ลำนำรักนางเชลย (18+)

ตอนที่ 8 : ทำไมต้องมาบงการชีวิตข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    27 พ.ย. 61

เฟิ่งอี้มาถึงได้ครึ่งทาง ก็รู้สึกเมื่อยขา เพราะต้องเดินกระต่ายขาเดียวมาตลอดทาง

"พักก่อน ข้าไม่ไหวแล้ว" เฟิ่งอี้ทรุดตัวลงเหนื่อยหอบ

"ให้ข้าช่วยเถอะ" หมอเกาบอก ก่อนจะนั่งลงแล้วรวบตัวนางขึ้นขี่หลัง

"ห๊ะ!!!!"นางอุทานด้วยความตกใจ แต่ก็ทำได้แค่นั้น เพราะอยู่บนหลังช่างสะดวกสบาย

ทั้ง 4 เดินมาถึงกระโจมในที่สุด 

"ข้าไม่นอนกระโจมหลังเดียวกับอิตาแม่ทัพนั้นนะ"เฟิ่งอี้รีบบอก

"แล้วท่านจะไปนอนที่ไหนละ เจ้าค่ะ"หลินอวี้ถาม

"ข้าไปนอนคอกม้าก็ได้ แต่ไม่ไปที่นั้น"นางยืนกราน ก่อนจะคิดอะไรขึ้นได้

"จริงสิ ข้าคิดออกแล้ว"นางหันไปมองหน้าเกาเว่ยฉี๋ที่ยืนหอบอยู่

"อย่าบอกนะว่า!!!!"เขาถามอย่างรู้ทัน

"ตอนนี้ข้าก็สนิทกับเจ้าแล้วนะหมอเกา เอาเป็นว่าให้ข้าอาศัยนอนที่กระโจมเจ้าสักคืนจะเป็นไรไป"เฟิ่งอี้ตบไหล่หมอเกาเบาๆ

"แต่คนอื่นอาจจะเห็นได้ ท่านเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนนะ"หมอเกาเอ่ย

"ไม่เหลือละมั่ง"ไป่ฉู่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะโดนสายตาของเฟิ่งอี้มองค้อนกลับไป

"นี่ งั้นเจ้าก็สละกระโจมให้ข้าแล้วเจ้าไปนอนที่อื่น นะๆๆๆ"นางพุ่งเข้าไปเกาะแขนเสื้อของเกาเว่ยฉี๋ เขย่าแล้วทำสายตาอ้อนวอน

หมอเกาทำหน้าแดง ด้วยเพราะไม่เคยได้ใกล้ชิดสตรีมากขนาดนี้ แค่วันนี้วันเดียวเขาก็เหมือนสนิทกับนางมากขนาดนี้เลยเหรอ

"ก็ได้ ก็ได้ เอาเป็นว่า ข้าจะให้เจ้านอนในที่ที่ข้าจัดให้ เพราะในกระโจมมียาสมุนไพรของข้าอยู่ ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปทำข้าวของข้าเสียหาย"หมอเกาเอ่ยอย่างใจอ่อน

ในที่สุด นางก็ได้ครอบครองเตียงของเขา ขณะที่สาวใช้ทั้งสอง นอนอยู่ข้างล่าง ส่วนตัวหมอเกานั้น นอนอีกฝั่งของกระโจมที่ขึงผ้ากั้นเอาไว้พร้อมกับเหล่ายาสมุนไพรของเขา ดูเป็นสัดเป็นส่วนดี

แม้ตะเกียงจะถูกดับไปนานแล้ว แต่นางก็ยังคงนอนไม่หลับดี เสียงเพลงจากงานเลี้ยงยังคงแว้วมาแต่ไกล นางคิดถึงบ้านเหลือเกิน นางคิดถึงครอบครัว แต่นางไม่มีอะไรเหลือแล้ว

นางมีเพียงตัวเองเท่านั้น ตัวนางที่ไร้ประโยชน์ที่จะมีชีวิตต่อไป จู่ๆ น้ำตาก็ไหลหลั่ง นางอัดอั้นตันใจไม่น้อยที่อยู่อย่างไร้เกียรติแบบนี้

................................................................................

แม่ทัพหนุ่มกำลังนั่งอยู่ในงานเลี้ยง เมื่อหันมองยัยองค์หญิงกลับไม่พบนางแล้วแถมเกาเว่ยฉี๋ก็หายไปด้วย ไม่รู้ว่านางจะแอบหนีไปอีกหรือเปล่า แต่ว่าสภาพบาดเจ็บขนาดนั้นนางคงหนีไปไหนไม่ได้อีก

แม้การทำศึกจะผ่านมานานเกือบครึ่งปีได้แล้ว เขาก็ยังไม่มีอารมณ์จะกลับไปแคว้นเหลียง เพราะเขาไม่อยากเจอสตรีนางนั้นอีก สตรีที่ทำให้เขาตัดสินใจใช้ชีวิตในสนามรบ

แถมพี่สาวคนเดียวยังถูกส่งตัวมายังแคว้นอู๋ แต่งงานกับฮ่องเต้แก่คราวพ่อ นึกถึงเรื่องนี้ทีไร เขาอารมณ์เสียทุกที

"ท่านแม่ทัพค่ะ ท่านว่าข้าจะตามท่านไปแคว้นเหลียงด้วยดีไหม"เสียงของมู่ตาลดังขึ้น ดึงเขาออกจะพะวัง 

"มู่ตาล เจ้านี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ"ผู้เป็นพ่อเอ่ยเตือน แต่ก็เห็นๆอยู่ หัวหน้าเผ่าไม่ได้จริงจังอะไร ดังนั้นเขาก็เตรียมการแล้วว่าจะส่งลูกสาวให้ไปอยู่จวนแม่ทัพหนุ่ม

"เจ้ากับพี่ชายก็ไปเที่ยวแคว้นเหลียงสักพักสิ พอเบื่อก็กลับมาได้"ซ่งเทียนเอ่ยบอก เขาไม่อยากมีสตรีในจวนเพิ่มให้มันมากนัก เพราะพวกนางเป็นตัวน่ารำคาญไม่น้อย

"นั้นสินะ ข้าก็อยากเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของแคว้นเหลียงเช่นกัน"มู่เฉิงกล่าวเสริม 

"เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเจ้าก็เตรียมตัวเถอะ อีก 2 วัน เราจะได้เดินทาง"ซ่งเทียนบอก 

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างสนุกสนานต่อไป จนเวลาค่อนคืนได้ เหล่าทหารหลายนายต่างเมามายนอนกองไปตามๆกัน หัวหน้าเผ่าที่อายุค่อนข้างเยอะแล้วจึงได้ขอตัวกลับก่อน

................................................................................

เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วไม่รู้ ขณะที่เฟิ่งอี้กำลังเคลิ้มจะหลับก็เกิดเสียงเอะอะขึ้นนอกกระโจม คล้ายๆได้ยินว่าใครกำลังหนี

"เร็วเข้ารีบตามหา นางคงยังไปไม่ไกล"เสียงทหารข้างนอกยังดังไม่หยุด

เสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นไปทั่วที่ด้านนอกกระโจม นางได้ยินเสียงใครสักคนในกระโจมที่ตื่นจากเสียง ก่อนร่างนั้นจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปดู ก่อนสักพักร่างนั้นจะกลับมา แต่เขามีท่าทีเปลี่ยนไป 

"ทุกคนตามหาเจ้าจนไม่ได้หลับได้นอน แต่ตัวเจ้ากลับมานอนสบายใจในกระโจมผู้ชายแบบนี้เหรอ"เสียงนั้นเอ่ย นางรู้เลยทันทีว่าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนเดียวกับที่ออกไปเมื่อกี้

เสียงสาวใช้ทั้งสองตกใจตื่น ก่อนพวกนางจะรีบจุดเทียนให้ความสว่าง ก็พบกับอิตาแม่ทัพที่ยืนหน้าทะมึงทึงอยู่

"ข้าก็ไม่ได้ไปไหน มาเดือดร้อนทำไม"เฟิ่งอี้ตอบ พลางอ้าปากหาว ข้ายังไม่ได้นอนสักนิด นางอยากจะตอบกลับไป

"เจ้าเป็นเฉลยของข้า ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปไหนต่อไหน หากข้าไม่รับรู้"ซ่งเทียนเอ่ยต่อ ก่อนจะเข้ามาคว้าข้อมือนางหมายจะลากออกไป

"นี่ !!! เจ้าอย่ามาบ้าอำนาจใส่ข้านะ ข้าไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย"เฟิ่งอี้ขัดขืน แต่นางเริ่มเจ็บที่ข้อมือแล้ว 

"ท่านแม่ทัพได้โปรดใจเย็น นางยังบาดเจ็บอยู่"หมอเกาพ่อเทพบุตรรีบเข้ามาพูดให้ซ่งเทียนเบามือกับนาง

"เจ้าอย่าลืมนะเกาเว่ยฉี๋ นางเป็นเชลยศึกของแคว้นเหลียง ซึ่งข้าต้องถวายแด่ฮ่องเต้ หากฝ่าบาทรู้ ว่าเจ้าใกล้ชิดกับนางมากมายแค่ไหน คนที่ต้องโทษ ก็คือเจ้า"ซ่งเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"ข้าไม่ไปกับเจ้าหรอก ปล่อยข้านะ"เฟิ่งอี้สะบัดตัวเองออกจากการเกาะกุมมาได้ แต่นางก็หนีไม่พ้น เมื่อแผลที่ข้อเท้าเริ่มแผลงฤทธิ์

"จะไปหรือไป ไม่ใช่สิ่งที่เจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ" แม่ทัพหนุ่มเอ่ย ก่อนจะคว้าแขนนางแล้วกระชากให้เดินตามอย่างแรง

นางเสียหลักแทบจะล้มลงจนแผลปริออก ความเจ็บแปล็บแล่นทั่วไปทั้งขา จนแต่ละก้าวเดินของนางสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

แม่ทัพหนุ่มกระชากลากถูหญิงสาวมาตลอดทาง ก่อนจะเปิดกระโจมแล้วพลักนางเข้าไป

ใบหน้าหญิงสาวที่เต็มไปด้วยน้ำตาทำให้เขาชะงักไปเล็กหน่อย

"ห้ามออกไปจากสายตาข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะล่ามเจ้าไว้ใต้ต้นไม้ทั้งวันทั้งคืน"ซ่งเทียนออกคำสั่ง

"ข้าจะไปไหนได้ เจ้าโง่เหรอ"นางตอบด้วยความเคียดแค้น

"หยุดปากดี แล้วทำตัวให้ดีหน่อย"เขาทำเสียงแข็ง ในสนามรบสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือสตรีน่ารำคาญแบบนางนี่แหละ

"ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมเจ้าต้องมาบงการชีวิตข้า"นางเอ่ยทั้งน้ำตา เจ็บก็เจ็บใจก็เจ็บ ให้ตายสิ

"ลืมฐานะตนเองแล้วหรอ ว่าเป็นอะไร หัดเจียมตัวด้วย"ถ้อยคำร้ายกาจออกจากปากชายหนุ่มรูปงามช่างเจ็บปวดไปทั่วทั้งใจ

"ก็บอกข้าดีๆก็ได้"

"ข้าไม่อยากดีกับเจ้า เพราะเห็นเจ้าแล้วมันรู้สึกหงุดหงิดเข้าใจไหม"เขาตะคอกใส่นาง ก่อนจะสะบัดหน้าออกจากกระโจมไป

สถาณการณ์สงบลง สาวใช้ ทั้งสองที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างนอกรีบเข้ามาหานายหญิงของตน 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น