ปราการเทวะหวนคืน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 497,599 Views

  • 6,530 Comments

  • 5,818 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    93,822

    Overall
    497,599

ตอนที่ 13 : ตำหนักสุสานหยิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14519
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1212 ครั้ง
    14 พ.ย. 61

ตอน....ตำหนักสุสานหยิน





         กลิ่นโลหิตคละคลุ้งที่ป่ะปนอยู่ในอากาศแต่มันกลับถูกกลบด้วยกลิ่นของเหมยหิมะที่หอมหวนจนควานน่าสะอิดสะเอียนจางหายไปราวกับไม่มีสงครามฆ่าฟันกันเกิดขึ้น แต่สติของเหล่าจอมยุทธยังไม่กลับมาเลยด้วยซ้ำ พวกเขาได้เปิดหูเปิดตาเพลงกระบี่ที่เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าความงดงามมักอันตรายเสมอ และนี้มันอันตรายมากเกินกว่าที่พวกเขาคาดเอาไว้ 


        "ท่านถังจี ข้าน้อยจู่หลง ขอเรียนถามท่าน อ๋องศักดิ์สิทธิ์คือผู้ใดเช่นนั้นหรือ " เสียงของเด็กหนุ่มผู้มีอันจะกินผู้หนึ่ง ที่มีความกล้ามากพอจะสนทนากับปราชญ์ยุทธภพ แต่คำถามที่เขาถามออกมานั้นเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย และใคร่ขอความกระจ่างเช่นกันครั้นจะถามไถ่จากบุรุษอีกผู้คงไม่เหมาะสมเท่าใดนัก บุคคลระดับนี้แต่ตระกูลจู่กลับมิเคยเอ่ยถึงเลย ทั้งสำนักก็ไม่เคยเอ่ยถึงด้วย แม้จะเป็นสำนักที่มีความยาวนานเพียงสองพันปีแต่ก็นับว่ามีความกว้างขวางไม่น้อยเลย 


       ตอนนี้พิษสะกัดปราณนั้นหมดฤทธิ์ของมันไปได้พักหนึ่งแล้ว ยาพิษชนิดนี้มิได้ออกฤทธิ์ถาวร มันเพียงสะกัดปราณชั่วคราว แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการรอบสังหารแล้ว 

      "ฝีกระบี่เมื่อครู่เทียบเท่าเซียนกระบี่เลยด้วยซ้ำ ไม่ซิหากดูดีๆมีความเหนือกว่ามากนัก เป็นคนของผู้ใดกัน " เสียงที่กล่าวเสริมขึ้นมาเมื่อพวกเขาเริ่มมีปราณกลับคืนมา จนลืมเลือนด้วยซ้ำว่ายังมีมือสังหารอีกคนที่หลงเหลืออยู่ และมันกำลังจะคิดหนี 


        "จับตัวมันไว้ " เสียงของแม่ทัพหยางที่ตะโกนออกมาอย่างดังดึงสติให้คนเหล่านั้นเข้าไปคร่ากุมตัวผู้ที่คิดก่อการกบฎสังหารฮ่องเต้อย่างไรเสียต้องมีการไต่สวนเอาควาทเป็นเเน่

        ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพียงไม่นานก็สามารถคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ เพราะด้วยจำนวนคนที่มากกว่ามาก 



(ถังจี)


      'นี่นับว่าเป็นข่าวใหญ่จริงๆ ข้าพูดออกไปคงมีอาวุโสหลายคนว่าข้าเลอะเลือนเป็นแน่ แต่หากข้ามิเเจ้งไปมีหวังมานั่งเสียใจภายหลัง ประวัติของคนผู้นี้แน่นอนว่ามิมีในบันทึกของความเป็นเลิศทางด้านใดเลย แต่ภายในใจตอนนี้เพียงการปรากฏตัวเพียงครั้งทำให้ลำดับในเทพยุทธเปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดีไม่ดีความเปลี่ยนเเปลงนี้ได้เลยเถิดไปถึงราชวงศ์เลยด้วยซ้ำไป ' ความเงียบของอาวุโสถังจีจากสภาปราชญ์หาใช่ความหยิ่งทรนงไม่เพียงแต่เขาเองก็กำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี 


       " อาจารย์...  " เสียงเล็กใสของเด็กสาวที่ร้องเรียกสติของอาจารย์ที่ตอนนี้นับว่าเหมอลอยอยู่ และต้องเรียกหาเพื่อกลับมายังสถานการณ์ปัจจุบันเพราะเริ่มมีผู้คนเข้ามาทักทายบ้างแล้ว รวมถึงฮ่องเต้เอง 


       " ท่านอาวุโสถังจีลำบากท่านแล้ว " ความจริงก็มิใช่เรื่องที่ต้องออกมารับผิดแต่อย่างใด แต่อย่างไรเสียอาวุโสของสภาปราชญ์ก็เกือบถูกสังหารในดินแดนของเขาเองนับว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบเช่นกัน สภาปราชญ์นั้นมีความเป็นกลางและไม่เอนเอียง แต่เมื่อใดที่พวกเขาถูกคุกคามแน่นอนว่าเขี้ยวเล็บที่เก็บซ่อนเอาไว้คงได้เห็นกัน

        " หามิได้พะยะค่ะ ข้าน้อยต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบพระทัย เพียงแต่ว่าข้าน้อยมีความสงสัยเล็กน้อยอยากไต่ถามฝ่าบาท " อาวุโสถังจีหาใช่คนคิดเล็กคิดน้อย เพราะในตอนนี้เริ่องที่เขาสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องเมื่อครู่นี้ และดูท่าฮ่องเต้ชิงหลงจะเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันถึงสามารถระบุฐานะของอ๋องศักดิ์สิทธิ์ได้ 

       "ข้าตกเป็นหนี้ชีวิตของอ๋องผู้นี้ มาได้พักหนึ่งแล้ว เเล้วยังมาวันนี้อีกคงยากจะทดแทน แต่ท่านก็เห็นแม้แต่ใบหน้าของอ๋องศักดิ์สิทธิ์เราก็ไม่มีใครได้มองเลย "  พวกเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วยเพราะวันนี้พวกเขาทุกคนตกเป็นหนี้บุญคุณกับท่านอ๋องศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว 





       ทางด้านของฉีหลินจวิ้นเต๋อ เมื่อครู่พึ่งสังหารคนนับร้อย แต่ภายในใจเขากลับมิได้รู้สึกผิดแต่อย่างไน โลกใบนี้ก็คล้ายดังปลาใหญ่กินปลาเล็กผู้เเข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถลิขิตทางเดินของตนเอง และตอนนี้เขาเองนั่นคือผู้ลิขิตทางตนเองอย่างแท้จริงเขาไม่มีห่วงอีก ทั้งในโลกก่อนหน้าที่จากมาหรือในโลกนี้ที่กลับมา ความสูญเสียบางทีมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีใครบ้างเล่าไม่เคยสูญเสีย 

        "ท่านอ๋องขอรับ ....   " เมื่อหานกู่เห็นอาการเหม่อลอยใช้ความคิดของนายตนก็เอ่ยขึ้นทันทีเพราะตอนนี้พวกเขามาถึงรถลากที่มีหานหลี่รออยู่แล้ว สภาพภายนอกก็ปกติไม่มีสิ่งใดเกินขึ้น หานหลี่ยังคงสนุกกับการชื้อหาของเล็กน้อย ตลาดเองก็ยังคงคึกคัก ขัดกับบรรยากาศฆ่าฟันเมื่อครู่ราวฟ้ากับดิน 

       ตอนที่เขาเป็นเต๋อนับว่าอยู่ในจุดต่ำสุดของความเป็นมนุษย์ ตอนเด็กเขาเคยดิ้นรนไม่ยอมแพ้ แต่ในที่สุดอย่างไรเสียเขาก็ไม่อาจหนีความจริงพ้นนั่นคือเขาไม่มีประโยชน์กับโลกใบนั้น ทุกคนมองเขาเป็นภาระแม้แต่วาระสุดท้ายของเขาเอง เพื่อนที่หวังดีทั้งสองยังยินยอมให้เขาจากไปอย่างสงบเพื่อดับความทุกข์ในจิตใจของเขา แต่มันกลับเป็นการทำให้เขายอมรับมันได้จนถึงที่สุด คนเรามีสองหรือสามด้านเสมอ เรามักดีต่อคนรู้จัก ร้ายต่อศัตรูนี่เเหละคือความจริง .....


       รถลากค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป เนื่องจากภายในเมืองหลงซินนั้นมิได้มีสิ่งใดน่าสนใจมากพอ และการมุ่งหน้าเข้าเขาเป่ยจงอาจเป็นคำตอบที่ดี และอาจทำให้จิตใจของท่านอ๋องสงบขึ้นมาบ้าง เพราะตอนนี้แม้เเต่หานหลี่ยังสามารถสัมผัสถึงความไม่ปกติทางอารมณ์ของนายตนได้ และเเน่นอนว่าเขาจะมิเอ่ยถามเป็นอันขาด ทั้งสองข้ารับใช้ต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตน จนเวลาล่วงเลยกว่าค่อนวัน จวิ้นเต๋อถึงได้สติคืนกลับมา เพราะหากเขาไม่คิดได้เช่นนี้ก็คงจะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อ ก็คงกลายเป็นเพียงคนพิการที่ดื้อรั้นคนหนึงเท่านั้น 


         "พลังปราณธรรมชาติของเหล่าพฤกษาช่างดีจริงๆ เราพักแรมกันที่นี้เถอะ น่าจะเหมาะที่สุด " จวิ้นเต๋อตัดสินใจที่จะพักผ่อนในที่ ที่ห่างไกลเช่นเขาเป่ยจงที่มีความสลับซับซ้อนของเทือกเขาเล็กๆ มีป่าสลับกับทุ้งหญ้ามีสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยเลย แต่ก็หาได้มีความโดดเด่นอันใดมากมายนัก นอกจากนั้นแล้วสมุนไพรที่นี้ก็นับว่าดีอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับเขาเป่ยหู่

       ถึงจะบอกว่าค้างแรมที่นี้แต่แท้จริงตัวของท่านอ๋องจะพำนักในตำหนักพฤกษาเช่นทุกครั้งทำให้กลิ่นกายของพระองค์นั้นอบอวนไปด้วยกลิ่นของเหมยหิมะ นับวันยิ่งรุ่นแรงมากขึ้น จนอาจทำให้เหล่าแมลงเกิดความสับสนได้ ไม่เพียงเท่านั้นตะบะพลังหยางที่ท่านอ๋องดูดซับมาจากไอหยางของสัตว์เทพกิเลนเพลิงสวรรค์นั้นยังมรประโยชน์อย่างมากต่อตัวผู้มีสายโลหิตของกิเลนเช่นท่านอ๋อง 

        ความสงบเงียบของป่าเขานับว่าเป็นที่
ปรารถนาของใครหลายๆคน แต่จะมีสักกี่คนที่สมใจปรารถนานี้ สายตาของจวิ้นเต๋อกำลังจ้องมองฝ่าความมืดมิดไปยังป่าลึก เขาเป่ยจงนั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรณ์มากมายก็จริงแต่ในบางทีส่วนลึกของหุบเขาก็น่ากลัวไม่ต่างไปจากเหวเป่ยหู่เลย บางที่อาจมีสิ่งลี้ลับอยู่บ้างก็ได้   สัมผัสปราณที่จวิ้นเต๋อปล่อยออกไปนั้นมันไม่ได้สร้างการคุกคามต่อสัตว์อสูรแต่มันกลับเป็นปราณที่ส่งเสริมให้เหล่าสัตว์อสูรผ่อนคลาย แม้แต่เหล่าสัตว์อสูรระดับสูงยังปรากฏตัวให้ได้เห็นบ้าง แต่ก็เพียงห่างๆเท่านั้น 


       "ท่านอ๋องข้าน้อยได้ยินข่าวที่ไม่สู้ดีเกี่ยวกับราชวงศ์ของท่าน " เป็นหานหลี่ที่อดทนเก็บความอยากมานาน เขาแทบอยากบอกนายตนให้รับรู้ถึงข่าวคราวความตกต่ำ แม้เเต่ชาวบ้านธรรมดายังดูแคลนราชวงศ์ฉีหลินของนายตน ทำให้เกิกความไม่พอใจเป็นอย่างมาก อย่างไรเสียท่านอ๋องต้องได้รู้เรื่องพวกนี้เสียก่อน 


       หานหลี่บอกเล่าถึงสภาวะความเป็นอยู่และสถานะของจักรวรรดิกิเลนสวรรค์ที่ตอนนี้นับว่าเสื่อมถอยเป็นอย่างมาก อำนาจของขุนนางตระกูลใหญ่ครอบครองความคิดอ่านของฮ่องเต้เยาว์วัย นับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อน  แต่เมื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสร็จแล้ว หานหลี่กลับต้องนิ่งค้างเมื่อท่านอ๋องของตนเองทำเสมือนทองไม่รู้ร้อน ไม่คล้ายจะสนใจเท่าใดนัก เพียงรับฟังเงียบๆเท่านั้น 


        ทางด้านของฉีหลินจวิ้นเต๋อ คำบอกเล่าของหานหลี่นับว่ากระตุ้นความทรงจำบางอย่างขององค์ชายสิบเจ็ดผู้อาภัพวาสนา ด้วยมารดาเป็นกบฎ แต่ในควาทเป็นจริงแล้วทุกอย่างกลับอยู่ในแผนการของคนในทั้งสิ้น การที่องค์ชายสิบเจ็ดถูกทำนายไว้ว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินนั้นนับว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก พระมารดาของเขาเป็นองค์หญิงต่างเผ่าที่มีความงามและได้รับความโปรดปรานไม่น้อย แต่ด้วยเหตุนี้ทำให้เป็นเป้าหมายในแผนร้าย ความมีเมตตาของสตรีฝ่ายในนั้นนับว่าเป็นการเชิญชวนให้ศัตรูมาลุมสังหารตนเอง 

      'ความต้องการในบัลลังก์ของท่าน นับว่าเสียเปล่า หากพวกท่านยังอยู่และเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าพวกท่านคงไม่มีหน้าจะคุยโวอีก ' ความรู้สึกเวทนาเล็กๆในจิตใจของท่านอ๋องผู้นี้นับว่าเป็นผู้อยู่เหนือความต้องการ เขาตอนนี้ไม่ได้ต้องการสิ่งใดเลยจริงๆความรุ่งโรจน์ อำนาจ ทุกอย่างล้วนเป็นมายา ไม่ได้เที่ยงแท้ยืนนาน 

        "เเล้วเจ้าคิดว่าข้าควรทำเช่นใดดีหานหลี่ " เสียงหน่ายใจของท่านอ๋องที่นิ่งเงียบไปพักใหญ่กล่าวถามกลับมา เอาจริงๆตอนนี้ความคิดของเขานั้นมันว่างเปล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้เขามิได้เห็นแก่ตัว เพียงแต่เรื่องนี้เขาถูกกันออกมาแต่ต้น แทบไม่มีความเกี่ยวข้องอีก 

       สีหน้าของหานหลี่ยังคงนิ่งค้าง เพราะมิคิดว่าท่านอ๋องจะกล่าวถามกลับมาซึ่งหน้าเช่นนี้ 'นั่นนะซิ จะมห้ทำอันใด ' ถึงจะไม่รู้จะหาคำตอบเรื่องนี้ไปเพื่อสิ่งใด แต่การรักษาชื่อเสียงของราชวงศ์หรือความสูงส่งของสายเลือดนับว่ามีความสำคัญมากพอดู 

       "ท่านอ๋องจะมิเสด็จกลับไปเยี่ยมเยือน บ้านเกิดตนเองบ้างหรือขอรับ.."  หานกู่เเทบอยากเอามือที่กำลังทำภาระกิจของตนเองอยู่ขึ้นมาตบปากเจ้าเด็กที่กล้ากล่าววาจาเป็นเชิงจำหนิเช่นนี้ ถึงจะไม่รู้ความไปบ้างแต่ตอนนี้นับว่ามากเกินไป หาว่าท่านอ๋องมิสนใจบ้านเกิดเมืองนอนตนเอง 

      "เจ้ารู้หรือไม่หลี่น้อย ว่าเหตุใดข้าถึงมีสถานะเป็นท่านชายศักดิ์สิทธิ์ ได้ ในรัชสมัยของเสด็จพ่อ พระมารดาถูกข้อหากบฎลอบปลงพระชนย์ ทั้งที่เสด็จแม่เป็นภรรยา เหตุใดถึงมีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น และตอนนี้ในโลกนี้สายเลือดของหานตันมีเพียงข้าที่หลงเหลืออยู่ " คำกล่าวที่ไม่ได้มีอารมณ์โกรธแต่เพียงต้องการบอกบางมุมที่ข้ารับใช้อาจยังไม้รู้ ความอับอายนี้แม้แต่พระยิดายังไม่มีราชโองการใดๆเกี่ยวกัยเขา ไม่มีรายพระนาม สลักในราชโองการเพียงคำว่า 'องค์ชายสิบเจ็ด' เท่านั้น และการส่งเขา เข้าตำหนักพยากรณ์อย่างเร่งด่วน แต่พระมารดาก่อนสิ้นใจกลับมีรับสั่งมิให้โกรธแค้นพระบิดา และคำสุดท้านที่พระมารดาบอกคือ 'เเบบนี้ก็ดีแล้ว ' ซึ่งมาตอยนี้เขาเข้าใจดี เมื่อเขาออกมาเป็นท่านชายศักดิ์สิทธิ์ก็คล้ายตัดขาดราชวงศ์ ไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์จักรวรรดิกิเลนสวรรค์อีกต่อไป เหตุการณ์ต่างๆก็เลือนหายไปตามการเวลา มีเพียงบางครั้งที่พี่ชายเสด็จมาหาบ้างตอนที่ยังเป็นองค์ชายรัชทายาท ก็เพียงคราเดียวเท่านั้น 

        น้ำตาที่ไม่อาจอดกลั้นของข้ารับใช้ทั้งสอง หานหลี่ตกตะลึงกับเรื่องที่ได้รับรู้ แม้จะพอรู้มาว่าเหล่าท่านชายศักดิ์สิทธิ์เป็นสายเลือดที่นับว่าไม่มีความสำคัญ แต่ไม่คิดว่าเรื่องของท่านอ๋องจะน่าเศร้าเช่นนี้ 


       "พวกเจ้าไม่ต้องเสียใจแทนข้าหรอก เอาเช่นนี้ก็แล้วกันอย่างน้อยข้าก็ควรกลับไปสักการะสุสานของเสด็จพ่อ  " ฉีหลินจวิ้นเต๋อเข้าใจความหมายของหานหลี่ดี แน่นอนว่าเขาก็พอที่จะคาดเดาได้ หากสถานะของราชวงศ์ไม่ดีก็เท่ากับสถานะปูมหลังของท่านอ๋องก็ไม่น่าจะดีเท่าไหร่

        "หากท่านอ๋องมิต้องการ ก็อย่าได้ใส่ใจคำพูดของเด็กโง่นี้เลยขอรับ ทำตามพระทัยของท่านอ๋องเถิดพวกหม่อทฉันยินดีติดตามเสด็จรับใช้ขอรับ.... " หานกู่นั้นเข้าใจความสูญเสียของท่านอ๋องดี การสูญเสียมารดาแต่เยาว์วัย อีกทั้งเชื้อสายของมารดาทั้งหมดอีกนี่ไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาเลย การที่จะไปพบกับสภาพแวดล้อมและความทรงจำเดิมๆนับว่ามิเหมาะสมเท่าใดนัก 


       "เอาเถอะหานกู่ มิเกี่ยวกับหลี่น้อยหรอก ข้าเองก็คงคิดไม่มากจนเกินไป อย่างไรเสียแซ่ของข้าก็คือฉีหลินอย่างน้อยก็เพื่อชื่อเสียงของตนเอง อย่างน้อยข้าควรตอบแทนบุญคุณในเรื่องเหล่านี้บ้าง " หลังจากที่กล่าวจบ จวิ้นเต๋อก็ขอเวลาในการหลอมโอสถ และการค้นหาสมุนไพรใหม่ๆโดยรอบ เพราะพวกเขาเคยเข้าเขาเป่ยจงแล้วทำให้มิมีสิ่งใดเเปลกใหม่เว้นเสียเเต่ ...



        "ด้านหน้าดูเหมือนจะมีการต่อสู้ขอรับ หากคาดเดามิผิดคงเป็นคนของอารามชี เพร่ะพลังหยินที่รุนแรงเช่นนี้ขอรับ " สายพระเนตรของท่านอ๋องที่จ้องมองไปยังทิศทางที่สัมผัสถึงการต่อสู้ได้ พลังปราณหยินเช่นนี้นับว่ามีความบริสุทธิ์มากทีเดียว แต่ตะบะยังน้อยอยู่ 

      "ไปดูหน่อยเถิด หากเป็นผู้ถือครองพรหมจรรย์หยิน ก็น่าจะหยิบยื่นไมตรีได้ " เพียงกล่าวจบภาพเลือนลางของท่านอ๋องก็เลือนหายไปืนทีปรากฏเพียงสายลมและกลิ่นหอมอ่อนๆ เเตะจมูกเท่านั้น 'ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง ความว่องไวของท่านข้าผู้นี้จะตามทันได้เช่นไร ' หานกู่ได้แต่ลำพัน 




        "คนของสุสานหยินหรือขอรับท่านอ๋อง " เสียงที่เอ่ยกระซิบข้างหู หานกู่พึ่งตามมาทันและเห็นการต่อสู้ของสตรีชุดขาวนับสิบคนกำลังลุมสังหารสัตว์อสูรระดับปราณนภาขั้นสูงอยู่ มันเป็นสัตว์อสูรวานรขนเทา ที่มีแขนสี่เเขนและฝ่ามือที่ใหญ่โต พละกำลังนับว่าเกินกว่าสัตว์อสูรระดับปราณนภาไปมากโข


        "เอี๋ยหลิง ระวัง!!!! " ภาพของสตรีนางหนึ่งที่ถูกฝ่ามือที่มีขนาดใหญ่ของมันตะปบลงมา สร้างความอันตรายจนถึงแก่ชีวิตเกราะปราณของนางไม่สามารถรับแรงกระเเทกได้เลยแม้แต่น้อย  ทำให้ค่ายกลกระบี่ของพวกนางเสียสมดุล ความสามารถของพวกนางนับว่ามีอยู่บ้าง แต่การต่อกรกับสัตว์อสูรที่เทียบเท่าสัตว์อสูรระดับสวรรค์เช่นนี้ นับว่าเกินกำลังของพวกนางมากอยู่เช่นกัน หากมีระดับราชาสวรรค์ช่วยเหลือก็น่าจะง่ายดายกว่านี้ 

       "ค่ายกลกระบี่สตรีหยกเช่นนี้ ท่านอาจารย์เคยบอกว่ามันมีอานุภาพรุนแรงนัก ได้เห็นวันนี้ก็นับว่าไม่ผิดหสังนัก " เสียงเอื้อนเอ่ยของท่านอ๋อง ทำให้หานกู่ต้องเพ่งพินิจเพลงกระบี่อีกครั้งก็ทำให้เขามองเห็น เพลงกระบี่หากพัฒนาจนสามารถทำเป็นค่ายกล ก็จะสามารถต่อกรกับผู้ที่มีระดับสูงกว่าได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของทั้งสองฝ่าย 

     "ดูท่าพวกนางจะต้านได้อีกไม่นานขอรับ " เสียงของหานกู่มีท่าทีห่วงใยพวกนางอยู่บ้าง ถึงจะรักษาพรหมจรรย์หยิน แต่พวกนางกลับมีสถานะไม่ต่างจากตำหนักลับแล เพราะสตรีเหล่านี้เป็นเด็กกำพร้าหรือไม่ก็ขอทาน ที่ทางสุสานหยินเก็บมา บ้างมีความยากจน แต่ที่สุสานหยินมีนั้นคือสตรีที่แสนงดงามในแผ่นดิน  ผิดกับตำหนักพยากรณ์ที่รับเพียงเชื้อพระวงศ์ผู้มีเชื้อสายของสัตว์เทพเท่านั้น 


       สตรีผู้มีใบหน้างดงามนามว่าเอี๋ยหลิงที่ตอนนี้นางบาดเจ็บจากการถูกโจมตี ทำให้นางหลุดออกจากค่ายกลกระบี่ ทำให้ตอนนี้ยิ่งลำบากมากขึ้น ความคลั่งของสัตว์อสูรวานรขนเทาตรงหน้าก็มีมากขึ้น ยิ่งมากเท่าใดพละกำลังก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น 

      "พวกเราจะช่วยเหลือพวกนางไหมขอรับ.." เสียงของหานกู่ที่เอ่ยถามออกมาอย่างโง่งม เพราะเรื่องนี้นับว่าไม่ได้อยู่ในการตัดสินใจของตน 

      "เดี๋ยวรอดูก่อน ดูท่าคงไม่ใช่การล่าสัตว์อสูร มันคล้ายเป็นบททดสอบเสียมากกว่า เจ้าดูที่ฝั่งนั้น...  " สายตาของหานกู่เหลือบไปมองตามที่ท่านอ๋องกล่าว พบสตรีชุดขาวน่าตางดงามอีกหลายคน แต่พวกนางมีสายคาดเอวเป็นสีดำ และระดับพลังของพวกนางนั้นก็สูงถึงระดับสวรรค์ทุกคน  ความลึกลับของสุสานหยินนั้นไม่ต่างไปจากตำหนักพยากรณ์น้อยครั้งจะปรากฏตัว ถึงลำดับของอารามหยงชิงจะเป็นที่หนึ่งในยุทธภพ แต่ก็ยังมีสำนักลี้ลับมากมายอยู่เช่นกัน 


       สายตาของจวิ้นเต๋อนั้นมองออกนี้เป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น พวกนางกำลังทดสอบการประสานค่ายกลกระบี่ นับว่ามีความก้าวหน้านัก เพียงระดับปราณนภาก็สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรที่เทียบเท่าระดับสวรรค์ได้ (ถ้าเปรียบคนก็ระดับราชาสวรรค์)เพลงกระบี่ชุดนี้น่าจะเป็นวิชายุทธระดับสวรรค์ทีเดียว 

       โฮกกกกก!!!!!!  เสียงกู่ร้องคำรามของวานรขนเทาที่มีความเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก มันเป็นสัตว์อสูรที่นับว่ามีสติปัญญาอยู่บ้าง ทำให้มันโกรธแค้นเป็นอย่างมาก และตอนนี้สิ่งที่ไม่คาดคิดกำลังเกิดขึ้น จวิ้นเต๋อนั้นมีไอสัตว์เทพ เขาจึงสามารถแยกเเยะกลิ่นไอของสัตว์อสูรต่างๆได้ ตอนนี้มีสัตว์อสูรระดับนภามากกว่าสิบตัวกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ และยังมีสัตว์อสูรระดับสวรรค์อีกหนึ่งตัว นับว่าเป็นการเผชิญหน้าที่รู้ผลลัพเเล้ว 'พวกนางไม่รอดแน่' 












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.212K ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #5008 จุด (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 21:35

    รำคาญข้ารับใช้อ้ะ ค่อตัวเอกก็ทำเหมือนไม่แคร์ใคร แต่เอาเข้าจริงคือพอมีคนมีพูดหน่อยว่าควรต้องทำงี้นะ ควรต้องช่วยเค้านะ ก็แบบทำ ทั้งๆที่ตอนแรกคาแรกเตอร์นายแบบไม่แคร์ใดๆในโลก ก่อนอ่านตอนนี้จบ พออ่านครึ่งแรกตอนนี้ที่พระเอกทำเหมือนไม่สนใจราชวงศ์ตัวเองก็รอดูอยู่ว่าIข้ารับใช้จะพูดนิดๆหน่อยอีกปะ แล้วIพระเอกนี่ก็เหมือนคนหม่มีความคิดเป็นของตัวเอง พอคนอื่นบอกว่าควรทำยังง่้ก็แบบเออ ทำก็ทำ คือไร้ความคิดของตัวเองมากอ้ะ ขอโทษนะ เราทนอ่านต่อไม่ได้แล้วอ้ะ

    #5008
    2
    • #5008-1 Niranam01 (@Niranam01) (จากตอนที่ 13)
      1 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:24
      5555 นิยายมากมายมีความต่างกันไป แต่หากจะหาสิ่งที่ตัวเองต้องการน่ะยากหากจะหานิยายที่ตัวเองชอบเจอก็คงจะนาน

      นิยายแต่ละรื่องนั้นมีความเป็นตัวตนของมันหากจะเปลี่ยนอารมณ์ในนิยายก็คงจะไม่สนุกหรอกหากไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องเม้นหรอกไปหานิยายอื่นเถอะ คุณ กบใต้บ่อลึก
      #5008-1
    • #5008-2 Zeezin (@Zazom) (จากตอนที่ 13)
      16 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:21
      มันก็แล้วแต่คนจะชอบอ่ะนะ
      #5008-2
  2. #3053 Mook.mook (@l3loomme) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 01:16
    เอาจริงๆเริ่มลำคาน อิฮ่องเต้ที่กัดไม่ปล่อยกับ หานหลี่ที่ปากพล่อยละ -0-
    #3053
    0
  3. #424 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 15:25

    ลิงเรียกพวก สำนักชีแย่แน่ๆ

    #424
    0
  4. #370 PPtoday13 (@PPtoday13) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 19:36
    ขอบคุณค่าไรท์
    #370
    0
  5. #366 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 19:07
    ทรีโน่ล่ะคะ ฮืออออ
    #366
    0
  6. #364 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 18:42

    รอบสังหาร (ลอบ)
    ผลลัพธ์...

    รอบ >> โดยรอบ รอบด้าน รอบรู้ บริเวณรอบๆ

    ลอบ >> แอบ ซ่อน ปิดบัง ลักลอบ กระทำการโดยไม่ให้ใครรู้
    #364
    0
  7. #359 Nista0227 (@Nista0227) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 18:16
    ขอบคุณค่ะ
    #359
    0
  8. #358 BLblacklist (@BLblacklist) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 18:14

    รอนานมากกก ขอบคุณคร้าบบ

    #358
    0