ลำนำรักนางเชลย (18+)

ตอนที่ 7 : ถ้อยคำหยาบคายกลืนมันลงไปซ่ะ!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    31 ต.ค. 61

วันนี้ทหารสร้างกระโจมเล็กๆริมน้ำสำหรับอาบน้ำให้ท่านแม่ทัพของพวกเขา แน่นอนว่าเฟิ่งอี้นั้นหน้าหนาพอที่จะถือวิสาสะไปอาบในกระโจมนั้น

อิตาแม่ทัพนั้นส่งหญิงรับใช้มาสองคนเพื่อช่วยนางอาบน้ำ แน่นอนหละสตรีพิการเช่นนางจะอาบน้ำอย่างไร

ทั้งสองเป็นหญิงสาวแคว้นอู๋ที่ถูกเกณฑ์มาเป็นเชลย เมื่อทั้งคู่เข้ากระโจมมาแล้วก็คุกเข่าคำนับนาง ก่อนจะหันมองหน้ากันแล้วอมยิ้มแปลกๆ

"หม่อมฉันไป่ฉู่ และ หลินอวี้ ถวายการรับใช้องค์หญิงเจ้าค่ะ" ไป่ฉู่น่าจะมีอายุมากกว่าหลินอวี้ นางดูมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า ส่วนหลินอวี้เป็นหญิงน่าตาน่ารักเลยทีเดียว


"องค์หญิง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ได้ข่าวว่าพวกทหารเถื่อนพวกนั้นทรมานท่านจนได้รับบาดเจ็บ โธ่ องค์หญิงของกระหม่อม"ไป่หลินถามเสียงอ่อน ก่อนจะทรุดลงกอดขาเฟิ่งอี้

"อย่าเป็นห่วงข้าเลย ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่พวกเราเป็นอย่างไรบ้าง"เฟิ่งอี้เลือกที่จะไม่ตอบว่าแท้จริงแล้วทหารเหลี่ยงไม่ได้ทำร้ายนางเลย เป็นนางเองที่ซุ่มซ่ามไปเหยียบใส่กับดับหมีเข้า 

แต่เอาเถอะปล่อยให้พวกเขาเข้าใจไปแบบนี้แหละนะ

"พวกเราถูกส่งกลับไปแคว้นเหลี่ยงส่วนหนึ่งแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าทำไม แม่ทัพใหญ่ถึงยังปักหลักอยู่ที่นี้"หลินอวี้เป็นคนพูดต่อ

"เรื่องนี้ข้าก็ยังไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี่ยวข้าจะขอให้เจ้าสองคนอยู่เป็นเพื่อนข้าที่นี้ละกัน แล้วไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์หญิงอีกแล้ว" เฟิ่งอี้บอก อย่างน้อยนางก็มีเพื่อนจากแคว้นตัวเอง คอยอยู่เป็นเพื่อนบ้าง เพราะนางเหงาจะแย่แล้ว

"ตอนนี้ข้าว่าท่านรีบอาบน้้ำก่อนเถอะเจ้าค่ะ"ไป่ฉู่เตือน 

"นั้นสิ เดี่ยวแม่ทัพบ้าเลือดมาอาละวาดอีก ข้าขี้เกียจทะเลาะกับเขาแล้ว"เฟิ่งอี้เห็นด้วย

................................................................................

"กรี๊ดดดดดดด นี่มันรอยอะไร" เฟิ่งอี้ร้องลั่น เมื่อพบว่ารอบหน้าอกนาง เต็มไปด้วยรอยจ้ำสีม่วงเข้ม กระจายไปทังตัว 

"ข้าป่วยหรือโดยตัวอะไรกัด หรือจะเป็นยุงป่า!!!!"เฟิ่งอี้พ่นคำถามใส่สาวใช้ทั้งสองเป็นชุด ขณะที่พวกนาทำหน้ากระอักกระอ่วม เพราะไป่ฉู่เคยมีสามีมาก่อนดังนั้นนางจึงเข้าใจว่ารอยพวกนี้คืออะไร

"เออ นายหญิงเจ้าค่ะ ไม่ใช่รอยป่วยหรือรอยยุงป่าอะไรหรอกเจ้าค่ะ"ไป่ฉู่กระซิบตอบ

"แล้วมันคืออะไร ข้าจะหายไหม รอยน่าเกลียดพวกนี้"เฟิ่งอี้มีสีหน้าร้อนใจ นางไม่รู้จริงๆว่ารอยพวกนี้มาจากไหน

"นายหญิงอยากรู้จริงๆหรือเจ้าค่ะ"ไป่ฉู่ถามซ้ำ

"ก็บอกข้ามาเร็วเข้า ข้าจะได้ให้หมอเการักษา"เฟิ่งอี้ร้อนใจ

"มันคือรอยริมฝีปากเจ้าค่ะ"สิ้นเสียงของสาวใช้ เฟิ่งอี้คล้ายถูกตบหนาชาไป 10 วินาที รอยริมฝีปาก นางถามย้ำกับตัวเอง ก่อนภาพเหตุการณ์ตอนรุ่งสางจะวนฉายกลับมา

"รอยริมฝีปากอีตาแม่ทัพเถื่อนนั้น!!!!!" นางอุทาน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองได้โผล่งความลับออกไปแล้ว

"แต่ข้าไม่ได้มีอะไรกับตานั้นนะ"นางรีบแก้ตัว

ไป่ฉู่กับหลินอวี้สบตาอย่างรู้กัน ก่อนจะพยักหน้างึกๆ

"ข้าจะทำอย่างไรดี "นางเข้าใจแล้วทำไมหมอเกาและเหล่าทหารตอนกลางวันถึงได้มองนางแปลกๆ 

เพราะนางเล่นปรากฏตัวพร้อมรอยอารยธรรมตามคอ ตามตัวขนาดนี้ เป็นเพราะใครละ ถ้าไม่ใช้ตาแม่ทัพนั้น ใครต่อใครต่างคิดไปแล้วแน่ๆ ว่านางมีเสียความบริสุทธิไปแล้ว ไม่นะ ม่ายยยยยยย

"ข้าว่าท่านแค่สวมผ้าพันคอปกปิดรอยนั้นก็น่าจะดีนะเจ้าค่ะ"หลินอวี้ออกความคิดเห็น

"แต่นี้มันน่าร้อนนะ คนเห็นเข้าจะหาว่าข้าบ้าหนะสิ"เฟิ่งอี้แย้ง นางเคยเป็นองค์หญิงผู้นำการแต่งกายของแคว้นอู๋สมัยรุ่งเรืองเลยนะ จะมาให้แต่งตัวราวคนลงฤดู นางทำไม่ได้

"นายหญิงตอนนี้ไม่มีทางอื่นแล้วนะ"ไปฉู่เห็นด้วยอีกคน

"ข้าอยากตายยยยยยยยยย"
...............................................................................

งานเลี้ยงของชนเผ่าซงหรู๋ จัดขึ้นอีกฝั่งหนึ่งของป่าที่เฟิ่งอี้เคยมาวิ่งหนีไปตอนนั้น และตอนนี้ทุ่งดอกดาวกระจายถูกจัดเตรียมเป็นลานกว้างอยู่ตรงกลาง โดยล้อมรอบไปด้วยดอกดาวกระจายอีกที

เฟิ่งอี้นั่งบนกระดานไม้แล้วมีทหารอีก 4 คนหามมาจนถึงที่หมายในที่สุด ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว บรรยากาศรายรอบเงียบสงบ รอบๆลานสร้างเป็นเพิ่งที่ปูด้วยหนังวัว กันหมอกลงในตอนกลางคืน ส่วนด้านล้างมีแคร่เล็กๆสำหรับนั่ง

อิตาแม่ทัพนั่งอยู่ในเพิงใกล้ๆกับผู้นำชนเผ่าที่กำลังเมาได้ที่ ถัดไปเป็นที่นั่งของลูกๆหลานๆและภรรยาของผู้นำเผา ส่วนฝั่งนี้ รองจากที่นั่งแม่ทัพ ก็เป็นรองแม่ทัพที่ชื่อฝู่หลาง จากนั้นก็เป็นหมอเกา ท้ายสุดเป็นที่นั่งของนางองค์หญิงตกอับนั้นเอง

ด้านข้างเป็นโรงครัวที่สร้างแบบง่ายๆ มีแม่ครัวประจำเผ่าที่กำลังย่างเนื้อกลิ่นหอมฟุ้งอยู่ แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายไหล ลืมไปว่าตนเองยังไม่ได้กินข้าวเลย

ก่อนจะมีอาหารต่างๆเริ่มมาทยอยวางบนโต๊ะ เฟิ่งอี้ถือตะเกียบรอ นางหิวจะแย่แล้ว

"ดูท่าคงหิวหน้าดูนะ"เป็นเสียงของหมอเกาที่นั่งเอาคางกายมือแล้วจ้องนาง

"แล้วทำไม"เฟิ่งอี้ถามกลับ ขณะที่เคี้ยวของอยู่เต็มปาก 

"หัวหน้าเผ่ากำลังจะขึ้นพูด เจ้ารีบกลืนเสียสิ"เขาอมยิ้มใส่นาง อิตาหมอนี่ทำท่าทางน่ารักใส่นางเหรอ คิดแล้วขนลุกแปลกๆ

"ข้าไม่สนแหละ ข้าหิว"นางตอบ และไม่ได้สนใจพิธีการบ้าบออะไรหลังจากนั้นอีก จนเวลาผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงดนตรีขึ้น 

ดนตรีของชนเผ่าซงหรู๋ทำให้นางต้องหันหน้าขึ้นไปมอง ก็พบว่าตรงกลางลานมีหญิงสาวชนเผ่าออกมาเต้นรำ พวกนางต่างสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น อวดทรวดทรงองเอวเต็มที่

แถมนมทะลักล้นเต้าออกมาขนาดนั้น พวกนางเป็นแม่นมกันหรือยังไง เฟิ่งอี้วางตะเกียบแล้วมองดูหน้าอกตัวเอง ดูแล้วแอบโกรธท่านแม่นิดๆ

บุรุษทุกคนในล้างกว้าง ต่างจับจ้องไปยังร่างอรชรเหล่านั้นอย่างหื่นกระหายจนเฟิ่งอี้สังเกตได้ เมื่อจบหญิงสาวเหล่านั้นต่างเข้ามามองพวกดอกไม้ให้ผู้คนรอบๆลาน ยกเว้นนาง

"นี้มันเลือกปฏิบัติชัดๆ"ไป่ฉู่เอ่ยกระซิบ 

"ถือซ่ะว่าข้าแค่มากินข้าวละกัน"เฟิ่งอี้ตอบ ก่อนจะพบว่าสตรีนางหนึ่งเดินเข้าไปหาอิตาแม่ทัพ

"นี้คือบุตรสาวคนเดียวของข้า"หัวหน้าเผ่าเอ่ยบอก

ขณะที่หญิงสาวโค้งตัวลงคำนับ แล้วชะม้ายชายตามองบุรุษรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาที่ผู้เป็นแม่ทัพเบื้องหน้า

"ข้าชื่อ ซงหรู๋มู่ตาล เจ้าค่ะ"นางเอ่ยเสียงหวาน ทำเอาบุรุษรอบๆใจละลายได้เลยทีเดียว

"มู่ตาล เจ้าไปปรนนิบัติท่านแม่ทัพเร็วเข้า"ผู้เป็นพ่อออกคำสั่ง ขณะที่หญิงสาวทำท่าทางเหมือนรับคำสั่ง แต่ก็เดินไปนั่งข้างๆอิตาแม่ทัพนั้นแต่โดยดี

"ข้าว่านะ นี่มันแผนถวายตัวชัดๆเลยเจ้าค่ะ"หลินอวี้กระซิบบ้าง

"ดีแล้ว คืนนี้ข้าจะได้ไปนอนที่อื่นเสียที ข้าไม่อยากนอนกระโจมเดียวกับเขา"เฟิ่งอี้ตอบ แต่ดูเหมือนนางเป็นสตรีขี้หึงที่กำลังประชดอยู่ แต่นางเปล่าประชดนะ ทำไมไป่ฉู่กับหลินอวี้ทำหน้าไม่เชื่อนางละ

"ได้ข่าวว่า ท่านแม่ทัพนำตัวองค์หญิงอู๋เฟิ่งอี้กลับมาด้วย ขอให้พวกข้าได้ชมนางเป็นบุญตาได้หรือไม่" จู่ๆ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น งานเข้าแล้วสิ

เฟิ่งอี้หันไปตามเสียงก็พบว่าเป็นชายหนุ่มชนเผ่าผิวดำแดง ไม่สวมเสื้อ ดังนั้นจึงสามารถเห็นแผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าที่คมสันเป็นความหล่อเหลาแบบชาวป่าจริงๆ

"ได้แน่นอน นางอยู่ตรงนี้แล้ว"แม่ทัพใหญ่ของแคว้นเหลี่ยงเอ่ย ก่อนจะหันหน้ามาทางนาง เป็นนัยว่า นางนี่แหละที่ถูกกล่าวถึง

ทุกสายตาหันมาจ้องนางบ้าง รวมถึงบุคคลที่ถามเมื่อกี้ด้วย

"ช่างงดงามสมคำล่ำลือจริงๆ"ชายหนุ่มคนนั้นตอบ สายตาขอเขาที่จ้องมาเป็นประกายแปลกๆ ทำเอาเฟิ่งอี้ขนลุกซู่ไปหมด

"มู่เฉิง อย่างเสียมารยาทต่อหน้าท่านแม่ทัพสิ เออ ท่านแม่ทัพ เขาคือซงหรู๋มู่เฉิง บุตรชายของข้าเอง ต้องขอโทษท่านแล้วที่ข้าสั่งสอนไม่ดี"หัวหน้าเผ่าผู้เป็นพ่อรีบขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

"ฮ่าๆ ข้าไม่ถือสา นางก็แค่องค์หญิงไร้แผ่นดิน ไปอยู่แคว้นข้าก็คงเป็นเพียงแค่เชลยคนหนึ่งเท่านั้น"แม่ทัพใหญ่หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี

เฟิ่งนี้หน้าชารอบที่ 100 เมื่อได้ยินเขากล่าววาจาดูหมิ่นเหยียดหยามต่อหน้าผู้คนขนาดนี้ แต่นางก็ทำอะไรได้ไม่ได้ 

"ขอบใจท่านแม่ทัพที่ชี้แนะ ข้าจะได้วางตัวถูก งั้นคืนนี้รบกวนส่งข้าให้ไปอยู่กับเชลยแคว้นอู๋ด้วย ข้าไม่อยากนอนร่วมกระโจมเดียวกับท่านแล้ว"นางตอบกลับไป ก่อนจะเชิดหน้าอย่างถือดี

เกิดเสียงฮือฮาเล็กน้อย แน่นอนว่านางพูดออกไปคนอื่นต้องเข้าใจไป 8 ใน 10 ส่วนแล้วว่า เขาและนางมีสัมพันธ์ลึกซึ่งกัน อยากจะหักหน้าข้าดีนัก ข้าขอเอาคืนบ้างละ

แม่ทัพใหญ่มีสีเข้มขึ้น เขาจ้องมองนางเขม่นราวจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ แน่นอนว่าคำพูดนางได้ผลนางยั่วโมโหเขาสำเร็จ

"พูดได้ดี หึหึ"เขาตอบกลับมาอย่างเยือกเย็น ก่อนงานเลี้ยงจะเข้าสู่สถาณการณ์ปกติ

"ท่านนี้แน่มาก"หมอเกายืนหน้ามาชม

"ข้าอยากกลับแล้ว"เฟิ่งอี้เอ่ย แต่ทหารกำลังดื่มกินสุราอาหารกันอย่างสนุกสนาน นางจะไปรบกวนใครได้

"ไปสิ เดี่ยวข้าไปส่ง" หมอเการับอาสา ขณะที่หันหน้าไปดูจะขอความช่วยเหลือให้แม่ทัพใหญ่ใช้ทหารให้มาช่วยหน่อย ก็พบว่าฝั่งโน้นกำลังคุยกันสนุกสนานอยู่เลยไม่กล้ารบกวนอีก

"ข้าไม่ได้เอาไม้นั้นมา"นางหมายถึงไม้ค้ำที่หมอเกาทำให้

"งั้นท่านขี่หลังข้ามาเถอะ"เขาบอก ก่อนจะนั่งลงข้างๆแคร่ไม้

"ไม่ดีกว่า ลำบากเจ้าเปล่าๆ"เฟิ่งอี้ส่ายหัว

"นายหญิงขี่ข้าไหมเจ้าค่ะ"ไป่ฉู่รับอาสา 

"ช่วยพยุงข้าไปก็พอ"นางนึกวิธีออกในที่สุด ไป่ฉู่กับหลินอวี้ช่วยพยุงเฟิ่งอี้ที่เดินขาเดียว ส่วนหมอเกาก็เดินมาเป็นเพื่อน
................................................................................



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น