั้น..”


คนตัวสูงไปถีบๆเตะๆดูแถวๆกองหิน แล้วมือหนายกก้อนหินมาก้อนหนึ่งมาวางไว้แถวฐานอ่างล้างจาน ก้อนหินมีความกว้างพอที่เด็กป.หนึ่งจะยืนได้สองคนพอดี


‘เห้ยก้อนหินนั่นไม่ใช่เบาๆนะยกมาได้ไงฟ่ะ’


“ยืนบนนี้แล้วเขย่งเอาละกัน ก้อนอื่นมันไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ยืนไปล้มเปล่าๆ”

“ค่ะ!”


อายูมิขานรับแล้วก้าวขึ้นไปบนหินโดนที่คนตัวสูงยื่นมือมาให้เกาะ แต่พอตาผมเขาดันหันไม่สนใจผมซะงั้น คิดว่าผมเอาตัวรอดเองได้ล่ะมั้ง


‘แต่ก็ดีแล้วที่ไม่สนใจ ยังไงเราก็ขึ้นไปได้สบายอยู่แล้ว ก็แค่ก้อนหิน’


พรื้ด!


‘ท..ที่มีตะไคร่น้ำ!’


หมับ!


“ลืมบอกว่ามีตะไคร่น้ำ”


ผมลื่นคะไคร่น้ำที่ก้อนหินหงายหลังแต่มือหนาคว้าแขนผมไว้ทันทำให้ไม่หงายหลังไป แล้วอีกฝ่ายก็ฉีกยิ้มกว้างดูน่าหมั่นไส้


พอดึงผมขึ้นมายืนบนก้อนหินแล้ว ผมมองจิกกัดไปทางอีกฝ่าย ที่ยืนยิ้มให้ผม


‘ลืมบอกหรือตั้งใจไม่บอกกันแน่ฟ่ะ!!’


“เป็นอะไรมั้ยโคนันคุง”


เสียงหวานละจากการล้างจานมาถามผม


“แหะๆไม่เป็นไรหรอกลื่นคะไคร่น้ำนิดหน่อย”


ผมกล่าวแล้วมือคว้าฟองน้ำมาถูจานบ้าง ไม่อยากจะหันไปมองหน้าคนที่ยืนยิ้มอารมณ์ดีให้ผมอยู่ เห็นแล้วอารมณ์เสีย…





“โคนันไปอาบน้ำกันเตอะ!!”


พอผมล้างจานเสร็จแล้วเดินกลับมาที่เต้นท์ ก็เจอเด็กชายสองคนถือเครื่องมืออาบน้ำยืนรออยู่


“อืมๆไปก่อนเลยเดี๋ยวฉันตามไปขอหยิบของก่อน”

“รีบๆตามมานะครับโคนันคุง เดี๋ยวห้องอาบน้ำชายคนเยอะนะครับ”

“อืม”


อายูมิก็คงไปกับพวกรันแล้ว เต้นท์ที่ผมอยู่ก็ไปอาบน้ำกันหมดแล้วเหลือผมอยู่คนเดียว ผมถอดนาฬิกากับหยิบโทรศัพท์กับหูกระต่ายเปลี่ยนเสียงในกระเป๋ากางเกงออกมาวางไว้ตรงหัวนอนแล้วหยิบพวกเสื้อผ้าเปลี่ยน แล้วตรงไปยังห้องอาบน้ำทันที


ตามที่พวกเก็นตะพูดไว้ คนเยอะมาก แต่ดูตามแถวแล้วพวกนั้นคงได้เข้าไปก่อน ระยะเวลาสั้นๆแบบนี้แต่แถวดันเพิ่มขึ้นอย่างรวจเร็ว กว่าผมจะได้เข้าไป คงอีกสักพัก


‘ไม่อาบน้ำนอนได้มั้ยนะ เหอๆ’


ผมคิดแล้วเดินไปต่อแถวอันยาวเหยียด


“อ้าวเจ้าหนูมาอาบน้ำคนเดียวเหรอ”


ผมหันไปมองเจ้าของเสียงที่คุ้นเคยที่มาต่อหลังผม


“สารวัตรนากาโมริ! อ่าใช่ครับพอดีผมเดินตามมาช้าไปหน่อยคนอื่นเลยเข้าไปก่อนแล้วแถวเลยยาวน่ะครับ แหะๆ”


ผมแอ๊บเสียงเด็กแล้วยิ้มร่าเริงให้สารวัตรเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆให้เพื่อพยายามลบความประหม่าลง..


ไม่ได้ประหม่าสารวัตรหรอกครับ แต่ประหม่าคนที่ยืนจ้องผมเขมงอยู่ข้างหลังสารวัตรซะมากกว่า


‘สายตาที่มองเรานั่นมันอะไรกัน ดูไม่ใช่สายตาธรรมดาแต่ก็อ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่… สายตาที่เดาทางไม่ได้.. เหมือนกันเลย.. เหมือนกับเจ้าหมอนั่น.. ไม่สิ คนอย่างนั่นคงจะไม่พยายามเข้าใกล้ตัวเราหรอกน่า เพราะก็น่าจะรู้อยู่ว่าเราอาจจะจับพิรุธได้’


ผมสะบัดหัวเบาๆเพื่อไล่ความคิดบ้าๆนี่ออกไป


“เข้าไปห้องอาบน้ำพร้อมพวกเราละกันนะโคนันคุง อย่างน้อยก็จะได้ไม่หลง”

“ครับ!”


ผมแอ๊บเสียงเด็กแล้วส่งยิ้มแป้นไปให้เพื่อทำตัวให้เหมือนเด็กป.1ให้มากที่สุด


แถวค่อยๆขยับทีละนิด รอบตัวก็มีเสียงพูดคุยกันอยู่เนื่องๆ ผมก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย จะหันไปพูดด้วยก็ต่อเมื่อมีการเรียกผม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนถึงห้องอาบน้ำ


ผมแยกจากสองคนนั้นเพื่อไปหาพวกด็อกเตอร์ คนในห้องคนก็ค่อยข้างจะเยอะ แต่ไม่เยอะขนาดต้องเดินเบียดกัน ห้องอาบน้ำเป็นห้องอาบน้ำแยกเป็นห้องเล็กๆที่ภายในมีแค่ฝักบัวแค่นั้น เรียงรายเป็นทางยาวมีประมาณสามสี่แถวได้


ผมเดินหาตามทางแต่ก็ยังไม่เจอพวกด็อกเตอร์คงกำลังอาบอยู่ล่ะมั้ง พอผมหาคนไม่เจอก็เปลี่ยนเป้าหมายเป็นห้องว่างแทน


‘นั่นไงห้องว่างงจะได้อาบสักที’


ผมนึกดีใจก่อนจะวิ่งเข้าไปหาห้องที่ว่างอยู่ไกลๆตรงนู้นแต่ว่า


พรื้ด!


วันนี้มันวันซวยของผมชัดๆเมื่อกี้ก็ลื่นตะไคร่น้ำตอนนี้ก็ดันลื่นสบู่เหลวที่ใครทำหกไว้ก็ไม่รู้! ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง!!


ผมหลับตาเตรียมรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น


หมับ!


‘เอ๊ะ ไม่เจ็บแฮะ’


พอผมลืมตามาตัวผมก็ลอยอยู่กลางอากาศซะแล้ว


“หึ วันนี้คงจะเป็นวันซวยของนายนะเจ้าเด็กแว่น”


อีกฝ่ายยกร่างผมลอย แล้วยังจะมากระซิบข้างหูผมอีก ทำให้ผมขนลุกอยู่ไม่น้อย


“เหะ”


ฟังจากเสียงก็รู้ว่าใคร ถึงแวบแรกจะคิดว่าเป็นหมอนั่นก็เถอะ...


‘เสียงเหมือนเจ้าบ้านั่นจัง..’


“หึ ไปอาบน้ำไป”


ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าอีกฝ่ายยกยิ้มอยู่ แต่ไม่นานก็ค่อยๆปล่อยผมลงสู่พื้น พอผมหันไปอีกทีก็หายปะปนไปกับผู้คนแล้ว…


….



..


.


“มาเร็วค่ะด็อกเตอร์! โคนันคุงไอจัง!”

“ถ้าไม่รีบไปคนจะเยอะนะครับ”

“เห้ยๆ อย่าวุ่นวายให้มากล่ะ ฉันขี้เกียจดู”

“คร้าบ!/ค่า!”


ตอนนี้พวกผมก็มาอยู่หน้างานนิทรรศการเรียบร้อยแล้ว ผู้คนหน้างานก็ดูไม่เยอะมาก เพราะจอมโจรคิดจะลงมือตอนมืด ตอนเย็นๆคนคงจะเยอะกว่านี้


“งั้นเราเข้าไปกันเตอะ!!”

“อืม!!”


ในขณะที่พวกนั้นกำลังจะเดินนำเข้าไปในงานก็มีเสียงโหวกเหวกพร้อมร่างหนึ่งวิ่งแหวกฝูงชนออกมา


“ช่วยด้วยค่ะ!!! ขโมยกระชากกระเป๋าา!! ผู้ชายสวมฮู้ดคนนั่นค่ะช่วยจับให้ที!!!”


เสียงแหลมของผู้หญิงคนหนึ่งไล่หลังร่างนั่นมา คนส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะหลบทางก่อนที่จะเจ็บตัว


แต่ถ้าผมหลบก็ไม่ใช่ผมน่ะสิ!!


ผมตั้งท่าจะเตะลูกบอลอัดหัวขโมยตรงหน้าแต่ว่า…


‘ซวยแล้ว! ลืมเอาเข็มขัดปล่อยลูกบอลมา!!!’


ผมรีบหลับตาเตรียมรับความเจ็บปวดทันทีแต่ว่า


ผลัก!!


ลืมตามาพบกับคุณลุงที่ใช้ยูโดที่ถนัดจัดการกับคนร้ายไปเรียบร้อยแล้ว


“สมเป็นตำรวจเก่าจริงๆ”

“สุดยอดเลยค่ะคุณพ่อ”


พอด็อกเตอร์กับรันที่เห็นแบบนั้นก็อดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้


“ข..ขอบคุณนะคะ!!!”


ผู้หญิงที่วิ่งตามมาพูดปนหอบเล็กๆแล้วโค้งให้คุณลุงแทบจะร้อยแปดสิบองศา


“ไม่เป็นไรหรอกครับ! ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับสาวสวยอย่างคุณ ผมโมริโคโกโร่จะเป็นคนปกป้องเอง!!”


ลุงพูดโอ้อวดพลางยืดอกรับอย่างเอาหน้า


“คุณ พ่อ คะ”


ทำให้รันที่ยืนอยู่ข้างๆผมต้องเรียกคุณลุงด้วยน้ำเสียงขุนเคือง


“พอให้ฉันเลี้ยงข้าวตอบแทนซักมื้อได้มั้ยคะ?”

“ไม่ดีกว่าครับพวกเราก็ใช่ว่าจะมาคนน้อยๆซะด้วย”

“ต่อให้คนเยอะกว่านี้ดิฉันก็เลี้ยงได้ค่ะ ดิฉันเป็นเจ้าของภัตตาคารค่ะ”

“เอ๋ พี่สาวเป็นเจ้าขอภัตตาคารเหรอค่ะ! สุดยอดเลย!”

“มีข้าวหน้าปลาไหลมั้ยครับ!”

“ใช่จ้า พี่เป็นเจ้าของภัตตาคารในเมืองเบกะน่ะ ส่วนข้าวหน้าปลาไหลที่ภัตตาคารพี่มีอยู่น้า~”


สาววัยกลางคนพูดกับเด็กๆด้วยน้ำเสียงเอ็นดูในคำถามไร้เดียงสาต่างๆนาๆ


“ขอบคุณมากๆเลยนะคะเดี๋ยววันหลังพวกเราจะแวะไปกินนะคะ”

“ค่า อันนี้นามบัตรฉัน ถ้าจะไปทานวันไหนแจ้งมาเลยนะคะจะได้บอกพนักงานไว้ให้ เอ๊ะตายจริง! ฉันคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ พอดีนัดเพื่อนเอาไว้ ขอตัวนะคะ”

“บ๊ายบายค่ะพี่สาว!”

“บ๊ายบายจ้าเจอกันคราวหน้าน้า~”


สาววันกลางคนลางเสียงยาวก่อนจะค่อยๆเดินหายไปในฝูงชน


“โฮ่งๆ”

“อ้าว! โมริคุงมาด้วยเหรอ”


‘ส..เสียงแบบนี้มัน..’


“งั้นคิดคิลเลอร์ก็มาด้วยสินะ งั้นดีเลย!คืนนี้อยู่ช่วยฉันจับเจ้าหัวขโมยด้วยล่ะ ฮ่าๆๆ”


คุณปู่จิโรคิจิพร้อมลูแปงที่เดินเข้ามาพูดแล้วหัวเราะก๊ากออกมายกใหญ่


“ได้เลยครับ!”


ผมตอบด้วยน้ำเสียงแอ๊บเด็ก ผมพร้อมอยู่แล้วที่จะไล่จับไต๋ของหมอนั่น


พอกล่าวตกลงไป พวกเราก็ขอแยกตัวออกไปเดินในงานนิทรรศการจนถึงเวลาเย็นที่ตำรวจกันไม่ให้มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาวุ่นวาย พวกเราเลยไปรวมตัวที่จัดแสดงอัญมณี


“จะจัดอัญมณีที่เจ้าคิดจ้องจะขโมยในสถานที่แบบนี้เนี้ยนะ!!”


เสียงโวยวายจากสารวัตรเจ้าประจำใส่เจ้าของสถานที่ดังขึ้นทันทีที่เราเดินไปถึง


“อะไรกัน คิดว่าห้องนี้เป็นห้องกระจกธรรมดาหรือไง”

“ก็ดูยังไงก็ห้องกระจกธรรมดาไม่ใช่เหรอ!!!”


สารวัตรโวยวายถึงห้องที่ใช้จัดแสดง ซึ่งเป็นห้องกระจกสีเหลี่ยมใสรอบด้าน มีเข้าออกทางเดียว ห้องห้องไม่มีอะไรนอกจากแท่นจัดวางอัญมณีที่ตั้งอยู่กลางห้อง ตัวแท่นจัดแสดงเป็นแท่นสูงขึ้นจากพื้นอยู่พอตัว


ซึ่งสำหรับผมแล้วก็ดูเป็นการป้องกันที่..ดูหละหลวมมาก..


“กระจกรอบห้องนี้เป็นกระจกที่สร้างจากกระจกกันกระสุนทั้งหมด กล่องใส่อัญมณีก็เหมือนกัน ตัวแท่นนี่มีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆไหลอยู่ ต่อให้มันพยายามจะงัดเข้าไปก็ต้องโดนชอตจนแงะไม่ได้แน่ๆ และแน่นอนว่ารีโมทที่ใช้ควบคุมกระแสไฟอยู่กับฉัน”


คุณปู่หยิบรีโมทอันเล็กๆออกจากกระเป๋าเสื้อมาโชว์แก่พวกเรา


“แล้วถ้ามันมันตัดสายไฟที่ให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่ล่ะ”

“ฉันก็มีแผนสำรองอีกชั้น”


ว่าแล้วก็กดรีโมทปิดกระแสไฟฟ้า ก่อนจะหยิบกุญแจออกมาพวงหนึ่ง ซึ่งดูๆแล้วคงมีประมาณสิบกว่าดอกได้


“หนึ่งในนี้เป็นกุญแจที่ใช้เปิดแท่นจัดแสดง และแน่นอนว่ามีแค่ฉันที่รู้ และก่อนจะไขกุญแจได้ต้องใส่รหัสให้ถูกก่อนและแน่นอนว่าคนที่รู้ก็มีแค่ฉันคนเดียว เพราฉนั้นเจ้านั่นไม่มีทางเปิดได้แน่นอน ฮ่าๆๆๆ”


พอพูดจบคนแก่ก็ปล่อยหัวเราะก๊ากออกมา


“และแน่นอนว่าฉันก็มีกับดักเตรียมไว้ให้เจ้านั่นแล้ว หึๆ ถ้ากดรหัสผิดล่ะก็..”


ชายแก่พูดพลางใช้มือกดรหัสมั่วๆเพื่อให้กับดักทำงาน


‘ถ้ากล้าทดสอบให้ดูแบบนี้.. แสดงว่าจะจับเป็นไม่มีอะไรอันตรายสินะ’


ปี้บ ปี้บ ปี้บ ปี้บ


ครืดดด ปึง!!


สิ้นเสียงกดรหัสมั่วๆก็ตามมาด้วยเสียงดังโครมครามก่อนรอบตัวจะถูกปกคลุมด้วความมืดมิด


“กรี้ดดอะไรน่ะ”

“แย่แล้ว!! พวกเราโดนขัง!”

“ไม่ต้องตกใจไปนี่แหละกับดักที่ฉันเตรียมไว้ให้มัน!!! ฮ่าๆๆๆ”


คุณปู่แสนซ่าหัวเราะร่าพลางเปิดไฟฉายที่พกติดตัวอยู่ ก่อนจะสารธยายเกี่ยวกับระบบกับดักต่อ


“ถ้ากดมั่วๆไปกับดักที่ตั้งไว้ก็จะทำงาน แผ่นเหล็กหนาก็จะเลื่อนมาปิดรอบด้าน ต่อให้เจาะกระจกออกไปได้แต่ก็จะติดแผ่นเหล็กด้านนอก เพราะฉนั้นสำหรับคนที่เข้ามาก็ไม่ต่างจากคุกดีๆหรอก ฮ่าๆๆๆ”


และแล้วก็ปล่อยหัวเราะก๊ากออกมาอีกครั้ง


‘ครั้งนี้ดูมั่นใจมากเลยแฮะ’


ปี้บ  ครืดดด


คุณปู่กดรีโมทในกระเป๋าเป็นเสียงสัญญาณเล็กน้อยก่อนที่แผ่นเหล็กด้านนอกจะถูกเก็บไปตามเดิม


“เอาล่ะใกล้ได้เวลาที่เจ้านั่นนัดไว้แล้วออกไปดูจากด้านนอกกันเถอะ”

“แล้วจะไม่ให้ตำรวจเฝ้าอัญมณีไว้เหรอคุณ!!”

“แล้วถ้าเจ้าคิดปลอมตัวเป็นตำรวจพวกที่จะเฝ้าอยู่ข้างในล่ะ”

“อ..เอ่อ..”

“เพราะฉนั้นเฝ้าแค่ประตูก็พอ”


สารวัตรต้องเงียบลงเพราะแผนของที่ปรึกษาของกลุ่มนายทุนใหญ่ในญี่ปุ่นได้วางมารอบคอบพอแล้ว


[อีกด้านหนึ่ง]


[“เพราะฉนั้นเฝ้าแค่ประตูก็พอ”]


“เอ๋ แผนคราวนี้ก็ไม่เบา แต่ก็คงทำอะไรจอมโจรคิดคนนี้ไม่ได้หรอกนะ คิกๆ”


ต้นเสียงหัวเราะเล็กน้อย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งวิธีการเปิดแท่นจัดวางและการทำงานของของกับดัก บทสนทนาทุกประโยค จอมโจรผู้นี้รับรู้หมดแล้ว เพราะเครื่องดักฟังและกล้องสอดแนมที่เอาไปติดไว้ที่แท่นจัดแสดงในช่วงที่ตำรวจเผลอ


‘คราวนี้นายจะไล่จับฉันสำเร็จรึเปล่าน้า คุณนักสืบ


….



..


.


“อีกหนึ่งนาทีสินะ..”


ผมพึมพำเบาๆพลางจ้องมองนาฬิกาเรือนเล็กที่ข้อมือ


‘วันนี้แกจะมาไม้ไหนกันนะ จอมโจรคิด


ผมนึกแล้วก็ยิ้มน้อยๆราวกับว่าสามารถสื่อไปถึงอีกฝ่ายที่อยู่ไหนไม่รู้ได้ แต่บางทีคนที่เกล่าถึงนั่นอาจจะจ้องมองอยู่ห่างๆก็เป็นได้


“อีกสิบวิจะถึงเวลาที่มันนัดแล้ว ทุกคนเตรียมตัวให้ดี!”


เสียงสารวัตรแผดไปทั่วสถานที่ เป็นสัญญาณให้ตำรวจทุกนายเข็มงวดขึ้นอีกและมีสติตลอดเวลา


“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง!!”


ปุง!!!


ครืดด!!


เมื่อถึงเวลาตามที่นัดไว้ด้านในห้องกระจกก็เกิดระเบิดควันขึ้น ควันสีขาวคละคลุงเต็มห้องและบดบังแท่นจัดแสดงจนไม่สามารถมองเห็นได้ เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีแผ่นเหล็กด้านนอกก็ปิดโครมลงอีก


“สำเร็จ!!พวกมันติดกับดักเราแล้ว!!!”


สารวัตรตะโกนด้วยความดีใจ


‘แต่คนอย่างหมอนั่นจะมาติดกับดักง่ายๆแบบนี้งั้นเหรอ’


ปุง!!!


“โฮ่ง!! โฮ่ง!!!”


ผมคิดแบบนั้นได้ไม่นานเสียงระเบิดควันก็ดังขึ้นอีกรอบ คราวนี้ควันพวยพุ่งอยู่บนห้องสี่เหลี่ยมเหล็กนั่น เมื่อจางออกก็ปรากฏให้เห็นร่างชายภายใต้ชุดและผ้าคลุมสีขาวที่เข้ากัน ยืนยิ้มและถือทับทิมที่ถูกนำมาจัดแสดงพลางค้อมตัวให้คนที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ด้านล่างเป็นเชิงยั่วโมโห


“อัญมณีทับทิมชิ้นนี้ผมขอรับไปตามที่เตือนไว้นะครับ”


“จอมโจรคิด!!! จับมันไว้เร็วเข้า!!!”


สารวัตรสั่งการ แต่ทว่าไม่ทันการเสียแล้ว


ปุง!!!! ครืดดด!


พอระเบิดควันเกิดระเบิดและพาร่างภายใต้ผ้าคลุมสีขาวหายไปแล้วก็ตามด้วยเสียงการเก็บแผ่นเหล็กด้านนอก


“มันหนีไปได้แล้ว!!!”

“สารวัตรครับ! เครื่องร่อนครับ”

“ตามไปสิเร็วเข้า!!!”

“ครับ!!”


เครื่องร่อนสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีครามเข้มทำให้เป็นจุดเด่นสะดุดตา เป็นเรื่องปกติที่จะสังเกตเห็นโดยง่าย.. เพื่อเป็นการล่อให้พวกสารวัตรตามไป แต่มันอาจจะเป็นกับดัก..


บัดนี้ตำรวจรวมถึงสารวัตรและคุณปู่จิโรคิจิวิ่งออกไปจากสถานที่นี้เพื่อไปไล่ตามเจ้าคิดหมดแล้ว ทำให้เลือเพียงพวกผมเท่านั้น


“เราเข้าไปดูด้านในกันเถอะ”


ผมถือวิสาสะเปิดประตูกระจกห้องจัดแสดงเข้าสู่ด้านในห้องจัดแสดง แล้วก็ตามด้วยพวกขบวนการนักสืบและพวกรัน


“หายไปจริงๆด้วยแฮะ”

“ก็นะ อีกฝ่ายเป็นถึงจอมโจรคิด ต่อให้กับดักเหนือขนาดไหนคนอย่างเจ้านั่นก็คงสามารถขโมยไปได้อยู่ดีล่ะนะ”


ผมกวาดสายตาไปรอบๆห้องก็ไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิมนอกจากทับทิมเม็ดใหญ่ที่หายไป


“เอาล่ะ พวกเราก็กลับกันเถอะ ไม่มีอะไรแล้วนี่”

“ได้เห็นจอมโจรคิดแค่แปปเดียวเอง อายูมิอยากเห็นนานๆจัง”

“นั่นสิฉันก็อยากเห็นนานๆบ้าง”

“นี่! พวกแกน่ะอย่าวุ่นวายให้มากฉันพาพวกแกเข้ามาดูใกล้ๆขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว อีกอย่าง คิดน่ะเป็นหัวขโมยนะ ขโมยเสร็จก็ต้องรีบหนีจะอยู่รอตำรวจมาจับหรือไงเล่า! ไปๆกลับกันได้แล้ว!!”


คุณลุงบ่นยาวเหยียดก่อนจะเดินจ้ำอ้าวนำไปที่รถ


“ไว้คราวหน้าฉันจะชวนพวกเธอมาด้วยละกันนะ”

“เอ๊ะ คุณปู่จิโรคิจิไม่ได้ไปตามคิดเหรอคะ”

“อ่อ ตอนแรกจะตามไปน่ะ แต่ว่าสารวัตรบอกว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า เลยกลับมาน่ะ”

“แล้วลูแปงล่ะครับ”

“ฉันให้มันอยู่ที่รถน่ะ ว่าแต่พวกเธอนี่ก็เริ่มดึกแล้วนะ เด็กๆน่ะควรกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้วนะ”

“ค่า/คร้าบ”


เด็กๆกล่าวอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินตามๆกันไปที่รถ..


“เอ๊ะโคนันคุงหายไปค่ะพี่รัน”

“อ้าว เมื่อกี้ยังเดินตามมาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”

“เดี๋ยวฉันโทรหาให้นะ”


ติ้ง!


“อ่ะ ไม่ต้องแล้วล่ะค่ะ โคนันเมลมาบอกว่ากลับไปก่อนได้เลยเดี๋ยวจะตามกลับไป ให้ตายสิจะตามกลับไปยังไงกันล่ะรถก็ไม่มี คุณพ่อรอก่อนนะคะเดี๋ยวหนูไปตามโคนันก่อนนะคะ”

“ให้ตายสิ”



..


.


“เน จะมายืนงัดตู้จัดแสดงแบบโต้งๆอย่างงี้เลยเหรอ คุณจอมโจร”

“หืม อ่าวโคนันคุงยังไม่กลับอีกเหรอ ฉันไม่ใช่จอมโจรคิดหรอกนะ ฉันแค่จะเปิดเพื่อเช็คดูน่ะ”


ปู่จิโร่คิจิหันมามองหน้าเด็กตัวเล็กที่เพิ่งเดินเข้ามาในขณะที่กำลังเปิดแท่นจัดแสดงอยู่


“อย่ามาทำเป็นไก๋ไปหน่อยเลยน่า”

“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่คิด ฉันแค่มาเช็คแท่นจัดแสดงเพื่อให้แน่ใจนะโคนันคุง”

“หลักฐานคือลูแปงที่ปกติจะตามติดตลอด แต่ตอนนี้ลูแปงหายไป”


“หึ เก่งจังนะคุณนักสืบ แค่นั้นทำให้มั่นใจเลยเหรอว่าเป็นฉันน่ะ”


สุดท้ายอีกฝ่ายก็ยอมแพ้แล้วเปลี่ยนกลับมาใช้เสียงที่ใช้อยู่ตามปกติ


“ไม่หรอกที่ฉันมั่นใจได้ก็เพราะว่าคำพูดของนายเมื่อกี้ต่างหาก”

“คำพูด?”่

“ที่นายบอกว่าลูแปงอยู่ที่รถน่ะ ฉันเดินหาจนทั่วแล้วแต่ก็ไม่เจอลูแปงนายคงจะทำให้ชยาสลบแล้วเอาไปไว้ที่ไหนสักที่สินะ”

“ก็ ตามนั่นแหละ”


“ส่วนกลที่นายใช้ก็ง่ายนิดเดียว แท่นนั่นคงจะมีกลไกลที่นายเอาไปติดไว้สินะ สิ่งที่นายทำก็แค่แฮ็คระบบเข้าไปทำให้มันปิด แล้วนายก็แค่ปรากฏตัวเหมือนว่าตัวเองเข้าไปขโมยอัญมณีข้างในมาแล้วโดยที่ใช้ของปลอมหลอกตาพวกฉัน เพราะแสงแถวนี้ที่ค่อนข้างน้อยบวกกับนายยืนอยู่สูง ทำให้ไม่สามารเช็คได้ว่าเป็นของจริงรึเปล่า”

“เก่งเหมือนเดิมเลยนะนายเนี้ย”


ถึงปากยังคุยกันอยู่แต่มืออีกฝ่ายยังคงง่วนกับการเปิดแท่นออกมาให้ได้


“แล้วนี่จะไม่ขวางจริงๆเหรอ ฉันเปิดแท่นจัดแสดงอยู่นะ”


อีกฝ่ายดูแปลกใจที่ร่างเล็กไม่เข้าไปห้ามการกระทำของเขา


“นายก็แค่ดูนี่ว่ามันใช่สิ่งที่นายตามหารึเปล่ามันก็ไม่เสียหายซะหน่อย”

“หืม นายปล่อยฉันแบบนี้คิดอะไรอยู่ล่ะ”

“เปล่าซะหน่อย”

“หึ ปล่อยฉันไปแบบนี้จะดีเหรอ คุณนักสืบ”

“อยากให้ฉันจับนายมากหรือไงห๊า”

“ฮะๆ”


คนที่ตั้งใจกวนประสาทหัวเราะเบาๆ อย่างไม่เกรงกลัวต่อนาฬิกาเข็มยาสลบที่จ่อมาหาเขาเลย เพราะรู้ตัวดีอยู่ว่าอีกฝ่ายคงไม่ยิงตนง่ายๆ


“มีอะไรจะพูดรึเปล่าเห็นจ้องฉันนานละ”

“..อืม..”


หลังจากที่เห็นจ้องอยู่ซักพักเลยเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน


“ขอบคุณนะ”

“เรื่องอะไรเหรอ”

“ไม่ต้องมาทำไก๋น่า ก็ที่นายช่วยฉันไว้ไง”

“หึ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายอยากขอบคุณเรื่องอะไร แต่เอาเป็นว่าฉันรับไว้ละกันนะ คิกๆ”


พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ท่าก้มหัวเหมือนกับอายที่จะขอบคุณนั่นมันอะไรกัน ถึงเขาจะรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าขอบคุณเรื่องอะไร ก็คงไม่พ้นเรื่องที่ช่วยไม่ให้ล้มหัวฟาดพื้นหรอก แต่ก็ต้องทำไก๋ต่อไปเพื่อไม่ให้โดนจับตัวจริงได้


‘ไม่ใช่อีกแล้วเหรอ’


จอมโจรรำพึงในใจ


“เอาเป็นว่าคงหมดเวลาของฉันละนะ เอ้า”


ร่างสูงโยนทับทิมเม็ดใหญ่ไปให้เด็กชายพลางคิดหาเรื่องแกล้งเล็กๆน้อยๆก่อนจะต้องจากกัน


“เจอกันคราวหน้านะพ่อยอดนักสืบ”


ฟอด~


“เห้ย!!ไอ่เจ้าบ้า!”


ควับ!


คนที่อยู่ในร่างเด็กเกินอายุจริงหันกลับมาทางที่คนตรงหน้าจู่โจมแล้วจากไป แต่ทว่าก็ไม่เห็นใครเสียแล้ว เจอเพียงความว่างเปล่า


“ชิ! คราวหน้าฉันจะไม่ปล่อยนายแบบนี้อีกแน่”


ถึงปากจะพูดอย่างแค้นเคือง แต่ว่าแก้มสองข้างยังคงขึ้นสีแดงระรื่นอยู่อย่างนั้น


“เจ้าบ้าเอ้ย..”


เด็กชายบ่นเบาๆพลางลูบแก้มข้างที่โดนขโมยหอมแก้มไปเมื่อกี้


….



..


.


-[END]-

ผลงานทั้งหมด ของ _White Rose

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 19:52

    ชอบ​มาก​ค่ะ​ อยากให้แต่งอีก

    #4
    1
    • 16 มีนาคม 2562 / 23:24
      ขอบคุณนะครับ ถ้าคิดออกจะมาลงให้อีกนะครับ><
      #4-1
  2. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 15:20
    ฟินค่าาา
    #3
    1
    • #3-1 (@ThW_KunG-GGWP) (จากตอนที่ 1)
      8 พฤศจิกายน 2561 / 16:57
      ขอบคุณที่แวะมาอ่านและดีใจที่คุณชอบนะครับ^^
      #3-1
  3. #2 JinnyDiamond (@JinnyDiamond) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 11:20
    คือเขินอ่ะแกร อ่านไปฟินไปเลยอ่า~
    #2
    1
    • #2-1 (@ThW_KunG-GGWP) (จากตอนที่ 1)
      2 พฤศจิกายน 2561 / 19:41
      ดีใจที่ชอบนะครับบ ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะครับ
      #2-1
  4. วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 21:32

    ชอบเวลาคู่นี้ไล่จับและแกล้งกันจริงๆมันดีต่อใจมาก /////7///// พรหมลิขิตจริงๆได้มาเจอกันที่ตั้งแคมป์แบบนี้ <3

    #1
    1