นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ว่าด้วยเรื่องรับปริญญา(Graduation)

ขอบคุณสำหรับใบปริญญาที่นำมาซึ่งเรื่อราว

ยอดวิวรวม

4

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


4

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  17 ต.ค. 63 / 22:27 น.
นิยาย ҴͧѺԭ(Graduation)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 17 ต.ค. 63 / 22:27


ว่าด้วยเรื่องรับปริญญา

     หลายคนคงมีความเชื่อว่าใบปริญญาจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าในชีวิตการงาน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยเชื่ออย่างนั้นและตอนนี้ผมก็ได้จบการศึกษาอย่างเป็นทางการ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เหลือเพียงรอรูปที่จ่ายเงินไปแล้ว ส่งมาทางไปรษณีย์เพื่อเอามาแปะฝาบ้านตามธรรมเนียม  

   ผมจะขอเล่าถึงบรรยากาศและเรื่องราวกว่าจะได้รูปมาแปะฝาบ้านให้ฟังแล้วกัน ขอเตือนไว้ก่อนว่าบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ควรทำตาม มันจะได้ไม่คุ้มเสีย อาจต้องมานั่งเสียใจหรืออาจจะนั่งยิ้มระรื่นชื่นใจก็สุดแล้วตีท่าน เอาหละ มาเริ่มกัน

     การรับปริญญานั้นต้องมีขึ้นมีตอน อย่างน้อยก็ต้องสามครั้ง ซ้อมย่อย ซ้อมใหญ่ รับจริง  หลายๆคนหลังจากจบการศึกษา บ้างก็ได้งานทำแล้ว บ้างก็ยังไม่ทำ บ้างก็ยังไม่ได้งาน หรือว่าเพิ่งลาออกด้วยเหตุผลต่าง ๆนาๆ  ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งนี้ด้วยมีเป้าหมายที่ค้างคาในมานาน ตั้งใจว่าจะสะสางมันให้เรียบร้อย ตั้งไว้สองเป้าหมาย

      หลังจากจบการศึกษา ที่ที่เคยหลับนอน ใช้สอย ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ทำให้ต้องวุ่นวายในการหาที่ซุกหัวนอน 

จะจองโรงแรมก็เปลืองเงินใช่เรื่อง จะไปนอนคอนโดกับเพื่อนก็เกรงใจ ก็มันเกิดคิดอะไรขึ้นมาไม่รู้ ไม่เข้าซ้อมย่อยเฉยเลย

สุดท้ายก็ไปหวยออกกับเพื่อนที่เคยนอนตึกเดียวกัน แม้บ้านมันจะอยู่ไกลสักหน่อยแต่ก็อยากไปสัมผัสสถานที่แปลกใหม่ 

        หลังจากหาที่อยู่ได้เสร็จสับ ก็ตระเตรียมของเพื่อไปทำภารกิจสุดท้ายอย่างเป็นทางการ ข้าวของดุพะรุงพะรังตามสไตล์บ้านนอกออกจากรุงนาน ทั้งชุดครุย  ชุดใส่ หนังสือ สมุด กล้องถ่ายรูป ลงขนส่งแล้วไปซื้อตั๋ว ไม่ได้จองล่วงหน้าค่อนข้างมั่นใจว่ามีรถเพียงพอรอไม่นาน ตั้งแต่มาเรียนมหาวิทยาลัย สองข้างทางที่เคยตื่นตาตื่นใจสมัยเด็ก ตอนนี้มีแต่ความมืดที่ถูกปิดบังด้วยเปลือกตา หูสองข้างถูกอุดด้วยจุกพลาสติกของหูฟัง 

          นั่งไปนั่งมาตอนแรกนึกว่าจะจอดที่ BTSหมอชิต   สุดท้ายไปจอดที่อู่หมอชิตเลยต้องนั่งรถเมล์ 134 ไปลงที่ป้ายจตุจักร เพื่อหวังต่อรถไฟฟ้าใช้ค่าโดยสารฟรี ลงประตูพหลโยธินแล้วเดินไปหาที่พักผ่อนแถวตึกหอที่เคยอาศัย นั่งรอเพื่อนเจ้าของบ้านเลิกงาน รู้จักกันมาสี่ปี เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปบ้านมัน (มันคงกลัวว่าจะเผาอะไรมันแน่) เมื่อพบกันไม่รีรอให้เสียเวลา เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าซื้อตั๋วไปลงที่วงเวียนใหญ่ ผู้คนหนาแน่นผมไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าแล้วเจอแบบนี้มาก่อนเพราะไม่เคยใช้เวลาหลังคนเลิกงาน นี่แหละชีวิคนกรุงเมืองศิวิไรต์ ภายใต้หน้ากากอนามัยสื่อสารผ่านทางสายตา เมื่อถึงสถานนีสยาม เพื่อนก็ส่งสัญญาณผ่านสายตาให้ลง เมื่อประตุเปิดทางด้านซ้ายจากเสียงตามสายบอก ผู้คนก็วิ่งหือไปเข้าแถว อย่างกับว่าต่อแถวเพื่อใช้บริการฟรี  ผมรู้สึกขำกับสถานการณ์ไม่เข้าใจว่าชีวิตคนเรามันต้องเร่รีบขนาดนั้นเลย

           ถึงสถานีวงเวียนใหญ่ เดินลงบันได แล้วเดินต่อไปขึ้นรถเมล์ ฝนปรอยเบาๆจากข้างนอก ผู้คนยังอัดแน่น มีนั่งมียืนสลับกันไป สีหน้าแววตาแสดงความเหนื่อยล้า จากชั่วเวลาทั้งวันที่ได้เผชิญ เรียน ทำงาน หรือทำใจ ผมพยายามสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกผ่านแววตาหลายคู่ ผมสัมผัสไม่ได้ถึงการมีชีวิตชีวาร่าเริง ผมยืนทบทวนตัวเอง ว่าตอนนี้เรามีชีวิตอย่าไร ผมไม่ได้ทุกข์หรืออาจะเป็นเพราะว่าไม่ได้ทำงานรับเงินเดือน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆระหว่างวัน  

           

 

           รถเมล์จอดที่ป้าย เพื่อนส่งสัญญาณให้รู้ว่าป้ายหน้าต้องลง  จากนั้นเดินข้าสะพานแล้วเดินเข้าซอย เส้นทางขรุขระ แม้ไม่มีลุกรัง แต่มีบ่อเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปด้วยน้ำเจิ่งนอง บ้านเดี่ยวหลังขนาดพอเหมาะ แต่ไม่มีลานกวางมีพ่อกับแม่รออยู่ที่บ้านแล้ว อาบน้ำ กินข้าว แล้วก็เดินซนสำรวจรอบบ้าน ดูรูปเก่าของเพื่อนสมัยเป็นเด็กหน้าตามันไม่ค่อยเปลี่ยนเลย เหมือนจะเพิ่มแต่ความสูง ตั้งนาฬิกาปลุก พรุ่งนี้ออกเดินทางกันแต่เช้า ต่างคนต่างนอนไม่ค่อยหลับ ผมนอนไม่หลับเพราะหนาว ส่วนมันนอนไม่หลับเพราะร้อน มันเคยนอนห้องแอร์ ส่วนผมนอนไม่มีอะไรเลย ต้องมานอนด้วยกันปัญหาจึงเกิด 

            ขาไปอย่างไร ขากลับก็ทำสวนทาง ไปแต่ตัวที่ตึกสักหน่อย แต่ก่อนแต่งไปกินข้าวอย่างสบายใจที่โรงอาหารบาร์ใหม่คล้ายกับว่าวันนี้เป็นแค่วันๆหนึ่ง ทั้งที่เป็นวันซ้อมใหญ่ กลับมาจากโรงอาหารแต่งตัวแล้วก็แยกย้าย  ผมมุ่งหน้าไปที่คณะ 

ตามที่ได้โพสลงโซเชี่ยล เดินไปยังไม่ทันได้เข้าเขตคณะดี เจอเพื่อนสาขาเรียกเข้าไปถ่ายรูป และอีกไม่กี่ววินาทีก็มีเพื่อนต่างคณะที่รู้จักกันผ่านองค์กรณ์กิจกรรม  เดินเข้ามาถ่ายรูป ยังไม่ทันจะถ่ายเสร็จ ก็มีป้าและน้องเอาของมาให้ สัมผัสได้ถึงความสนุกของวันนี้แล้ว ผู้คนต่างถยอยกันเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งบัณฑิตและญาติบัณฑิต 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น โชว์ชื่อเพื่อนรัก ถามว่าผมอยู่แถวไหน 

เสียงโทรศัพท์อีกสายดังมาติดกัน โชว์ชื่อรุ่นน้อง ถาวว่าผมอยู่แถวไหน 

เสียงจากแมสเซนเจอร์ เสียงจากไลน์แอพพิเคชั่น ผมไม่เคยรับโทรศัพท์แล้ววุ่นวายแบบนี้มาก่อนเลยชีวิต  

เดินไปเดินมา มีคนขอถ่ายรูปคล้ายกับว่าผมเป็นดาราซุปเปอร์สตาร์ที่ทุกคนตั้งตารอ แล้วเวลาที่แสนสนุกและวุ่นวายจบลงเมื่อเสียงประชาสัมพันธ์ดังขึ้น ให้รีบเร่งไปกินข้าวเพราะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการซักซ้อมพิธี ได้ว่าบัณฑิตต้องไปห้องรวงข้าวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการซ้อมใหญ่   อาจารย์ผู้ควบคุมการซ้อม ได้กล่าวสวัสดีทักทาย และรื้อฟื้นขั้นตอนสำหรับการรับการรับใบปริญญา  โดยเฉพาะการเอางาน ที่ต้องเอาให้สวย ยื่นมือออกไปแล้วกระตุกขึ้นข้อมือขึ้นนิดหน่อย ซ้อมได้แค่รอบเดียว ก็ได้เวลาที่ต้องเข้าไปในอาคารจักรพันฯ 

      เก้าอี้หลายพันตัวถูกเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว แต่แตกต่างจากทุกปีต้องจัดให้ห่างกันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า และเป็นบัณฑิตรุ่นแรกที่ใส่แมสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  การซักซ้อมต้องไปด้วยกัน ทั้งคนกล่าวรายชื่อและคนรับใบปริญญา ชื่ออาจจะไม่ตรงบ้างแต่จบต้องพอดี ขึ้นอยู่กับไหวพริบของอาจารย์ผู้อ่านเป็นสำคัญ 

...................................มีสติ ทุกเสต็บ.................................................

นอกจากคณะของผมแล้ว ยังมีคณะสัตวแพทย์ สังคมวิทยา ที่รับในรอบเดียวกัน  นอกจากปีนี้จะพิเศษในการแบ่งรอบบัณฑิตเป็นสองรอบ 4 กลุ่ม ยังแยกที่เก็บตัวบัณฑิตเป็นสองที่ อาคารจักรพันธพันเพ็ญสิริและอาคารจงรัก ไกรนาม  อะไรๆก็ดูใหม่ไปหมด การเป็นบัณฑิตในยุคโควิดทำให้ได้เห็นอะไรทีแตกต่างจากทุกปี รูปวันซ้อมกลายเป็นรูปวันจริงที่จะใช้ติดฝาบ้านไปอีกนาน ใช้การตัดต่อเพราะรูปวันจริงใส่หน้ากาก ส่วนรูปวันซ้อมไม่มีเจ้า เอามารวมกันจึงได้รูปรับปริญญาโดยสมบูรณ์ (ทำให้ค่ารูปปีนี้ราคาค่อนข้างสูงกว่าที่ควรจะเป็น)  

คณะเกษตรเป็นคณะแรก เมื่อเสร็จสิ้นการซ้อมก็ต้องเดินเข้าไปรอในโรงเรียนสาธิตเกษตร ไปนั่งรออยู่ที่ห้องประชุม จงรัก ไกรนาม ห้องนั้นหลายคนเรียกว่า ห้องแช่ควาย พราะมันหนาวมากหนาวเข้ากระดูก ดีว่าที่สุดของผมแตกต่างจากชาวบ้านเขา ค่อนข้าวหนาเมื่อเทียบกับชุดนิสิตธรรมดา  ต้องขอขอบคุณที่ได้อยู่วงโยมา อากัปกิริยาการรอคอย การร้อน ทำอะไรผมไม่ได้เลย กลับกลายนึกถึงอตีดที่ต้องออกงาน ทั้งงานรับเสด็จ เดินขบวน งานกีฬาสี มันเหนื่อยหนักกว่านี้หลายเท่าตัวนักแล 

             ผมพยายามส่งสายตามองไปยังเธอ ทั้ง ๆที่รู้ว่ามันไม่มีทางที่เธอจะมองกลับมา นี่คงเป็นโอกาสท้ายๆที่จะได้เจอตัวจริง อยากเดินเข้าไปขอเอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก วันนี้พลาดไปแล้วเหลือวันจริงยังมีเวลา ขอสักรูปเถอะน่า.....แม่นาง......

หลังจากอาคารหลักเสร็จสิ้นพิธี  พวกเราอาคารรองก็เตรียมตัวออกเพื่อไปถ่ายรูปหมู่กับเพื่อนๆคณะ  การจะถ่ายรูปหมู่ต้องเรียงลำดับสูงต่ำ เพราะขึ้นไปยืนแล้วถ่ายภาพมาจะไม่สวย ถ้าเป็นตอนมัธยมใครเตี้ยไม่เจียมตัวอาจจะเห็นแค่ลูกกะตา

พี่สาวคนที่ถ่ายรูป ทำหน้าที่ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว พูดจาผ่านโทรโข่ง กล้องก็ถ่ายไปหมุนองศาไปจนรอบ แจกบัตรเลขที่

เขียนชื่อเสียงเรียงนามให้เรียบร้อย ต้องระบุชื่อคนด้านว้ายอีกด้วย ถามว่ารู้มั้ยรู้ แต่จะให้กรอกชื่อจริงก็ยากยิ่งที่จะทำ 

กรอกเสร็จฝากเพื่อนหน่อยกล่อง ถ้ามันหายก็หายไปทั้งปึกนั่นแหละ หลังจากนั้นก็เดินออก หลายคนมุ่งหน้าสู่จุกรับจองรูป

แต่ผมเห็นคนมากเหลือเกินไว้วันหลังก็ได้ ยังพอมีเวลาอีกหลายวัน  ........

              ทุกคนต้องรีบกลับไปยังคณะ ฟังคำนัดแนะนัดหมายจากอาจารย์สำหรับวันรับจริง อาจารย์บอกว่าดูโดยรวมดี แต่โดนติเรื่องการเดินแกว่งแขน ขอให้ทุกคนนำกลับไปแก้ไขและเจอกันวันจริง ก่อนจากลาสำหรับวันนี้

................................มีสติ............ทุกเสต็บ...........................................

กว่าจะออกจากหมาวิทยาลัยก็มัวพิลี้พิลัย กันอยู่นานสองนานจนเกือบจะสี่ทุ่มค่อยออกเดิน จากรถไฟฟ้าBTS สถานีม.เกษตรศาสตร์ ไปเปลี่ยนรถกลางทางที่สยาม ต่อไปถึงวงเวียนใหญ่ แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถเมล์ กว่าจะถึงบ้านก็ค่อนข้างอ่อนล้าพอสมควร พรุ่งนี้วันเที่ยวไม่ได้พักร่างกายกันพอดี บอกเพื่อนไว้แล้วว่าพรุ่งนี้ไม่ได้กลับมานอน อาบน้ำเสร็จ ก็นอนหลับอย่างสบายใจ แม่ของเพือนากมาบอกว่า “อย่าลืมบอกให้ตั้งนากาปลุกกด้วย “ พรุ่งนี้ผมต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมเพื่อน ออกสายเกรงใจป๋ากับม้า (เรียกตามเพื่อน) คืนนี้สลับที่นอนให้มันไปนอนด้านนอกส่วนผมนอนด้านใน  เพราะมันชอบอาการเย็นส่วนผมขี้หนาว  รู้สึกเหมือนนอนไปไม่เท่าไร นาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น แม้ผมจะตื่นก่อนแต่ให้มันอาบน้ำเตรียมตัวก่อน พอถึงคิวผมก็ไม่ได้อาบจริงจังเท่าไร ก็ตอนเช้ามันหนาวแถมเมื่อคืนฝนกตกอีกต่างหาก 

ผมเดินออกจากบ้านพร้อมเพื่อน แต่ไปส่งมันขึ้นรถของบริษัทเวลา6โมง หน้าห้างบิ๊กซีดาวคะนอง  รอสักพักก็โบกไม้โบกมือ 

จากนั้นผมก็ไปรอขึ้นรถเมล์ 20 76 82 เป็นสามเลขที่ผมจำได้ แต่เหมือน76จะส่งถึงสถานีวงเวียนใหญ่ ผมปล่อยใจให้ไปกับบรรยากาศยามเช้าของเมืองหลวง  เห็นเด็กนักเรียน คนแก่ คนทำงาน กำลังออกไปเผชิญใบเดิมที่เขาต้องยอมทน เพื่ออะไรสักอย่างในชีวิต แม้จะเช้าแต่เมื่อมองผ่านกระจกเข้าไป เห็นผู้คนเบียดเสียดกันแทบจะไม่มีช่องว่าง เพื่อนบอกว่าให้สังเกตดูดีๆ หมายเลข 20 โชวหลามาแต่ไกล ผมตัดสินใจขึ้นไปพร้อมบอกกระเป๋ารถเมล์ว่าลง สถานีวงเวียนใหญ่  กระเป๋าเขาบอกว่าใหลงป้ายหน้าขึ้นเลข 63 จะได้ไม่ต้องเดินไกล ..........เสียงขอบคุณครับพร้อมกับเดินลงจากรถ..............

เลข 63เด่นมาแต่ไกล แต่เกิดความลังเลว่าขึ้นไปดีไหม เมื่อประตูเปิดพร้อมเสียงลม ผมก็รีบพาร่างตัวเองเข้าไปข้างในโดยเร็ว แม้จะยืนอยู่ตรงบันไดก็ตาม ข้างในไม่มีที่ยืนให้กับผมแล้ว กระเป๋าเก็บเงินส่งเสียงมาแต่ไกล

“ขอทางหน่อยค่า เก็บค่าโดยสาร” โดยที่เสียงนั้นดังเล้ดลอดมาจากช่องว่างเพียงน้อยนิดระหว่างคนที่ยืน

ใช้วิธีการบอกส่งต่อ ว่าลงที่ไหน แล้วก็ส่งเงินต่อไปจนไปถึงกระเป๋า จากนั้นตั๋วและเงินทอนก็ถูกส่งกลับมาโดยวิธีการเดียวกัน  ผมคิดว่าผมน่าจะเป้นคนสุดท้ายแล้วที่ได้ขึ้น แต่ระหว่างทางก็มีคนขึ้นมาทุกป้าย ตอนแรกผมเป็นคนแรกที่ส่งเงินค่าโดนสาร กลับกลายเป็นเป็นมือสองมือสามตามลำดับ 

-ผมแอบอมยิ้มเล้กน้อย ให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความมีน้ำใจเมืองไทยไม่เคยแพ้ใคร 

เมื่อถึงจุดจอดรถที่ใกล้ที่สุด ผู้คนต่างเปลี่ยนจากยืนนิ่งแข็งเกร็งห้อยโหนอยู่บนรถ เป็นนักเดินเร็วระยะใกล้ เพื่อมุ่งไปยังสถานี โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรก็ต้องรีบงั้นจะต้องต่อคิวยาวเป็นหางว่าว 

รถไฟฟ้าก็เคลื่อนไป มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดบางที ไฟตกบ้าง อาจจะเป็นเพราะสายฝนในยามเช้า มุมมองจากข้างบนสัมผัสใกล้ชิดตึกจะฟ้าที่ใหญ่โตโอ่อ่า รูปทรงประหลาดแต่สวยงาม  เมื่อเสียงประกาศ สถานีต่อไปมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์   

ตอนนี้คงเป็นเวลาเช้าอยู่ ผู้คนดูเบาบางตา สายฝนเริ่มตั้งเคล้า ผมเดินไปต่อแถวขึ้นรถตะลัย เหมือนผู้จะรอใช้บริการฟรีกันอยู่พอสมควร แต่เมื่อเวลาผ่านไป แถวข้างหน้าเริ่มสั้นลง จนผมกลายเป็นคนแรกหัวแถว ผมรอสักพักไม่มีวี่แววของรถตะลัย จึงตัดสินใจเดินฝ่าสายฝน แต่โชคดีที่แม่ของเพื่อนให้ยืมร่มติดไม้ติดมือมาด้วย

     ผมมาถึงยังหอพัก ต้นนนทรีที่ผมแอบปลูกไว้ดูโตขึ้นถนัดตา ใบเขียวขจีเพราะไนโตรเจนจากน้ำฝนที่ตกแทบทุกวัน (ผมและต้นนนทรีจะเติบโตไปด้วยกัน) ระหว่างวันได้ไปเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม ต่างคณะ ต่างวิทยาเขต ตอนนี้พวกเราจบการศึกษาที่สังคมกำหนดแล้ว  เดินไป เดินมา หลากหลายคณะ แต่ก็ดีเพราะถือเป็นการออกกำลังกายแทน

คืนนั้นมีน้องต่างสถาบัน ที่เคยเรียนมัธยมเดียวกันมาร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อน เลยถือโอกาสทำหน้าที่ไกด์ไปไหนตัว 

เหมือนจะเคยเจอกันบ่อย ในโลกโซเซียลแต่การได้พบเจอตัวจริงแล้วพดคุย มันได้อรรถรสเป็นกว่าไหนๆ 

เมื่อครบองค์ประชุมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก จะเรียกแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวเพราะเอาลงอินสตาแกรม ผ่านไป24ชั่วโมง

เรื่องราวเหล่านั้นก็หายไปในอันตรทาน หรือไม่ก็ถูกภาพที่ตามมาบดบังให้เลือนรางจางไป ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่แท้จริง

ภาพหรือเรื่องราวที่ออกไป ต้องการเพื่อเตือนความทรงจำหรือเพื่ออวดโชว์

       ผมไปส่งน้องที่สถานีเสนานิคม หรือน้องไปส่งผมกันแน่ เราต่างไปส่งกันและกันเพื่อจากลา ผมเดินตรงไปยังร้านเหล้าที่เพื่อนๆ รออยู่ข้างใน วันนี้ต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์ตลอด4ปีของการเรียนมหาวิทยาลัย นี่เป็นการเข้าร้านเหล้าครั้งแรก

ตามที่ได้ตั้งใจไว้ว่าจะลองเข้า บรรยากาศภายในมืดสลัวสีแดงม่วง ตรงกลางมีเวทีและวงดนตรีกำลังตั้งเสียงเตรียมความพร้อม ส่วนแต่ละโต๊ะก็เต็มไปด้วยขวดแก้วสีเขียว สีชา เพื่อนๆคงตกใจที่เห็นผมมา ถ้าผมจะไปไม่ต้องแปลกใจผมไม่ใช่คนดีเด่อะไรขนาดนั้น ตั้งใจไว้ว่าจะไม่กินเบียร์เพราะน้ำหนักจะขึ้น ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยนี่ ก็เลยบอกเพื่อนไป

“กุกินเหล้า ไม่เอาเบียร์ อย่าแกล้งกุด้วย”

ตอนแรกก็กินเหล้า สักพักพักมันก็กินเหล้า ไม่มีใครแกล้งผม ผมแกล้งตัวเอง แต่ก่อนจะไม่ได้สติ ผมเอาไดอารี่ขึ้นมาจดพอเป็นพิธีรีตองตามประสาคนชอบเขียน  หลังจากชนแก้วผสมไปหลายรอบ ผมก็บ้าเลือดหยิบขวดแบนมาขน ชนแล้ว ชนอีก

ไม่รู้ไปอดอยากมาจากไหน จากนั้นไม่นาน ผมถูกมาตัวออก ผมจำได้ว่าผมอ้วก เพื่อนมาผมขึ้นหลัง เอาผมขึ้นรถไปส่งยังหอพัก เรื่องราวหลังจากนั้นผมจำไม่ค่อยได้ ต้องถามจากปากของบุคคลอื่น ได้ความว่า ผมอ้วกทั้งทาง เลอะเทอะเปรอะเปื้อนอาเกง หน้ากาง ผมยังเห็นร่องรอมันอยู่เลย แล้วที่สำคัญผมไปนอนผิดห้อง แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญ โชคดีที่ห้องนั้นเป็นห้องน้องที่รู้จักกัน น้องบอกว่าผมเป็นลูกข่าง หมุนไปหมุนมา อ้วกประมาณ4-5รอบ แล้วก็นอนหลับใหลไปในราตรี 

   ตื่นเช้ามาผมรู้สึกผิด รู้สึกอาย รู้สึกเข็ดหลาบ ไปอีกนาน ผมอยากบอกกับตัวเองว่าจะไม่กินอีกแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพอเพราะรู้ว่าต้องมีโอกาสพิเศษที่ต้องแลกกับตับ จึงจะขอพักนานที่สุดเท่าที่ทำได้ ผมต้องรีบอาบน้ำไปแสดงความยินดีกับเพื่อน 

สภาพของผมเหมือนไม่ใช่คน ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง หัวสมอง ร่างกาย หรือแม้แต่ความคิด มันทมึน วิงเวียนไปหมดตลอดทั้งวัน แล้วเป็นวันที่ผมต้องเดินไปมาหาสู่เพื่อนหลายคณะ ผมอยากจะนอนหลับพักผ่อนตรงพื้นใหรู้ไป แต่ก็ยังมีความยางอายอยู่ ทำได้แค่นั่งคอตก หลับตา เวทนาตัวเอง นับรวมๆผมอ้วกไปหลายบสิบรอบ ข้าวปลาอาหารไม่ได้กินอะไรเลย ถามว่าหิวไหม ก็ต้องตอบตามตรงว่าหิวมาก แต่ความรู้สึกกินอะไรก็ต้องพุ่งออกมาแน่ๆ ผมเลยไม่กินอะไรเลยทั้งวัน

กว่าจะได้กินมื้อแรกของวัน ก็เกือบ 5โมงเย็น แล้วกินได้เพียงแค่ครึ่งจาน ผมหลับตั้งแต่หัวค่ำหลังจากกินยา ผมไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น อยากจะนอนใหมันหายอารแฮงค์ ........เข็ดไปอีกนาน.......

     เช้าวันอาทิตย์ผมมีภารกิจต้องไปบ้านอาจารย์ฝรั่ง ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 6เดือน ทั้งที่ตอนนั้นเจอกันแทบทุกอาทิตย์ 

ไปครั้งนี้นอกจากรื้อฟื้น หลักธรรมคำสอนของคริสตจักร ยังได้ฉลองวันเกิดล่วงหน้า พวกอาจารย์มีของขวัญให้ด้วย

(เป็นหนังสือปฏิทิน แนวจิตวิทยา การพัฒนาตัวเอง) อิ่มอก อิ่มใจ และยิ่งอาหารที่จากบ้านที่อาจารย์เป็นคนคนทำ

ไก่ทอด ผัดพัก แกง ที่เป็นไฮไลด์คงเป็นเค้กที่เฉลิงวันเกิด เห็นเขาบอกว่าเค้กทำมาจกมะละกอ แต่รสชาติเป็นกาแฟข้างบนเป็นถั่วโรยโบะหน้า  จากเมื่อวานที่กินอะไรไม่ได้วันนี้กินอะไรก็อร่อยไปหมด ชดเฉยกันไป

      จากนั้นนั่งรถกลับมามหาวิทยาลัย ยังไม่พอสำหรับการศึกษาอยู่เรียนภาษาอังกฤษต่อ ได้ตั้งความรู้และได้เจอคนรู้จักที่ไม่ได้เจอกันมานาน ตั้งแต่ช่วงงดการเรียนการสอนเพราะการระบาดของไวรัสโคโรน่า  กลับมาเตรียมตัวพักผ่อนที่หอ ต้องขอขอบคุณน้องและป้าแม่บ้านที่ทำให้ได้นอนข้างที่หออีกครั้ง ในฐานะที่เป็นบัณฑิต ทั้งได้ย้อนความทรงจำและที่สำคัญช่วงรัดเข็มขัด เพราะไม่ได้มีรายได้เป้นหลักแหล่งเข้ากระเป๋าเลย ขอบคุณนะครับ 

     12/ตุลาคม/2563

      วันรับปริญญาของจริง ครั้งแรกและครั้งเดียวของชีวิต เมื่อคืนก็นอนเพียงพอตื่นเช้ามาไม่รีบร้อน ออกไปกินข้าวที่โรงอาหารอย่างสบายใจ พอได้เวลาตามนัดหมายที่ได้โพสไป ก็เดินดุ้มไปที่คณะเกษตร ผมจะไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก เพราะถ้าผมเล่าไปอาจเกิดความผิดพลาดคาดเคลื่อน ตกหล่นใครคนใดคนหนึ่งไป วันนั้นเป็นอีกวันถ้าไม่นับวันซ้อมใหญ่ โทรศัพท์เป็นสิ่งที่ผมไม่อยากแตะอยู่ต้องอยุ่แล้ว  ยิ่งเสียงโทรศัพท์เข้า ยิ่งเข้ามาแบบไม่รู้จะรับสายไหนก่อนดี แต่ต้องยอมเพราะทุกคนมาร่วมแสดงความยินดีกับเรา ผมตื้นตันใจเหลือเกินที่มีคนมาหามากมาย บางคนแต่ได้ทำกิจกรรมด้วยกันเพียงไม่กี่วัน แต่เพราะเหตุการณ์ประหลาดที่ผมได้ทำไว้ เขากับประทับใจและจำมันได้ไม่ลืม ของขวัญที่บาคนตระเตรียมมาผมไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไร เท่าที่ผมรู้คือผมต้องใช้หนี้ แต่ไม่รู้จะใช้เท่าไรจึงจะหมดหนี้แห่งความประทับใจ ผมไม่มีวันลืม ถ้าผมไม่สมองเสื่อมไปเสียก่อน 

 

         บัณฑิตทั้งหลายไปยืนรอ ใต้ศร.1 เตรียมเดินขบวนเข้าสู่อาคารจักรพันธ์ คณะผมเป็นคณะแรกที่ไปรอ ไปรออยู่ที่นั่นนานสองนาน จนเพื่อนบัณฑิตที่ยืนรอเปลี่ยนอิริยาบถจากท่ายืนเป้นท่านั่ง คล้ายปรากฏการณ์ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยืน หนึ่งในนั้นเป็นผมเอง ทั้งอยากแสดงความอดทนและที่สำคัญท่าผมนั่งลงไปชุดขาวผมได้เปื้อน อยากหล่อก็ต้องอดทนหน่อย ยืนได้สักพักคระวิทยาศาสตร์ก็เดินมา เลยถือโอกาสยืนทักทายเพื่อนที่รู้จัก 

         เสียงประกาศได้เวลาบัณฑิตเดินขบวน ผมอยู่ริมซ้ายสุดตั้งแถวสี่หน้ากระดาษ ปีนี้การเรียงแถวผิดแปลกแตกต่างออกไป ปกติจะมีน้องๆมายืนร่วมแสดงความยินดีแถวเป็นแนวยาว แต่ปีนี้เป็นผู้ปกครอง ญาติโกโหติกาแทน ส่วนพวกน้องๆ ไปยืนใกล้ทางเข้าอาคารจักรพันธ์แทน  ผมพอจะรู้ขั้นตอนต่างๆ พอสมควรเนื่องจากทำงานเป็นคนถือธงมาสองปี 

        เดินเข้าไปก็จะมีจุดคัดกรอง ตรวจสอบอุณหภูมิ แต่พอเดินขึ้นบันไดจุดที่เคยมีคนถือธง ตอนนี้ไม่มีแล้ว สำหรับส่วนตัวคิดว่าดีสงสารน้องที่ยืนตากแดด ผมเคยยืนมาก่อนรู้ดีว่ามันไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไร แต่สิ่งที่ผมไม่เคยรู้คือวันจริง จะมีฝ่ายพระราชสำนัก ตรวจสอบอาวุธโลหะผ่านเครื่องสแกนและตรวจโดยคนอย่างเข้มข้น ผมนี่แหละไฟแดงขึ้น ต้องโดนแยกตัวออกไป ก็เพราะโลหะที่ต้องติดกับชุดาวนี่แหละ ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่เพื่อนที่ไม่รู้ดูเหมือนจะสงสัยว่าไอ้นี่มันเอาอะไรเข้ามาด้วย

        เก้าอี้นับพันคนนับพันถูกบรรจุในอาคาร ไฟแสงสีสาดส่องสวยสด การประดับประดาด้วยดอกไม้สีม่วง รูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงร.9และพระพันปีหลวงอยู่เบื้องหน้าผม วันนี้ผมรู้สึกถูกจดจ่องเป็นพิเศษ มารู้ความจริงทีหลังว่า

นักข่าวที่ทำข่าวในพระราชสำนักเป็นเพื่อนของพ่อเพื่อนที่นั่งข้างกัน “คอยดูข่าวได้เลย ยังไงก็ได้ออก” เสียงเพื่อนพูดเป็นการยืนยันและมั่นใจอย่างยิ่ง  การรอคอยเป็นสิ่งยากลำบาก แต่ถ้าได้งีบก็ลดความลำบากไปได้เยอะ เพื่อนข้างหน้าสัปงกแบบหัวจะทิ่มพื้น คนข้างซ้ายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือก็ไม่แพ้กัน

         ช่วงเวลาแห่งการรอคอยก็สิ้นสุดลง เพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น แต่ยังไม่ต้องยืนตรงเพราะเป็นเพลงที่ขบวนกำลังเสด็จมา รออีกสักพัก คราวนี้ของจริง ทุกคนยืนขึ้นเมื่อเพลงบรรเลงจบก็โค้งคำนับ พิธีรีตองได้เริ่มขึ้นแล้ว 

นายกสภากล่าวรายงานเบิกตัวอธิการบดี อธิการบดีกล่าวรายงาน ส่งต่อให้คณบดีเป็นอันเริ่มรับพระราชทานปริญญาบัตรได้ เรียงตามยศที่ได้รับ   ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ศาสตราจารย์พิเศษ  ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต บัณฑิตเกียรติยมอันดับ 1 2 แล้วก็เรียงตามชื่ออักษรของบัณฑิต นาทีประวัติศาสตร์ชาติชีวิตได้สิ้นสุดภายในไม่กี่วินาที จากนั้นก็มีหน้าที่รออย่างสงบ

ทบทวนสิ่งต่างๆที่เคยได้ทำในอาคารแห่งนี้ ตั้งแต่ก้าวแรกสู่ศาสตร์แห่งแผ่นดิน  ทำบัตรนิสิต ลีลาศหอใน ต่อยมวยตะลัย

จัดงานวันครู เก็บของวันเปิดโลกกิจกรรม อื่นๆ จนมาถึงวันรับปริญญาวันนี้ (จะมีกี่คนที่ได้เมาในอาคารจักรพันธ์)

 

จากนั้นก็เปลี่ยนพลัดย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนสาธิต  รอที่อาคารจงรัก ไกรนาม ดูเพื่อนรับผ่านทางหน้าจอ ดูบ้างหลับบ้างตามประสา จนกระทั่งเสร็จพิธี ร้องเพลงสามเพลง พระราชนิพนธ์เกษตรศาสตร์ สดุดีเจ้าฟ้า เกษตรสามัคคี เป็นอันเสร็จพิธีอย่าวเป็นทางการ 

     งานจบแต่การแสดงความยินดียังไม่จบ ยังมีน้องมาร่วมแสดงความยินดีอีก ไม่คิดว่าจะแอบล้าเหมือนกัน สำหรับค่ำคืนนั้น เอาของมาวางเรียง ถ่ายรูปเก็บไวเปนที่ระลึกก่อนจะไปอาบน้ำนอน เพื่อเตรียมตัวไปงานของเพื่อนพรุ่งนี้  

     ของที่ยืมมา ทั้งชุดครุย ชุดสูท ชุดขาว ตั้งใจจะเอาไปคืนเลยเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่ารูปแปะฝาบ้าน รวมแล้วได้ค่ามัดจำคืนทั้งหมด 3400 บาท และจ่ายค่ารูปเดี่ยวและรูปหมู่ไป 3000 บาท ถือว่าได้กำไร ผมคิดว่าผมหมดน้อยที่สุดแล้วคนหนึ่งในวันรับปริญญา ไม่เสียค่าโรงแรม ค่าแต่งหน้า ค่าตากล้อง ขอบคุณทุกคนจริงๆจากใจ 

      ในการมารับปริญญาครั้งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมัน ผมอึดอัดมานาน นับตั้งแต่ผมเข้ามากรุงเทพฯ ตั้งแต่ซ้อมใหญ่ผมเฝ้ารอคอยเวลานี้มาตลอด ผมต้องขอขมาอาจารย์ให้ได้ ไม่รู้ว่าแกจะให้อภัยไหม ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รู้เพียงว่าผมต้องทำ 

หลังจากติดต่อกับพี่ที่เคยอยู่ด้วยกันตอนทำแลป เฝ้าสอบถามว่าอาจารย์อยู่ไหมและในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง  ผมเข้าไปหาอาจารย์ด้วยเสียงสั่น หยิบกระเป๋าแล้วเปิดเอาถุงพลาสติกออกมา  ข้างในมีพวงมาลัยดอกมะลิกลิ่นหอมตรงข้ามกลับกลิ่นความรู้สึก ผมได้กล่าวคำขอขมาและได้คุยกันพอเป็นพิธี ผมรู้ว่าความรู้สึกมันกลับมาไม่ได้ ผมรู้ผมทำผิด อาจารย์เหมือนไม่ได้โกรธแต่อาจจะเกลียดผมไปแล้ว ผมเข้าใจดี ผมเข้าใจ ผมขอขอบคุณที่ให้ผมจบการศึกษา งั้นเหตุการณ์ที่ผมเล่ามาทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น  ใครจะไปเชื่อคนอย่างผมจะไม่ส่งเล่มจบ ตอนนั้นผมเครียด จะเรียกว่าผมยอมแพ้ก็ได้ แต่ที่แท้จริงผมอยากลองทำอะไรที่แหวกแตกต่าง โดยอยากพิสูจน์ว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างอยู่ที่เรา และเราต้องรับผลนั้นให้ได้ 

ผมทุกข์ทรมานด้านความรู้ผิดที่ทำแบบนั้น แต่นั่นแหละทำให้ผมเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ผมไม่โกรธตัวเองที่ทำแบบนั้น 

แค่อยากขอโทษคนที่ผมได้ร่วมงานก็เท่านั้น นี่เป็นอีกหนึ่งสิ่งในสองที่ผมอยากทำ ส่วนอีกเรื่องผมทำไม่สำเร็จ ผมอยากถ่ายรูปกับเธอ เธอคนที่ผมเคยชอบก่อนจบการศึกษา ผมว่าผมไม่ได้ชอบเธอแล้ว เพียงรอยยิ้มของเธอมันทำให้โลกของผมหยุดซะงั้น แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป จนมาถึวันที่ผมนั่งพิมพ์ในวันที่ฝนตกลงพร้อมกับแสงของโคมไฟในห้องนอน

ผลงานอื่นๆ ของ หนุ่มจันท์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น