นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ในวันที่ฝน (Rain Day)

ข้าพเจ้าเกลียดวันที่ฝนตก มันทำให้ถึงใครบางคน

ยอดวิวรวม

9

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


9

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 ก.ย. 63 / 13:49 น.
นิยาย ѹ轹 (Rain Day)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 ก.ย. 63 / 13:49


ในวันที่ฝน…..

  ข้าพเจ้าเป็นคนที่เกลียดหน้าฝน หน้าฝนนี้หมายถึงฤดูฝน มันคงติดตราตรึงในความทรงจำของข้าพเจ้าไม่เคยลืมเลือน

ย้อนไปสักเมื่อสิบปีที่แล้ว ข้าพเจ้าได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมาจากภาคเหนือแม้ผิวไม่ขาวมากแต่เธอเป็นคนบอกเอง

เรารู้จักกันโดยบังเอิญ โดยกิจกรรมจิตอาสา แม้เธอจะไม่ใช่นางในฝันของข้าพเจ้าแต่ด้วยความสนิทสนมที่คล้ายกับเม็ดฝนที่ตกลงแอ่งน้ำทุกวัน จนมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อยามที่ได้อยู่กับเธอ 

มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานัดกันไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ซึ่งข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วจำได้แต่เหตุกาณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวันนั้นยามบ่าย

ท้องฟ้าอึมครึมครึ้มเทา ไม่มีแสงแดดออกมาทักทายแม้จะเป็นหน้าร้อน เราเดินลงมาจากรถเมล์ด้วยกัน ผมของเธอเปียกชุ่มดำมันเพราะเม็ดฝน  ทั้ง ๆที่เธอมีร่มอยู่ในมือแต่ไม่ยอมกางมันออก 

“ทำไมไม่กางร่มหละ” เสียงของข้าพเจ้าเอ่ยถาม

“ก็เธอไม่มีร่มจะให้กลางคนเดียวได้ไง” เธอตอบพร้อมทำหน้ากวนๆ

“บ้า”ข้าพเจ้าพูดสวนไป

“ถ้าไม่บ้าคงไม่ออกไปกับเธอ” รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ฝนตกยังจะชวนออกไป

ตอนแรกข้าพเจ้าคิดกับเธอแค่เพื่อนร่วมกิจกรรมจิตอาสา แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่รู้เหมือนกันว่าจะคิดแบบเดิมได้หรือไม่

มันรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้เธอ อยากเจอเธอตลอดเวลา ข้าพเจ้าเริ่มไม่เป็นตัวเองเมื่ออยู่ใกล้เธอ

“ส่งร่มมาให้เรา” ข้าพเจ้าบอกเธอ

เธอไม่พูดอะไร ยื่นร่มในมือข้างซ้ายมาแล้วก็เดินต่อไป ข้าพเจ้ารีบกางร่มแม้ตอนนี้เราทั้งสองจะเปียกปอนไปทั้งตัว ไม่น่ามีประโยชน์ที่จะกางมันในตอนนี้ แต่ไม่รู้อะไรดลใจบอกให้ข้าพเจ้าทำแบบนั้น 

“เธอก็บ้า รู้ว่าเปียกแล้วยังจะกางอีก” เธอพูดขณะเดินอยู่ข้างๆในร่มใบเล็กด้วยกัน

“หรือจะให้มันเปียกกว่านี้ละ แม่คุณ” ข้าพเจ้าพูดทำท่ายียวนคล้ายที่เธอชอบทำ

เธอยิ้มแล้วพูดเบาๆ ข้าพเจ้าพออ่านปากได้ว่า บ้า

ข้าพเจ้าเดินไปส่งเธอถึงหน้าหอ เธอรีบวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วไม่ทันได้บอกลา แม้ข้าพเจ้าจะยังยืนงงภายใต้ร่มคันเล็ก ดูเหมือนตอนนี้ฝนจะหยุดแล้ว ข้าพเจ้าเก็บพับร่มลงพลางนึกขึ้นได้ว่านี่มันร่มของเธอ “ไว้คราวหน้าแล้วกัน”

 

แม้เราจะรู้จักกันมาสักพัก ถ้านับเวลาก็หลายเดือนแต่นานทีได้เจอกัน เพราะเราเรียนกันคนละที่ ต้องรอกลุ่มประกาศว่าจะไปทำจิตอาสาที่ไหน ถึงจะได้เจอกันและยังต้องว่างตรงกันพอดิบพอดีอีกดด้วย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะติดต่อเธอได้อย่างไร ตั้งใจว่าครั้งต่อไปจะไม่พลาดในการขอช่องทางติดต่อเธอ

 

ทางกลุ่มประกาศจะไปทำจิตอาสาที่บ้านเด็กกำพร้าแถวนนทบุรี ข้าพเจ้าเฝ้ารอวันนี้อย่างใจจดใจจ่อและขอให้เธอเข้าร่วมกิจกรรมนนี้ด้วย ข้าพเจ้านั่งรถไปยังสถานที่นัดหมายรวมตัว เฝ้าชะเง้อชะแง้แต่ก็ไม่พบเธอแต่อย่างใด ใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยหยดน้ำฝนแห่งความหวัง ตอนนี้มันเหือดแห้งระเหยไปในอากาศจนหมดสิ้น 

รถเคลื่อนผ่านตึกสูงระฟ้า ผู้คนเดินกันขวักไขว่วุ่นวายสมกับเป็นเมืองหลวง คนที่เดินสวนกันไปมาจะยิ้มให้กันบ้างไหมนะ?

เธอจะเดินอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นหรือเปล่า ? แล้วเธอจะยิ้มให้ใครคนอื่นบ้างหละ ?

รถก็มาส่งเรายังที่หมาย ช่วยกันขนของทำกิจกรรม ขนม นมเนย น้ำ ของเล่น เข้าไปเก็บข้างในอาคาร ข้าพเจ้าเป็นคนเอาของจากรถแล้วส่งต่อให้คนที่รออยู่ข้างล่าง  ทันใดนั้นหยาดฝนที่ชุ่มฉ่ำก็ตกลงมายังบ่อหัวใจอันดแห้งกรังอีกครั้ง

“หวัดดี คิดว่าจะไม่ได้เจอเธอซะแล้ว” เสียงข้าพเจ้าออกหน้าออกตาอย่างเห็นได้ชัด

“แน่นอน ไม่มาได้ไง” เธอรับของจากมือแล้วเดินหันหลังไป  พร้อมสะบัดหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกลับมา

ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุข จากรอยยิ้มนั้นตอนนนี้ย่อน้ำของข้าพเจ้ามันเปี่ยมล้มทะลักออกมา ไม่มีที่เก็บแล้ว

“เสร็จจากกิจกรรมแล้ว ไปไหนต่อเหรอ” ข้าพเจ้าถามเธอ

“กลับหอแหละ จะชวนไปไหนเหรอ” เธอตอบเหมือนรู้

“ว่าจะชวนไปเดินเล่นแถวนี้สักหน่อย”เสียงข้าพเจ้าแผ่วเบาพร้อมอาการเนียมอาย

“ไปดิ ว่างพอดี” เธอตอบกลับมา

จากแดดร้อนแทบจะทั้งวัน ตอนนี้เมฆฝนเริ่มตั้งเคล้าดูท่าว่าจะตกอีกนาน เราทั้งสองจ้องตากันเป็นอันเข้าใจ ว่าต้องรีบกลับเดี๋ยวรถจะติด กว่าจะถึงที่หมายคงอีกนาน เรารีบขึ้นรถเมล์แต่เป้าหมายเป็นหอของเธอ ข้าพเจ้าตัดสินใจว่าจะไปส่งเธอ เมื่อรถออกจากป้ายเธอมีท่าทีกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าไม่กล้าถาม ได้แต่นั่งเงียบเชียบอยู่ข้างเธอ 

รถเหมือนจะไม่ขยับไปไหนไกล ขณะที่เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว 

“เราลงแล้วเดินไปกันดีกว่านะ” เธอพูดมาด้วยสีหน้ากังวลใจชอบกล

“ได้สิ แล้วแต่เธอ” ข้าพเจ้าเดินตามเธอลงจากรถ

ตอนนี้ฝนได้ตกลงมาสักพัก ถนนเปลี่ยนเป็นสีเข้มแม้จะตกไม่มาก แต่เสื้อขาวของเปียกชื้นไม้ไม่ใช่เสื้อบางมาก แต่ก็แนบเนื้อขาวของเธอ จนข้าพเจ้าเห็นเสื้อชั้นในสีขาวจากด้านหลัง เธอหันกลับมาทำให้ข้าพเจ้าตกใจคล้ายกับกำลังทำอะไรผิดอยู่ ข้าพเจ้ายิ้มแหยๆให้เธอ

“เร็วหน่อยเธอ ไหวรึป่าว” เธอถามด้วยความเป็นห่วงแต่สีหน้ายังกะวนกะวายใจ

“ไหวสิ เราเป็นผู้ชายนะ” ข้าพเจ้าเสียงทำท่าทีขึงคลัง

“โอเค นึกว่าเป็นซะอีก” พูดเสร็จเธอก็รีบซอยเท้าถี่

ฝนดูเหมือนจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอตัดสินใจพักในตู้โทรศัพท์สาธารณะ ข้าพเจ้ายืนรอเธออยู่ด้านนอกใกล้ๆเธอ

“ยืนเซ่อ ทำไมรีบเข้ามา” เธอควักมือเรียกหยดน้ำสะบัดของจากฝ่ามือ

“มันแคบนะ แน่ใจเหรอ” ข้าพเจ้าชักไม่แน่ใจ

“เอามาเถอะน่า” อยู่ใกล้กันอบอุ่นกว่าเธอว่างั้น

ใช่มันอบอุ่น อบอุ่นเหลือเกิน เราสองคนตัวพอๆกัน ข้าพเจ้าเป็นผู้ชายตัวเล็ก เธอก็มาตรฐานผู้หญิงทั่วไป ข้าพเจ้ามองสายตาที่เหม่อลอยของเธอที่ล่องลอยออกไปไกลผ่านกระจกของตู้โทรศัพท์ อยู่ดี ๆสายตาก้เผลอไผลไปมองยังหน้าอกของเธอ ข้าพเจ้ารู้ว่ามันมีสีขาว เพราะข้าพเจ้าแอบมองมาตลอดทางแต่ไม่ยักรู้ว่ามันมีวลดลายการ์ตูนน่าจะเป็นคิตตี้แหละ

แถมระหว่างกลางยังมีจุดสีดำเล็กๆ พอมองเห็นจากแสงไฟสลัวๆอยู่ริมทาง

“เธอ เธอ เธอ “มองอะไรหนะ

“เราไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษ ขอโทษ” ข้าพเจ้าเผลอมองและจินตนาไปไกล ไม่รู้ว่าเสียงเรียกเธอๆ ตั้งแต่เมื่อไร

“รู้นะ พวกผู้ชายก็เป็นอย่างนี้แหละ” เธอพูดทำท่าหน่ายผ่านใบหน้า แต่ยังมีสีหน้ากังวลใจอยู่

“ก็เธอคิดว่าเราเป็น.....นี่”ข้าพเจ้าทำท่ายียวนกวนเธอคืน 

“เราว่าเราออกจากที่นี่กันได้แล้ว เดี๋ยวนี่จะไปไม่ทัน หรือเธอจะกลับก่อนก็ได้นะ” เธอพูดขึ้นหลังเดินออกจากตู้โทรศัพท์

“ไม่ๆ เราจะไปส่งเธอ” 

คืนนั้นกว่าจะถึงที่หอเธอ ก็เกือบเที่ยงคืน พวกเราตัวเปียกมอมแมมกันทั้งคู่ เมื่อถึงหน้าหอเธอเหมือนจะรีบเร่งมาก จนลืมว่าข้าพเจ้ามาส่งด้วย ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ได้แต่ยืนงง และทันใดนั้นเธอก็โผล่หน้าออกมาจากกำแพง

“ขอโทษนะ เปียกหมดเลย ชอบคุณมาก คราวหลังเราจะเอาร่มไปด้วย” พูดจบเธอก็ส่งยิ้ม โบกมือแล้วก็หายไป

ข้าพเจ้าติดอยู่กับภวังค์ของรอยยิ้มของเธอ ไม่ทันได้เอ่ยคำใดกับไปมีแต่มือที่ค้างทำท่าจะโบกมือลาแต่ก็ไม่ได้ทำ 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ไปส่งเธอ ก่อนจะมีครั้งที่สองที่สองที่เธอเอาร่มมาด้วยแต่ไม่ยอมกางมัน ด้วยเหตุผลที่จะยอมเปียกไปด้วยกัน ไม่รู้ว่าเธอจะพยายามรักษาความรู้สึกที่ได้ไปส่งเธอครั้งแรกหรือป่าว แต่ครั้งที่สองเธอไม่ได้บอกคำกล่าวลา ขอบคุณแต่อย่างใด มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอนะข้าพเจ้าสงสัยเหลือเกิน แต่ชั่งเถอะเดือนหน้าก็คงได้เจอ จะได้เอาร่มคืนเธอด้วย อยากจะถามถามให้รู้แล้วรู้รอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ กับสีหน้าที่แฝงไปด้วยความกังวลนั้น

 

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ข้าพเจ้าจะได้พบเธออีกครั้ง เธอไม่ยิ้ม เธอไม่ทักทาย แม้เธอจะมีความกังวลแต่เธอไม่เคยแสดงออกมาถ้าไม่ได้สัมผัสเธออย่างใกล้ชิด ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไม่ทักทายไม่ใช่ว่าเขินหรือว่าไม่อยากคุยกับเธอ แต่กลัวถามอะไรไปไม่เข้าท่า แล้วรอยยิ้มที่เปรียบดั่งฝนชโลมบ่อน้ำหัวใจมันเหือดหายไปตลอดกาล 

ข้าพเจ้าเฝ้ารอเวลาที่จะเอ่ยคำนนี้มาทั้งวัน รอจนกิจกรรมเลิก มันกระอักกระอ่วนเหลือเกิน แต่ต้องพูดให้ได้

“วันนี้เราขอไปส่งนะ” ข้าพเจ้าพูดขึ้นข้างๆเธอ

“อื้อ”เอาร่มเรามาด้วยใช่ไหม

“อ่า งั้นเราไปส่งนะ” เธอพยักหน้างึกๆ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ข้าพเจ้าเดินไปกับเธอรอขึ้นรถเมล์ เราไม่ได้คุยกันแม้แต่คำเดียว ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด และเราไม่ได้เป็นอะไรกัน

วันนี้ก็เช่นทุกครั้งที่เราพบกัน ฝนทำท่าทีเหมือนว่าจะตก ลมพัดจนผ้าใบร้านค้ากระพรือเสียงดังพรึบพรับ เธอยังเงียบเฉย

ไม่พูดอะไร ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่ปล่อยให้สายฝนที่กระหน่ำบรรเลงบทเพลงหวังให้บรรยากาศมันดีขึ้น  

“ลงป้ายนี้เถอะ” นี่เป็นเสียงแรกของเธอตั้งแต่เจอกัน

“ทำไมเหรอ รถไม่ติดสักหน่อย” ข้าพเจ้ายังงงๆ 

เธอเดินลงอย่างไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะลงตามเธอไปหรือไม่ แน่นอนแหละเขาต้องตามอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตาม และก็มีเหตุผลอีกมากมายที่จะตามเธอไป ตามหัวใจของเขาที่มันอยู่กับเธอ

เธอเดินมาหยุดที่หน้าตู้โทรศัพท์ ไม่รู้ว่าเป็นตู้เดิมหรือไม่แต่มันไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด 

“เข้ามาสิ ยืนเซ่อเปียกอยู่ได้” เธอบอกให้เขาเข้าไป 

“เธอเป็นอะไร ทำไมไม่พูดอะไรเลย” เขาทำท่าไม่พอใจแต่ด้วยความรู้สึกเป็นห่วง

ฝนจะคงตกไม่ขาดสาย หยดน้ำฝนเกาะกระจกตู้โทรศัพท์ไม่นานก็ไหลลงเป็นทางยาว ไอหมอกเริ่มจับที่ตู้โทรศัพท์ถ้าใช้นิ้วขีดเขียนข้อความสารภาพรักคงโรแมนติกน่าดู 

ข้าพเจ้าเช็ดนิ้วมือให้แห้งกับเสื้อ ขณะสายตาจ้องไปที่ดวงตาของเธอ นิ้วชี้ตวัดขึ้นโค้งขวาแล้วหยุดเพราะในขณะเดียวกัน

ก็มีนิ้วชี้ตวัดโค้งจากฝั่งซ้าย นิ้วสองนิ้วมาบรรจบกันที่จุดโค้ง สายตาทั้งสองจ้องกันเป็นประกายพริ้มเงา 

จากนั้นริมฝีปากของเราก็เริ่มประกบกัน น้ำตาเธอไหลพรากออกจากเบ้าตาแข่งกับสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ส่วนข้าพเจ้าก็น้ำตาคลอและอีกไม่นานก็บ่อน้ำตาแตก เมื่อได้ยินเสียงของเธอสะอื้นท่ามกลางสายฝนข้างนอกตู้โทรศัพท์

“ฉันรักเธอนะ”

รูปหัวใจที่เราวาดคนละครึ่งจนมาบรรจบ โดยมาจากความรู้สึกของสองเราค่อยๆจางลงเพราะหมอกที่เข้ามาแทนที่

เราสองคนเดินออกจากตู้โทรศัพท์แล้วหันกลับไปมองรูปหัวใจ ที่ตอนนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยหยดน้ำจาก เรายิ้มให้กันพร้อมกับเอานิ้วชี้ไปที่หัวใจของกันและกัน

นี่แหละ ทำไมข้าพเจ้าจึงเกลียดหน้าฝนหรือฤดูฝน ยามฝนตกข้าพเจ้าจะนึกถึงมันเสมอ ในวันที่ฝน.....

(คิดถึงนะฝน..ชื่อของเธอ)

ผลงานอื่นๆ ของ เหงาฮิ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น