ปราการเทวะหวนคืน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 488,385 Views

  • 6,469 Comments

  • 5,732 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    84,608

    Overall
    488,385

ตอนที่ 14 : หานลู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13017
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1318 ครั้ง
    14 พ.ย. 61

ตอน...หานลู่



     การปรากฏตัวของสัตว์อสูรระดับสวรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะพบเห็นง่ายๆ มันสามารถสังหารคนทั้งเมืองทิ้งภายในค่ำคืน มันถือเป็นความหายนะเลยก็ว่าได้ แต่หากเทียบกับตอนนี้ทีมันพ่วงมาด้วยฝูงสัตว์อสูรระดับปราณนภา ก็พอเดาออกว่าสถานที่เเห่งนี้คือถิ่นอาศัยของพสกมัน เขาเป่ยจงเขตใน นับว่าการคาดการณ์ของจวิ้นเต๋อนั้นแม่นยำอยู่บ้าง เพราะน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น 

     วานรขนเทาที่มีขนาดตัวที่ใหญ่โตกว่าเดิมถึงเท่าตัว และตอนนี้แขนของมันก็มีถึงหกแขน นับว่ามีความน่าเกรงขาม เสียงคำรามข่มขวัญทำให้เหล่าศิษย์สตรีที่ตกอยู่ในวงล้อมตอนนี้ถึงกลับมองเห็นอีกด้านของความตาย แน่นอนว่าต่อให้อาจารย์ของพวกนางร่วมมือกันก็ไม่อาจสังหารสัตว์อสูรเหล่านี้ให้หมดลงโดยที่ไม่มีการสูญเสียได้ สีหน้าของพวกนางไม่ได้ดูดีนัก 

      "ศิษย์พี่ พวกท่านหนีไปก่อน อย่าได้ห่วงพวกข้า พวกท่านเป็นความหวังของสำนักเราอย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี้ " เสียงของศิษย์สตรีผู้หนึ่งที่พยายามรวบรวมสติและความกล้าของนาง แม้จะมีความเกรงกลัวจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว 

       "เจ้าอย่าได้กังวลไปศิษย์น้องตอนนี้คงไม่ทันการณ์แล้ว จะมีอะไรมากเพียงแค่สู้ตายก็เท่านั้น !!! " เสียงของสตรีผู้หนึ่งที่น่าจะมีระดับสูงที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมดคำกล่าวของนางทั้งหนักแน่นและไร้ความเกรงกลัวสิ่งใด แต่ในสายตาที่เป็นผู้ผ่านยุคสมัยเช่นจวิ้นเต๋อเขามองเเววตาที่สิ้นหวังของนางออก แต่นางไมอาจทำลายความหวังของศิษย์น้องของนางได้ มันช่างมีความคล้ายคลึงกับเขาเสียจริงเพื่อเอาใจศิษย์น้องอย่างเฟิงไหลจง ทำให้เขายอมที่จะเรียนแปดศาสตร์ซ้ำๆไปมาทั้งที่เขาสามารถผ่านการทดสอบจากผู้เป็นอาจารย์ได้แล้ว เพียงเพราะไม่อยากสร้างความกดดันให้กับศิษย์น้อง 


      โฮกกกก!!!!    ปัง!!!!! เเกร๊กกกกกก เสียงของปราการปราณที่เเตกร้าวจากกับรับแรงกระแทกพลังปราณที่สัตว์อสูรระเบิดมันออกมา เพียงเท่านี้ก็สามารถสังหารพวกนางได้หมดแล้ว หากไม่มีปราการนี้มาขวางกั้น ปราการน้ำแข็งก่อตัวอย่างแน่นหนากลิ่นอายพลังหยินที่มีตะบะไม่ต่ำกว่าสามพันปีกระจายไปทั่วบริเวณ พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีที่สวมใส่ชุดสีขาวแต่ผ้าคาดเอวของนางมีสีทอง 


        "อาจารย์  " เสียงอุทานอย่างมีความหวังของเหล่าสตรีมากมาย การปรากฏตัวของอาวุโสนับว่าเป็นแสงสว่างที่นำพาพวกนาง แต่ตอนนี้ปราการน้ำแข็งกำลังแตกร้าวอย่างรุนแรงเห็นได้ชัดว่าไม่อาจต้านกำลังของสัตว์อสูรตรงหน้าได้ รวมถึงจำนวนที่มากกว่านัก 


       "อาวุโสเอี๋ยจวง ท่านมาที่นี้ได้ยังไง เหตุใดท่าน....  " เสียงของศิษย์ที่น่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มในการทดสอบครานี้ มันคล้ายกับการทดสอบอย่างไม่เป็นทางการแต่กลับส่งผลอันตรายเพราะำวกนางเลือกที่จะท้าทายสัตว์อสูรระดับปราณนภาขั้นสูง และแน่นอนว่าพวกนางมิได้ขออนุญาตอาวุโสแน่นอน 

      "เอี๋ยหมิ่น หนีไป พวกเจ้าด้วยข้าไม่สามารถต้านมันได้นานนักหรอก " น้ำเสียงที่เยือกเย็นแต่คำกล่าวที่นับว้าไม่ได้โกหกนั้นมันคล้ายเป็นการลาดน้ำเย็นๆลงบนศรีษะของพวกนาง หากต้องสูญเสียอาวุโสแม้แต่คนเดียว พวกนางยินดีที่จะตกตามมากกว่าเพราะมันเป็นการสูญเสียที่เกินจะรับไหว การสูญเสียบุคคลระดับราชาสวรรค์ขั้นสูงนั้น มันไม่ได้ต่างไปจากการขาดดุลย์ของอำนาจเลย แม้แต่คนของตำหนักสุสานหยินเองก็ตามที ใบหน้าที่ขาวเนียนขับเน้นด้วยความเยือกเย็นของคำพูดจา แต่แท้จริงนางเป็นผู้ที่มีความรักต่อศิษย์ของนางและแน่นอนครั้งนี้นางแอบติดตามเด็กๆเหล่านี้ออกมาเพราะเกรงอันตรายที่จะเกิด และดูท่าลางสังหรณ์ของนางจะเป็นจริง นี่อาจเป็นวันตายของนางก็เป็นได้ 



          แกร๊กกกก เพล้งงงงง   เสียงของการแตกร้าวที่ดังสนันจากแรงกระแทกอีกครั้ง พละกำลังทั้งหมดของมันถูกใส่เข้าไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียว การต่อสู้นั้นหากกับจอมยุทธด้วยกันนับว่ากระบวนท่านั้นมีผลอยู่บ้าง แต่สำหรับสัตว์อสูรนั้นผิวหนังของพวกมันหนากว่าเหล็กกล้าเสียอีก ทั้งพละกำลังยังมหาศาลและมีความอันตรายกว่าจอมยุทธมากมายนัก  


       ก่อนที่นางจะเข้าโลมลันกับศัตรูที่ไม่อาจหลบหลีกได้ นางล่วงเข้าไปในอาภรณ์หยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมา มันเป็นลูกบาศน์สี่เหลี่ยมที่มีสีขาว มันดูคุ้นตาอยู่บ้างสำหรับจวิ้นเต๋อ และทำให้ตัวของเขานั้นชะงักงัน


       "ตำหนักศักดิ์สิทธิ์เหมันต์สวรรค์ " การอุทานโดยไม่ได้คิดอ่าน แต่มันออกมาจากกระเเสรับรู้ ใช่แล้วสี่เหลี่ยมนั่นเป็นมิติตำหนักสวรรค์   แค่ดูๆแล้วนางคงยังไม่สามารถหลอทรวมกับสิ่งนี้ได้ดี เพราะหากหลอมรวมในขั้นบัญชาตำหนักได้เช่นเขานางคงเลือกที่จะพาศิษย์หลบหนีเขาตำหนักไปแล้ว 


       ภาพตรงหน้านับว่าเป็นภาพที่จวิ้นเต๋ออดที่จะเวทนาไม่ได้ ความสามารถของยุทธภัณฑ์เหนือตำนาน มีค่าเพียงเป็นเกราะป้องกันเล็กๆเท่านั้นนางยังไม่สามารถใช้มิติด้านในได้เลยด้วยซ้ำหรือว่านางอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ 


      เหล่าศิษย์ที่ถูกกักขังไว้ภายในต่างตกใจที่อยู่ๆก็มีบางสิ่งเข้ามาครอบกลุ่มของพวกนางไว้ และไม่สามารถออกไปได้ พวกนางจ้องมองอาวุโสเอี๋ยจวง ที่ตอนนี้นางส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปแล้ว แต่ก็มีเพียงนางอีกเช่นกันที่อยู่ภายนอกเกราะป้องกัน

      เพราะนางเองก็ไม่อาจคาดเดาความแข็งแกร่งของยุทธภัณฑ์สวรรค์ เกราะแก้วที่นางได้รับมาจากปรมาจารย์ของตำหนักสุสานหยินตอนนั้นได้ ทำให้นางไม่เสี่ยงที่จะให้มันรับการโจมตีอย่างเดียว อย่างน้อยมีนางคอยหลอกล่อจะเพิ่มโอกาสจนเหล่าอาวุโสทั้งหลายรู้ตัวและติดตามมา


        เพลงกระบี่สตรีหยกของนางนับว่าน่าสนใจไม่น้อยเพียงนางก็สามารถรับความกดดันของสัตว์อสูรตรงหน้าได้ แต่นางเองก็ไม่ได้สบายนักเพราะการโจมตีของนางไม่อาจกรีดผ่านหนังที่หนารวมถึงขนที่เเข็งไม่ต่างจากเหล็กกล้า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเป็นนางเองที่เหนื่อยและถูกสังหารเข้าจนได้ 


      ตอนนี้ในสายตาของจวิ้นเต๋อนับว่าสตรีผู้นี้มีน้ำหนักขึ้นมาบ้าง เพราะสิ่งที่เขาสนใจมิใช่พวกนางแต่เป็นตำหนักสวรรค์ต่างหาก เขาเองก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากมายนัก แต่การได้เห็นมันนับว่าเป็นวาสนา เพราะตลอดที่มีอายุมายาวนาน ศึกษาตำรามากมายในตำหนักพยากรณ์ไม่เคยมีตำราใดๆกล่าวถึงพวกมันแม้แต่น้อย คล้ายดังการคงอยู่ของพวกมันนั้นไร้ซึ่งตัวตน


        ปัง!!!!!    มือที่ข่าวเนียนกำลังสั่นเทาด้วยเมื่อครู่นางพลาดท่าทำให้นางต้องหันกระบี่หยกของนางขึ้นมาช่วยรับแรงกระเเทก ร่องรอยของกระบี่ที่มีรอยบิ่นเล็กน้อย ทำให้นางตระหนักได้ถึงกรงเล็บที่เเข็งแกร่งกว่ายุทธภัณฑ์นภาเสียอีก 'วานรซ่อนเล็บ' ช่างหาได้ยากเสียจริงๆ  ถึงจะรับแรงกระแทกไปแล้วแต่ก็ไม่อาจหยุดนิ่งได้เพราะการโจมตีทุกทิศทางสตรีผู้นี้นับว่ามีฝีมือพอตัว แต่นางคล้ายกำลังประวิงเวลาเสียมากกว่าจะต่อสู้อย่างจริงจังนับว่านางฉลาดอยู่มาก แต่นางกำลังคิดผิดเพราะนางจะทำให้สัตว์อสูรคลั่ง


       โฮกกกก  เเรงกดดันมหาศาลแม้เเต้ตัวนางยังไม่อาจทานทนได้ ขาที่คล้ายจะหมดแรงถูกตรึงไว้ที้พื้นอย่างหมดหนทาง สายตาของการยอมแพ้ที่นางลืมตัวแสดงมันออกมา สบเข้ากับดวงตาสีแดงฉานที่กำลังจ้องมองนางราวกับมดปลวก 'ข้ามาได้เท่านี้จริงๆซินะ' ' เเต่เพียงนางหลับตาลงยอมรับความตายอยู่นั้นเอง เสียงดนตรีที่แสนจะจรรโลงใจ มันเป็นบทเพลงที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน บทเพลงกล่อมโลกาใดไม่อาจเทียบ เปรียบเสมอเหมือน  ได้ยินแล้วสูญสิ้นความโกรธเคือง ใดๆ  เสียงดนตรีนี้ยาวนานจนนางไม่อาจรู้ได้ นางตัดสินใจลืมตาขึ้นมาพบว่าตอนนี้สัตว์อสูรวานรขนเทาต่างยืนหลับตานิ่ง เสียงเพลงนี้เป็นเสียงจริงๆ ไม่ใช่เสียงที่นางคิดไปเองและมันมีผลกับเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้ 'สำเนียงเช่นนั้นหรือ ' นี่เป็นหนึ่งในวิชายุทธที่หายสาบสูญ วิชาสำเนียงมันมีความอันตรายเพราะมันโจมตีทางจิตใจ ยุทธภัณฑ์ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นยุธภัณฑ์ประเภทเครื่องดนตรี 



         ทางด้านของอ๋องจวิ้นเต๋อที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่เหนือต้นไม้ใหญ่ด้วยวิชาย่างก้าวชมบุปผา และริมฝีปากที่จรดขลุ่ยหยกเป่ยหู่เป็นสำเนียงสะกดอสูร  ดวงตาที่หลับไหลปล่อยอารมณ์ไปตามเสียงของเครื่องดนตรี ขึ้นชื่อว่าเป็นยุทธภัณฑ์สวรรค์หากไร้ประโยชน์จะมีไว้เพื่อสิ่งใด 'ขลุ่ยหยกเป่ยหู่ถูกเรียกอีกนามว่า ขลุ่ยสะกดอสูร เสียงของมันสามารถทำให้สัตว์อสูรสงบหรือบ้าคลั่งได้ตามความต้องการของผู้เป่ามัน 

      ดวงตาของเอี๋ยจวง นางไม่เคยเห็นสิ่งใดแล้วสบายตาเช่นนี้มาก่อน ความสูงส่งของบรรยากาศโดยรอบแม้แต่นางเองก็ไม่คู่ควร ใบหน้ากว่าครึ่งที่โผล่พ้นผ้าคลุมลวดลายงดงามเผยให้เห็นดวงหน้าของเด็กหนุ่มที่นับว่ารูปงามที่สุดเท่าที่นางพานพบมา แม้เห็นเพียงครึ่งใบหน้าก็ตามที พลังปราณที่ปลดปล่อยออกมานั้นมากมายจนนางไม่อาจสัมผัสถึงระดับของมันได้เลย แต่สิ่งเดียวที่นางไม่อาจคาดเดาได้คือ "พลังหยางเช่นนั้นหรือ " 



       พลังหยางที่บริสุทธิ์มากจนนางยังเผลอดูดกลืนมัน ทำให้พลังหยินในตัวนางปั่นปวน มันบริสุทธิ์เกินกว่าที่นางจะคิดฝัน  เหล่าวานรขนเทาต่างตกในห่วงสะกด พวกมันต่างสงบนิ่งมิไหวติง ถึงแม้ว่าจะต้องการมากเพียงใดแต่พวกมันสัมผัสไอสัตว์เทพที่รุนแรงได้จากคนตรงหน้าทำให้พวกมันไม่กล้าที่จะเเสดงความก้าวร้าวอีก 



       เพียงไม่นานการปรากฏตัวของเหล่าสตรีนับสิบก็มาถึง ในบรรดาคนพวกนี้มีอยู่สี่คนที่มีระดับถึงจักรพรรดิสวรรค์เลยทีเดียว จวิ้นเต๋อหยุดเป่าขลุ่ยของตนและเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นพัดหยกในทันที 

       "เอี๋ยจวงเจ้าเป็นเช่นใดบ้าง " สตรีเหล่านี้ต่างปลดปล่อยพลังปราณหยินของพวกนางเพื่อกดดันสัตว์อสูรวานรขนเทา มันสร้างความรู้ตื่นให้พวกมันหลุดออกจากมนต์สะกดอสูรอีกครั้ง แต่ครานี้นับว่าทิศทางของพวกมันกำลังเปลี่ยนไป เพราะสัตว์อสูรวานรขนเทากำลังถูกสังหารลงอย่างรวดเร็วด้วยบุคคลระดับราชาสวรรค์นับสิบและจักรพรรดิสวรรค์กว่าสี่คน  หลงเหลือเพียงวานรขนเทาระดับสวรรค์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงตนเดียว 


      "กระบี่เหมันต์ไร้บรรจบ " เพียงกล่าวถึงกระบวนท่าปราณเย็นก่อตัวเป็นกระบี่น้ำเเข็งนับสิบเล่มพุ่งตรงหมายสังหารวานรขนเทาตรงหน้าให้ตกตาย แต่เพียงพริบตาเดียวพวกมันก็เลือนหายไปในทันที 

     "ลมหายใจจักรพรรดิหยาง.....   " ม่านพลังปราณที่มีความร้อนแรงของพลังหยางศักดิ์สิทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาจนปรากฏม่านสีทองกั้นระหว่างสัตว์อสูรตรงหน้าและอาวุธสังหารที่กำลังมุ่งหน้ามา เพียงกระบี่น้ำแข็งสัมผัสกับม่านพลังมันก็มะลายหายไปในทันทีคล้ายดังไม่เคยมีมันอยู่ พร้อมกับการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ในมือถือพัดหยกและสายตาที่มองมาคล้ายกำลังไม่พอใจอย่างชัดเจน ดวงตาสีทับทิมแดงฉานขึ้นด้วยอารมณ์เป็นคราแรก เพราะความตั้งใจของเขานั้นหาใช่เช่นนี้ เพราะที่เขาเลือกที่จะสะกดพวกมันก็เพราะไม่ต้องการสังหาร แทนที่พวกนางจะจากไปพวกนางกลับทำตรงข้าม



         "เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงถึงเข้ามาวุ่นวายกับพวกเรา " เสียงของสตรีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างไร้มารยาท นางอาจกล้าพอเพราะระดับของนางนั้นอยู่ในขั้นปราณจักรพรรดิสวรรค์ขั้น1 แต่มิใช่กับสตรีอีกผู้ที่สวมใส่ผ้าคลุมสีทองเเสดงถึงสถานะสูงส่งกว่าและระดับของนางก็มากที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด นี้คงเป็นเหล่าอาวุโสและหัวหน้าตำหนักสุสานหยินนับว่ามีความเเข็งแกร่งพอๆกับราชวงศ์เลยทีเดียว หรือไม่ก็มากกว่าราชวงศ์หนึ่งในตอนนี้

        "เอี๋ยจีอย่าเสียมารยาท หากพวกข้าทำให้ท่านมิพอใจก็ขออภัยด้วย ด้วยไม่อาจให้ศิษย์ต้องเสี่ยงและตกในอันตราย ไม่คิดว่าพวกมันตกอยู่ในมนต์สะกดเช่นนี้ " นับเป็นความผิดพลาดของพวกนาง เอี๋ยเหมยซวง นางเป็นจ้าวตำหนักสุสานหยินในตอนนี้ อายุของนางก็สี่พันปีไม่ขาดไม่เกิดนางท่องยุทธภพมามากมาย แต่ก็ไม่อาจเห็นคนระดับนี้ง่ายๆ ระดับที่นางไม่สามารถมองเห็นระดับพลังปราณ มีเพียงผู้ไร้ลมปราณที่ไม่อาจมองเห็น แต่ตัดข้อนั้นไปได้เลยเพราะคนผู้นี้กำลังใช้วิชาตัวเบาระดับสูงลอยตัวอยู่เหนือยอดไม้อย่างมิไหวติง


       สายตาของนางจ้องมองและอ่านสถานะของคนผู้นี้ลวดลายของอาภรณ์นับว่าชัดเจนว่าคนผู้นี้คือเชื้อพระวงศ์ของฉีหลิน แต่มันกลับมีสิ่งใดมากกว่านั้น 

        "หากการที่ข้ายื่นมือช่วยเหลือพวกท่านเป็นการพิพากษาโทษตายแก่พวกมัน นับว่าเป็นบาปในใจข้าผู้นี้ไม่น้อย การกระทำของพวกท่านไม่ต่างจากการกระทำที่ไร้ยางอายเลย " คำของเด็กหนุ่มที่ต่อว่าต่อขาน จ้าวตำหนักต่อหน้าเหล่าอาวุโส ทำให้พวกนางมิอาจยอมได้ เเต่กลับถูกห้ามไว้และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะตอนนี้ เอี๋ยเหมยซวง นางโค้งตัวคำนับเป็นการขออภัยอย่างเป็นทางการนับว่าตำหนักสุสานหยินของนางยอมรับผิด ทำให้เกิดความไม่พอใจมากมายเพราะเห็นอยู่ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นเพียงรุ่นเยาว์เท่านั้น 


        "ศิษย์พี่ท่าน!!!!    " 



   "อย่าให้ความเหย่อหยิ่งปิดบังสายตาของเจ้า เขาสามารถปัดกระบี่เหมันต์ไร้บรรจบของเอี๋ยหลางซินได้ เจ้าคิดว่าเช่นไรกัน " นางมิได้กล่าวตำหนิเเต่อย่างใด ระดับของเอี๋ยหลางซินนั้นสูงกว่าเอี๋ยจีถึงสองขั้น ขนาดตนเองยังไม่สามารถทำได้เลย แต่บุรุษตรงหน้ากลับทำราวกับปัดฝุ่นผงเท่านั้น ....


      "ท่านปรมาจารย์โปรดอภัยด้วยที่ข้าน้อยประมาท คุณชายท่านนี้ได้ช่วยชีวิตข้าไว้ เขามิได้มีเจตนาร้ายต่อเรา หวังว่าปรมาจารย์จะเห็นแก่ข้า...  " เอี๋ยจวง นางต้องรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยเพราะนางไม่อาจทำให้ผู้ที่ช่วยชีวิตนางต้องมาถูกเข้าใจผิดได้ 



       ตอนนี้สีหน้าของปรมาจารย์อีกสองคนตอนนี้นับว่าซีดเซียวนักเพราะคนแรกคือผู้ที่ถูกสะกัดกระบวนกระบี่ อีกผู้ก็เป็นแฝดผู้น้องของนาง พวกนางย่อมรู้ดีว่าเพลงกระบี่ของพวกนางนั้นรุนแรงมากเพียงใด มีเพียงผู้อยู่เหนือจักรพรรดิสวรรค์เท่านั้นที่สามารถทำมันได้ แต่คนเช่นนั้นจะหาได้ที่ใดกัน 


        "เอี๋ยหลางซิน เอี๋ยหลางไท่ พวกเจ้าเองคิดเห็นเช่นใด " เสียงของจ้าวตำหนักสุสานหยินกล่าวถามออกมาตรงๆ ทำให้ทั้งสองได้สติกลับมา ด้วยไม่แน่ใจว่าพวกนางทั้งสี่ยังไม่อาจจะต่อกรกับคนตรงหน้าได้ แม้จะใช้ค่ายกลก็ตามที 

        "ศิษย์น้องเจ้าควรเอ่ยขอโทษผู้มีคุณเสีย เพราะอย่างไรเขาก็ช่วยชีวิตเหล่าศิษย์ของพวกเราไว้ " สิ่งที่เอี๋ยจีไม่คิดว่านางจะได้ยิน แต่ตอนนี้มันกลับเต็มสองหูของนางทีเดียวมันทั้งสร้างความขายขี้หน้าและเป็นการตบหน้านางจริงๆ แต่จะทำสิ่งใดได้ในเมื่อเป็นคำสั่ง 


         "ไม่จำเป็น พวกเจ้าออกไปจากที่นี้ได้แล้ว " แต่ก่อนที่นางจะเอ่ยปากเสียงของเด็กหนุ่มตรงหน้าก็กล่าวขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้านางเลย ไม่อยากได้คำขอโทษก็ช่างเถิดเเต่การปฏิเสธเช่นนี้นับว่าไร้มารยาทเกินไป แต่ใครเล่าจะสนใจ 


      จวิ้นเต๋อมิได้สนใจคนเหล่านี้อีก ทั้งที่เอี๋ยเหมยซวง นางพยายามที่จะเจรจาอีก ก็มิเป็นผลทำให้นางเองก็จนปัญญาอยู่บ้าง



       " เจ้าไปได้เเล้ว เป็นข้าที่ผิดต้องขออภัยด้วย " จวิ้นเต๋อกล่าวออกมาพูดคุยกับสัตว์อสูรตรงหน้าที่กำลังเกรงกลัว แต่มันมิได้เกรงกลัวสตรีเหล่านั้นมันเกรงกลัวจวิ้นเต๋อต่างหากเพราะเมื่อครู่นี้แน่ชัดเเล้วว่ามนุษย์ตรงหน้านี้หาใช่มนุษย์ธรรมดาเเต่เป็นถึงสายเลือดของสัตว์เทพที่สูงส่ง  


       แต่แทนที่สัตว์อสูรตรงหน้าจะหนีไป มันกลับจ้องมองใบหน้าของจวิ้นเต๋ออย่างขอบคุณ และสิ่งที่แม้แต่เหล่าสตรีที่จ้องมองอยู่ยังแทบหยุดหายใจ นั่นคือวงแหวนสีทองที่ลอยออกมาจากใบหน้าของมันปรากฏขึ้นตรงหน้าระหว่างเด็กหนุ่มผู้นั้น 


      "พันธะสัญญา สัตว์อสูร  " ถึงแม้ว่านางจะมีสัตว์อสูรในพันธะ แต่ก็นับว่ามิได้ได้มาโดยง่ายเช่นนี้ แต่นี้มันสัตว์อสูรระดับสวรรค์เชียวนะ 


        "เห้อออ   มิได้หรอกข้ามีผู้ครองสัญญาแล้ว " จวิ้นเต๋อกล่าวออกมาอย่างเสียใจเพราะจะว่าไปความแข็งแกร่งของวานรขนเทาก็นับว่าไม่เลวเลย อีกอย่างมันก็เป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญา


       แต่แทนที่มันจะยอมแพ้มันกลับปลดปล่อยความสามารถของมันให้จวิ้นเต๋อพึงพอใจคล้ายเป็นการบอกให้จวิ้นเต๋อล่ะทิ้งสัญญาเดิม จวิ้นเต๋อถึงกลับหน้าถอดสีเพราะตอนนี้ให้หัวของเขาเเทบได้ยินเสียงก้นด่าของหย่าหลิง นางแทบอยากออกมาสังหารสัตว์อสูรตรงหน้านี้ให้ตกตาย และถลกหนังมารองอึของลูกๆนางเสีย 



       "มิได้หรอก แต่หากเจ้าเพียงอยากติดตามข้า เขาล่ะเป็นเช่นใด " ตอนนี้นิ้วมือที่ชี้หันไปทางข้ารับใช้ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลัง หานกู่กำลังมึนงง เขาตกใจมากที่เห็นสัตว์อสูรยอมทำสัญญาเองเป็นคราแรก และยังเป็นสัตว์อสูรระดับสวรรค์อีกด้วย แต่ดูท่าท่านอ๋องจะให้มันทำสัญญากับเขา 

        แม้สีหน้าของเจ้าวานรขนเทาจะมิพอใจนัก แต่ก็ยอมลดท่าที มันผลักวงแหวนสัญญาของมันไปหาหานกู่เป็นการแสดงว่ามันยินยอม


      "ท่านนนน...อ๋องงง.....นี่มัน...  " หานกู่ยังไม่สามารถที่จะทำใจยอมรับได้ มิใช่ว่ามิพอใจแต่พอใจมากต่างหากเล่า ใครเล่าจะคิดว่าจะมีสหายระดับสูงเช่นนี้ ถึงจะทำสัญญาแต่ท่าทีนั้นก็ยังเหย่อหยิ่งอยู่มาก..


     " รีบๆรับสัญญาเถอะ หรือว่าเจ้าไม่เอา " เพียงเท่านั้นหานกู่ก็เร่งหยดโลหิตลงในวงแหวนทันที แสงของวงแหวนเรืองรองอยู่ครู่และหายเข้าไปในตัวของหานกู่ทันที 


        "ให้เจ้าชื่อว่า หานลู่แล้วกันลิงน้อย " แววเสียงที่พอใจของจวิ้นเต๋อมันสร้างความพึงใจให้สัตว์อสูรวานรขนเทาเป็นอย่างมา มันยินดีกับนามที่นายมัน??? มอบให้ 



        



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.318K ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #5216 บิลเลียส (@Ororite) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 10:27
    หานกู่นี่มีไว้เป็นเพียงเจ้านายในนามเท่านั้นสินะ
    #5216
    0
  2. #2654 สีตลรัศมี (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 15:15

    ขำแม่กิเลน ถลกหนังมารองอึลูกๆ โอ๊ย แม่จ๋าแม่~~~

    #2654
    0
  3. #1591 River no off return (@rattyas) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 23:02
    หานลู่ทำไมน่ารักอะ 555+
    #1591
    0
  4. #887 ducky (@kittycat08) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 07:41
    เดินทางไปได้สัตว์อสูรตลอด 555
    #887
    0
  5. #425 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 15:37

    ลิงน้อยถึงขนาดพยายามจะทำสัญญาให้ได้ นับถือๆ

    #425
    0
  6. #406 Gouyjeng (@Gouyjeng) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 21:57
    ต่อไปคงหานหลี่จะได้สัตว์อสูรไป
    #406
    0
  7. #386 eakaroon (@eakaroon-yay) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 08:34

    พวกนี้นี่ช่วยชีวิตยังไม่สำนึกบุญคุณ ???”สงสัยคงต้องโชว์เทพอีก????????

    #386
    0
  8. #379 Suttidasuttida (@Suttidasuttida) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 22:52

    อยากได้รัวๆ สนุกมากกกก
    #379
    0
  9. #378 pacharasaeten (@pacharasaeten) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 22:19
    หายไปหลายวัน รู้ไหมว่าคิดถึง​
    #378
    0
  10. #365 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 19:02

    การลาดน้ำเย็นๆ.. (ราด)
    ลาด >> เอียง ไม่เสมอ
    ราด >> รด(น้ำ) เท(น้ำ)ลง

    ก่อนจะเข้าโลมลัน (โรมรัน)
    #365
    0
  11. #363 BLblacklist (@BLblacklist) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 18:27

    มาต่ออีกนะครับ..สนุกมาก

    #363
    0
  12. #360 EReNoR (@tamtummai) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 18:18
    ลิงน้อยยยยแหละ....
    #360
    0