ปราการเทวะหวนคืน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 515,196 Views

  • 6,583 Comments

  • 6,025 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    111,419

    Overall
    515,196

ตอนที่ 68 : กระบี่กลีบบุปผา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1062 ครั้ง
    6 ม.ค. 62

ตอน.....








            จวิ้นเต๋อใช่เวลากว่าหนึ่งเดือนเต็มในตำหนักสวรรค์ เพราะเขาไม่เพียงสร้างตำหนักน้อยใหญ่เพิ่มเติมขึ้นมา ยังตัดเรียงตำรามากมายรวมถึงศาสตร์ขั้นสูงที่ได้รับจากเสาค้ำสวรรค์

          "ปรุงโอสถ  ศาสตร์อักษร  วิชายุทธ การดนตรี  ค่ายกล(พิชัยสงคราม) ศิลปะ หรือหลอมสร้าง "  สิ่งที่จวิ้นเต๋อเรียบเรียงขึ้นมานั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาหลายพันปีในการเรียนรู้ แต่ในความคิดของเขาหากสอนคล้ายกับยุคที่เขาผ่านมาเพียงสี่ถึงห้าปีก็เชียวชาญได้ไม่ยากเย็นที่เหลือคงแล้วแต่วาสนา แน่นอนว่าทุกคนต้องเรียนศาสตร์วรยุทธเป็นหลักส่วนศาสตร์รองที่ศาสตร์เสริมนั้นพวกเขาต้องเลือกด้วยตนเอง


          "ท่านอ๋องกระบี่กลีบบุปผาที่ท่านให้หาอยู่นี้เเล้ว ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะใช้มันทำสิ่งใด " ถึงกระบี่ตรงหน้าจะมิใช่ยุทธภัณฑ์ระดับสวรรค์แต่มันก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับนภาขั้นปลายเลยทีเดียว ที่จวิ้นเต๋อสนใจเพราะมันตีขึ้นมาจากกระดูกสันหลังของอสรพิษม่วงที่อัดแน่นไปด้วยพิษร้าย....


        "ข้าเพียงอยากลองทำอะไรบางอย่าง บางทีข้าอาจทำให้มันกลายเป็นยุทธภัณฑ์ระดับสวรรค์ได้ " คำกล่าวของจวิ้นอ๋องหากผู้ใดที่ไม่รู้จักมักคุ้นมาได้ยินคงคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว แต่สิ่งที่จวิ้นเต๋อจะทำ นั่นคือการวางกลไกบางอย่างเข้ากับอาวุธเพราะนั่นคือศาสตร์ชั้นสูงของสองเเขนงทีเดียวมันจึงเป็นไปได้ยากที่จะทำมัน 

         จวิ้นเต๋อกำหนดอักขระออกมามากมาย มันอัดแน่นไปด้วยพลังของพฤกษาที่อบอุ่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยพิษร้ายของวัสดุที่ใช้หล่อหลอม เป็นธรรมดาที่กระดูกของอสรพิษย่อมเคยเป็นข้อปล้องมาก่อน ที่เลือกมันมาตีเป็นกระบี่คงเพราะความอ่อนไหวของมัน 


         เมื่ออักขระถูกประทับลงบนตัวกระบี่ ผิวสัมผัสของมันสว่างจ่าชั่วขณะและหม่นแสงลงเช่นเดิมแต่ที่ต่างออกไปมันมีลวดลายที่เเบ่งกระบี่ออกเป็นช่องๆคล้ายกับวาดตารางหมากลงบนเล่มกระบี่ก็ไม่ปาน 



          "เอาล่ะลองดูหน่อยแล้วกัน ....." จวิ้นเต๋อกล่าวจบเพียงเท่านั้น กระบี่ในมือที่ถูกพลังปราณของผู้ถือถ่ายเทเข้าไปจนมันตอบรับ เพลงกระบี่บุปผาสยบสวรรค์ถูกร่ายรำออกมาเเต่แทนที่กระบี่จะไหวเอนไปตามทิศทางมันกลับเเตกกระจายออกไปคล้ายกับกลีบบุปผายามร่วงหล่น ภาพตรงหน้าคล้ายกับว่าท่านอ๋องกำลังร่ายรำใต้ต้นไม้แล้วมีกลีบของบุปผาร่วงหล่นมิขาดสาย แต่เมื่อสังเกตุดีๆเเล้วบุปผาเเต่ล่ะกลีบไม่ได้ร่วงหล่น แต่มันกำลังมุ่งไปตามทิศทางและแต่ล่ะกลีบนั้นคือใบมีดขนาดเล็กที่คล้ายคลึงกลีบบุปผาเท่านั้น    เมื่อท่านอ๋องหยุดลงใบมีดเหล่านั้นก็กลับไปรวมตัวเป็นกระบี่กลีบบุปผาเฉกเช่นเดิม นี่นับว่าสมชื่อเสียงของมันอย่างแท้จริงเเต่ก่อนหากพูดถึงกระบี่กลีบบุปผาคงหมายถึงความอ่อนโยนของมันราวกับบุปผาที่ลู่ลม แต่ตอนนี้มันตรงตามนามของมันเเละระดับของมันก็เช่นกัน 


         "เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ ความจริงแล้วศาสตร์ทุกศาสตร์ย่อมเกื้อกูลกันทั้งสิ้น ไม่มีศาสตร์ไหนที่คงอยู่เป็นหนึ่งเดียว การผสมผสานที่ลงตัวนับว่าสร้างผลลัพที่น่าทึ่งว่าไหมหานอี้  ....หานอี้เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่.." 



        "ฟังๆ ขอรับท่านอ๋อง เป็นเช่นที่พระองค์ตรัสไม่ผิดแน่ " หานอี้ถึงกับสติหลุดลอยไปเเล้วเพราะนอกจากเพลงกระบี่บุปผาสยบสวรรค์จะไร้ที่ติเเล้วยุทธภัณฑ์สวรรค์ที่ใช้ก็นับว่าไร้ที่ติเช่นกัน หากใครได้เป็นสักขีพยานในการถือกำเนิดของยุทธภัณฑ์สวรรค์ที่แสนง่ายดายพวกเขาคงมีอาการมากกว่าตนเองหลายเท่าตัว 




         "ไปตามท่านฉิงซี่มาพบข้าที ข้าน่าจะมีงานให้พวกเขาทำแล้วล่ะ " จวิ้นเต๋อคิดอะไรชั่วครู่และยิ้มออกมา สิ่งแรกและมีความสำคัญในการสร้างกองกำลังนั่นคืออาวุธ และหากจะใช้เพลงกระบี่บุปผาสยบสวรรค์คงไม่มีสิ่งใดจะเหมาะไปกว่ากระบี่กลีบบุปผาอีกแล้ว กระบี่นี้ใช้เวลาหลอมไม่ยากอะไร และอีกอย่างจะทำเหมือนกันสักร้อยอันก็คงไม่เหนือบ่ากว่าแรง



         ถึงจะเรียกหาเพียงเฟิงไหลฉิงซี่แต่ผู้ที่ติดตามมาด้วยคือน้องชายทั้งสามของเขาซึ่งตอนนี้ทั้งสี่นั้นอาศัยในตำหนักสวรรค์มาร่วมเดือนแล้วโดยหน้าที่ส่วนใหญ่คือดูแลชินอ๋อง แต่ชินอ๋องเองก็มีหลิวเพ่ยดูแลใกล้ชิดอยู่แล้วพวกเขาเลยแทบมิได้ทำสิ่งใดนอกจากทดสอบอาภรณ์ที่หานหลี่ตัดเย็บขึ้นมาเพื่อเป็นแบบ และกว้านสีทองลวดลายบุปผาเช่นกัน อาภรณ์สีขาวราวกับเหลียนฮวามันทั้งบางเบาและนุ่มสบาย แต่กลับแข็งแกร่งด้วยวิธีตัดเย็บที่ปลายชายเสื้อและชุดล้วนถูกปักด้วยลายขุนเขามันยิ่งก่อให้เกิดความงดงามเเละเย็นตาทุกคราที่ได้จ้องมองมัน 





         "ท่านว่ายังไงนะ อสรพิษม่วงเช่นนั้นหรือ ท่านจะให้พวกข้าล้างบางพวกมันหรือไร   ." ฉิงชิวที่อดเเปลกใจและไม่สามารถกักเก็บความสงสัยไว้ได้ก็จะให้ทำอย่างไรในเมื่อรับสั่งของจวิ้นอ๋องคือการรวบรวมชิ้นส่วนกระดูกของอสรพิษม่วงที่มีถิ่นกำเนิดในดินแดนของไป๋หู่ และมีข้อแม้ว่าต้องเป็นสัตว์อสูรระดับสวรรค์เท่านั้น 


         เฟิงไหลฉิงซี่รีบตปบปากของน้องชายทันทีถึงจะเห็นด้วยกับคำถามของน้องชาย แต่อย่างไรเสียการเสาะหาและสังหารสัตว์อสูรก็ไม่นับว่ายากเย็นอย่างไรเสียพวกเขาควรมีงานทำบ้างเท่านั้นเอง 

          " ข้าเพียงต้องการกระดูกสันหลังของพวกมันเพื่อใช้หลอมกระบี่เท่านั้นเอง อีกอย่างที่เหลือรวมถึงแก่นปราณพวกท่านก็เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายเถอะเพราะอย่างไรอนาคตพวกท่านอาจต้องใช้มัน " ข้อสงสัยถึงแม้จะได้รับความกระจ่างแต่จำนวนกว่าหนึ่งร้อยนับว่าเวลาสามเดือนคงไม่สามารถทำมันสำเร็จได้โดยง่าย



          "เอาล่ะนี่คือสิ่งที่พวกท่านต้องสวมใส่มันเอาไว้เมื่อออกไปข้างนอกเพื่อป้องกันผู้คนที่จะจับตาพวกเรา " หน้ากากทองที่หลอมจนกลายเป็นลวดลายของบุปผาเพลิง ท่านอ๋องหมายใจให้พวกเขาปกปิดไม่ให้ผู้อื่นสนใจจริงๆนะหรือ เพียงแค่ทั้งสี่ปรากฏกายใครไม่มองมาผู้นั้นย่อมมีปัญหาทางด้านการมองเห็นอย่างแน่นอน


         "และนี่    ข้าเกือบลืมโอสถ   'จิตอัคคี' ของพวกท่านจงรับมันไป มันถูกหลอมขึ้มมาจากรากบงกชอัคคีอายุหมื่นปีเชียว และเป็นของดีไม่เชื่อท่านลองมองหานอี้ดูเถิดที่ตอนนี้ก้าวหน้าเกือบข้ามเข้าสู่ระดับผู้นิราศได้เเล้ว "  ส่วนของใบหน้าซีกล่างของจวิ้นอ๋องเผยรอยยิ้มที่โอบอ้อมอารี แต่ในตอนนี้ทั้งสี่กำลังจะเป็นลมเพราะสมุนไพรที่ใช้หลอมนั้นมันไม่ต่างจากวัชพืชในสุสานของเฟิงไหลเลย แต่โอสถนี่มีค่าไม่สามารถประเมินได้ เห็นทีคงต้องหาโอกาสไปเก็บพวกมันมาให้หมด 


        ทั่งสี่ต่างมองหน้ากันสลับไปมาราวกับว่าพวกเขากำลังคิดอ่านในเรื่องเดียวกันอยู่ 



        เมื่อจัดการทุกอย่างภายในตำหนักสวรรค์เรียบร้อย คงเหลือเพียงหานกู่เเละหานหลี่นำคนเข้ามาเท่านั้นเพราะทุกสิ่งอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว 



(จักรวรรดิหงส์อัคคี)




         ร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีเขียวมรกตปรากฏกายขึ้นขอบชายป่าระหว่างเฟิงไหลและฉีหลิน ในมือของเขาถือพัดหยก ใบหน้ากำลังฮำเพลงคล้ายกับคนอารมณ์ดี และในใบหน้าที่ถูกปิดบังไว้ด้วยหน้ากากทองคำกว่าครึ่ง ....




      'มีคนกำลังมา..??"   เมื่อสัมผัสได้ว่ามีกลุ่มคนที่มิใช่เพียงคนสองคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ จวิ้นเต๋อก็ดีดกายขึ้นสู่ยอดไม่สูงในทันที จวิ้นเต๋อที่นั่งลงหย่อนขาทั้งสองข้างตามทิศทางของแรงโน้มถ่วง แน่นอนว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถสัมผัสถึงเขาได้เพราะพลังรอบกายของจวิ้นเต๋อเมื่อรวมเข้ากับตำหนักสวรรค์ก็ไม่ต่างจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเท่านั้น



         รถลากนับร้อยที่ถูกลากจูงโดยสัตว์อสูรที่ใช่ในการเพาะปลูกอย่างพวกกระทิงเขาเดียว ที่มีพละกำลังมหาศาลแต่กลับไม่ค่อยมีสติปัญญาร่างกายผอมบางของพวกมันแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากที่พวกมันต้องเผชิญ กลุ่มผู้คนที่กำลังอพยพมุ่งหน้าไปยีงฉีหลินเช่นนั้นหรือ 


         "พวกเจ้าคงเดินทางไปฉีหลินเช่นกัน ข้าได้ยินมาว่าที่นั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสุภาพชน แต่งกายเช่นเจ้าคงไม่เหมาะสมอย่างน้อยผมของเจ้าก็ควรเก็บให้เรียบร้อย เผยให้เห็นใบหน้าที่ชัดเจน นี่คือสิ่งที่ญาติข้าบอกมาในสารที่ส่งมา "เสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน คนเหล่านี้ส่วนมากแต่ก่อนล้วนเคยเป็นประชาชนของฉีหลินแทบทั้งสิ้น แต่เมื่อได้รับความเดือดร้อนพวกเขาก็ล่ะทิ้งมันไป ถึงมันจะมิใช่ความผิดของพวกเขาก็ตามทีเพราะพวกเขาก็เป็นเพียงชาวบ้านตาดำๆที่ไม่ได้มีพลังปราณสูงมากสุดคงเป็นผู้ใช้ปราณขั้นต้นถึงปราณจิตขั้นต้นกระมัง พวกเขาถึงเลือกที่จะเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่เช่นนี้ 


            "ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้ฉีหลินนับเป็นที่ที่เหล่าขุมอำนาจเบื้องบนหวาดกลัวเพราะจวิ้นอ๋องทั้งเด็ดขาดเเละโหดเหี้ยม.." เสียงหนึ่งที่เอ่ยเล่าเรื่องราวที่ได้รับมาราวกับว่าตนเองอยู่ในเหตุการณ์เรื่องราวที่เขาถ่ายทอดล้วนเป็นวีรกรรมที่จวิ้นเต๋อทำขึ้นทั้งนั้น แต่มันก็มีความจริงเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น การได้หยุดพักเเล้วรับฟังสิ่งที่พวกเขาเเลกเปลี่ยนกันนับว่าเป็นการคลายความเครียดก็ว่าได้ เพราะสิ่งที่พวกเขารู้นั้นย่อมไม่ทำให้ชีวิตของพวกเขาหดหู่ หากพวกเขารับรู้ในสิ่งที่จวิ้นเต๋อได้รับรู้พวกเขาคงล่ำไห้เช้าเย็นเป็นแน่ นี่ล่ะนะอยู่สูงกว่าผู้อื่นมิใช้มีเพียงอำนาจบารมีเท่านั้นแต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบติดตามมาด้วย ถึงจะไม่อยากทำก็ตามทีเเต่ความเมตตานั้นถือเป็นหนึ่งในความเป็นคนล่ะนะ (หลวงตากล่าวไว้)




         "ท่านแม่ข้าหิวเหลือเกิน....." เสียงของเด็กน้อยในวัยยังไม่พ้นสิบขวบปีกำลังเขย่าร่างที่กำลังหลับไหลของสตรีผู้หนึ่งที่แน่นิ่งอย่างหมดแรง ซึ่งภาพตรงหน้าจวิ้นเต๋อเองก็มองเห็นมันอย่างชัดเจน เป็นอย่างที่คิดนางสิ้นลมหายใจไปแล้ว ผู้หนึ่งมีชีวิตยืนยาวนับหมื่นปี แต่บางคนก็มีลมหายใจไม่กี่สิบปีเท่านั้น บางทีการตายก็ถือเป็นการหลุดพ้น




      จวิ้นเต๋อใช้เวลากว่าสามวันในการติดตามกลุ่มคนเหล่านี้ พบว่าทุกวันจะมีเด็กกำพร้าเพิ่มมากขึ้น และเพื่อความอยู่รอดพวกเขาก็เกาะกลุ่มกัน พึ่งพาอาศัยกัน มันเป็นมิตรภาพที่ก่อตัวจากเด็กที่บริสุทธิ์ แต่สิ่งที่จะสอนพวกเขารออยู่ข้างหน้าต่างหาก



           "ปล่อยข้าาาา ปล่อยพวกข้าาาา......" เสียงเอะอ่ะโวยวายของเหล่าเด็กน้อยที่ดังไปทั่ว แต่มันไม่ได้ทำให้ผู้คนมากมายให้ความสนใจ พวกเขาทำราวกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่คนเหล่านี้กำลังทำ จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ผิดเพร่ะคนกลุ่มนี้ทีเป้าหมายเดียวคือการจับเด็กเหล่านี้เพื่อขายเป็นทาส นับว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายสิ้นดี แต่มันนับเป็นเรื่องปกติสำหรับคนเหล่านี้ไปแล้วนั่นเอง



          ปั๊กก!!!!  "โอ้ย!!!!   ใครปาใส่ข้า ออกมานะ!!  " เสียงโวยวายของชายผู้หนึ่งที่กำลังคร่ากุมตัวเด็กชายเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสียเมื่อมีกิ่งไม้ที่ถูกโยนมาจากที่ใดก็ไม่รู้กระแทกศรีษะเข้าอย่างจัง ลมปราณระดับปราณจิตขั้นสามถูกปล่อยออกมาคุกคาม ที่เขาหาญกล้าทำเช่นนี้เพราะที่นี้เขานับว่ามีพลังปราณสูงที่สุดเเล้ว

           "เพียงลมพัดกิ่งไม้หักก็เท่านั้น  เหตุใดต้องใส่ใจ " เสียงของเด็กหนุ่มที่ดังก้องทั่วทิศทางสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนไม่น้อย  เพราะได้ยินเพียงเสียงเท่านั้น ไม่สามารถหาที่มาได้เลย แต่เมื่อชายผู้นั้นมองขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา กลับพบเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งหยอนขาอย่างสบายใจ ในมือถือสาลี่ลูกหนึ่งและกำลังกัดกินมัน ใบหน้ากว่าครึ่งถูกปกคลุมไปด้วยหน้ากากสีทองที่มองอย่างไรก็คงมิใช้ของปลอม


         การเเต่งกายของเด็กหนุ่มตรงหน้านับว่าล่อตาล่อใจไม่น้อย เพราะทั้งอาถรณ์ที่สวมใส่ เครื่องประดับต่างๆล้วนไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาเช่นพวกเขาจะมีได้ และการที่ไม่สามารถสัมผัสพลังปราณได้มีเพียงสองทางเท่านั้น 


        'ไร้ลมปราณแต่แต่งตัวดีเช่นนี้คงเป็นบุตรหลานของเชื้อพระวงศ์กระมัง ' ในความคิดของชายผู้นี้นับว่าตื้นเขินนัก เพราะหากจะเข้าฉีหลินควรหาข้อมูลมาให้ดีกว่านี้ เครื่องประดับของเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ต้องเอ่ยออกมาก็สามารถบอกฐานะของเขาได้ในทันที เพราะมีเพียงบรรดาศักดิ์อ๋องเท่านั้นที่สามารถสวมกว้านทองได้ และหากสังเกตุดีๆจะพบว่าลวดลายที่สลักบนกว้านเป็นรูปของกิเลนเพลิงสวรรค์ บรรยากาศสงบเงียบรอบกายไม่ได้ทำมห้มันตระหนักเลยหรือ ไร้ลมปราณเช่นนั้นหรือ แล้วเด็กหนุ่มผู้นี้เอาเวลาไหลปีนป่ายต้นไม้ที่สูงกว่าสิบเมตรกัน แถมกระโดดลงมาราวกับว่ามันห่างพื้นเพียงนิดเท่านั้น 


        "เจ้าคิดจะทำอะไรเช่นนั้นหรือ จริงอยู่ที่ฉีหลินเปิดรับพวกเจ้า แต่อย่างไรเสียที่นั่นก็ไม่เหมาะกับอาชีพพ่อค้าทาสหรอกนะ เพราะกฏหมายของฉีหลินไม่อนุญาต " นี่นับเป็นหนึ่งในสิ่งที่จวิ้นเต๋อไม่ยอมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง การกดขี่ด้วยชนชั้นก็มากพอเเล้ว อย่าเพิ่มสิ่งที่หน้าละอายขึ้นมาอีกเลย 



           "เจ้า !! เจ้า!!เป็นใครกันถึงยื่นมือเข้ามายุ่ง เด็กพวกนี้อยู่ในความดูแลของข้า ข้าจะทำอะไรยกพวกเขามห้ใครก็ย่อมได้  " ชายผู้นี้ยังคงไม่ยอมหยุด เขาอ้างสิทธิ์ในตัวของเด็กกำพร้าเหล่านี้เพียงเพราะเศษอาหารที่เขาหยิบยื่นให้หรอกหรือ 

           "ไม่จริง!! พวกเราไม่รู้จักเขา ไม่รู้จัก!!  "เสียงของเด็กน้อยกล่าวออกมาอย่างเป็นกังวล ถึงจะเป็นเพียงเด็กแต่พวกเขาล้วนเข้าใจสิ่งที่คนผู้นี้จะทำ เพียงเเต่พวกเขาไม่มีกำลังพอเท่านั้นเอง 


          พัดหยกในมือถูกกางออกโบกไปมาราวกับว่าผู้ถือกำลังสบายใจ ลวดลายบนพัดงดงามแปลกตา โบกไปมาอย่างครุ่นคิด 

         " เจ้าถึงขนาดทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้ หากปล่อยเจ้าไปคงไม่อาจพูดได้ว่าฉีหลินมีความยุติธรรมอยู่ เพียงร้อยก้าวที่เจ้าก้าวข้าวสู่ดินแดนของฉีหลินเจ้าย่อมอยู่ภายใต้กฏหมายของฉีหลิน " จวิ้นเต๋อโบกพัดเพียงครั้งเดียวปรากฏใบมีดนับสิบพุ่งเข้าหาชายผู้นั้นราวกับว่ามองไม่เห็นค่าของชีวิต อย่าว่าเเต่ป้องกัรเลยเขามองไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนี้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกทีก็ถึงคราต้องตกตาย การสังหารต่อหน้าผู้คนเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ไม่สมควรแต่จะปล่อยไปรั้งแต่จะสร้างปัญหา 



           "ห้าคน....ระดับปราณจิตขั้นต้นห้าคน ภายในสามลมหายใจ..." เสียงเอ่ยของเหล่าผู้คนที่ต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่ได้ใจเเข็งที่จะมอง แต่พวกเขายังไม่ทันจะหลบเลี่ยงการสังหารก็จบลงแล้ว ใบมีดสีเงินแทงทะลุร่างของคนทั้งกลุ่มและแต่ล่ะเล่มล้วนเน้นที่จุดตายเพียงเท่านั้น นับว่ามีความเมตตาเเล้วสำหรับการลงมือของจวิ้นเต๋อ 



          "ข้าส่งพวกเจ้าเพียงเท่านี้ก็น่าจะพอ ตรงหน้าเป็นด่านหานเป่ยไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว " จวิ้นเต๋อเอ่นโดยมิได้สนใจว่าพวกเขาจะมีท่าทางเช่นไร แต่ตลอดสามวันที่ผ่านมาการเดินทางของพวกเขาเรียกได้ว่าโร่ยด้วยกลีบบุปผาแล้ว เพราไม่มีสัตว์อสูรโผล่มาแม้เเต่ตนเดียว


        "เดี๋ยวก่อนคุณชาย...."   แต่ก่อนที่จวิ้นเต๋อจะหันหลังเพื่อเดินทางต่อไป กลับถูกเสียงของเด็กน้อยเรียกหาเสียก่อน  เด๋กน้อยที่มีร่างกายผอมบางที่ดูท่าน่าจะมีอายุมากที่สุดในบรรดาของเด็กกำพร้าทั้งเจ็ดคน


        จวิ้นเต๋อหันกลับมามองเด็กเหล่านั้นทำเอาพวกเขาเกิดความประหม่าไม่กล้าเเม้เเต่จะมองหน้า เเต่อย่างไรที่รวบรวมความกล้ารั้งผู้ช่วยชีวิตเอาไว้นับว่านี้อาจเป็นโอกาสเดียวของพวกเขา 

        "คุณชาย ที่บ้านท่านคงมีข้ารับใช้มากมายแล้ว แต่ข้าอยากขอควาทกรุณาท่านรับพวกเขาไปได้หรือไม่ อย่างน้อยก็เลือกอาผิง และอาลี่ พวกเขายังเด็ก " เด็กชายที่รวบรวมความกล้ากล่าวขอความเมตตาออกไปตรงๆ พวกเขาคงไม่กล้าขอติดตามเพราะไม่มีสิ่งใดให้น่าพกพา แต่หากจะร้องหาความปราณีอย่างน้อยกับเด็กในกลุ่มที่อายุน้อยและอาจเอาตัวรอดได้ยากก็น่าจะเป็นความหวังเล็กๆก็ได้ 


          เมื่อกล่าวจบเด็กชายทั้งเจ็ดคนก็ก้มตัวลงต่ำจรดพื้น คล้ายอย่างไรเสียมันคือสิ่งที่สมควรทำที่สุดในตอนนี้ จวิ้นเต๋อเองก็อดที่จะเห็นใจเด็กเหล่านี้ไม่ได้จะบอกว่าไม่สนใจก็คงมิใช่เพราะตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมาเขาเห็นการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ห่วงใยและช่วยเหลือกันมากกว่าพี่น้องเสียอีก แต่การคัดเลือกคนเข้าตำหนักสวรรค์ยกให้หานหลี่และหานกู่ไปแล้ว 


         "ติดตามเราไม่ได้สุขสบายเช่นที่พวกเจ้าวาดหสวังหรอกระ เพราะพวกเจ้าต้องทำงานถึงจะมีที่อยู่และอีกอย่างหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะได้รับนั้นไม่สามารถล้อเล่นได้ " เมื่อจวิ้นเต๋อคิดถึงคราชีวิตในร่างของเต๋อ เขาย่อมเห็นอกเห็นใจคนเหล่านี้มากที่สุดและหากนี่เป็นโอกาสเล็กๆแน่นอนว่าพวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อยึดมันไว้ 


           " เอาล่ะข้าจะรับพวกเจ้าไว้ก็ได้ แต่ต้องหลังจากที่พวกเจ้าวิ่งตามข้าเจ็ดวัน และจงจดจำความยากลำบากนี้เอาไว้ เมื่อพวกเจ้าผ่านมันมาได้ข้าจะให้แซ่พวกเจ้าเอง..."  หากเป็นผู้อื่นคงเห็นเป็นเรื่องตลก เพียงรับเป็นข้ารับใช้ถึงกลับต้องวิ่งตามถึงเจ็ดวัน แต่หากพวกเขาได้รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใครพวกเขาคงไม่เกี่ยงแม้ต้องวิ่งสักครึ่งปี 


         
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.062K ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #4948 Sukunya Khumphrawat (@num_namu) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 12:28
    บางทีก็งงๆอ่ะ เหมือนภาพตัดอ่ะ ถ้าแก้ตรงนี้ได้นิยายจะลื่นจะสนุกกว่านี้ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #4948
    0
  2. #4156 iN3310K (@iN3310K) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 19:44
    อืม.....แน่ใจนะว่ากระบี่ ไอเราก็นึกว่าเซ็มบงซากุระซะอีก
    #4156
    0
  3. #3505 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 11:03

    เป็นการอัพเกรดอาวุธที่ไม่มีใครทำได้นอกจากจวิ้นอ๋อง

    #3505
    0
  4. #3497 banyenmoo (@banyenmoo) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 08:44
    โอ้...บัวอัคคีคงสูญพันธ์แน่...เด็กน้อยสู้ๆๆๆๆ
    #3497
    0
  5. #3496 Nista0227 (@Nista0227) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 08:38
    เด็กๆสู้ๆนะ
    #3496
    0
  6. #3481 Shadow Reader ♡♡ (@batamana) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 06:09

    ได้องครักษ์​เด็กแล้วววววว

    #3481
    0
  7. #3468 A-loveless (@A-loveless) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 00:49
    ท่านช่างโหดร้าย ให้เด็กวิ่ง7วัน
    #3468
    0
  8. #3467 Witaya_l (@Witaya_l) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 00:37
    ขอบคุณครับ
    #3467
    0
  9. #3466 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 00:14

    ก่อนจะให้วิ่งตาม..
    หาอาหารให้เด็กกินก่อนจะดีกว่ามั๊ย
    #3466
    0
  10. #3465 Lukiris Tink (@kimchi9) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 23:33
    ท่านอ๋องใจดีจัง
    #3465
    0
  11. วันที่ 6 มกราคม 2562 / 23:11

    เด็กๆเดียวก้อโตค่ะ
    #3464
    0
  12. #3463 chalisa1111 (@chalisa1111) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:38
    ขุมกำลังได้เพิ่มเเล้วววว
    #3463
    0
  13. #3462 Tumbabycorn (@Tumbabycorn) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:34
    วิ่งแบบพี่ตูน
    #3462
    0
  14. #3461 พาจ (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:32

    มาต่อเลยได้ไหม มาต่อให้ชั้นที

    #3461
    0
  15. #3460 ห้วงคำนึง (@NuengMontian) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:31
    เอาอีกๆ
    #3460
    0
  16. #3459 SuSaya (@yusay) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:17
    ท่านอ๋องอย่างโหด
    #3459
    0
  17. #3458 JirapornPannuma (@JirapornPannuma) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:16
    มันช่างค้างจริงๆ
    #3458
    0
  18. #3457 HaSaKiZz (@HaSaKiZz) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:14
    ค้างทั้ง2เรื่องเลยงะะ
    #3457
    0
  19. #3456 lznuscrfb (@onepiece09) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:08
    ความรู้สึกค้างเหมือนเจ้าแห่งจอมเวทเด้ะ ฮืออออ วันนี้ไม่มีอีกซักตอนจริงๆอ่อ???
    #3456
    0
  20. #3455 toooootooooo2 (@toooootooooo2) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:07

    ดูบอลไทยแล้วอ่านนิยาย มันทำให้เราไม่หัวร้อนเกินไป

    #3455
    0
  21. #3454 Pai-ll2 (@Pai-ll2) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:06

    ชอบใจ ขออีก

    #3454
    0
  22. #3453 SLE-30 (@sarawutsaeueng) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 22:04
    คงไม่เป็นลมตายไปก่อนนะ...วิ่งตาม7วัน...กินข้าวก่อนไหม55
    #3453
    0
  23. #3452 annaaa (@anna_anna) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 21:54

    ขออีกน้าาาาาาา
    #3452
    0
  24. #3451 yui60 (@yui60) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 21:53
    เห็นด้วยกับ #สายลม
    อัฟอีกนิดเถอะ
    #3451
    0
  25. #3450 สายลม (@tred) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 21:43

    ขออีกได้ไม เด้งปุ๊บจากง่วงนอนนี้ตาแตกเลยจ้าาาาา สว่างโรมากกก
    #3450
    0