ลำนำรักนางเชลย (18+)

ตอนที่ 1 : โชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 มิ.ย. 63

กลิ่นควันไฟคละคลุ้งไปทั่วบริเวณท้องพระโรง เป็นความรู้สึกแรกของนางหลังจากได้สติกลับคืนมา 

เสียงกรีดร้องดังมาเป็นระยะ จากด้านนอก 
ขณะที่กวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณก็พบกับซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างที่เคยสวยงาม

นางรู้สึกศีรษะหนักอึ้งขณะที่พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนจะพบกับภาพที่น่าใจหาย รอบตัวนางเรียงรายไปด้วยร่างแน่นิ่งของราชวงค์อู๋ อันประกอบด้วย ฮ่องเต้ ฮองเฮา และสนมทั้ง 10  นอกจากนี้ยังมีเหล่าขันทีผู้ติดตามและเหล่านางกำนัลที่ต่างหมดลมหายใจด้วยสภาพที่น่าเวทนา 

นางยืนนิ่ง ศีรษะของตัวเองแทบระเบิด ก่อนภาพก่อนหน้านั้นจะเวียนกลับมาตอนที่ทุกคนจรดจอกสุราที่ผสมยาพิษกับริมฝีปากแล้วกลืนลงไป ขณะที่ตัวนางหมดสติไปตอนไหนไม่รู้ได้

นางเลยไม่ตายงั้นหรือ ??? 

"เสด็จพ่อ เสด็จแม่ !!"นางเรียกผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง ขณะที่มือสัมผัสผิวที่เคยนุ่มเนียนของผู้เป็นเสด็จแม่ก็พบว่าเย็นเฉียบ

ร่างบางทรุดกายสะอื้นให้ เสียงร้องปานจะขาดใจก้องไปทั่วท้องพระโรงสองมือโอบกอดร่างไร้วิญญาณ ก่อนที่แสงสว่างจากโคมไฟจะสาดส่องเข้ามา พร้อมกับเสียงของฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่ง

"ท่านแม่ทัพ ฮ่องเต้แคว้นอู๋ชิงดื่มยาพิษฆ่าตัวตายไปแล้ว" เสียงรายงานดังขึ้นข้างหลัง 

ขนทุกเส้นของนางลุกชันทั่วร่างเมื่อได้ยินเสียงรายงานดังขึ้นมาจากข้างหลัง ศัตรูที่บุกแคว้นนางอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่นางเป็นเพียงสตรีตัวคนเดียวที่ไร้อาวุธ นางจะทำอะไรได้

"เจ้าคือองค์หญิง องค์ใดของแคว้นอู๋"เสียงอันทรงพลังถาม นางไม่ได้หันไปดูก็ทราบได้ว่า เขาต้องมีตำแหน่งสำคัญไม่น้อยในกองทัพนี้

นางค่อยๆวางร่างไร้ลมหายใจทั้งสองร่างลง ก่อนจะหันไปมอง

ทหารแคว้นเหลียงนับ10คนที่อาวุธครบมือ ในมือถือดาบเปื้อนเลือด ตรงกลางมีชายหนุ่มในเกราะสีแดงเพลิง ร่างสูงกำยำ เกราะที่เขาสวมบ่งบอกว่าเขานั้นคือแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกองทัพมาบุกแคว้นนาง 

แม่ทัพใหญ่มองนาง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วใช้คบไฟส่องหญิงสาว

"อ๋อ องค์หญิงอู๋เฟิ่งอี้คนงามนี่เอง"เขาเอ่ยพลางแสยะยิ้มเย็นยะเยือก มองหญิงสาวที่น้ำตานองหน้านางร้องให้จนตาบวมไปหมด 

"จับนางไปรวมกับพวกเชลยด้านนอก" เขาออกคำสั่ง

ทหารหลายนายกรู่กันเข้ามาหมายจะหิ้วปีกนาง แต่เฟิ่งอี้สะบัดออก

"ไม่ต้องเอามือสกปรกของพวกเจ้ามาแตะต้องข้า ข้ามีเท้า เดินเองได้!!!"นางตวาด มองเหล่าทหารศัตรูด้วยความอาฆาต ร่างกายยังสั่นเทาด้วยความกลัว แม้นางจะกลัวมากแค่ไหน แต่นางก็เป็นถึงองค์หญิง พวกทหารชั้นต่ำไม่คู่ควรมาแตะต้องนาง อี้เฟยยืดตัวตรง ก่อนจะเดินตามไป

ภาพสุดท้ายที่จากมา คือสภาพราชวังที่ถูกทำลายลงไปจนเสียหายไปหมด แคว้นอู๋ที่เคยรุ่งเรืองบัดนี้สิ่้นแล้ว ด้วยความที่พระบิดาของนางเลือกช่วยเหลือฝั่งผิด 

แม้นางจะเสียใจจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะเดิน แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้เลย นางไม่อยากถูกทหารพวกนี้หิ้วปีกออกไปในสภาพที่น่าอนาถ นางไม่อยากให้ประชาชนพวกนั้นเห็นสภาพเจ้าหญิงอย่างนางต้องมาตกต่ำ ถึงแม้ตอนนี้นางจะมีสภภาพต้อยต่ำมากก็ตาม

ร่างสูงตรงหน้าเดินนำเหล่าทหารด้วยความผ่าเผย ตลอดทางมีทหารแคว้นเหลียงโค้งคำนับด้วยความอ้อนน้อม ก่อนจะพานางมาถึงขบวนเชลยที่มีเหล่าชาวบ้านอีกราว 500 กว่าชีวิต

"ท่านแม่ทัพ จัดเตรียมพวกเชลยเรียบร้อยแล้ว"ทหารคนหนึ่งคาดว่าเป็นรองแม่ทัพเอ่ยรายงานกับแม่ทัพหนุ่ม

"เดินทางได้"แม่ทัพพยักหน้า จากนั้นจึงออกคำสั่ง ขณะที่เหล่าทหารเข้ามาสวมโซ่ตรวนรอบข้อเท้าของเฟิ่งอี้

"พวกแกจะทำอะไร!!!"นางโวยวายขณะที่เหล็กเย็นเฉียบพันรอบข้อเท้า ความหนักของมันทำให้นางรู้ได้เลยว่ามันทำให้การเดินยากลำบากแค่ไหน

"ป้องกันเจ้าหนีอย่างไรละ"ผู้เป็นแม่ทัพตอบแทน ก่อนจะทำหน้าเฉยชาแล้วเดินจากไป

เฟิ่งอี้หมดหนทาง นางทำอะไรไม่ได้จริง เลยต้องยอมรับชะตากรรมในครั้งนี้ 

ขบวนทัพของแคว้นเหลียงกำชัยชนะออกจากแคว้นอู๋ที่เหลือเพียงซากปรักหักพังท่ามกลางลมฤดูหนาวที่พัดโชยมา หากไม่เกิดสงครามเช่นนี้ ณ เวลานี้แคว้นของนางกำลังจัดเตรียมงานฉลองฤดูหนาวอยู่ ป่านนี้ร้านค้าต่างประดับไปด้วยของตกแต่งสวยงาม มีว่าวกระดาษสีสันสวยงามละลานตา แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้ถูกกลืนหายไปกับสงครามหมดแล้ว

เหลือเพียงซากบ้านพังๆ กลิ่นควันไฟ และคาวเลือด

นางไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย เพราะสำหรับผู้พ่ายแพ้นั้น ก็หมายถึงการสูญเสีย เหมือนที่นางเผชิญอยู่ตอนนี้

ขบวนเดินมาจนพลดค่ำจึงได้ตั้งกระโจมพักอยู่แถวชายแดนแคว้นอู๋ เฟิ่งอี้เดินจนเท้าปวดระบม เหล็กรอบข้อเท้าก็เสียดสีจนข้อเท้าห้อเลือดไปหมด กว่าจะได้หยุกพักเล่นเอาขานางแทบหลุดจากร่าง ที่พักเชลยนั้นไม่มี ทุกคนถูกต้อนมารวมกันในเพิงพักที่สร้างแบบง่ายๆ

อาหารเย็นเป็นเพียงหมั่นโถแข็งๆให้ประทังชีวิต แต่นางจะกินได้อย่างไร ในเมื่อนางไม่เคยกินมาก่อน ทั้งชีวิตอยู่แต่ในวังหลวง เดินบนพรมหนานุ่ม อาหารเลิศรสทั่วแค้วน นางล้วนได้ลิ้มรส 

เฟิ่งอี้นั่งเหม่อมองเชลยศึกหลายคนที่กินหมั่นโถแข็งเป็นหินนั้นด้วยความเอร็ดอร่อย ขณะที่กระโจมใหญ่อีกฝั่งนั้นมีเสียงดนตรีบรรเลงออกมา 

"องค์หญิงแคว้นอู๋ ท่านแม่ทัพของพวกเราเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงทหารคนหนึ่งเข้ามาบอกพลางส่งชุดใหม่ให้นาง

“ข้าไม่ไป"เฟิ่งอี้ตอบอย่างไม่ได้สนใจ พลางนั่งกอดอกเช่นเดิม ท่าทางของนางช่างดูอวดดีในสายตาทหารที่อยู่แถวนั้นไม่น้อย

"ข้าเกรงว่าคงจะต้องใช้กำลังกับท่าน"ทหารคนนั้นทำท่าหักนิ้วมือขู่ พลางย่างสามขุมเข้ามา แถมยังเรียกทหารแถวนั้นเข้ามาจะจับนางจริงๆ

"นี่อย่ามาเตะต้องตัวข้านะ ออกไปให้หมด"เฟิ่งอี้ถดตัวเองหนี ปากก็ตะโกนไล่แต่ไม่ได้ผล 

"พวกข้าจะให้โอกาสท่านเป็นครั้งสุดท้าย จะไปดีๆหรือให้พวกเราลากไป"ทหารคนนั้นทำหน้าราวยมฑูตที่กำลังจะพาวิญญาณนางไปให้ได้

"ข้าไม่ไป!!!!" เฟิ่งอี้ยืนกราน ทำไมนางจะต้องยอมทำตามความต้องการของคนอื่นด้วย ในเมื่อนางเป็นองค์หญิง แม้ตอนนี้นางจะเป็นเพียงแค่เชลยศึก แต่ชาติตระกูลของนางก็สูงส่งอยู่ดี ดังนั้นจะไม่มีใครมาบังคับนางได้

"จับนาง" ทหารคนนั้นออกคำสั่งให้พรรคพวกเข้ามาช่วย มือหนาหยาบกร้านเข้ามาแบกนางขึ้นราวกับปุยนุ่น นางพึ่งรู้ว่าตัวเองเบาขนาดนั้นเลยเหรอ

"กรี๊ดดดดดดดด ปล่อยข้า กรี๊ดดดดดด"เฟิ่งอี้ร้องลั่น ขณะที่พยายามดิ้นให้หลุด ทหารร่างกำยำแบกนางตรงมายังกระโจมหลังนั้นด้วบความรวดเร็ว

.....………………………………………

ตู๊มมมมมมมมมมม !!! 

ร่างบางถูกโยนลงในแม่น้ำที่เย็นเฉียบ

“พวกเจ้ามันป่าเถื่อน ทำไมต้องทำกับข้าแบบนี้”นางโวยลั่น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองโดนกลั่นแกล้งรังแก

“รีบอาบน้ำซ่ะ พวกข้าจะได้หมดหน้าที่”ทหารคนนั้นทำหน้าทะเล้นแล้วตอบ

“นี่ ข้าเป็นสตรี จะมาอาบน้ำให้พวกทหารชั่วอย่าพวกเจ้าเห็นได้ยังไง”เฟิ่งอี้แย้ง ได้ผลพวกมันทำหน้าคิดหนัก 

เพราะตอนนี้เรือนร่างของหญิงสาวที่มีเพียงผ้าเปียกน้ำห่อหุ่มกายกำลังรีดแนบกายจนเห็นสัดส่วนชัดเจน

“หันหลังไปให้หมดนะ”เฟิ่งอี้ถือโอกาสออกคำสั่ง พลางใช้มือปิด

ทหารที่เหลือต่างทำหน้าไม่ถูกเลยได้แต่ยอมหันหลังให้นางในที่สุด

เมื่อเห็นว่าทหารโง่พวกนั้นยอมทำตามที่นางบอกแล้ว เฟิ่งอี้ถือโอกาส ว่ายน้ำข้ามไปยังอีกฝั่ง ก่อนจะรีบปีนขึ้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว 

เมื่อถึงพื้นดิน นางรีบวิ่งตรงไปยังชายป่าอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเสื้อผ้าที่เปียกน้ำ กำลังเป็นปัญหาอย่างมาก เมื่อพวกมันลีบติดกับผิวจนเคลื่อนไหวลำบาก นางจึงได้แต่ถกชายกระโปรงขึ้นเพื่อให้วิ่งสะดวก

แม้กิ่งไม้จะเกี่ยวจนผิวหนังของนางเป็นรอยแดงไปทั่วขา แต่นางก็ไม่ได้สนใจแล้ว ตอนนี้ขอเพียงมีชีวิตรอดตอนนี้ก็เพียงพอ

นางวิ่งตรงมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าไกลได้แค่ไหน ก่อนจะพบว่ามีม้าตัวหนึ่งถูกมัดไว้ใต้ต้นไม้ ในป่าแบบนี้มีม้าของใครกัน

ม้าสีดำสนิทพ่วงพี ส่งเสียงฟึดฟัดใส่นางพลางย้ำเท้าบ่งบอกว่าไม่ได้เป็นมิตรเท่าไหร่ แต่ว่าเฟิ่งอี้ต้องการม้าตัวนี้ เพราะหากนางใช้มัน นางจะหนีพ้นแน่นอน

แต่ว่าก่อนที่กำลังจะจัดการปลอบประโลมม้าตัวนี้ จู่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา เป็นเสียงครวญครางของสตรีที่ดูเหมือนเจ็บปวดเพราะโดนอะไรสักอย่าง

เฟิ่งอี้ชะงักไป หรือว่าสตรีนางนั้นจะเป็นเจ้าของม้าตัวนี้ และนางอาจกำลังจะเกิดเรื่องขึ้นก็เป็นได้

นางคิดว่าต้องช่วยคนก่อน จึงได้เดินตามเสียงไป เสียงร้องยังดังไม่หยุด อยู่ไม่ไกลจากที่นางกำลังตรงไป แต่แปลก ตรงที่เสียงนั้นดังติดต่อกัน

“นี่ แม่นาง เป็นอะไรหรือไม่ ให้ข้าช่วยไหม”เฟิ่งอี้ตะโกนถาม แต่ต้นเสียงยังไม่ตอบ ยังคงส่งเสียงมาเป็นระยะ 

ในป่าแบบนี้ ไม่แน่ว่านางอาจจะโดนงูกัด ตอนนี้อาจใกล้ขาดใจแล้วก็ได้ ยิ่งคิดนางก็ยิ่งร้อนใจ แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสตรีนางนั้น แต่เฟิ่งอี้ก็อยากจะช่วยนาง

เฟิ่งอี้กัดฟันเดินต่อไป ก่อนจะพบว่า อีกด้านของป่า คือทุ่งดาวกระจายผืนใหญ่ ที่ดอกดาวกระจายกำลังชูช่ออวดดอกสีเหลืองอร่ามสวยงาม นางมองดูทิวทัศน์เบื้องหน้าจนแทบลืมตามหาเจ้าของเสียงนั้นไปเลย

และแล้ว เมื่อเดินผ่านทุ่มดอกดาวกระจายตามเสียงมา นางก็ได้รับรู้ความจริง ว่าต้นเสียงนั้นคืออะไร ภาพตรงหน้าคือ สตรีและบุรุษผู้หนึ่งกำลังร่วมรักกัน บุรุษผู้นั้นโยกตัวด้วยท่าทางดุดัน จนหญิงสาวนางนั้นร้องครวญครางไม่ขาดสาย

เฟิ่งอี้ยืนตะลึง จังหวะเดียวกันกับที่หญิงสาวนางนั้นหันมาเจอนางพอดี

“กรี๊ดดดดด เจ้าเป็นใคร”หญิงสาวร้องลั่น เป็นเหตุให้ชายหนุ่มคนนั้นคว้าผ้าคลุมมาคลุมกายนางไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งตัวมาหานาง

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อตอนนี้ปลายทวนเล่มยาว กำลังจ่อคอหอยนางอยู่ พร้อมกับชายหนุ่มชีเปลือยที่ไม่ได้เขินอายเลยว่า กำลังอวดกระบองของตนอยู่

นางจำได้ เขาคือคนที่ทหารเรียกว่า แม่ทัพ งั้นก็แสดงว่าเขาคือแม่ทัพใหญ่ของกองทัพเหลียงสินะ

“กรี๊ดดดดดดด บัดสีที่สุด”เฟิ่งอี้หลับตาแน่น ภาพแท่งนั่นยังติดตาช่างหน้ากลัวเหลือเกิน

ชายหนุ่มไม่ได้จะปกปิดของสงวนเลย เขายังคงจ่อปลายทวนคมกริบมาที่ต้นคอของเฟิ่งอี้

“เจ้าหนีมางั้นหรือ”แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถา 

“ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้หนี ข้าแค่มาอาบน้ำ”เฟิ่งอี้ตอบ ขณะที่ยังหลับตาอยู่ นางจะไม่ลืมตาไปมองภาพอุจาดนั้นเด็ดขาด

“หึหึ งั้นหรือ” แม่ทัพเค้นเสียงหัวเราะ ก่อนจะลดปลายทวนลง 

“พวกโง่เอ๊ย” เฟิ่งอี้ได้โอกาสหนี จึงพูดใส่หน้าเขาแล้วหันหลังวิ่งไปอีกทางอย่างรวดเร็ว นางคำนวน
ไว้แล้ว ว่าตาแม่ทัพชีเปลือยคนนั้นไม่มีทางวิ่งตามนางมาได้แน่ๆ ก่อนไปขอแลบลิ้นปลิ้นตาเยาะเย้ยให้สาสม

นางวิ่งฝ่าดงดอกดาวกระจายมาได้สักพัก

“สวบบบบบบ” จู่ๆก็เหมือนมีอะไร มาถ่วงที่ข้อเท้า ก่อนที่กระแสความเจ็บจะแล่นเข้าสู่ร่างกาย

นางเหยียบโดนกับดักเข้าเต็มๆ และตอนนี้กับดักเวรตะไลนี่ งับเข้าเต็มๆที่ข้อเท้านาง พร้อมกับเลือดอุ่นๆที่ไหลริน

“กรี๊ดดดดดด”สมองที่ประมวนผลเริ่มทำงาน นางเจ็บจรแทบจะขาดใจ พยามจะง้างออก แต่ไม่ได้ผล 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น