[ทดลองอ่าน นิยายแปลลิขสิทธิ์] แผนทวงแค้นของขันทีวายร้าย

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ใช้กลอุบายเล็กน้อย 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 415 ครั้ง
    19 ก.ย. 62

บทที่ 8

ใช้กลอุบายเล็กน้อย 1

 


“หลิงเซียว” ฮ่องเต้เรียก



หลิงเซียวก้มหน้า “พ่ะย่ะค่ะ”



“ที่พวกเขาพูดมาเจ้ามีความเห็นเช่นไร” ฮ่องเต้ถาม



หลิงเซียวกัดฟัน เท่าที่เรียนรู้มาจากชาติก่อน ฮ่องเต้ผู้ฉลาดปราดเปรื่องผู้นี้เกลียดการโกหก การที่เรียกอัครเสนาบดีมาเข้าเฝ้า แน่นอนว่าต้องรู้ความจริงอยู่แล้ว แต่กลับไม่เปิดโปงคำเท็จของอัครเสนาบดี เพียงแค่ลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น เห็นชัดว่าฮ่องเต้ไม่ประสงค์ให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต แล้วยังรับปากอัครเสนาบดีว่าจะเก็บโม่ฉีเอาไว้ด้วย แสดงว่าต้องมีแผนการอื่นอยู่ในใจเป็นแน่



คำถามนี้เพียงแค่กำลังทดสอบความภักดีของเขาเท่านั้น ดูว่าเขาจะเออออตามคำพูดของอัครเสนาบดีปัดทุกสิ่งออกไปจากตัวหรือไม่



ก่อนหน้านี้อัครเสนาบดีเห็นเขาอยู่ด้านหลังฮ่องเต้ก็เลือกตัดความเกี่ยวข้องระหว่างเขาและจวนอัครเสนาบดีทิ้งไป ด้วยการบอกว่าเขาหายตัวไปหลังโม่ฉีเข้าวัง ไม่ใช่เพราะกลัวฐานะความเป็นบุรุษของเขาถูกเปิดโปงแล้วจะพัวพันไปถึงสกุลหลานหรอกหรือ คาดว่าคนที่รู้ความจริงเรื่องการเข้าวังของเขาคงตายหมดแล้ว บ่าวไพร่ในจวนอัครเสนาบดีก็คงเปลี่ยนใหม่ เป็นเพราะคำขอร้องของโม่ฉีหลานเว่ยจึงให้เขาเข้าวังมาโดยที่อัครเสนาบดีไม่รู้เรื่อง ต่อมาเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาในวังก็ก่อเรื่องโดยการหลบหนีการชำระกาย อัครเสนาบดีทราบความเลยสั่งให้หลินมามาจัดการเรื่องต่างๆ ให้เขา ดังนั้นจุดยืนของอัครเสนาบดีก็คือปล่อยให้เขาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง



พอคิดเช่นนี้หลิงเซียวก็ก้มศีรษะลง กล่าวว่า “สิ่งที่พวกเขาพูดไม่เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ”



ฮ่องเต้เลิกคิ้วจ้องมองหลิงเซียว “เช่นนั้นเจ้าพูดมาว่าสิ่งใดคือความจริง”



ยามนี้หลิงเซียวมีเพียงตัวเลือกสุดท้ายเท่านั้น



“ความสัมพันธ์ระหว่างโม่ซิ่วหนี่ว์และคุณชายหลานเว่ยมิใช่สามัญพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบ



ฮ่องเต้เม้มริมฝีปาก หลิงเซียวเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ตอนที่กระหม่อมอยู่ในจวนอัครเสนาบดี เรื่องที่คุณชายหลานเว่ยมีความรักลึกซึ้งต่อโม่ซิ่วหนี่ว์นั้นทุกคนภายในจวนต่างรู้กันดี ติดที่อัครเสนาบดีไม่เห็นด้วย และการที่หยกพกล้ำค่าเช่นนั้นมาอยู่ในมือข้ารับใช้เช่นกระหม่อมได้เป็นเพราะมันคือสิ่งที่หลานเว่ยมอบให้โม่ซิ่วหนี่ว์ กระหม่อมเป็นผู้ติดตามโม่ซิ่วหนี่ว์เลยมีโชคได้รับหยกนี้มาพ่ะย่ะค่ะ”



ฮ่องเต้พยักหน้าเล็กน้อย หลิงเซียวกล่าวต่อ “แม้โม่ซิ่วหนี่ว์จะเข้าวังมาแล้ว คุณชายหลานเว่ยก็ยังไม่อาจตัดความคะนึงหาจึงได้กำชับกระหม่อมให้คอยดูแลโม่ซิ่วหนี่ว์ให้ดี อย่าให้นางได้รับความลำบากใจ ขณะเดียวกันก็ใช้ให้กระหม่อมส่งสาร...”



เมื่อพูดถึงเรื่องนี้หลิงเซียวก็สังเกตอากัปกิริยาของฮ่องเต้อย่างถี่ถ้วน พบว่าฝ่ายนั้นยังคงไม่เผยท่าทีใดจึงเพิ่มความระมัดระวังขึ้น



“แต่กระหม่อมทราบดีว่าไม่สมควรจึงไม่ได้กระทำ ครั้งก่อนกระหม่อมบังเอิญรู้มาว่าเสี่ยวหลีจื่อจะส่งสารก็เผอิญถูกฝ่าบาทพบเข้าพอดี นับแต่นั้นมากระหม่อมก็ไม่กล้าติดต่อกับคุณชายหลานเว่ยอีกเลย ด้วยเหตุนั้นเมื่อครู่นี้คุณชายหลานเว่ยเห็นกระหม่อมจึงได้ตกใจเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”



ฮ่องเต้ยังคงไว้ซึ่งท่าทีไร้ปฏิกิริยา ท่าทางกังวลว่าจะอธิบายได้ไม่ละเอียดพอของขันทีน้อยผู้นี้ช่างน่าขันนัก แต่เมื่อหวนคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโม่ซิ่วหนี่ว์และหลานเว่ยแล้ว ในใจพลันแค่นเสียงเยาะหยันใส่อัครเสนาบดีขึ้นทันที



อำนาจยิ่งเกรียงไกรจิตใจยิ่งใฝ่สูง



หลิงเซียวเค้นสมองอย่างหนักเพื่อคิดหาคำอธิบาย “ยามนี้เมื่อฝ่าบาททรงทราบเรื่องแล้ว ท่านอัครเสนาบดียิ่งต้องการขจัดมลทินให้ตนเองจึงได้ทูลว่ากระหม่อมหายตัวไปเองหลังโม่ซิ่วหนี่ว์เข้าวัง และการที่อัครเสนาบดียอมให้โม่ซิ่วหนี่ว์เข้าวังนั้นมิใช่เพราะปรารถนาจะถวายโม่ซิ่วหนี่ว์แก่ฝ่าบาท ทว่าต้องการมีขุมอำนาจของตนอยู่ในวังหลัง”



เมื่อกล่าวจบเขาก็พบว่าสายตาลึกล้ำของฮ่องเต้กำลังเขม้นมองตนเอง ทำเอาแผ่นหลังหลิงเซียวชุ่มเหงื่อ



หลิงเซียวกัดฟัน ก้มศีรษะลง “นี่คือความจริงที่ฝ่าบาทต้องการทราบพ่ะย่ะค่ะ”



นัยน์ตาฮ่องเต้แต้มรอยยิ้มจางๆ เขาลุกเดินมาด้านหน้าหลิงเซียวด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย “ก็จริงที่เราให้เจ้าพูดความจริง แต่เจ้าเป็นข้ารับใช้ของโม่ซิ่วหนี่ว์ รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมานี้เพียงพอที่จะทำให้เจ้านายของเจ้าตายโดยไร้ที่ฝัง”



ครั้นหลิงเซียวได้ยินก็ได้แต่กลอกตาในใจ หากเขาไม่ยอมพูดความจริงจะยังรักษาชีวิตไว้ได้หรือ



การที่ฮ่องเต้ถามเขาไม่ใช่ว่าต้องการให้เขาพูดความจริงและแสดงจุดยืนหรอกหรือ แต่ตอนนี้กลับนำ ความสัมพันธ์เจ้านายบ่าวไพร่ กับโม่ฉีมาบีบเขา!



แม้จะคิดเช่นนั้นแต่หลิงเซียวก็ไม่กล้าไม่ตอบจึงโค้งกายแสดงความเคารพ ตอบว่า “หลังจากที่กระหม่อมเข้ามาในวังก็จดจำเพียงว่าวังหลวงแห่งนี้มีฝ่าบาทเป็นเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวพ่ะย่ะค่ะ”



ฮ่องเต้เลิกคิ้ว “เจ้าช่างรู้จักแยกแยะ”



หลิงเซียวแสดงท่าทีนบนอบ กล่าวแสดงความจงรักภักดี “เมื่อกระหม่อมเข้าวังมาแล้ว นับเป็นข้าราชบริพารของฝ่าบาทย่อมต้องคำนึงถึงพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”



ครั้นฮ่องเต้ได้ฟังก็โน้มตัวลงมอง เมื่อมองจากมุมของเขาลงไปเห็นหลิงเซียวที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหน้านั้นหลบตา ยิ้มบางๆ ทำตัวไม่ยโสไม่ต่ำต้อยจนเกินไป กระตุ้นให้เขารู้สึกสนใจ มุมปากเขายกโค้งขึ้น ก่อนหันกลับไปนั่งดังเดิม “เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็มาฝนหมึกให้เราเถอะ”



หลิงเซียวตะลึง ตอบสนองไม่ทันต่อคำสั่งนั้น ความหมายคือจะไม่ไต่สวนเขาแล้ว?



หลิงเซียวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก้าวสั้นๆ ไปยังข้างโต๊ะและลงมือฝนหมึก ในใจพลันโล่งอกที่ก็บเอาชีวิตน้อยๆ คืนกลับมาได้ เห็นทีว่าการแสดงความซื่อสัตย์ของเขาเป็นสิ่งถูกต้องจริงๆ



ฮ่องเต้รู้เรื่องของโม่ฉีและหลานเว่ยอยู่แล้ว ที่ถามเขาเพียงแค่ต้องการทดสอบว่าเขาเป็นพวกเดียวกับอัครเสนาบดีหรือไม่



โชคดีที่ฮ่องเต้มุ่งความสนใจไปที่เรื่องของโม่ฉีและหลานเว่ยเท่านั้น ไม่ได้ไต่สวนความเป็นมาของเขา ดูท่าจะเชื่อว่าเขาเป็นเพียงข้ารับใช้ของโม่ฉีจริงๆ



ต้องขอบคุณที่ก่อนนี้ตอนอยู่จวนอัครเสนาบดีเขามักเชื่อฟังและโอนอ่อนผ่อนตามโม่ฉีไปเสียทุกเรื่องจนทำให้อัครเสนาบดีและบุตรชายเข้าใจผิดว่าเขาเป็นข้ารับใช้ของโม่ฉี ตอนนี้ความเข้าใจผิดนั้นจึงกลายเป็น ความจริง ไปได้อย่างราบรื่น



ระหว่างที่ฮ่องเต้อ่านและพิจารณาฎีกาผู้ดูแลสวีได้กลับมารอบหนึ่ง ทว่าฮ่องเต้ให้เขาออกไปคอยด้านนอก และให้หลิงเซียวอยู่ต่อ



การตรวจฎีกานี้ดำเนินไปจนดึกดื่นเที่ยงคืน หลิงเซียวที่คอยเติมชาให้ฮ่องเต้ไปแล้วหลายครั้งยืนง่วงงุนอยู่ด้านหลัง ในที่สุดฮ่องเต้ก็ลุกขึ้น



หลิงเซียวรีบเรียกสติคืนมาสิบสองส่วน น่าเสียดายที่ดวงตาสะลึมสะลือนั้นกลับไม่สามารถถ่างขึ้นได้ ได้แต่หรี่ปรือมองฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้างุนงงไม่มากก็น้อย เมื่อฮ่องเต้เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็หัวเราะร่วน



“ในที่สุดก็ได้เห็นแล้วว่าเจ้าเป็นขันทีน้อยที่มาใหม่จริงๆ”



สมองหลิงเซียวยังคงมึนงงจนคิดไม่ออกว่าควรตอบอย่างไร ได้แต่จ้องมองฮ่องเต้ตามสัญชาตญาณ ฮ่องเต้ส่ายศีรษะ “เอาละ ในเมื่อเหนื่อยแล้วก็ไปพักผ่อนเถิด”



“...ขอบพระทัยฝ่าบาท!” พอได้ยินอย่างนั้น หลิงเซียวเหมือนได้รับราชโองการ จิตใจพลันกลับมารู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขาคุกเข่าคำนับฮ่องเต้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วหมุนตัวจากไปไวราวกับติดปีกบิน



ฮ่องเต้มองตามเงาร่างเขาไปคล้ายตกอยู่ในภวังค์

 



หลังกลับถึงตำหนักฉู่ซิ่วหลิงเซียวใช้ชีวิตสงบสุขได้หลายวัน เนื่องจากโม่ฉีก่อเรื่องให้หลินมามาโมโหเลยถูกนางจับไปเรียนรู้มารยาทในวังหลวงจนแทบไม่มีเวลาก่อปัญหา ทำให้โอกาสที่จะติดต่อกับหลิงเซียวน้อยลงไปด้วยเช่นกัน



หลิงเซียวไม่รีบร้อน เขาปล่อยให้โม่ฉีรับความลำบากสักสองสามวันให้คุ้มค่ากับหลุมพรางที่เขาวางเอาไว้



ยามที่ได้พบโม่ฉีอีกครั้งก็เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก่อนที่บรรดาซิ่วหนี่ว์จะเข้ารับการคัดเลือก หลินมามายังตระหนักดีว่าโม่ฉีต้องเข้ารับการคัดเลือกจึงยอมปล่อยให้นางมีเวลาเตรียมตัวหนึ่งวัน



อย่างไรก็ตามฮ่องเต้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างโม่ฉีและหลานเว่ยแล้ว หลิงเซียวจึงไม่แน่ใจว่าฮ่องเต้จะเลือกโม่ฉีหรือไม่



พูดให้ถูกต้องคือหลิงเซียวไม่รู้ว่าฮ่องเต้ประสงค์จะทำการใด



ชาติที่แล้วโม่ฉีดึงดูดความสนใจจากฮ่องเต้ตั้งแต่ตอนพลิกป้าย นับแต่นั้นก็ได้ใกล้ชิดฮ่องเต้และไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ ต่างจากคราวนี้ที่โม่ฉียังไม่ทันได้พบกับฮ่องเต้ ภาพลักษณ์ของนางในใจฮ่องเต้ก็ถูกทำลายไปแล้ว ต่อให้ฮ่องเต้เก็บโม่ฉีไว้ ทว่าหลิงเซียวรู้สึกว่าฮ่องเต้ไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้



ขณะที่กำลังคิดอยู่เขาก็เห็นโม่ฉีวิ่งเข้ามาด้วยความโมโห “หลิงเซียว!



หลิงเซียวมองไปทางโม่ฉี พร้อมลูบหูที่ถูกกระทบกระเทือนป้อยๆ



โม่ฉีพูดอย่างโกรธเคือง “เจ้าตั้งใจโน้มน้าวให้ข้าติดสินบนหลินมามาใช่หรือไม่ แล้วก็รู้ด้วยใช่หรือไม่ว่าหยกชิ้นนั้นไม่เข้าตาหลินมามา เจ้าจงใจแกล้งข้า!



หลิงเซียวยิ้มหยัน โม่ฉีคาดคั้นว่า “เหตุใดเจ้าทำกับข้าเช่นนี้!



แล้วนางก็ถามด้วยความสงสัย “หรือว่าเจ้าคิดแค้นข้า?”



หลิงเซียวยิ้ม หญิงสาวคนนี้ในที่สุดก็รู้ตัวเสียที!



“ไม่ ไม่ใช่...” โม่ฉีปฏิเสธกับตนเอง “เจ้าไม่มีทางแค้นข้า ก็กับข้าแล้วเจ้าน่ะ...”



โม่ฉีพลันชะงักไปราวกับตระหนักบางอย่าง



สีหน้าหลิงเซียวถมึงทึง



“กับเจ้า กับเจ้าทำไมเหรอ” เขาถาม



โม่ฉีก้มหน้าลงและกัดริมฝีปากล่าง “เจ้าดีกับข้ามาตลอดสิบปี นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก ไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้าก็ให้อภัยข้าได้ เจ้าไม่มีทางแค้นข้าเพราะเรื่องนี้หรอก”



สายตาโม่ฉีเต็มไปด้วยความมั่นใจ หลิงเซียวแค่นหัวเราะเย็นชาคำหนึ่ง



“เจ้ายังรู้อยู่เหรอว่าข้าดีกับเจ้าแค่ไหน” หลิงเซียวพูดแฝงความนัยลึกซึ้ง โดยที่ภายในใจกลับนึกถึงฉากที่นางวางยาพิษเขา



ไม่แปลกใจเลยที่นางไม่เชื่อว่าเขาจะโกรธแค้นนาง เพราะการดูแลตลอดสิบปีที่ผ่านมานั้นไม่ใช่ของปลอม ความอดทนและการให้อภัยก็ไม่ใช่เรื่องโกหก หากไม่ใช่เพราะเขากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งก็คงไม่มีทางคิดแค้นนาง แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องสมมติ



เมื่อโม่ฉีได้ยินคำพูดแฝงความนัยของเขา ใบหน้าก็ฉายแววรู้สึกผิด แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีมองเขาด้วยน้ำตาคลอหน่วย “หลิงเซียว ข้ารู้ว่าเจ้าดีกับข้า ข้ารู้ถึงน้ำใจของเจ้า”



หลิงเซียวขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าโม่ฉีจะเล่นลูกไม้อะไรอีกจึงยังรั้งท่าทีรอดูไปก่อน



“ข้ารับรู้ถึงน้ำใจของเจ้ามาโดยตลอด หลิงเซียว ที่จริงแล้วข้าก็รู้สึกเหมือนเจ้า”



หลิงเซียวตะลึงงัน โม่ฉีกล่าวอีกว่า “แต่ตอนนี้เราอยู่ในวังหลวงเลยทำตามใจไม่ได้ถูกต้องหรือไม่



“หลิงเซียว ที่จริงข้าก็ไม่ได้อยากอยู่ในวังนี้ไปตลอดชีวิตหรอกนะ ข้าแค่ต้องการความแปลกใหม่ รอให้ข้าหมดสนุกแล้วก็จะจากไปพร้อมเจ้า เวลาอยู่ในวังนี้เจ้าก็อย่าเย็นชากับข้านักเลย ข้ากลัวเหลือเกิน”



โม่ฉีขอร้องด้วยสีหน้ากล้ำกลืน “เจ้าช่วยข้าที ช่วยข้าเอาตัวรอดในวังหลวงนี้ ไว้เดี๋ยวเบื่อบรรยากาศในวังหลวงแล้วเราก็จากไปด้วยกันนะ ข้าจะไปกับเจ้าจนสุดหล้าฟ้าเขียวเลย”



สุดหล้าฟ้าเขียว?



ใจของหลิงเซียวเย็นยะเยือก นึกไม่ถึงเลยว่าน้ำใจของตนจะถูกนางใช้งานอย่างนี้!



หลิงเซียวพลันเดือดดาล เขารู้อยู่แล้วว่าโม่ฉีจะหลอกใช้เขาอีกครั้ง ทว่าบัดนี้ผิดกันกับเมื่อก่อนที่ส่วนมากแล้วเขาทำด้วยความเต็มใจ คอยช่วยโม่ฉีแก้ปัญหาทั้งปวงโดยที่นางไม่ต้องเผยท่าทีอะไร มาชาตินี้เพียงเพราะเขาไม่ยอมช่วยเหลือ นางถึงได้ลงมืออ่อยเหยื่อล่อลวงเขา ใช้ความจริงใจของเขามาหลอกวาดฝัน



หลิงเซียวสิ้นหวังกับโม่ฉีโดยสมบูรณ์



โม่ฉีที่เห็นท่าทีของหลิงเซียวเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้แต่หงุดหงิดกัดฟัน ไฉนนางต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนคนนี้อยู่หลายครั้งหลายหน ต้องโทษที่นางถูกหลิงเซียวตามใจจนเคยตัวแล้ว เลยรู้สึกว่าหลิงเซียวจะต้องปกป้องและคล้อยตามนาง ต่อให้นางก่อเรื่องแต่ตราบใดที่นางงอนง้อเขา หลิงเซียวก็จะให้อภัย



ทว่าตอนนี้นางงอนง้อหลิงเซียวหลายต่อหลายครั้งเขาก็ไม่ยอมยกโทษให้นางสักทีจนโม่ฉีชักยัวะขึ้นมา



“หลิงเซียว ข้าจะบอกอะไรให้นะ เจ้ากับข้าลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าข้าไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เจ้าก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขเลย ควรรู้ไว้ว่าการดำรงอยู่ของเจ้าตอนนี้มันอันตราย เพราะเจ้าไม่ได้ชำระ...”



หลิงเซียวปิดปากนางเอาไว้ “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ส่งเสียงดังขนาดนี้ กลัวไม่มีคนรู้เรื่องนี้หรือไร!



โม่ฉีดิ้นรนสะบัดเขาออกไป “ข้าโม่ฉีอยู่ในวังนี้ไม่ว่าใครก็รังแกได้ทั้งนั้น แล้วข้าต้องกลัวอะไรอีก!



“อย่างมากก็แค่ตายไปด้วยกัน! เจ้าเป็นผู้ชาย ข้าว่าฮ่องเต้ต้องเอาเจ้าไปลงดาบก่อนแน่”



“โม่ฉี!” หลิงเซียวถลึงตาใส่ โม่ฉีเชิดหน้าขึ้นด้วยสีหน้าอวดดี



หลิงเซียวหัวเราะโกรธๆ “ได้ ว่ามา เจ้าต้องการอะไร”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 415 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

176 ความคิดเห็น

  1. #163 Yuki101 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 20:37

    อีงูพิษ มอบคำนี้ให้แก่โม่ฉีเลย เฮ้อ คนอะไรมารยาโดยแท้


    #163
    0
  2. #160 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 15:28
    นังงูพิษชัดๆ
    #160
    0
  3. #147 toto (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 22:03

    ไม่ได้สำนึกถึงบุญคุณที่เค้าปกป้อง เอาแต่เรียกร้องถึงสิ่งที่เคยได้

    #147
    0
  4. #137 wiliwrrnnnthkal (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 17:20
    อินี่!!ฮึ่ย
    #137
    0
  5. #67 Konrafah (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 20:14
    โม่ฉีคือน่าทุบ
    #67
    2
    • #67-1 จางลี่_หลิน(จากตอนที่ 9)
      25 กันยายน 2562 / 00:24
      เห็นด้วยอย่างยิ่งเจ้าค่ะ
      #67-1
    • #67-2 จางลี่_หลิน(จากตอนที่ 9)
      25 กันยายน 2562 / 00:25
      เห็นด้วยอย่างยิ่งเจ้าค่ะ
      #67-2