ตอนที่ 23 : ร้านเสื้อคลุมสีฟ้า (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1737 ครั้ง
    6 ธ.ค. 60

ตลาดเมืองวอเดอร์เซี่ยน

 

ร้านขายยาร้านหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นร้านค้าเล็กๆ ที่ผู้คนแทบจะไม่ชายตามอง แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองนี้หรือกระทั่งทั้งแผ่นดินนี้ก็ว่าได้

 

เหล่าตัวตนผู้มีอำนาจและยศศักดิ์มากมายต่างแวะเวียนเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

 

สิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่พวกเขานั้นคือน้ำยาชนิดหนึ่ง น้ำยาชนิดนี้สามารถผลิตได้ที่นี่เพียงแห่งเดียว

 

มันถูกผลิตโดยผู้ใช้อักขระผู้มีความสามารถ ซึ่งแม้แต่นักปรุงยาชั้นสูงหรือผู้ใช้อักขระชั้นเลิศก็ไม่สามารถผลิตน้ำยาชนิดนี้ออกมาได้

 

ชื่อของน้ำยาชนิดนี้เรียกว่า “น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์” มันไม่ใช้น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์สามัญ น้ำยาชนิดนี้มีคุณสมบัติแฝงซึ่งสามารถลดระยะเวลาการร่ายเวทย์ได้ สิ่งนี้สร้างความแตกตื่นต่ออาณาจักรทั้งหลายเป็นอย่างมาก แม้แต่ศาสนจักรแห่งแสงเองก็ยังมีความสนใจ

 

ร้านแห่งนี้มีชื่อว่า “ร้านเสื้อคลุมสีฟ้า”

 

ก่อนหน้านี้มันเคยถูกเรียกว่าร้านขายยาของมาติน ส่วนชื่อใหม่นั้นมันถูกตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ไม่มีใครรู้ถึงความหมายของมัน ตามการคาดเดาของผู้คน พวกเขาคิดว่าชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติต่อตัวตนที่อยู่เบื้องหลังของร้าน

 

ร้านเสื้อคลุมสีฟ้ามีการค้าขายที่แปลกประหลาด แม้ว่าน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากมายเพียงใด พวกเขาก็นำมันออกมาขายในจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ในแต่ละวันนั้นมันถูกจำกัดจำนวนของการขาย และทางร้านก็ไม่มีนโยบายผูกการค้ากับผู้ใด แม้แต่ศาสนจักรแห่งแสงผู้เป็นเจ้าของเมืองนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

 

สิ่งนี้จึงทำให้ร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นเป็นที่ยอมรับเป็นอย่างยิ่ง ทั้งอาณาจักรน้อยใหญ่และศาสนจักรแห่งแสงจึงส่งตัวแทนเพื่อทำการซื้อขายในแต่ละวันอย่างไม่ขาดสาย

 

น้ำยาชนิดนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายเพราะสรรพคุณที่ล้ำเลิศนั้นจึงทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปถึง 2 ไดมอน ซึ่งเป็นราคาของน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ที่ราคาแพงเป็นอย่างมาก

 

ไม่เท่านั้นยังมีหลายคนคาดการว่าน้ำยาชนิดอาจจะมีราคาที่สูงขึ้นมากกว่านี้ในอนาคต โดยเฉพาะในยามที่เกิดสงคราม แน่นอนว่าน้ำยาชนิดนี้มีประโยชน์อย่างมากในการสู้รบ ไม่ว่าจะเป็นทหารระดับล่างหรือนักรบระดับสูงก็เป็นประโยชน์กับพวกเขาทั้งสิ้น

 

นั่นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านเสื้อคลุมสีฟ้าถึงเป็นที่รู้จักของดินแดนแห่งนี้

 

มาตินผู้เป็นเจ้าของร้านเดิม แท้จริงแล้วเขานั้นได้ตั้งชื่อร้านของเขาใหม่ว่า "เสื้อคลุมสีฟ้า" ตามลักษณะของ “เอเลน” ผู้ใช้อักขระที่ทำการสนับสนุนเขา

 

ในการพบเจอเอเลนครั้งแรกนั้นเขาได้เห็นเอเลนสวมใส่เสื้อคลุมสีฟ้าอันซอมซ่อ เขานั้นได้ทำการเสียมารยาทต่อเอเลน แต่ทว่าต่อมาเอเลนกลับทำการสนับสนุนเขา ด้วยสำนึกนี้เขาจึงได้ตั้งชื่อร้านเพื่อระลึกถึงเอเลน

 

แต่ในเวลานี้เอเลนกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นานนับปีมาตินไม่สามารถติดต่อเอเลนได้ แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าน้ำยาที่ตุนไว้จะหมดลงเมื่อไหร่ การค้าขายของเขาได้ผลตอบรับที่ดีก็เพราะคำแนะนำของเอเลนและทำให้เขายังมีน้ำยากักตุนได้จนมาถึงทุกวันนี้

 

มาตินนั้นคิดการไว้ว่าหากเอเลนยังไม่ปรากฏตัวในเร็วๆ นี้ เขาจะทำการขายน้ำยาในรูปแบบประมูลราคาเพื่อแก้ไขปัญหาในระหว่างค้นหาเอเลน

 

ร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก ขุนนางและชนชั้นสูงมียศศักดิ์มากมายต่างหลั่งไหลมาทั่วสารทิศ

 

วันนี้ก็เช่นกัน ร้านค้าอันใหญ่โตแห่งนี้ในยามเช้าพวกเขามักจะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติมากมาย เพราะการขายน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นจะทำการจำหน่ายในเวลาเที่ยงตรงเท่านั้น มันเป็นกฎของที่นี่

 

ทางร้านจะขายให้แก่ลูกค้าแต่ละคนในจำนวนจำกัด อีกทั้งทางร้านยังมีการเปิดให้มีการประมูลบัตรคิว แน่นอนว่ามันได้สร้างความสนใจแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก ในแต่ละวันบัตรคิวเหล่านั้นถูกประมูลในราคาที่สูงเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าราคาของบัตรคิวนั้นแพงยิ่งกว่าตัวของน้ำยาเสียอีกด้วยซ้ำ ทางร้านจึงได้กำไรจากส่วนนี้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

แต่แล้วเช้าวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดซึ่งต่างจากทุกวัน เมื่อมีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สวมใส่ผ้าคลุมสีฟ้าที่ทั้งเก่าและชำรุด มันดูซอมซ่อเป็นอย่างมาก 

 

ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่เป็นชนชั้นสูงซึ่งมารอคอยการประมูลบัตรคิว เด็กน้อยคนนี้จึงเป็นแกะดำสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก

 

พนักงานของร้านที่ถูกฝึกมาอย่างดีต่างพากันวิ่งกรู่เข้ามาสกัดกั้นเด็กน้อยอย่างเร็วไว

 

"เจ้าเด็กสกปรก ออกไปซะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะให้เจ้ามาวิ่งเล่น" พนักงานคนหนึ่งตวาดออกมาอย่างรุนแรง เขานั้นกลัวว่าเจ้าเด็กสกปรกคนนี้จะทำให้ลูกค้าผู้มีเกียรติคนอื่นๆ ไม่สบอารมณ์ พาลจะทำให้ร้านอันหรูหรานี้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงรีบเร่งเข้ามาขับไล่เด็กสกปรกผู้นี้ออกไป

 

พนักงานคนอื่นที่วิ่งตามมานั้นเข้ารุมล้อมเด็กน้อยผู้นี้เอาไว้

 

แต่ทว่าแม้เด็กน้อยจะโดนตวาดด้วยถ้วยชั้นต่ำเพียงใด เขาก็ยังคงมีท่าทีที่สงบนิ่งและฉายแววตาที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นออกมา เขาไม่ได้มีท่าทีที่จะเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

 

มิหนำซ้ำด้วยท่าทางที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดของเขา เขายังกล้าที่เดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่เหยือบตามองพนักงานเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ

 

"เจ้าเด็กนี่! เจ้ากล้าที่จะท้าทายข้า เด็กๆ จัดการมัน" ชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็นหัวหน้าพนักงาน เขาได้สั่งให้ลูกน้องของเขาลงมือกับเด็กน้อย

 

พนักงานคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าไปหมายที่จะสั่งสอนเด็กน้อย เขานั้นได้จับเข้าที่ไหล่ของเด็กน้อยเอาไว้และคิดที่จะออกแรงเหวี่ยงร่างนั้นให้กระเด็นออกไปจากร้าน

 

วูบ!

 

เด็กน้อยนั้นไม่แม้แต่จะขยับตัว ร่างของพนักงานคนนั้นก็ถูกทำให้กระเด็นออกไปราวกับถูกไฟฟ้าช็อต มันสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก

 

การกระทำนี้ทำให้เด็กน้อยที่สวมใส่ชุดคลุมเก่าๆ สีฟ้านั้นเป็นที่สนใจของคนทั้งร้านเพิ่มขึ้น สายตานับไม่ถ้วนมองมาที่เขาเป็นจุดเดียว

 

“เจ้าเห็นหรือไม่เด็กคนนั้นแม้แต่จะขยับตัว เจ้านั่นก็ลอยกระเด็นออกไปแล้ว” ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในร้านพูดขึ้น

 

“เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา เขาอาจเป็นผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูง ยิ่งเขาปกปิดใบหน้าด้วยแล้วมันยิ่งทำให้ตัวตนของเขาเป็นที่น่าสงสัย” ชายอีกคนหนึ่งกล่าวสมทบ

 

เด็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยการแสดงออกที่เฉยเมย เขาไม่สนใจต่อสิ่งใดและยังคงก้าวต่อไปจนถึงใจกลางของร้าน

 

พนักงานคนอื่นๆ ที่ปิดล้อมเด็กน้อย ภายในใจของพวกเขาพลันเกิดความหวาดกลัวต่อเด็กน้อย การกระทำเมื่อครู่นั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา

 

บรรยากาศของเด็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยความเงียบ เมื่อถึงกลางร้านเขาก็หยุดเดินและเอ่ย

 

"ไปตามมาตินมาพบข้า" เสียงที่เผยถึงความวัยเยาว์นั้นกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ

 

ผู้คนต่างตกใจเป็นอย่างมาก จากการกระทำเมื่อครู่พวกเขาหลายคนคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้อาจเป็นยอดฝีมือที่มาจากเผ่าคนแคระหรือพวกฮ็อบบิท แต่เมื่อได้ฟังเสียงที่เอ่ยออกมา มันแน่ชัดแล้วว่าเขาคือเด็กน้อย

 

เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กคนหนึ่งจะเป็นผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูง? นั่นยิ่งทำให้ตัวตนของเด็กน้อยดูลึกลับมากยิ่งขึ้น

 

แม้ว่าเด็กน้อยผู้นี้จะเป็นผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถวางอำนาจในร้านแห่งนี้ได้ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติภายในร้าน หลายคนก็เป็นผู้ใช้เวทมนต์ชั้นสูงเช่นเดียวกัน

 

แม้การกระทำเมื่อครู่จะสร้างความแตกตื่นตกใจ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความหยิ่งผยองของหัวหน้าพนักงานลดลง

 

หัวหน้าพนักงานมองไปที่เด็กน้อยด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราดและเอ่ยออกมาอย่างรุนแรงว่า

 

"เจ้าหวังสูงเกินไปแล้ว ในเวลาไม่นานมานี้ท่านเจ้าของร้านนั้นไม่เคยต้อนรับใครเป็นพิเศษ อย่าว่าแต่เจ้าที่มีฝีมืออยู่บ้างเลย แม้แต่ท่านเจ้าเมืองก็ยังไม่กล้าบังคับเขาให้ออกมาเช่นนี้"

 

หัวหน้าพนักงานกล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง นั่นเป็นความจริงที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าแห่งนี้แม้จะเป็นผู้มียศศักดิ์สูงส่ง หรือมีฝีมือร้ายกาจเพียงใดก็ไม่มีใครสามารถบังคับมาตินได้ 

 

การทำให้มาตินขุ่นเคืองใจนั้นมีน้อยคนที่จะเดินในเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับเมืองหรืออาณาจักร ในยามนี้ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะให้มาตินขุ่นเคือง เพราะน้ำยาที่มาตินจำหน่ายนั้นสำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างมาก มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ชี้ชะตาของสงครามก็ว่าได้

 

หลายเมืองและหลายอาณาจักรจึงต้องการที่จะกักตุนน้ำยานี้ไว้

 

ดังนั้นการทำให้เจ้าของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าไม่พอใจจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับพวกเขา

 

หึ!

 

ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำของเด็กน้อยนั้นสร้างขบขันแก่ผู้คน ท่าทางที่หยิ่งยโสนั้นทำให้เขาเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณตน หลายคนยิ้มและหัวเราะเด็กน้อยด้วยสายตาที่ดูแคลน

 

เรื่องราวโกลาหลเกิดขึ้นได้เพียงไม่นาน ชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านในของตัวร้าน จากการแต่งตัวและท่าทางของเขานั้นทำให้รู้ว่าเขานั้นเป็นบุคคลที่มีฐานะสูงส่งของร้าน เมื่อเขาเดินผ่านพนักงานของร้านทั้งหลายก็ต่างแสดงอาการที่นอบน้อมแก่เขา

 

ชายคนนั้นเดินออกมาด้วยใบหน้าทีเรียบเฉยและมองไปยังหัวหน้าพนักงาน

 

หัวหน้าพนักงานเมื่อเห็นชายคนนี้เดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ประจบประแจง

 

"ท่านเรรี่ ปัญหาเล็กน้อยท่านอย่าใส่ใจ ข้าสามารถจัดการได้"

 

หัวหน้าพนักงานพูดต่อชายคนนั้นอย่างนอบน้อม ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดเสียงอึกทึกที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งร้าน จึงทำให้ชายคนที่ชื่อเรรี่ต้องออกมาดูหน้าร้าน 

 

แต่ทว่าเมื่อเรรี่ได้พบกับเด็กน้อยที่เป็นผู้สร้างปัญหา เขาก็ถึงกับมือไม้สั่น ร่างทั้งร่างของเขากลายเป็นสั่นสะท้าน เขานั้นตกใจและเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่รนราน

 

"ท่าน ... ท่าน .... ท่านกลับมาแล้ว" น้ำเสียงของเรรี่นั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกใจ เขานั้นแทบไม่เชื่อในสายตาเมื่อเห็นร่างของเด็กคนนี้

 

เด็กน้อยนั้นยังคงแสดงออกด้วยความเรียบเฉยและเยือกเย็น เขานั้นเพียงเหลือบตามองไปที่เรรี่ เมื่อได้เห็นใบหน้าของชายผู้มาใหม่ ด้วยความจำที่ล้ำเลิศของเขาก็ทำให้เขาจำได้ว่าคนผู้นี้คือหนึ่งในลูกน้องของมาตินในตอนนั้น คนที่เคยเป็นลูกมือในการปรุงยาให้แก่เขา

 

"อืม ..." เด็กน้อยตอบรับด้วยเสียงคำรามที่ต่ำ

 

เพียงแค่นั้นก็ทำให้เรรี่ถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่ หัวใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี

 

เรรี่มองเด็กน้อยด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นและเอ่ย

 

"ข้าต้องขออภัยกับการต้อนรับที่ไร้มารยาท ข้าจะพาท่านไปพบท่านมาตินเดี๋ยวนี้"

 

เรรี่กล่าวออกมาอย่างนอบน้อมพร้อมกับแสดงความเคารพเด็กน้อยราวกับผู้มีเกียรติชั้นสูง สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก

 

“เด็กคนนี้เป็นใครกัน? ทำไมเรรี่ถึงให้ความเคารพเขาถึงขนาดนี้” หนึ่งในแขกของร้านพูดขึ้น

 

เมื่อร่างของเด็กน้อยกับเรรี่พ้นสายตาชายคนหนึ่งก็พูดต่อ

 

“เจ้าเห็นเสื้อคลุมของเด็กนั่นหรือไม่ แม้มันจะซอมซ่อแต่มันก็ยังมีสีฟ้า เจ้าไม่แปลกใจเลยหรอว่าเด็กคนนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับชื่อของร้าน”

 

“อ่า ... จริงด้วย! หรือว่า ... เด็กคนนั้นจะเป็นผู้ใช้อักขระของร้าน” ชายหัวล้านพูดออกมาอย่างประหลาดใจ

 

“ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นอย่างที่เจ้าคิด จากการลงมือเมื่อครู่เด็กนั่นยังไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็สามารถทำให้คนชายคนนั้นกระเด็นออกไปได้ ภายใต้การลงมือของเขานั้นข้าไม่สามารถสัมผัสถึงพลังเวทย์ที่เผยออกมาเลยแม้แต่น้อย การลงมือในช่วงเวลาเล็กน้อยโดยไม่เผยถึงพลังเวทย์นั้นอาจเป็นไปได้ว่าเขานั้นเป็นผู้ใช้อักขระ” ผู้ใช้เวทมนต์ชนชั้นนักรบเวทย์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

 

คำพูดของเขานั้นสร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก ไม่แน่นว่าพวกเขาอาจได้พบผู้ใช้อักขระของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าที่ไม่มีใครเคยรู้จักแล้วก็เป็นได้

 

ในเวลาไม่นานนักเรรี่ก็พามอร์ลินมาถึงห้องทำงานของมาติน 

 

ยังไม่ทันที่เรรี่จะเปิดประตู เมอร์ลินก็ใช้พลังทำให้ประตูนั้นเปิดออกในทันที

 

ปัง!

 

การกระทำของเด็กน้อยนั้นไม่ได้สร้างความตกใจแก่เรรี่เลยแม้แต่น้อย เขานั้นรู้ว่าผู้ใช้อักขระผู้นี้แข็งแกร่งและมีความยโสในตัวมากเพียงใด แต่ไม่ว่าเขาจะมีความยโสมากเพียงใด เขานั้นก็มีคุณสมบัติมากพอที่จะทำมัน

 

การเปิดประตูเสียงดังนั้นสร้างความไม่พอใจแก่มาติน

 

"นี่เจ้าบ้าไปแล้วรึยังไง กล้าเปิดประตูห้องข้าเสียงดัง" 

 

มาตินตวาดออกมาอย่างเสียงดังโดยที่เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร

 

ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อเสียงตอบรับคือความเงียบ เขาจึงเงยหน้าออกจากเอกสารขึ้นมาดู

 

ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมานั้น นัยน์ตาของเขาก็พลันเบิกกว้าง แววตาที่เผยความดีใจนั้นแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด

 

"ท่านอเลน  ... เป็นท่านจริงๆ ด้วย ท่านกลับแล้ว"

 

มาตินลุกจากเก้าอี้แล้วโผเข้าหาเมอร์ลิน เขานั้นร้องไห้ออกมาอย่างโง่งม ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขานั้นทุกข์ใจเป็นอย่างมากจากปัญหาน้ำยาที่กำลังจะหมดลง

 

เมอร์ลินหายตัวไปถึง 4 ปี ปัญหานั้นกัดกินหัวใจของเขาเป็นอย่างยิ่ง การปรากฏตัวของเมอร์ลินในยามนี้จึงเหมือนการปรากฏตัวของพระเจ้าสำหรับเขา บัดนี้เขาไม่จำเป็นต้องกลัดกลุ้มกับปัญหาเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว

 

ด้านเมอร์ลินนั้นยังคงมีท่าทีที่เรียบเฉย เขานั้นแทบจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ความเย็นชานี้เหมาะสมกับตัวตนของเขาเป็นอย่างมาก

 

เมอร์ลินไม่ใส่ใจกับมาตินที่กำลังร้องไห้อย่างโง่งม เขานั้นเดินไปที่เก้าอี้ที่อยู่ใจกลางของห้อง มันเป็นเก้าอี้ที่มาตินพึ่งลุกขึ้นมาเมื่อครู่ เขาหยุดที่เก้าอี้นั้นและนั่งลงไป

 

การกระทำนี้แน่นอนว่าไม่มีใครที่คิดคัดค้าน ในเวลานี้หากไม่ใช่เมอร์ลินจะมีผู้ใดอีกที่เหมาะสมกับเก้าอี้ตัวนี้

 

หัวหน้าพนักงานที่ตามมาภายหลังนั้นจ้องมองอย่างปากค้างกับภาพเบื้องหน้า ภาพที่เด็กน้อยสกปรกคนหนึ่งกำลังนั่งลงในเก้าอี้เจ้าของร้านเสื้อคลุมสีฟ้า

 

มองไปยังมาตินและเรรี่ พวกเขาทั้งสองนั้นยืนอย่างสงบนิ่ง แถมการแสดงออกของพวกเขาเต็มไปด้วยความนอบน้อม

 

“มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรกัน? เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่” หัวหน้าพนักงานคิดในใจ

 

แต่อย่างไรเสียในตอนนี้ใบหน้าของหัวหน้าพนักงานก็ซีดราวกับกระดาษ เมื่อเขาได้รู้ว่าเด็กสกปรกเบื้องหน้านี้มีอำนาจถึงเพียงนี้

 

ท่าทางของเด็กน้อยนั้นราวกับว่าเขานั้นเป็นเจ้าของร้านที่แท้จริง แม้แต่มาตินกับเรรี่ยังปฏิบัติต่อเด็กน้อยอย่างนอบน้อม

 

เช่นนี้แล้วหัวหน้าพนักงานนั้นจึงเป็นตัวอะไร เขาได้เหยียบเท้าคนที่ไม่สมควรที่จะรบกวนเข้าให้แล้ว นั่นเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของเขา

 

ใบหน้าของหัวหน้าพนักงานนั้นเต็มไปด้วยความกังวล สีหน้าของเขานั้นสุดจะย่ำแย่

 

“ไม่ต้องเป็นกังวล เจ้าได้ทำไปตามหน้าที่ของเจ้า เรื่องในครั้งนี้ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยและเย็นชา คำพูดของเขานั้นราวกับจะแช่แข็งคนคนหนึ่งได้

 

หัวหน้าพนังงานเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ราวกับภูเขาถูกยกออกจากอก

 

“ขอบคุณท่านมาก ข้านั้นจะไม่ผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง” หัวหน้าพนักงานกล่าวออกมาด้วยความโล่งใจ

 

มาตินและเรรี่นั้นพอจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่เอ่ยอะไรออกมา พวกเขาเพียงหันไปมองหัวหน้าพนักงานที่ยืนอยู่ตรงประตู

 

สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้หัวหน้าพนักงานแน่ชัดแล้วว่า เด็กน้อยคนนี้ต้องเป็นบุคคลสำคัญของร้าน ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็นผู้ใช้อักขระที่ทุกคนต่างคาดเดากัน

 

“พวกเจ้าออกไปได้แล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับมาติน” น้ำเสียงราบเรียบของเมอร์ลินถูกเอ่ยออกมาอย่างมีอำนาจ

 

ทันทีที่ทั้งสองได้ยิน พวกเขาก็รีบออกไปจากห้อง

 

เหลือเพียงแต่มาตินและเมอร์ลินที่ยังคงอยู่ภายในห้อง

 

เมอร์ลินได้สอบถามเรื่องต่างๆ จากมาติน เขาก็ได้รับรู้ว่าเขานั้นติดอยู่ในมิติหลุมประหลาดของโซโลมอนนานถึง 4 ปีกว่า และอย่างที่เห็นว่าร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นมีชื่อเสียงมากเพียงใดในตอนที่เขาไม่อยู่

 

ใน 4 ปีนี้อาณาจักรต่างๆ เกิดเหตุที่ต้องทำสงครามยิบย่อยอยู่บ่อยครั้ง และไม่น่าเชื่อว่าฝ่ายที่ได้ใช้น้ำยาฟื้นฟูเวทย์คุณสมบัติแฝงนั้นสามารถพลิกสถานการณ์ให้ชนะอยู่บ่อยครั้ง มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแปรอย่างหนึ่งของสงครามก็ว่าได้

 

ไม่เท่านั้นเหล่านักผจญภัยระดับสูงที่ใช้น้ำยาเหล่านี้ก็ต่างประสบความสำเร็จในการออกล่าสัตว์อสูรระดับ 5 อย่างมากมาย

 

สัตว์อสูรระดับ 5 นั้นจัดอยู่ให้เทียบเท่ากับพลังของขอบเขตขั้นปลายของนักรบเวทย์ มันไม่มีผู้กล้ามากนักที่คิดจะท้าทายมัน แต่เมื่อพวกเขาได้ใช้น้ำยานี้ก็ทำให้พวกเขานั้นได้รับความสะดวกในการออกล่ามากขึ้น

 

น้ำยาชนิดนี้จึงมีชื่อเสียงอย่างมากและมันก็เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้ใช้เวทมนต์ทุกคนก็ว่าได้

 

เมอร์ลินเมื่อทราบว่าเขาได้ถูกกักขังนานกว่า 4 ปี ในตอนนี้เขาจึงมีอายุ 13 ขวบปีเศษ แต่ในรูปลักษณ์ของเขานั้นกลับปรากฏรูปร่างของเด็กที่มีอายุแค่ 12 ขวบเพียงเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการบรรลุการบ่มเพาะขอบเขตก่อลำต้น 

 

การฝึกตนนั้นทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นมนุษย์ที่ไม่ธรรมดา ในทุกๆ ครั้งที่ทำการละลวงขอบเขตระดับขั้น ร่างกายของผู้ฝึกตนจะเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ครั้ง โดยพื้นฐานหากคนผู้นั้นฝึกถึงขั้นก่อลำต้น การเจริญเติบโตของร่างกายนั้นจะชะลอช้ากว่าปกติถึง 5เท่า 

 

นั่นก็หมายความว่าในทุกๆ 5 ปี ร่างกายของคนผู้นั้นจะแก่ขึ้น 1 ปีเท่านั้น และเมื่อทะลวงขั้นที่สูงขึ้นไปร่างกายจะเติบโตช้ากว่าเดิมอีก 3 เท่าตัว นั่นก็คือเมื่ออยู่ในขอบเขตขั้นแตกหน่อก็จะแก่ช้าลงอีก 15 ปี ขั้นผลิดอกจะแก่ช้าลงอีก 45 ปีตามลำดับ 

 

การฝืนลิขิตสวรรค์จึงถือเป็นวิถีของผู้ฝึกตน ดังนั้นแล้วผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตระดับขั้นที่สูงส่งนั้นจึงมีรูปร่างที่แก่ชราช้ากว่าปกติ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่าคนธรรมดาทั่วไป  

 

ต่อจากนั้นเมอร์ลินถามถึงเรื่องของอาเธอร์ แน่นอนว่ามาตินในตอนนี้เขานั้นสามารถสืบข้อมูลที่เมอร์ลินอยากทราบได้อย่างไม่ยากเย็น ทั้งนี้เขาต้องการรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของอาณาจักรต่างๆ อีกด้วย

 

ข่าวของอาเธอร์นั้นเกี่ยวข้องกับการเมืองของอาณาจักรอารากอน

 

นั่นเพราะดยุกโควผู้เป็นบิดาของเขานั้นได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทของอาณาจักรอารากอน เพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์อารากอน ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์นั้นไร้ซึ่งบุตรสืบทอดราชบัลลังก์ ดยุกโควซึ่งเป็นพระอนุชาผู้เป็นที่รักจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท

 

หลังจากนั้นไม่นานอาเธอร์จึงถูกเรียกตัวกลับอารากอน โดยทิ้งการเรียนที่โรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนเพื่อไปช่วยงานดยุกโควและเรียนรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปกครองต่อไป เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาดในอนาคตอาเธอร์นั้นก็จะเป็นรัชทายาทองค์ต่อไป

 

อีกทั้งยังมีข่าวเกี่ยวกับอาเธอร์ว่าเขานั้นได้กลายเป็นศิษย์ของวีรบุรุษของอาณาจักรอารากอน ชายผู้ปฏิเสธการรับตำแหน่งอัศวินโต๊ะกลมอันทรงเกียรติหลายต่อหลายครั้ง เขานั้นปฏิเสธมันทุกครั้งไป เขาคือ “ดราก้อน เอส เอริก” ชายผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรอารากอน

 

เขามีพลังเวทย์ถึงระดับขอบเขตขั้นจอมเวทย์และเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือดาบสูงส่งที่สุดในอาณาจักรอารากอน กระทั่งเกือบครึ่งหนึ่งของสมาชิกอัศวินโต๊ะกลมในปัจจุบันก็ยังเป็นศิษย์ของเขา 

 

การเป็นศิษย์ของเอริกนั้นสามารถคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตของอาเธอร์จะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน

 

การที่เมอร์ลินสนใจในตัวของอาเธอร์นั้น นั่นเป็นเพราะว่าในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะตกลงไปในหลุมมิติลึกลับนั้น เขาได้สัมผัสถึงพลังที่คุ้นเคยจากตัวของอาเธอร์เมื่อเขาได้ดึงดาบเล่มนั้นขึ้นมา จากการคาดเดามันอาจเป็นไปได้ว่าดาบเล่มนั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของสมบัติโซโลมอน

 

ประการหนึ่งเมื่อเขาได้ทราบว่าอาเธอร์นั้นเป็นศิษย์ของเอริก เขาก็เกิดความกังวลขึ้น นั่นหมายความว่าหากดาบเล่มนั่นเป็นสมบัติของโซโลมอนจริงๆ การที่เขาจะได้มันมานั้นจะต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน อาจารย์ที่แข็งแกร่งของอาเธอร์อาจเป็นอุปสรรคแก่เขาก็เป็นได้

 

สิ่งใดที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขานั้นจะต้องคิดให้รอบคอบ เขาในตอนนี้ยังอยู่ในระดับแรกของการก่อลำต้นเพียงเท่านั้น

 

พลังปราณเซียนกับพลังเวทย์นั้นแตกต่างกัน เมอร์ลินนั้นยังไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับมนุษย์ในดินแดนนี้ แต่จากการสังเกตของเขาในโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยน ด้วยระดับแรกของการก่อลำต้นของเขานั้นสามารถต่อสู้กับผู้ใช้เวทมนต์ในระดับนักเวทย์ได้อย่างแน่นอน ส่วนในระดับนักรบเวทย์นั้นเขายังไม่มั่นใจนัก

 

ในอนาคตเขานั้นมีแผนการที่จะเข้าใกล้อาเธอร์อีกครั้งเพื่อทดสอบว่าดาบเล่มนั้นจะเป็นสมบัติของโซโลมอนหรือไม่ หากใช่เขานั้นจำเป็นจะต้องลงมือช่วงชิงมัน เมื่อเหตุการณ์ถึงขั้นนั้นเขาอาจจะต้องคิดให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เมอร์ลินคิดไว้ ในตอนนี้เขานั้นยังคำนึงถึงการใช้พลังเวทย์ของเขา 

 

เมอร์ลินได้ทำการสอบถามมาตินเพิ่มเติมในเรื่องของการได้มาของผ้าคลุมเวทย์ 

 

ผ้าคลุมเวทย์นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้เวทมนต์ มันคือการช่วงชิงความได้เปรียบจากผู้ใช้เวทมนต์คนอื่นๆ หากปราศจากมันคนผู้นั้นอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองและสร้างความลำบากได้

 

ก่อนหน้านี้เมอร์ลินนั้นมีความรู้เรื่องของผ้าคลุมเวทย์ในขอบเขตที่จำกัด เนื่องด้วยฐานะผู้รับใช้อันต่ำต้อยจึงทำให้เขาไม่ได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้มากนัก

 

แต่ในตอนนี้มันจะไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป การอยู่ในขอบเขตของการก่อลำต้นทำให้เขาหมดข้อกังวลในการสร้างเสาปราณแห่งเต๋า เขานั้นสามารถฝึกพลังเวทย์ได้ตามที่เขาต้องการได้แล้ว

 

บัดนี้เขาไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ภายใต้ฐานะอันต่ำต้อยอีกต่อไป

 

แม้เรื่องของผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกจะยังสร้างความกังวลใจให้แก่เขา แต่ในฐานะผู้ก่อลำต้นผู้หนึ่งนั้นย่อมมีสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้บ้าง

 

เมื่อเขาเป็นผู้ใช้เวทมนต์ผู้หนึ่งได้ เขาก็จะใช้ฐานะของผู้ใช้เวทมนต์ปกปิดตัวตนของเขาไว้

 

จากข้อมูลที่ได้มาจากมาตินทำให้เขานั้นได้รู้ว่าการได้มาซึ่งผ้าคลุมเวทย์นั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่นักเรียนของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยน 

 

ศาสนจักรแห่งแสงผู้ซึ่งคงอยู่ด้วยความเป็นกลางของโลก พวกเขาได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมการทดสอบได้

 

โดยที่ผู้เข้าร่วมการทดสอบนั้นจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 10 ไดมอน ด้วยสถานะของเมอร์ลินในตอนนี้เรื่องนี้ไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่เขา

 

การทดสอบครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นในอีก 1 เดือนข้างหน้า เมอร์ลินจึงตัดสินใจจะรั้งอยู่ที่ร้านเสื้อคลุมสีฟ้าอีก 1 เดือน เพื่อทำการผลิตน้ำยาเพิ่มเติม ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมการทดสอบชิงผ้าคลุมเวทย์ที่จะเกิดขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.737K ครั้ง

29,576 ความคิดเห็น

  1. #29115 Bewtii006 (@Bewtii006) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 22:50
    รวยแล้วก้ออย่าลืมแม่นะเทอออ
    #29115
    0
  2. #27707 _Daonuea_ (@_Daonuea_) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 17:12
    ไม่คิดถึงแม่เลยหรอ แม่ต้องลำบากเลยนะนั่น
    #27707
    1
    • #27707-1 spriteppp (@spriteppp) (จากตอนที่ 23)
      9 มิถุนายน 2562 / 14:02
      กำลังจะพิมพ์ถามเลย
      #27707-1
  3. #27375 S1O9N9E5 (@SaXoNySone) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 19:57
    ลืมแม่ไปแล้วเหรอ
    #27375
    0
  4. #26984 koogchan (@koogchan) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:29
    จะทิ้งแม่หรอ
    #26984
    0
  5. #26943 Gamemmm (@Gamemmm) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:31
    แม่ จ๋าาาา
    #26943
    0
  6. #26264 AiJaewa (@AiJaewa) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 20:28
    ไม่คิดถึงแม่เลยหรอ หืม
    #26264
    0
  7. #25897 Num21335 (@Num21335) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 15:39
    ไม่เอาแม่มาอยู่ด้วยหรอ
    #25897
    0
  8. #25848 Jolly CCP (@c1chonlana) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 14:12
    ถ้าเอกตาลิเบอร์เป็นหนึ่งในสมบัติของโซโลมอนจริง อาเธอร์นี่คือแบบ โคตรโชคดีเลยนะ ตอนดึงดาบก็ได้เมอร์ลินช่วยถึงได้ดาบมา โอโห
    #25848
    0
  9. #25448 ทิวลิฟป์ (@yamchoo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 16:57
    ไม่พ้นอาเธอ
    #25448
    0
  10. #24732 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2561 / 14:44
    ไม่อาบน้ำ 4 ปี
    #24732
    0
  11. #24581 DDGanesh (@DDGanesh) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 21:18

    Thank you

    #24581
    0
  12. #24580 DDGanesh (@DDGanesh) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2561 / 21:13

    ฉลองกรุง

    #24580
    0
  13. #24322 บิลเลียส (@Ororite) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 14:14
    เมอร์ลินจะชิงดาบอาเธอร์หรอ คิดว่าชิงไม่ได้นะเพราะเอกซ์คาลิเบอร์ขานรับอาเธอร์เป็นนายไปแล้ว ถ้าจะทำคงทำได้แค่เปิดการทำงานเพื่อนดึงประสิทธิภาพของดวงตานั่นแหละ
    #24322
    0
  14. #23571 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 16:02

    เมอร์ลินตอนนี้ร่ำรวยแล้ว ก็อย่าลืมแม่เมย์เน้อออออ

    #23571
    0
  15. #23360 wander_doll (@wander_doll) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 21:11
    ตอนแรกนึกว่ากลับมาอีกที อีตามาตินจะลาโลกไปแล้วซะอีก
    #23360
    0
  16. #23219 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 02:09
    ใกล้ถึงเวลาโชว์ของให้โลกรู้แล้วค่ะ
    #23219
    0
  17. #23116 Bright-LoLiCon (@Bright-LoLiCon) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 23:46
    เองลืมแม่ไปเลยนะเมอร์ลิน
    #23116
    0
  18. #22774 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 เมษายน 2561 / 16:49
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #22774
    0
  19. #21805 WaterMammal (@WaterMammal) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 19:24
    ไม่กลับบ้านหาแม่พาแม่ไปอยู่ข้างนอกสบายๆก่อนอะ 

    #อยากให้นักเขียนมาเห็นเม้นนี้
    #21805
    2
  20. #21318 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 02:20
    ขอบคุณครับ
    #21318
    0
  21. #20494 poiice222 (@poiice222) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 22:47
    ชื่อแฝงของเมอร์ลินชื่ออะไรกันแน่คะ มันปนกันทั้งอเลน ทั้งเอเลน เลยค่ะ
    #20494
    0
  22. #20463 Chalida Chomboonma (@dai45) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 01:09
    อยากอ่านแบบเปิดไปเลยอะมันขาดตอนอะไรท์อืออออ
    #20463
    0
  23. #20462 pinya1 (@pinya1) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 00:47
    #20462
    0
  24. #20459 Iffy_kv (@Iffy_kv) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 20:20
    รีไรท์ก็สนุกน่ะค่ะ เเต่เเบบเก่าก็สนุกดีมีอารมณ์เเบบด้นสดไรงี้555 สู้ๆค่ะ??
    #20459
    0
  25. #20456 zPARNzap (@zPARNzap) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 19:41
    ????????????????????????
    #20456
    0