ปราการเทวะหวนคืน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 519,839 Views

  • 6,597 Comments

  • 6,059 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    116,062

    Overall
    519,839

ตอนที่ 5 : โบตั๋นเพลิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1448 ครั้ง
    5 พ.ย. 61

ตอน....โบตั๋นเพลิง






            ก้าวย่างที่เดินอย่างไม่เร่งรีบแต่ทุกฝีก้าวนั้นแฝงไปด้วยการสำรวจพื้นที่เเละเก็บสมุนไพรข้ารับใช้ทั้งสองต่างแสดงความแปลกใจที่อ๋องของพวกเขาเเทบไม่ต้องพยายามค้นหาให้เหนื่อยเพียงเดินไปหยิบตรงนั้นทีตรงนี้ทีคล้ายดังเอามันมาวางไว้แล้วมาเก็บในภายหลัง แต่แท้จริงแล้วจากพลังของตำหนักพฤกษาสวรรค์ในกายนับว่าจวิ้นเต๋อสามารถรับรู้ถึงเหล่าพฤกษาและสมุนไพรต่างๆทุกอย่าง ทั้งยังสามารถแยกเเยะพวกมันได้เพียงการสัมผัส

         "ท่านอ๋องขอรับท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือขอรับ ข้าน้อยจะไม่ไหวแล้วนะขอรับ " เสียงของหานหลี่ทีทำลายบรนยากาสการเก็บสมุนไพรที่สุดแสนจะง่ายดายจนเพลิน ทำเอาหานกู่จ้องมองอย่างตกใจถึงจะบอกว่าหานหลี่นั้นเป็นข้ารับใช้แต่แท้จริงเขาก็ไม่เคยที่จะรับใช้ใครมาก่อน การที่เอ่ยท้วงการกระทำขนายนับว่าชีวิตหายไปกว่าครึ่งแล้ว 

       เมื่อเห็นสีหน้าของท่านปู่ก็เบ่นเอาหานหลี่สำนึกได้ว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรในทันทีตนอาจลืมไปว่าตอนนี้ทั้งสองมีนายแล้ว และนายยังเป็นถึงอ๋องศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย 

       "ข้าน้อยขออภัยด้วยขอรับ ข้าาาาเพียง.." 



      "พักก่อนก็ได้ ที่ข้าไม่เหนื่อยคงเพราะข้าชอบที่นี้มาก มันทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยไอสวรรค์ที่บริสุทธิ์ข้าเลยเผลอตัวไปสักนิด " แทนที่จะกล่าวโทษแต่กลับเป็นฝ่ายขอโทษเสียเองนี้นับว่าเป็นเรื่องที่แทบไม่น่าจะมีเลย การที่นายจะมาขออภัยเหล่าข้ารับใช้มันช่างไม่สมเหตุสมผลเลยจริงๆ

      ทั้งสามนั่งพักได้สักครู่ จวิ้นเต๋อก็หยิบบางอย่างออกมาจากมิติมันเป็นผลท้อสวรรค์สีทองที่ปัจจุบันน่าจะสูญหายไปจนหมดสิ้น และคงมีเฉพาะในเขตสมบัติของจักรวรรดิหรือไม่ก็ภายในแดนลับแลต่างๆเท่านั้นเอง 

      "ท่านอ๋อง..นี่มันท้อสวรรค์หรือขอรับ.." จวิ้นเต๋อชะงักทันทีก่อนที่เขาจะดับความหิวด้วยผลไม้ทานเล่นเช่นนี้ หานหลี่กลับถามมาอย่างตื่นเต้น น่าตกใจตรงไหนก็ท้อสวรรค์นะซิมันมีมากมายมิใช่หรือจะตกใจไปทำไมมันเป็นหนึ่งในผลไม้ไม่กี่อย่างที่ช่วยส่งเสริมให้พลังปราณมีความบริสุทธิ์ 

       "เอาไปซิ....    " ยิ่งไปกว่านั้นอ๋องผู้ใจบุญก็มอบสิ่งที่ไม่มีค่าในสายตาของตนเองเลยนั้นให้กับข้ารับใช้ทั้งสองที่รีบรับมันราวกับพบเจอสมบัติเสียอีก แต่จะทำไงได้เพราะเขามีมันกว่าร้อยผลทีเดียว 




   (จักรวรรดิมังกรสวรรค์)


       "ตามที่หมอหลวงฮวังรายงานหม่อมฉันคิดว่าโอสถที่มีลักษณะเช่นนี้คงไม่พ้น 'พลิกกายาคืนสวรรค์' เป็นโอสถระดับสวรรค์ของตำหนักพยาการณ์ เเต่เห็นที่ในยุทธภพคงไม่มีผู้ใดหลอมมันได้อีก หากเป็นเช่นนั้นผู้ที่มอบมันให้พระองค์ต้องได้มันมาตอนคราวตำหนักพยากรณ์ล่มสลาย " คำกล่าวของหมอหลวงเหมา ที่นับว่าเป็นหัวหน้าหมอหลวงและตระกูลเหมาเองก็เป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านโอสถและการเยียวยา

        "ตามที่ท่านเหมากล่าวก็นับว่ามีความเป็นไปได้มากขอรับ และอีกอย่างคนรับใช้ของคนผู้นั้นก็สวมใส่อาภรณ์ของตำหนักพยากรณ์เห็นได้ชัดว่าพวกเขาน่าจะมีส่วน...  " เหลียงกงกงเอ่ยขึ้นสนับสนุน เพียงเพราะเรื่องนี้ทำให้ฝ่าบาทไม่อาจวางพระทัยได้เลย เรื่องของกลุ่มคนที่ลอบทำร้ายยังไม่สำคัญเท่าการหาตัวของคนที่ต้องการรู้จักเลย แม้จะส่งคนไปสืบที่น้ำตกผานกู่อีกแต่ก็ไม่มีวี่เเววเลยแม้แต่น้อย....


          "ไม่ถูกเหลียงกงกง ข้ากลับพบสิ่งที่แปลก พวกเขาเปลี่ยนนายใยถึงไม่ยอมถอดชุดของตำหนักพยากรณ์ จะว่านายใหม่ไม่ว่ากล่าวคงมิใช่เพราะมันสื่อถึงความไม่ภัคดี และอีกอย่างหากจำมิผิดพวกเราล้วนเห็นว่าคนผู้นั้นสวมเสื้อคุมขนจิ้งจอกสวรรค์ทั้งตัวและลายปักที่งดงามของกิเลนสวรรค์มันแน่ชัดว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ฉีหลิน  " แน่นอนว่าแม่ทัพหยางเป็นผู้ที่เก็บความละเอียดเเละวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และอีกอย่างหากโอสถนี้มีค่าเช่นนั้นล่ะก็....คงไม่มีใครมอบมันออกมาง่ายๆโดยไม่หวังสิ่งใดหรอก


        "เดี๋ยวก่อน คนผู้นั้นกล่าวว่าหากไม่ใช่สายโลหิตของอาจารย์จะไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยเหลือ .....ท่านหมอเหมา ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าโอสถนี้มีใครในราชวงศ์หลงอู่สามารถหลอมมันขึ้นมาได้หรือไม่ " ในที่สุดเบาะเเสที่จะสืบความก็มาถึง แต่มันยังดูเลือนลาง แน่นอนว่าตระกูลเหมานั้นมีบันทึกเช่นนี้เสมอมา ตระกูลหลอมโอสถและเชื้อพระวงศ์ที่มีส่วนในการหลอมโอสถนั้นมีไม่มาก เพราะต้องเป็นสายโลหิตของมังกรเพลิงสวรรค์เท่านั้น 



        "หากกระหม่อมจำมิผิดผู้ที่เคยหลอมโอสถนี่เป็นอดีตท่านชายศักดิ์สิทธิ์ของตำหนักพยากรณ์ และยังเป็นท่านชายศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้ายจากราชวงศ์หลงอู่  'หลงอู่ไถ่เถียน' พระเชษฐาในเสด็จปู่ของฝ่าบาท " แต่คำกล่าวของหมอหลวงเหมานั้นมันมีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด เพราะหากฟังจากน้ำเสียงเด็กหนุ่มผู้นั้นหาใช้อาวุโสไม่ถึงจะเรียกหาเขาว่ามังกรน้อยใช่แล้ววว....



         "มังกรน้อย ×3" เสียงประสานที่ออกมาจากปากของทั้งสามอย่างพร้อมเพียง คนที่จะเอ่ยเช่นนี้ได้คงมองคนที่ต้องการจะเอ่ยถึงเป็นเพียงเด็กน้อย อย่าบอกนะว่า....

      "แต่หากเขาเป็นศิษย์ของท่านชายศักดิ์สิทธิ์ ก็แสดงว่าเขาคงเป็นท่านชายศักดิ์สิทธิ์ เหลียงกงกง ดูรายพระนามของเหล่าท่านชายศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าตำหนักหลังจากเส็ดจปู่ใหญ่(พี่ชายปู่) " คำสังของฮ่องเต้นับว่าต้องรีบทำตามยังมีบ้างที่พวกเขายังตามเรื่องนี้ไม่ทันเท่าไหร่นัก เพราะมีเพียงสามคนที่ตามเรื่องนี้ทันและตอนนี้พวกเขากำลังตื่นตัวสุดขีด นี้หมายความว่าท่านชายศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักพยากรณ์ยังหลงเหลืออยู่เช่นนั้นหรือ เรื่องนี้มันดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไป แต่หากเป็นเช่นนั้นนับว่าดีไม่น้อย อย่างน้อยก็พอกำราบอารามหยงชิงลงได้บ้าง




          " ความทุกข์โศกา   ล้วนมาคู่กับธาราที่หลั่งไหล หยดน้ำตาแห่งซานกู่จะนำพาความวิบัติ   "  เสียงที่ดังพอให้จวิ้นเต๋อสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกสงัด เหงือกาลไหลรินเต็มตัว พลังปราณที่เอื้อยๆตลอดทั้งวันตอนนี้กลับบ้าคลั่งจนผู้อื่นสัมผัสได้ แต่เหตุนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรแต่เสียงลึกลับที่บอกกล่าวและภาพเหตุการณ์ของภัยธรรมชาติ นำพาความทุกข์ทรมานมาให้เหล่าผู้คนเสียจริงๆ ภาพดังกล่าวเหมือนจริงยิ่ง นี่อย่าบอกนะว่า...


       'คำพยากรณ์.....   ' ในสมัยที่ตนยังดำรงฐานะเป็นเพียงท่านชายน้อยอยู่นั้นอาจารย์เคยย้ำเตือนเสมอว่าหากเกิดนิมิตเห็นสิ่งใดที่ดูจะเป็นความทุกข์ก็จงรายงานอ๋องศักดิ์สิทธิ์เสีย แต่ตอนนี้ไม่มีอ๋องศักดิ์สิทธิ์แล้ว แล้วตัวเขาควรทำเช่นไร

        "ท่านอ๋องข้าน้อยหานกู่...  "เสียงของข้ารับใช้ที่รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของนายที่ตนรับใช้เร่งเอ่ยถามเพราะสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติของพลังปราณที่แปรปรวน

      "เข้ามา...  "  การเอ่ยอนุญาตทำให้ข้ารับใช่เร่งรียที่จะเข้ามาดูความเรียบร้อย จวิ้นเต๋อจ้องมองสีหน้ามีความกังวลเล็กน้อยคล้ายมีเรื่องมดที่อยากจะถามแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามยึกยักจนจวิ้นเต๋อต้องใช้เนตรอ่านสวรรค์


     "ข้าเห็นนิมิต...  "เพียงวาจาที่ไม่หนักไม่เบาทำเอาหานกู่เเทบจะสะดุดเท้าตัวเองเมื่อครู่นายตนพูดว่าเห็นนิมิตเช่นนั้นหรือ ขนาดอดีตอ๋องศักดิ์สิทธิ์ยังไม่เคยเห็นต้องอาศัยเสาค้ำสวรรค์ถึงจะสามารถพยากรณ์ได้ แต่นี่นายตนถึงกลับสามารถเห็นนิมิตได้ 


        "แผ่นดินซานกู่กำลังจะเกิดอุทกภัยและหลังจากนั้นจะมีพลังหยินในผืนดินมากเกินไปจนก่อให้เกิดความไม่สมดุล " เพียงเท่านี้ก็ทำเอาหานกู่ถึงกลับพูดสิ่งใดไม่ออกท่านรู้ราวกับตามองเห็นเช่นนี้มันไม่ใช่การพยากรณ์แล้วมันเป็นการอ่านสวรรค์ชัดๆ ใครจะไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ข้าคนหนึ่งที่เชื่อสุดใจ แต่ในเวลาที่กำลังคิดอ่านว่าจะทำสิ่งใดดีอยู่นั่นเองถ่อยคำหนึ่งที่เคยได้ยินและมันชัดเจนเป็นอย่างมาก  'ที่เจ้าเพียงมองได้อย่างเดียว พูดไม่ได้ ไม่ได้ยิน ได้เพียงมอง ' ความนัยนี้จวิ้นเต๋อกลับเข้าใจมันในสมัยที่เขาเป็นเต๋อเขาเป็นพวกพิการซ้ำซ้อน มองเห็นแต่หูหนวกเป็นใบ้ พูดจาไม่รู้เรื่องเขียนก็ไม่ได้เพราะนิ้วมือผิดรูป นี่คือความหมายของความลับที่ไม่อาจเปิดเผย


        "เขาซานกู่นั้นติดกับเขตแดนของจักรวรรดิหงส์สวรรค์ เมืองหลี่ถังเป็นที่ราบทางภาคใต้ถึงจะมีความลาดต่ำแต่ก็ไม่น่าจะมีน้ำท้วมได้นะขอรับ...   " เสียงเล็กๆที่งัวเงียคล้ายพึ่งตื่นนอนเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนว่าผู้ใดกำลังกล่าวสิ่งใดกันอยู่ แน่นอนว่าหานหลี่นั้นพอมีความรู้ในด้านของบ้านเมืองและภูมิประเทศนับว่าหานกู่สั่งสอนมาดีทีเดียว แต่ถึงจะชำนาญเพียงใดแต่ถึงกลับกล้าแคลงใจในคำพยากรณ์ของอ๋องศักดิ์สิทธิ์


         "โอ้ย!!!  ท่านปู่ท่านตีข้าทำไม"  หานหลี่ร้องเสียงหลงเมื่อถูกมะเหงกประเคนบนหัวอาการงัวเงียกึ่งหลับกึ่งตื่นก็หายเป็นปลิดทิ้ง

       "เจ้าเด็กโง่เจ้ากำลังพูดต่อหน้าผู้ใด ใช่คนที่เจ้าจะก้าวล่วงได้หรือ เจ้าเอาความคิดของเจ้ามาตัดสินเช่นนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย " หานกู่ไม่อาจปล่อยให้หานหลี่ทำกิริยาเช่นนี้ได้อีก ถึงจะรู้ว่าแท้จริงจุดประสงค์ของเจ้าเด็กนี้ไม่ได้มีความหมายเช่นนั้นแค่ก็ต้องปรามกันไว้บ้างหากอยู่ต่อหน้าผู้อื่นจักไม่สร้างความอับอายให้แก่ท่านอ๋องอีก 


       "พอเถอะหานกู่ หานหลี่มีสิทธิ์ที่จะคิดอ่านเช่นนั้นแต่ข้าก็อยากจะบอกเจ้าเล็กน้อย ใช่ว่าเรื่องนั้นจักเป็นไปไม่ได้เจ้าลองคิดดูหากเมื่อหนึ่งปีก่อนถามเจ้าว่าข้ายังมีตัวตนอยู่หรือไม่เจ้าจะตอบเช่นไร " ถึงจะเป็นคำถามตลกๆ แต่หานหลี่ก็มีความเฉลียวมากพอตัวแน่นอนว่าเขาคิดตามได้ทันที ความไม่เชื่อในตอนนั้นกับตอนนี้มันเหมือนกันจนเขาแยกไม่ออก แต่ความไม่เชื่อตอนนั้นกับความจริงที่ว่าท่านชายศักดิ์สิทธิ์ยังคงมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ 

      "ข้าเชื่อมั่นในท่านอ๋องขอรับ ขออภัยโทษให้หม่อมฉันด้วยขอรับ " ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตนเองติดผิดยึดติดในความคิดของตนเองมากจนเกินไป ตนเองเชื่อเช่นไรก็อยากให้คนอื่นเชื่อเช่นนั้น เขาไม่เคยเดินทางไปถึงเมืองหลี่ถังมีหรือจะรู้จริงๆว่าที่นั้นไม่น่าจะเกิดอุทกภัยเลย แต่ตอนนี้เขาอยู่ต่อหน้านายเหนือแห่งตำหนักพยากรณ์ เห็นได้ชัดว่าความสามารถคือการพยากรณ์ล่วงรู้เหตุการล่วงหน้าเป็นอย่างดี 


         "ถึงจะเข้าใจ แต่โทษฐานที่เจ้าเอ่ยวาจามิเหมาะสม ไปยกอ่างล้างมือมา ชูมันไว้จนกว่าท่านอ๋องจะตื่นจากบรรทม " เสียงของหานกู่นั้นเเข็งกร้าว จวิ้นเต๋อเองก็ไม่อยากขัดเพราะหากนายท่านที่พวกเขารับใช้มิใช่ตนเเล้วคงตกตายตั้งแต่ก่อนที่จะมาถึงวันนี้แล้ว 

        "ขอรับท่านปู่ ..." เสียงที่ไม่มีน้ำหนักดังขึ้นเเววตาหันหาความช่วยเหลือแต่กลับพบว่าท่านอ๋องกลับไปบรรทมเช่นเดิมแล้วและหาได้หันมาสนใจมันแม้แต่น้อย จะว่าหนักก็หนักแต่ที่สำคัญคือมันต้องคอยประคองมิให้อ่างล้างหน้านี้ตกลง เพราะมันจะลบกวนการบรรทมของท่านอ๋องตรงนี้แหละที่อาจทำให้ชะตาขาดอย่างแท้จริง...


       "พอเท่านั้นเเหละข้าตื่นแล้ว ยกอ่างเข้ามา " เสียงที่ฝ่าผ่านความเงียบงัน ถึงจะยังไม่สว่างดีแต่ก็นับว่าเป็นยามรุ่งสางแล้ว เพียงไม่กี่อึดใจดวงอาทิตย์คงขึ้นแล้ว บรรยากาศที่หนาวเย็นลงกว่าเดิมกำลังสร้างบรรยากาศของฤดูหนาวที่มาเยือน เขตแดนทางเหนือเข้าสู่หน้าหนาวแต่ภาคกลาง(กิเลนสวรรค์)และใต้(หงส์สวรรค์)กำลังเผชิญกับมรสุมที่นับว่ารุนแรงในรอบร้อยปีทีเดียว


         "นี่สำหรับพวกเจ้า และข้าเห็นว่าเจ้าควรเปลี่ยนอาภรณ์ของพวกเจ้าได้แล้ว มันดูไม่งดงามเอาเสียเลย นี่เป็นผ้าไหมจากไหมฟ้าและก็ขนของจิ้งจอกสวรรค์ พวกเจ้าคงเรียนสี่ศาสตร์มาเเล้วเรื่องของงานตัดเย็บคงไม่ต้องให้ข้าช่วย " ผ้าไหมสีฟ้าครามที่งดงามตัดกับลวดลายสายน้ำไหลและยังมีขนจิ้งจอกสวรรค์ที่หายาก และนี่ก็เป็นของกลุ่มสุดท้ายที่จวิ้นเต๋อเหลืออยู่แล้ว เพราะตลอดเดือนที่ผ่านมาเขาต้องตัดเย็บชุดฤดูหนาวของตนเองนับสิบๆชุด และมันยังมีค่ามากจนแม้แต่หานกู่ยังไม่กล้าเเตะต้องมัน 



        "ท่านอ๋องท่าน...  " แต่ก่อนที่หานกู่จะทันได้กล่าวสิ่งใด จวิ้นเต๋อก็ยกมือห้ามไว้ก่อน จะให้เขาเเต่งตัวหรูหราเช่นนี้ในขณะที่ผู้ติดตามยังสวมเพียงชุดป่านเช่นนี้คงไม่เหมาะกระมังเพียงเท่านี้ก็รำคาญสายตามากเกินไปแล้ว

      ฉีหลินจวิ้นเต๋ออย่างไรเสียก็เติบโตมาในราชวังทองคำเสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเปลี่ยนสีและลายปักตามฤดูกาล จะมาใส่ชุดเดิมซ้ำๆคงไม่ได้ แม้จะถูกส่งตัวมายังตำหนักพยากรณ์แต่ก็ยังได้รับของพวกนี้มากมายและยังเป็นของคุณภาพดีที่สุดอีกต่างหาก และไหนจะของที่อาจารย์มอบให้และหามาเองเป็นส่วนน้อย นับว่าเป็นนักสะสมตัวน้อยทีเดียว ความสูงส่งของเหล่าท่านชายศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพื่อลบคำครหาในเรื่องไม่อาจมีทายาทต้องรักษาพรหมจรรย์ทำให้ราชวงศ์ทดแทนพวกเขาด้วยของล้ำค่าและยศศักดิ์ที่สูงส่ง


      เมื่อจัดการกับธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว จวิ้นเต๋อเพียงเดินในสวนที่เขาใช้เวลาเพียงสามวันในการปลูกบุปผาหายากเหล่านี้ให้เบ่งบานแข่งกับหิมะที่กำลังตก พวกมันได้รับพลังปราณพฤกษาจากจวิ้นเต๋อทำให้พวกมันสามารถเบ่งบานได้นานขนาดนี้และยังพลังหยางที่ปลดปล่อยออกมาอย่างไม่สิ้นสุดเพราะตอนนี้เขาเลิกห้อยหยกหยินไปแล้วนั้นเอง แต่ห้อยหยกวิหกสวรรค์ ของขวัญจากศิษย์น้องที่ให้มาตั้ฝแต่พบหน้า มันทำให้เขานึกถึงความใสสื่อของเด็กน้อยที่มีชะตากรรมไม่ต่างจากตน ถึงจะเป็นองค์ชายราชวงศ์เฟิงไล(หงส์สวรรค์)แต่ก็เป็นเพียงโอรสของสตรีที่มีศักดิ์เป็นเพียงนางกำนัลเท่านั้นเอง ฐานะของพระมารดาของเขายังมากกว่าศิษย์น้องเสียอีก ถึงจะเป็นกบฎเเต่พระมารดานางเป็นถึงท่านหญิงของเผ่าหานตัน เผ่าที่ถูกสังหารทั้งหมดในฐานะกบฎ

       หยกวิหกสวรรค์ มีความพิเศษที่มันสามารถดูดซับไอเย็นได้ ทำให้ร่างกายไม่ถูกไอเย็นเข้าเเทรกแซง ราชวงศ์เฟิงไหลมักจะเจอเรื่องเช่นนี้เพราะพวกเขาสืบสายเลือดของหงส์เพลิง ที่เฟิงไหลจงมอบมันให้เขาเพราะเขาเองก็สืบสายเลือดกิเลนเพลิงสวรรค์เช่นกัน 

       "ข้าต้องขออภัยที่ทิ้งเจ้าให้โดดเดียวศิษย์น้อง ...  " มือที่ถือดอกโบตันเพลิงที่ตอนนี้มันกำลังลุกโชนฝ่าความหนาวมันได้รับไอพลังหยางจนเพียงพอต่อการเบ่งบาน และมันก็ปลดปล่อยพลังหยางให้ดูดซับเช่นเดียวกัน มันเป็นบุปผางามที่ถูดจัดใส่เเจกันทุกเช้าภายในห้องนอนของเขา เพื่อจะได้ดูดซับพลังธาตุหยางจากมัน 


        พลังธาตุหยางมีส่วนคล้ายกับพลังของอัคคีมันเป็นเปลวเพลิงสีทองมีความร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิงเสียอีก และมันก็ถูกจัดเป็นเพลิงหยาง(อัคคีสีทอง)และมันจะหายไปในคืนเข้าหอ (ผสานหยินหยาง)


       จวิ้นเต๋อบรรจงเด็ดดอกโบตันเพลิงที่เบ่งบานอย่างงดงามใส่ไว้ในแจกันหยก ภาพตรงหน้าหานกู่เห็นแล้วรู้สึกถึงความเสียใจและความโหยหาความรู้สึกผิดในแววตา เกิดอะไรขึ้นกันแน่ 


       เพียงไม่นานโบตั๋นเพลิงกว่าร้อยดอกก็อัดแน่นอยู่ภายในของตำหนักไม้เล็กๆ ทำให้ภายในนั้นมีความอบอุ่นและอบอวนไปด้วยพลังหยางทำให้ทั้งหานกู่และหานหลี่ต่างเงียบงันเร่งเดินลมปราณเพื่อซับพลังหยาง มันหาได้ยากที่จะมีพลังเช่นนี้ออกมาเพราะกว่าบุปผาเหล่านี้จะเบ่งบานก็ใช้เวลากว่าหลายร้อยปี เเต่อยู่ดีๆพวกมันกับเเข่งกันออกดอกภายในไม่กี่วันทำให้สวนนี้กลายเป็นทุ่งโลหิตของโบตั๋นเพลิงไปแล้ว และด้านหลังทั้งหุบเขากลับกลายเป็นดงเหมยหิมะ นับว่านี่เป็นปรากฏการที่ไม่เคยมีมาก่อน แค่เหมยหิมะบานนานข้ามปีคงไม่ฉงนใจเท่าโบตั๋นเพลิงบานในฤดูหนาวหรอก แต่นับว่ามันมีประโยชน์มากมายทีเดียวสำหรับหานกู่และหานหลี่ที่ตอนนี้ร่างกายของพวกเขาค่อยๆขับสิ่งที่ไม่ปกติออกมาย่างชัดเจน โดยเฉพาะหานกู่ที่ดูจะมากเป็นพิเศษและมันรุนแรงจนหานหลี่ไม่อาจทนได้ 

       "ท่านปู่ข้าไม่ไหวแล้ว ท่านไปล้างตัวได้แล้ว อ๊วก!!! ท่านมีความไม่บริสุทธิ์มากเท่าใดดูเอาเถิด " คราบไคสีดำสนิดส่งกลิ่นรุนแรงแต่มันก็ไม่อาจส่งผลต่อคนที้เป็นที่รักของเหมยหิมะเพราะความหอมของเหมยหิมะกำลังต่อสู้กับกลิ่นนี้อย่างบ้าคลั่งเช่นกัน

       "รีบไปล้างออกเถอะ โบตั๋นเพลิงยังบานอีกนับเดือน เจ้าไม่ต้องรีบร้อนหรอก  "จวิ้นเต๋อที่กำลังพลิกอ่านตำราที่หานกู่บันทึกไว้อย่างละเอียดอย่างน้อยเขาต้องรับรู้ความเป็นไปตอนนี้ตลอดห้าพันปีที่ผ่านมามีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก และมันดูเป็นสิ่งใหม่ การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางความเชื่อของอารามหยงชิง การควบคุมยุทธภพของปราชน์ยุทธภพเรื่องเหล่านี้มีความแปลกใหม่ มันคล้ายการปกครองในระบอบที่เขาเคยเรียนรู้มาในโลกก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่าที่ใดๆผู้คนล้วนกระหายในอำนาจ 


       อารามหยงชิงคงหมายถึงพวกนักบวชที่เฝ้าถามถึงแต่ความดีงามพวกเขาแบ่งแยกคนออกเป็นสองฝ่ายนั้นคือดีและเลว นับว่าเป็นความเชื่อที่สุดโต่งจริงๆ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงเชื่อถือ แต่มาวันนี้เขากลับคิดว่าไม่มีผู้ใดดีหรือเลวไปตลอด ทุกคนย่อมมีทั้งความดีและความเลวภายในตัว

      "ช่างหน้าสนุกจริงๆ ข้าเองอยากเดินทางไปให้ทั่วเลย.. " หลังจากที่อ่านความเป็นไปประโยคที่อ๋องศักดิ์สิทธิ์กล่าวิอกมานั้นส่งผลอย่างรุนแรงต่อข้ารับใช้ทั้งสองพวกเขาถึงกลับหลุดออกมาจากสมาธิที่พยายามแทบตายที่จะรวบรวมมัน สีหน้าของปู่หลานที่มองหน้าสลับกันไปมานั้นสร้างความตลกขบขันให้จวิ้นเต๋อไม่น้อย แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าฐานะของเขาไม่สามารถออกไปที่ใดได้ เเต่กฎเหล่านั้นเป็นเพียงความเชื่อในยุคก่อนเท่านั้นหากยังเชื่อเช่นเดิมตำหนักพยากรณ์คงสิ้นไปจริงๆแล้ว และอีกอย่างความต้องการของเต๋อคือการเที่ยวให้ทั่ว และมันก็เป็นความต้องการของเขาในตอนนี้เช่นกัน แต่ก่อนที่จะเที่ยวก็ต้องจัดการให้คนของตนพอที่จะเป็นมือเท้าได้เสียก่อน 



     คิดได้เช่นนั้นอ๋องน้อยวัยใสผู้ผ่านโลกมานับห้าพันปีก็หยิบเอาเตาหลอมโอสถที่ไม่เคยได้หยิบมากว่าหลายพันปี ทันทีที่จวิ้นเต๋อวางเตาหลอมโอสถลงเขาวาดอักขระเพียงชั่วครู่เพื่อเสริมสร้างการหลอมที่ตนเองคุ้นเคย แต่นี้นับเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน 

      'ท่านชายกำลังหลอมโอสถจริงๆ??' ไม่คิดเลยว่าที่ว่าเชียวชาญแปดศาสตร์นั้นจะเป็นความจริงตอนนี้เหลือเพียงหลอมยุทธภัณฑ์เท่านั้นที่ยังไม่เห็น นอกนั้นล้วนเห็นมาหมดเเล้ววาดภาพ เย็บปัก ดนตรีและร่ายรำกระบี่ล้วนงดงามที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเห็น และยังมีศาสตร์หลอมโอสถและอักษรเมื่อครู่นี้อีก มันครบเครื่องจนไม่อาจปฏิเสธได้เลย 

       ใช้เวลาเพียงไม่นานการหลอมที่แสนจะรวดเร็วก็สำเร็จโอสถที่ได้นับว่าเป็นไปตามที่กำหนด 'โอสถทะลวงปราณขั้นสูง' นับว่าเหมาะสมที่สุดและต่อไปคงต้องโอสถวิญญาณหยางแล้ว โอสถระดับภิภพ เพียงเท่านี้ก็น่าจะผลักดันหานกู่ให้เข้าสู่ระดับราชาสวรรค์ได้ (ตอนนี้นะดับนภาขั้น9)นับว่าความหวังในการเลื่อนสองระดับนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ในส่วนของหานหลี่ไปถึงระดับนภาก็นับว่าดีแล้ว คิดอ่านชั่วครู่และจวิ้นเต๋อก็เริ่มการหลอมโอสถต่อทันที เพราะสมุนไพรที่รวบรวมมานับว่ามีมากพอถึงจะเป็นสมุนไพรที่ไม่ได้สูงส่งมากมายแต่อยู่ที่เจ้าของสูตรต่างหากว่าใช่ง่นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ 


        "นี่ของพวกเจ้า ชำระร่างกายให้หมดก่อนค่อยใช้โอสถทะลวงปราณและเมื่อใดที่คิดว่าเริ่มพัฒนายากแล้วให้ใช้โอสถวิญญาณหยางจนกว่าระดับของพวกเจ้าจะมากพอ โอสถวิญญาณหยางน่าจะทำให้เจ้าไปถึงระดับราชาสวรรค์ได้เลยนะหานกู่ยิ่งหากดูดซับพร้อมกับโบตั๋นเพลิง

        แน่นอนว่านี้มิใช่ความคิดของจวิ้นเต๋อเพราะทั้งสูตรโอสถและวิธีการใช้นั้นคล้ายคลึงกับตอนที่อาจารย์ใช้กับตนเองทั้งโบตั๋นเพลิงที่หายากมันถูกส่งมาตลอดสามเดือนในทุกปีกว่าสามร้อยปีทีเดียว เขาเข้าสู้ระดับราชาสวรรค์ด้วยอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้นทำให้เขากลายเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้ และคงความเยาว์วัยให้หยุดเพียงเท่านี้ 





(จักรวรรดิมังกรสวรรค์ ...   ) 




          "สนมตี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าฝ่าบาทพยเจอสิ่งใดที่นั้น ทำให้พระองค์ไม่เลือกป้ายมากว่าสามเดือนแล้วเกิดสิ่งใดขึ้นที่นั้นกันแน่ " เสียงเเหลมกล่าวด้วยความไม่พอใจ สนมเหมยนางเป็นบุตรีของเจ้าเมืองหลงเหมยและนางยังเป็นผู้ที่มีความงามที่หน้าจับตามองเเต่ถึงจะงามเท่าใดแต่ก็ไม่อาจอยู่ในสายตาของฮ่องเต้ได้อยู่ดี เป็นนางเสียอีกที่หลงรักฮ่องเต้จนโงหัวไม่ขึ้น 

       "ข้าจะไปรู้ได้ยังไงสนมเหมย ข้าได้ยินว่าทรงเรียกหาพระสนมฉีเฟย(ฉีหลินน่าหลัน)ไปเฝ้าที่ตำหนักบ่อยครั้ง " ถึงจะมียศเป็นถึงเฟยเเต่ก็เพียงยศเท่านั้นอำนาจและความโปรดปรานนางมิเคยได้รับ เพราะราชวงศ์ฉีหลินอ่อนเเอ่ทำให้เหล่าองค์หญิงต้องออกมาเเต่งนอกจักรวรรดิเพื่อเชื่อมไมตรีเช่นนี้ ท่าทางน่าหมั่นใส้ของพวกนางช่างกระตุกความริษยาเสียจริงๆ 




(ตำหนักกลาง...)




"องค์ชายสิบเจ็ดเช่นนั้นหรือ...   " เสียงที่ดูคล้ายแปลกใจ เพราะเหลียงกงกงดูตามรายงานที่พบว่านอกจากในปีนั้นเมือห้าพันปีก่อนนอกจากองค์ชายเฟิงไหลจงแห่งจักรวรรดิวิหกสวรรค์ก็ไม่มีผู้ใดอีก 

  
"เรื่องนี้รู้กันในเชื้อพระวงศ์เท่านั้นเพค่ะ ก่อนที่เสด็จพ่อจะสวรรคตท่านเคยตรัสว่าเคยได้ยินเสด็จปู่พูดถึงน้องชายว่าคิดถึงความสดใสของน้องสิบเจ็ด....เพียงเท่านี้ก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก แต่ก็เคยมีอยู่คราหนึงที่เสด็จย่ากริ้วเสด็จพ่อจนถึงขั้นเอ่ยถึงพระสนมหานตันและองค์ชายสิบเจ็ดที่มีชะตากรรมไม่สู้ดีนัก " ฉีหลินน่าหลัน เอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักเพราะเรื่องนี้เป็นความน่าขันของราชวงศ์เพียงการแก่งแย่งของเหล่าสนมแต่ส่งผลถึงความสัมพันของลูกๆ 

         "ที่เจ้าเอ่ยมาเจ้าจะบอกว่า องค์ชายสิบเจ็ดในตอนนั้นถูกส่งเข้าตำหนักพยากรณ์อย่างลับๆเช่นนั้นหรือ แล้ว....  " เสียงของหลงอู่ชิงหวินผู้ที่กำลังสนใจเรื่องราวที่นอกเหนือจากที่ทราบมา แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้นั้นมีอยู่แต่มีสิ่งใดมายืนยันได้อีกบันทึกของทางตำหนักพยากรณ์ก็มีไม่ครบ

        "ฝ่าบาท หม่อมฉันจำได้แล้ววว.. ตอนที่ท่านชายศักดิ์สิทธิ์หลงอู่ไถ่เถียน หลอมโอสถผิดพลาดครานั้น ตอนนั้นท่านปู่บอกว่าท่านชายได้รับข่าวที่ไม่สู้ดีการสูญเสียศิษย์อันเป็นที่รัก หากนับตามจริงถึงท่านชายเฟิงไหลจงจะเป็นคนสุดท้ายแต่คนที่เป็นศิษย์ก่อนท่านชายเฟิ่งไหลจงเป็นผู้ที่ทำให้ท่านชายหลงอู่ไถ่เถียนเสียพระทัยมากที่สุดทำให้การหลอมโอสถพังไม่เป็นท่าเลย เพราะในตอนนั้นท่านชายเฟิ่งไหลจงก็ประทับที่นี้พร้อมกับท่านชายหลวอู่ไถ่เถียนเห็นได้ชัดว่ามีศิษย์อีกผู้ที่อยู่ตำหนักพยากรณ์


         "แสดงว่าคนที่พวกเราเห็นอาจเป็นองค์ชายสิบเจ็ดอะไรนั้น และดูท่าอายุของเขาคงไม่ต่ำกว่าห้าพันปีแล้วช่วงห้าพันปีเขาไปไหนมากัน " ถึงจะสามารถเชื่อมโยงได้บ้างว่ามีท่านชายศักดิ์สิทธิ์จากราชวงศ์ฉีหลินจริง แต่ก็ยังไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี 

       "เจ้ากลับไปก่อนฉีเฟย เดี๋ยวคืนนี้ข้าจะไปร่วมโต๊ะเสวยกับเจ้า " เพียงกล่าวเท่านั้นก็เลิกสนใจ ฉีเฟยเองนางก็ไม่รั้งรอเพราะสิ่งที่นางพอจับใจความได้นั้นมันเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องขององค์ชายสิบเจ็ด แน่นอนนางบอกความจริงไม่หมดเพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่อาจเอ่ยต่อหน้าผู้ใด ตอนนี้เห็นทีว่าต้องส่งข่าวให้เสด็จย่ารู้เสียก่อน นี้อาจเป็นควาทเปลี่ยนเเปลงราชวงศ์ฉีหลินไปในทางที่ดีก็เป็นได้







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.448K ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #5672 CKsosiE (@CKsosiE) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:49
    เป็นเรื่องที่อ่านเเล้วรู้สึกคุ้มมากจริงๆ สนุก ไม่ติดเหรียญ เเละเนื้อเรื่องยาวในเเต่ละตอน สู้ๆนะไรท์
    #5672
    0
  2. #5327 Tarntarnz (@tarnz666) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:17
    คำผิดเยอะไปแก้หน่อยจะอ่านดีขึ้น ภักดี บรรยากาศ เสียเวลาตรวจสอบจะได้หน่อยจะดีขึ้นมาก
    #5327
    0
  3. #2943 SkaDaChanPheng (@SkaDaChanPheng) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:25
    ชอบคำเรียกมังกรน้อย555
    #2943
    0
  4. #2662 -knywe- (@-knywe-) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 20:34
    เกลียดดด 'อ๋องน้อยวัยใส' อ่ะ 55555555555
    #2662
    0
  5. #1139 trp1021 (@trp1021) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 15:58
    เสด็จย่า? คาดว่าองค์ชายสิบเจ็ดจะไม่ยอมง่ายๆ :)
    #1139
    0
  6. #417 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 14:13

    แหม เมื่อก่อนละขับไล่ พอตอนนี้ละทำมาพึ่งพา สันดานมนุษย์ (ราชวงศ์ฉีหลิน)

    #417
    0
  7. #282 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 21:50
    ใกล้ได้เจอกันแล้วมั๊ง
    #282
    0
  8. #108 Tumbabycorn (@Tumbabycorn) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 13:14
    สนมรีบปั้มลูกตอนนี้สิ
    #108
    0
  9. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 12:35
    สนุกกกอาาต่อเร็วๆ
    #104
    0
  10. #99 Nalinrat-Kip (@Nalinrat-Kip) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 09:40

    อืมมมม อยากอ่านต่อเนื่องเลยค่ะ กลัวอารมณ์โคนันสะดุด 555+

    #99
    0