ตอนที่ 6 : Chapter 04 : ความหิวทำให้คนเรา...แข็งแกร่ง?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 164
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    2 มิ.ย. 62



☆♥Chapter 04♥☆

ถ้วยชาสีขาวลายกุหลาบสีชมพูถูกวางลงบนที่รองแก้วลายเดียวกัน หญิงสาวฝรั่งเศสแท้ผู้มีดวงตาเรียวคมสีอความารีนเงยกน้าขึ้นมองสบตากับคู่สนทนาที่นั่งอยู่อีกฝั่ง

"แล้วเป็นยังไงต่อล่ะ" เอ่ยถามอีกฝ่ายเสียงในขณะที่ยกชาขึ้นจิบพลางกวาดสายตามองชมวิวของสวนดอกไม้นานาพันธุ์ โดยมีฉากหลังเป็นคฤหาสน์สีขาวบริสุทธิ์ตั้งอยู่

"ก็...อย่าที่เธอคิดนั่นแหละ" เสียงของอีกฝ่ายเอ่ยตอบมาอย่างไม่แยแสอะไร ดวงตาคู่งามภายใต้ฮู้ดของชุดคลุมสีดำขนานใหญ่เหม่อมองออกไปในที่ที่ไกลแสนไกล "แล้วทางฝั่งเธอล่ะ หาหนังสือนั่นเจอรึยัง"

หญิงสาวไม่ได้เอ่ยตอบคู่สนทนาไปในทันที เธอหันไปสบตาอย่างมีความหมายกับเอลฟ์รับใช้ประจำกายแทน

เอลฟ์รับใช้ที่แลดูผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนดีดนิ้วออกมาอย่างรู้งาน ทันใดนั้น หนังสือเล่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นบนโต๊ะกลม

บุคคลภายในฮู้ดมองมันอย่างมีความหมาย เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคู่ค้าสาวอย่างช้าๆ แลกเปลี่ยนคำพูดต่างๆผ่านทางสายตาได้ไม่นาน พวกเขาก็ผละออกจากกัน

"ฉันว่านายยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเมื่อกี้เลยนะ" หญิงสาวเอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศรอบกายที่เริ่มอึมครึมแปลกๆ

"คำถามอะไร?"

"อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลยหน่า พ่อมดผู้ต้องสาป" ส่งยิ้มอย่างมีความหมายไปให้ชายหนุ่มคู่สนทนา ใช่ว่าจะมีแต่ดีดฝ้ายที่ตามสืบจนรับรู้เรื่องราวภูมิหลังของเธอมาหมดคนเดียวซะหน่อย... ก็นี่คือการค้าที่มีชีวิตและหัวใจของตนเป็นเดิมพันหนิเนอะ

มันก็คงต้องมีเล่นตุกติกกันบ้างแหละ

"เห๋... นับว่าสายข่าวของเธอยังพอมีน้ำยาอยู่บางหนิ แต่ก็นะ..." ยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างๆหูของหญิงสาวอย่างหยอกเย้า ก่อนจะผละออกมาแล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ

"น-นี่แก" หญิงสาวโวยขึ้นอย่างขุ่นเคือง ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกไปกลับเจือไว้ด้วยความกังวลเล็กน้อย

ชายหนุ่มไม่ได้โต้ตอบอะไรหญิงสาวกลับไปอีก ขายาวๆภายใต้ชุดคลุมของเขาก้าวต่อไปอย่างไม่รีบร้อน เขายกมือขึ้นมาโบกลากับเธออย่างเอื่อยๆ พลางเอ่ยตอบคำถามของหญิงสาวด้วยเสียงที่ถูกบังคับดังขึ้นกว่าปกติ




"เธอคลุ้มคลั่ง!!!!?" ศาสตราจารย์หนุ่มแห่งบ้านสลิธีรินอดไม่ได้ที่จะนิ่วหน้าด้วยความหนวกหูเจือแววรำคาญใจ

"ใจเย็นๆก่อนเถอะนะ เชอริน่า" อายะเอ่ยปลอบเพื่อนสาว คนทำท่าจะหลุดจากการควบคุมไปอีกครั้ง

พอเป็นเรื่องของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเหมือนไหร่ ยัยนกอินทรีผู้มากปัญญาตัวนี้ก็พร้อมที่จะแปลงร่างกลายเป็นฟินิกซ์ไฟแสนบ้าบิ่นราวกับกริฟฟินได้ตลอดเลย

เพื่อนอย่างเธอล่ะละเหี่ยใจ

"แล้วตอนนี้หนูคาร์มินเป็นยังไงบ้างล่ะ" หันไปเอ่ยถามอดีตคู่อริต่างบ้านที่บัดนี้ต้องยอมลดทิฐิของตนลงและจับมือสงบศึกกันอย่างจำยอม

ก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ ถ้าเพื่อช่วยเพื่อนคนสำคัญล่ะก็... แค่นี้มันไม่ทำให้พวกเขากล้ำกลืนมากเท่าไหร่หรอก...

มั้ง?

"ก็ดีขึ้น" สเนปตอบกลับคู่อริสาวไปเสียงเรียบ สายตาของเขาเหม่อมองถ้วยชาเขียวตรงหน้าอย่างครุ่นคิด

"คิดถึงลิลี่..สินะ" อายะที่ก้มหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเอ่ยพึมพำขึ้นอย่างแผ่วเบา หากทว่ามันก็ดังพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนภายในห้องถึงกับชะงักการกระทำของตนไปด้วยความตกตะลึง

เชอริน่าที่เริ่มกลับมาควบคุมสติของตัวเองได้อีกครั้งฉีกยิ้มอันเศร้าสร้อยออกมา สเนปหยิบถ้วยชาอันที่สี่ที่ถูกวางคว่ำไว้ให้หงายขึ้นแล้วเถชาเขียวในกาลงไปในถ้วย

"นี่นาย..." เชอริน่าและอายะมองการกระทำนั้นของชายหนุ่มด้วยแววตาที่สะท้อนอารมณ์ออกมาอย่างหลากหลาย

ทั้งมีความสุข เศร้าสร้อย คนึงหา และ..โกรธแค้น

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรพวกเธอกลับไป เขาแค่นำถ้วยชาเขียวถ้วยนั้นวางไว้ตรงโต๊ะหน้าเบาะรองนั่งข้างกาย...มันถูกเว้นว่างไว้เพื่อเธอ

"แล้วตอนนี้เจ้าเด็กมัลฟอยนั่นล่ะ" อายะโยงหัวข้อการสนทนาให้กลับเข้าประเด็นเดิมอีกครั้ง

ใช่สินะ ยังมีพ่อมดคนอื่นที่เห็นเหตุการณ์คลุ้มคลั่งนั่นนอกจากสเนปด้วยหนิ เชอริน่ากัดปากอย่างเป็นกังวล เธอมองจ้องสเนปอย่างคาดหวัง

"ก็...เกือบเสียสติล่ะมั้ง" ตอบอย่างขอไปที สายตาของเขามองสบกับเชอริน่าอย่างมีความหมาย "เพื่อไม่ให้เรื่องมันแย่ไปมากกว่าเดิม"

"นายเลย...บอกเรื่องนั้นไปแล้วสินะ" อายะยกชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ และสง่างาม หลังของเธอเหยียดตรง ใบหน้าเชิดขึ้นพอประมาณ การยกแขนทวงท่าการวางถ้วยชา...สมบูรณ์แบบ

สเนปอดไม่ได้ที่จะคิ้วกระตุกด้วยความหมั่นไส้...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็ยังคงไม่ชอบขี้หน้าของคู่อริต่างบ้านคนนี้อยู่ดีล่ะวะ!!

"ก็นะ มันจำเป็นหนิ"

กึก

"แล้วนายไม่คิดบางเหรอว่าถ้าพวก28ตระกูลเลือดบริสุทธิ์นั่นรู้เรื่องความลับของคาร์มินเข้า... มันจะเป็นอันตรายต่อเด็กคนนั้นมากแค่ไหน" อายะวางถ้วยชาลงเบาๆทว่ากลับให้ความรู้สึกหนักแน่น รอบๆร่างกายของหญิงสาวราวกับจะมีไอคลื่นบางอย่างออกแผ่ออกมา

"แล้วไงล่ะ มีอะไรให้ต้องกังวลกัน...ยังไงซะเด็กคนนั้นก็เป็นแม่มดเลือดบริสุทธิ์นะ ซักวันก็ต้องแต่งงานและขยายครอบครัวออกไป สุดท้ายแล้ว...ความลับก็แตกอยู่ดี" สเนปเอ่ยอย่างไม่ค่อยแยแส

"พูดน่ะมันง่ายอยู่แล้ว แต่ทำนี่สิ..นายคิดเหรอว่าพวกสภาโสโครกนั่นจะยอมน่ะ" อายะมองสเนปอย่างนิ่งๆด้วยแววตาว่างเปล่า

"แล้วทำไมพวกเขาจะยอมไม่ได้ล่ะ"

"นายอย่างแกล้งโง่ไปหน่อยเลย สเนป...นายก็รู้ว่าเมื่อหลายปีก่อนคนที่มีสิ่งนั้นจะต้องพบเจอกับอะไรกันบ้าง"

"เธอสามารถรับมือกับมันได้"

"ไม่...ถึงในอนาคตจะยังไม่แน่นอน แต่ในตอนนี้เด็กคนนั้นยังไม่พร้อม"

"งั้นเธอจะปิดหูปิดตาเด็กคนนั้นต่อไปงั้นเหรอ!! เหอะๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมลูกสาวตัวน้อยของเธอถึง..." สเนปเอ่ยอย่างเหยียดๆ

"มันจะมากไปแล้วนะสเนป" อายะอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ จะด่า จะแซะ จะว่าอะไรเกี่ยวกับตัวเธอ หญิงสาวยังพอทนได้

ทว่า..หากจะลากลูกๆของเธอมาเกี่ยวข้องด้วยล่ะก็...

"พอก่อนเถอะนะทั้งสองคน!!" เชอริน่ารีบเข้ามาห้ามศึกทันทีที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีแล้ว เธอรู้ว่าเพื่อนสนิททั้งสองต่างก็รักและเป็นเป็นห่วงลูกสาวของเธอไม่ต่างกัน 

แต่ตอนนี้น่ะ...คงจะปล่อยให้เถียงกันต่อหน้าเด็กๆไม่ได้หรอก




"คุณหนูครับ คุณนายนาร์ซิสซาสั่งให้กระผมมาเรียกคุณหนูลงไปรับประทานอาหารค่ำครับ" แจ็คคิวลีนเอ่ยเรียกเจ้านายตนที่หน้าห้อง

ตอนนี้วันเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายวันแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ในตอนนั้น บัดนี้ข้าวของทุกอย่างภายในห้องสมุดถูกซ่อมแซมโดยเวทมนตร์ของเหล่าเอลฟ์จนมันกลับมาเป็นปกติ

พวกคุณและคุณนายมัลฟอยเองก็กลับมาจากดูงานแล้ว จะเหลือก็แต่... เอลฟ์หนุ่มแอบชำเลืองมองห้องของนายน้อยมัลฟอยที่อยู่ตรงกันข้ามกับห้องของคุณหนูของตน

สองคนนี้ไม่ยอมพบหน้าหรือพูดคุยกันอีกเลย

ในงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ11ปีของคุณหนูที่เหล่าเอลฟ์และเพื่อนชายของนายหญิงร่วมกันจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเพื่อปรับความสัมพันธ์ของคุณหนูกับนายน้อยมัลฟอย...เขาก็ไม่ยอมเข้าร่วมด้วย ส่วนทางฝั่งคุณหนูเองก็....

เอลฟ์รับใช้หนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจกันผิดๆ แต่ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะปรับความเข้าใจกัน...เด็กสมัยนี้แลดูใช้ชีวิตยุ่งยากกันจริงๆเลยนะ

"ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยนะคะแต่ว่าแต่หนูไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ขออ่านหนังสืออยู่ในห้องดีกว่าค่ะ" รอได้ไม่นานเด็กสาวก็เอ่ยตอบกลับมา เสียงของเธอนิ่งเรียบไม่สามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ได้

"เข้าใจแล้วครับคุณหนู" แจ็คคิวลีนเอ่ยจบก็เดินลงไปถ่ายทอดคำพูดของเด็กสาวให้นาร์ซิสซาได้รู้ คุณนายมัลฟอยมองไปยังเก้าอี้ประจำตัวที่ว่างเปล่าของเด็กทั้งสองภายในบ้าน เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

"พวกเขาโตพอที่จะดูแลตัววเองได้แล้ว" ลูเซียสเอ่ยอย่างไม่แยแส เขาเดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ประจำของตน ก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารอย่างช้าๆ

นาร์ซิสซาปัดเหล่าความกังวลต่างๆในจิตใจของเธอทิ้งไป... เลือดบริสุทธิ์ซะอย่าง เธอเชื่อว่าเดี๋ยวอีกสักพักเจ้าเด็กแสบทั้งสองคงจะปรับความเข้าใจกันได้เองแหละ


"คิดยังไงกับสิ่งนั้นที่หลานคุณมีกัน นาร์ซิสซา" ลูเซียสเปิดประเด็นการสนทนาขึ้นหลังจากที่พวกเขาทานอาหารกันเสร็จ

"คงจะ...เหลือเชื่อมั้งคะ" นาร์ซิสซาเอ่ยตอบสามีตนไป เธอส่งสายตาให้เหล่าเอลฟ์รับใช้เข้ามาเก็บโต๊ะได้

"แต่ผมว่ามมันก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะที่จะเกี่ยวดองกับคนแบบนั้นน่ะ"

!!?

"แต่...เธอเป็นหลานของฉันนะคะ พวกเขาทั้งสองคนมีสายเลือดเสี้ยวหนึ่งที่เหมือนกันอยู่"

"แต่มันก็เบาบางลงมากแล้วไม่ใช่เหรอ...ผมเชื่อว่าเหล่าต้นตระกูลของเราคงจะอนุโลมเรื่องนี้ให้ได้นะ" ลูเซียสแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "หรือต่อให้ไม่ได้จริงๆ...การแต่งงานในหมู่พี่น้องของพวกเลือดบริสุทธิ์ก็มีถมเถไป ถึงแม้มันอาจจะทำให้สติปัญญาของสายเลือดมัลฟอยลดลงไปเล็กน้อย แต่เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาล่ะก็.... ผมว่ามันคุ้มดีนะ"

"ถึงเรื่องสายเลือดจะไม่มีปัญหาก็จริง...แต่เด็กคนนั้นเป็นคนของจอมมารไม่ใช่เหรอคะ?"

"หืม... นั่นมันก็ใช่อยู่ แต่จอมมารก็ตายไปเกือบ10ปีแล้วหนิ...คุณอย่างไปคิดถึงมันมากนักเลย" ลูเซียสตัดจบการสนทนาด้วยอารมณ์ที่เบิกบานนิดๆ "เพราะไม่ว่ายังไงซะ ว่าที่คุณนายมัลฟอยคนต่อไป..ก็ย่อมต้องเป็นของแม่มดเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น!!"



"28ตระกูลเลือดบริสุทธิ์งั้นเหรอ...บ้าบอชะมัดเลย" คาร์โลไลน์ที่เพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับแผนผังตระกูลเลือดบริสุทธิ์ทั้งหลายในประเทศอังกฤษ

งี่เงาสุดๆไปเลย... สายเลือดน่ะ ไม่สามารถตัดสินความสามารถของเหล่าผู้วิเศษได้หรอกนะ

โครกครากก!!

อุ้ย... ดูเหมือนคงจะทนเก็บตัวต่อไปไม่ไหวซะแล้วล่ะ เมื่อไหร่แจ็คคิวลีนจะเอาอาหารขึ้นมาให้กันน้าาา


หลายชั่วโมงผ่านไป... ไอ้เวรเอ๊ย!! นี่จะเที่ยงคืนแล้วนะโว้ยยย!!

คาร์โลไลน์จ้องมองนาฬิกาที่แขว้นไว้ตรงผนังห้องด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่จ้องมองไปยังเตียงนอนด้วยความอาลัยอาวรณ์แล้วฉีกยิ้มออกมาเมื่อนึกไอเดียอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ตัดสินใจได้แล้ว!! เธอจะ...

โครกครากกกกกก!!!!!!!!

โอเค เธอจะยอมออกไปก็ได้ เฮ้ออออ~

ขาน้อยๆออกก้าวเดินตรงไปยังประตูห้อง เธอหยุดยืนทำใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะหมุนลูกบิดแล้วดึงประตูเข้าหาตัว

เสียงสายลมจากภายนอกที่พัดเสียดสีกันดังขึ้นผ่านรอดเข้ามาทางระเบียงภายในห้อง ท่ามกลางทางเดินที่มีแสงส่องอย่างสลัวๆ ไฟบางดวงกระพริบติดๆดับๆ

เอิ่ม...สาบานได้ว่านี่ฟิคนิยายรักไสยๆ ไม่ใช่ฟิคหนังสยองขวัญน่ะ

ทว่าถึงจะบ่นไปแบบนั้น แต่ทันทีที่เธอละหายตาจากโคมไฟที่ติดๆดับๆนั่นเอง เงาเล็กเงาหนึ่งค่อยๆปรากฏออกมาอย่างช้าๆ มันค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ร่างของเด็กสาวอย่างช้าๆ

และเพียงไม่นาน...

"นี่ป้า--"

"ว้ายยย!! อีห่าตายมาห้าปีผีผักชีชะนียังอายหน้าเมิงงงงง!!" คาร์โลไลน์หลุดอุทานถ้อยคําแปลกๆออกมาอย่างไม่รู้ตัว เด็กสาวล้มลงนั่งแหมะอยู่บนพื้นหน้าประตูห้อง ก้มหน้าหลับตาปี๋แขนทั้งสองข้างกอดตัวเองแน่น

ไม่รู้ครับไม่รับรู้ ผมไม่รู้ผมไม่รับเรื่องใดๆทั้งสิ้นนนน!!!




เดรโกมองร่างของเด็กสาวผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของตนที่ล้มลงไปก้องอยู่บนพื้นด้วยแววตาสับสน เขาไม่รู้ว่าควรจะเริ่มทำยังไงก่อนดี

จากเรื่องราวชีวิตและประวัติของเด็กสาวที่สเนปได้เล่าให้เขาฟังหลังจากที่เคลียปัญหาทุกอย่างเสร็จแล้ว เขายอมรับว่าในครั้งแรกที่ได้เห็นพลังจากสิ่งที่เด็กสาวได้รับติดตัวมา

เขากลัวเธอ... เขาไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านลบต่างๆที่ผุดขึ้นมาภายในจิตใจของตนได้ ทุกครั้งที่คิดเรื่องของผู้หญิงคนนี้ ภาพใบหน้าของเด็กสาวที่แสยะยิ้มของมาอย่างหน้ากลัว ดวงตาคู่งามมองเขาอย่างเรียบนิ่งไร้อารมณ์....ไร้จิตวิญญาณ

ราวกับว่าร่างกายนี้เป็นเพียงแค่ตุ๊กตามนุษย์เท่านั้น

เด็กชายรู้ตัวว่ามันไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เจ้าบ้านอย่างเขาไม่ยอมลงไปดูงานเลี้ยงเล็กๆที่จัดขึ้นภายในบ้านของตน แต่จะให้ทำยังไงได้..ก็เขาไม่กล้าสบตาเธอเลยหนิ

ไม่อาจรู้ได้ว่าวันเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไหร่ที่เขาพยายามเก็บตัวอยู่ในนห้องไม่ยอมออกไปไหน พยายามหาหนังสือวิชาความรู็มากมายที่ตัวเองเคยเกลียดแสนเกลียดที่จะได้แตะต้องมันมาอ่านเพื่อลดความคิดฟู่ซ่านในหัว

จนกระทั่งคืนวันนี้ที่เขาแอบออกมาสูดอากาศด้านนอกห้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ได้พบเจอเด็กสาวโดยบังเอิญเขาจึงเลือกเวลายามเที่ยงคืนที่ทุกคนสมควรจะนอนหลับกันหมดแล้วเพื่อออกมาด้านนอก

ทว่า...โชคชะตาแม่งไม่เคยเป็นใจเลยโว้ยยยยย!!!!

แอ๊ดดด

ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่สูงกว่าเขาไปไม่มากเดินออกมาจากห้องของตัวเอง เธอหยุดยืนมองซ้ายมองขวาอยู่หน้าห้องด้วยใบหน้้าที่ซีดเล็กน้อย เด็กชายพยายามทำตัวให้กลืนไปกับความมืด อาศัยร่างเล็กๆและเสื้อผ้าสีมืดของตนหลบไม่ตามเหงาของเสาต่างๆ

ไม่รู้ว่าตัวเขานึกยังไงความรู็สึกกลัวภายในจิตใจที่มีต่อเด็กสาวค่อยๆหายไปและถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้และ...อยากเอาคืน

ค่อยๆขยับร่างเข้าไปใกล้ๆเด็กสาวอย่างช้าๆ พยายามส่งเสียงให้เบาที่สุด จนกระทั่ง

"นี่ป้า--"

"ว้ายยย!! อีห่าตายมาห้าปีผีผักชีชะนียังอายหน้าเมิงงงงง!!"

เอิ่ม..คือยังพูดไม่จบเลยนะ แล้วคำอุทานนั่น...มันภาษาอะไรฟร๊ะ!!!!!!


To Be Continue


Talk time

ภาษาไทยไงจ๊ะหนูเดรรร

หวังว่าจะไม่เบื่อกันมากนะคะ ตอนนี้คือกำลังพยายามปรับความสัมพันธ์ของตัวละครอยู่ค่ะ อาจจะมีกาวๆและไม่สบเหตุสมผลบ้าง แต่ขอให้เข้าใจว่านั่นคือตัวตนของคาร์โลไลน์ แบล็กเป็นออริที่แปรปรวนที่สุดในออริทั้งหมดของไทโยะเองค่ะ
ด้วยความที่ปมของออริตัวนี้จะมีเยอะ ยุ่งเหยิงและดำมืดมากๆ เพื่อให้สามารถเข้ากับปู่ทอมได้ ซึ่งความรู้สึกต่างๆของน้องบางทีไทโยะก็อาจจะบรรยายหรืออธิบายถ่ายทอดออกมาไม่ถูกใจใครหลายๆคน แต่ไทโยะก็จะพยายามปรับปรุงให้มันดีขึ้นค่ะ
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ส่วนคำอธิบายตัวตนของคาร์มินนั้น ไว้ไทโยะว่างๆจะมาเขียนสรุปอธิบายให้อ่านกันนะคะ

1 หัวใจ = 1 กำลังใจ
1 Comment = 10 กำลังใจ
1 Follow = 1000 กำลังใจ

วันนี้ก็ขอลาไปก่อนนาจา บรัยยยย

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #15 เงาลดา (@lada01) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 16:50
    พี่เอาอะไรให้มิกิเนี่ย
    #15
    1
    • #15-1 TaiyoTsuki2216 (@TaiyoTsuki2216) (จากตอนที่ 6)
      23 เมษายน 2562 / 12:15
      บางสิ่งบางอย่างที่หนูเอง..ก็ไม่รู้เช่นกันค่ะ แหะๆ ก-ก็คาร์มินไม่ยอมบอกอ่าาา//หลบตา+เหงื่อตก
      #15-1
  2. วันที่ 22 เมษายน 2562 / 14:29
    เกลียดเเม่รองมากค่ะตอนนี้--*
    #14
    1
    • #14-1 TaiyoTsuki2216 (@TaiyoTsuki2216) (จากตอนที่ 6)
      23 เมษายน 2562 / 12:17
      อย่าเพิ่งเกลียดนางสิคะ ถึงในตอนพิเศษนางจะเป็นคนไม่ดี แต่ในเนื้อเรื่องหลัก...ก็ไม่แน่นะคะ//ยิ้มกรุ้มกริ่ม
      #14-1