[ทดลองอ่าน นิยายแปลลิขสิทธิ์] แผนทวงแค้นของขันทีวายร้าย

ตอนที่ 12 : บทที่ 11 แผนการในใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,327
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 461 ครั้ง
    19 ก.ย. 62

บทที่ 11 

แผนการในใจ

 

“ล้างหน้า บ้วนปาก เปลี่ยนชุด” ฮ่องเต้นั่งอยู่ตรงขอบเตียง กางแขนทั้งสองข้างออก


ผู้ดูแลสวีรับคำสั่ง เขามองไปยังขันทีน้อยและนางกำนัลที่อยู่ด้านข้าง พวกเขาจึงรีบเข้ามารับใช้ฮ่องเต้ทันที


เมื่อเห็นฉากนี้ก็พาให้หลิงเซียวคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง


ฮ่องเต้ไม่ชอบให้มีคนปรนนิบัติมากเกินไป ข้างกายจึงมีเพียงผู้ดูแลสวีคนเดียวมาโดยตลอด แต่ว่าผู้ดูแลสวีอายุมากแล้ว หลายครั้งหลายหนที่มือเท้าไม่คล่องแคล่ว ดังนั้นผู้ที่รับใช้ในตอนเช้าจึงมักเป็นขันทีน้อยและนางกำนัลที่อยู่ด้านข้าง


อีกทั้งผู้ดูแลสวีมีจิตใจหวาดระแวง เขากลัวว่าจะมีใครบางคนมาแย่งตำแหน่งไป ดังนั้นขันทีและนางกำนัลที่พามารับใช้ข้างกายฮ่องเต้ในแต่ละวันจึงไม่ซ้ำกัน


 ด้วยเหตุนี้ผู้ดูแลสวีจึงมีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย แต่กลับไร้คนสนิท...


“หลิงเซียว” ขณะหลิงเซียวจมอยู่กับความคิด ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็เรียกหา เขารีบดึงสติกลับมา โน้มตัวเดินไปยังด้านหน้าฮ่องเต้


ยามนี้ฮ่องเต้ล้างหน้าและบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว เหล่านางกำนัลกำลังประคองเสื้อผ้าคุกเข่าอยู่ด้านหน้า


“เจ้ามาเปลี่ยนชุดให้เรา”


หลิงเซียวเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มและโค้งคำนับ “พ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้มีนิสัยเคร่งขรึม ดังนั้นจึงชอบสวมใส่ชุดที่แน่นกระชับ หลิงเซียวตั้งใจกลัดคอเสื้อจนสุด สายรัดเอวก็ดึงให้แน่นขึ้นเล็กน้อย


ฮ่องเต้รู้สึกได้จึงเหลือบมองหลิงเซียว มุมปากเหยียดยิ้มเล็กน้อย


ผู้ดูแลสวีได้จัดเตรียมคนและสิ่งของที่ฮ่องเต้ต้องใช้ไว้ที่อุทยานหลวงเรียบร้อยแล้ว


ฮ่องเต้ปรีชาทั้งบุ๋นบู๊ ถนัดใช้กระบี่ในการฝึกยุทธ์ กระบวนท่าองอาจห้าวหาญ การเคลื่อนไหวดุจเมฆาล่องวารีไหล การได้มองดูเขาฝึกวรยุทธ์นับได้ว่าเพลิดเพลินจำเริญตานัก หลิงเซียวมองอย่างหลงใหล คิดว่าหากในอนาคตมีโอกาสตนจะต้องเรียนรู้วรยุทธ์ให้ได้ นี่มันเท่สุดๆ เลย!


ขณะที่กำลังจ้องอย่างหลงใหล จู่ๆ กระบี่ในมือฮ่องเต้สะท้อนประกาย ส่งเสียงกรีดร้อง พุ่งตรงมายังหลิงเซียว หลิงเซียวตกใจผงะถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัว


คมกระบี่ของฮ่องเต้หยุดที่ลำคอเขาพอดี หลิงเซียวเหลือบมองประกายเยือกเย็นของกระบี่ กลืนน้ำลายลงคอ และเอ่ยเรียกแผ่วเบาด้วยเสียงติดจะสั่นเทา “ฝ่าบาท”


ขันทีน้อยกลัวจนไม่กล้าขยับ ทว่าดวงตายังคงมีประกายสดใส ฮ่องเต้หรี่ตาจ้องมองเขา


หลิงเซียวพลันถอยหลังไปสองก้าวจนถึงตำแหน่งที่ปลอดภัยแล้วจึงคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ “กระหม่อมผิดไปแล้ว”


ฮ่องเต้เลิกคิ้ว ขันทีน้อยนี้ช่างรู้จักหลบเลี่ยง เขาเก็บกระบี่กลับและโยนให้กับข้ารับใช้ทางด้านหลัง แล้วรับผ้าจากด้านข้างมาเช็ดมือ


“เจ้าทำผิดอันใด”


หลิงเซียวกัดริมฝีปาก “กระหม่อมมิทราบ”


ฮ่องเต้หยุดมือลง “ไม่รู้แล้วเจ้ารับผิดอันใด”


หลิงเซียวขมวดคิ้ว สองมือกำแน่น ฮ่องเต้หมายความว่าอะไรแน่


เขาเม้มปากและตอบทันที “ฝ่าบาท การที่พระองค์ไม่พอพระทัยล้วนเป็นความผิดของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้ได้ฟังก็หัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง เหลือบมองหลิงเซียวและกล่าวว่า “ลุกขึ้นได้”


หลิงเซียวลุกขึ้นทั้งๆ ที่ร่างกายสั่นเทา ฮ่องเต้เห็นเขาตัวสั่นจนมือเท้าอ่อนปวกเปียก แต่กลับอดกลั้นทำท่าทางราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็อดสนใจขึ้นมาไม่ได้ จึงเอ่ยเตือนขึ้นมาหนึ่งประโยค “เรามิชอบให้ข้ารับใช้มองเรามากเกินควร เข้าใจหรือไม่”


หลิงเซียวตะลึงนึกถึงเมื่อครู่นี้ที่ตนเองจ้องมองเพลงกระบี่ของฮ่องเต้จนเคลิบเคลิ้ม แผ่นหลังพลันหลั่งเหงื่อเย็น “กระหม่อม...ทราบแล้ว”


ขันทีน้อยก้มศีรษะลงต่ำสุด ห่อตัวลงจนร่างกายแทบจะเป็นก้อนเดียว มองดูแล้วทั้งน่าสงสารและน่าหัวเราะ ฮ่องเต้ห้ามใจไว้ไม่ได้ เดินมายังด้านหน้าขันทีน้อย เหลือบดูก็เห็นเพียงแผ่นหลังของเขาเท่านั้น


จู่ๆ ฮ่องเต้ก็กล่าวว่า “ผู้ดูแลสวี เช้าวันนี้ขันทีน้อยผู้นี้ทำหน้าที่ได้ดี มอบแพรพรรณสิบพับและห้าสิบตำลึงเงิน”


หลิงเซียวตกตะลึง รีบคุกเข่าลง “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่พระราชทานรางวัล” 


ฮ่องเต้กลับไปเปลี่ยนชุดและออกว่าราชการ ทำให้หลิงเซียวมีเวลาว่างช่วงสั้นๆ เขาจึงกลับไปพักผ่อนยังห้องพักของตน


ห้องพักเล็กๆ ของเขาเป็นห้องเดี่ยว เมื่อคืนมืดเกินไปจึงมองเห็นไม่ชัด มาดูยามนี้จึงพบว่าห้องเล็กๆ นี้ไม่เลวเลยทีเดียว มีเตียงมีตู้มีโต๊ะมีเก้าอี้ เทียบกับห้องพักรวมที่เขาอาศัยหลับนอนในตำหนักฉู่ซิ่วแล้วดีกว่ามาก 


พอกลับมาถึงห้องของตนหลิงเซียวก็เริ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อย


เมื่อเช้านี้ฮ่องเต้ทำตัวแปลกนัก ทีแรกลงแส้หลิงเซียวแล้วค่อยมอบพุทราหวานให้ทีหลัง


หลิงเซียวรู้สึกได้ว่าวาจาที่ฮ่องเต้ตักเตือนมาไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น


เรามิชอบให้ข้ารับใช้มองเรามากเกินควร


หลิงเซียวไตร่ตรองประโยคนี้อย่างถี่ถ้วนและรู้สึกว่าฮ่องเต้ไม่เพียงแต่เตือนให้เขาอย่าได้ดีใจจนหลงระเริง แต่ยังเตือนว่าอย่าได้หมกมุ่นเรื่องความโปรดปรานมากเกินควรจนละลาบละล้วงพยายามทำความเข้าใจในตัวฮ่องเต้อย่างปรุโปร่ง


หลิงเซียวหลุบตาลง แต่ไหนแต่ไรมาเขามักระมัดระวังตัวต่อหน้าฮ่องเต้เสมอ ทุกเรื่องล้วนเป็นไปอย่างรอบคอบ เพราะอย่างนี้ฮ่องเต้จึงเรียกเขาไปฝนหมึกให้ถึงสองครั้ง และเช้านี้ถึงได้ให้เขาเปลี่ยนชุดให้ เนื่องจากฮ่องเต้ทราบดีว่าหลิงเซียวนั้นเข้าใจตนเองดีกว่าคนอื่นๆ 


แต่ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้ฮ่องเต้ถึงได้คิดว่าหลิงเซียวเฉียบแหลมมากเกินไป


เพียงแค่ขันทีน้อยผู้หนึ่ง แต่กลับเข้าใจถึงรสนิยม ลักษณะนิสัย และความเคยชินของตนเป็นอย่างดี ในฐานะฮ่องเต้ที่มีความระมัดระวังตัวสูงมากย่อมไม่พอใจเท่าไรนัก


หลิงเซียวยิ่งคิดยิ่งมั่นใจว่าฮ่องเต้มีความคิดเช่นนี้แน่ ใจก็พลันหนาวเหน็บ คงยากที่ตนจะใช้เล่ห์เหลี่ยมกับฝ่ายนั้นได้


อย่างไรก็ตามสุดท้ายฮ่องเต้เพียงเตือนเขา อีกทั้งยังมอบรางวัลให้เขาด้วย ฉะนั้นก็หมายความว่าแม้ฮ่องเต้จะไม่พอใจแต่ก็โปรดปรานการรับใช้ของเขา ดังนั้นจึงไม่ได้รำคาญเขาอย่างแท้จริง


หลิงเซียวกุมศีรษะดึงทึ้งหูตนเองด้วยความสับสน


บัดซบจริง ความคิดของฮ่องเต้ช่างยากจะคาดเดา ในตอนแรกที่เขาเป็นกุนซือให้โม่ฉี ตอนที่จู่โจมฮ่องเต้ยังไม่เห็นจะยุ่งยากเพียงนี้ เพราะอะไรพอเปลี่ยนเป็นเผชิญหน้าเองแล้ว อะไรก็กลายเป็นไม่ถูกต้องทั้งสิ้น!


ขณะที่ความคิดกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นั้นผู้ดูแลสวีก็เข้ามา


เขามีใบหน้าถมึงทึง ด้านหลังมีขันทีน้อยติดตามมาสี่คน ซึ่งทั้งสี่คนหอบเอาสิ่งของที่ฮ่องเต้มอบให้หลิงเซียวมาด้วย

หลิงเซียวรีบแสดงความเคารพต่อผู้ดูแลสวีอย่างรวดเร็ว


ผู้ดูแลสวีไม่แม้แต่ชายตามอง เขาสั่งให้ขันทีน้อยวางสิ่งของลงแล้วออกไป ทั้งให้ปิดประตูห้องของหลิงเซียวด้วย


ดวงตาหลิงเซียวสาดประกาย เหลือบมองสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะ


ผู้ดูแลสวีเดินไปยังข้างโต๊ะ ลูบคลำเงินตำลึงคราหนึ่ง จากนั้นก็สัมผัสผ้าแพร


“ขันทีน้อยอย่างเจ้าไม่ธรรมดาเลย ทำหน้าที่วันแรกก็ได้รับพระราชทานรางวัลจากฝ่าบาทแล้ว”


หลิงเซียวก้มศีรษะแสดงท่าทีอ่อนน้อม “มิได้ เป็นเพราะท่านผู้ดูแลสั่งสอนได้ดีต่างหากขอรับ”


“หึหึ...” ผู้ดูแลสวีหัวเราะเย็นชาสองคำ “เจ้ายังต้องให้ข้าสอนอีกหรือ มิใช่สามารถทำให้ฝ่าบาทยอมรับได้ด้วยตัวเองหรอกหรือ”


หลิงเซียวได้ยินก็ก้มศีรษะและเอ่ยด้วยรอยยิ้มลุแก่โทษ “ท่านผู้ดูแล ครั้งนั้นท่านก็ได้เห็นและได้ยินแล้วนี่ขอรับ ว่าการได้อยู่ข้างกายฝ่าบาทนั้นเป็นเพราะผู้น้อยต้องการความมั่นคงปลอดภัย”


ผู้ดูแลสวีหัวเราะเย็นชา ท่าทางไม่เชื่อแม้แต่น้อย


หลิงเซียวหลุบตา วาดแผนการในใจ เขาเดินไปข้างโต๊ะและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านผู้ดูแล การที่ผู้น้อยโชคดีได้อยู่ที่นี่ล้วนต้องขอบพระคุณท่านและฝ่าบาท สิ่งของเหล่านี้หากท่านไม่รังเกียจโปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ”


ผู้ดูแลสวีตกตะลึง จ้องมองหลิงเซียวอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง ดวงตาทอประกายยินดีพาดผ่าน จากนั้นก็แสร้งเอ่ยออกมา “นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้เจ้า ข้าจะรับไว้ได้อย่างไร”


หลิงเซียวยิ้มจนตาหยี มองผู้ดูแลสวีอย่างแฝงความนัยกล่าวว่า “ฝ่าบาทพระราชทานลงมาให้ นี่ก็เป็นสิ่งของของผู้น้อยแล้ว แล้วจะมิใช่ของท่านผู้ดูแลหรอกหรือ ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ตราบใดที่พวกเราไม่พูด ใครจะรู้เล่าว่าเป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ผู้น้อย”


ผู้ดูแลสวีมีสีหน้าผ่อนคลายลง มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่กลั้นไม่อยู่


หลิงเซียวลอบมอง และฉวยโอกาสโค้งตัวลงกล่าวว่า “ผู้น้อยแค่ปรารถนาทำสิ่งต่างๆ ตามกรอบที่สมควร ขอเพียงได้ความเมตตาจากท่านและฝ่าบาท”


ประโยคนี้ทำให้ผู้ดูแลสวีเข้าใจเหตุผล เขายับยั้งรอยยิ้มเอาไว้ แค่นเสียงเย็นชาสองคำ “เพียงเท่านี้ก็คิดว่าจะซื้อตัวข้าได้หรือ”


หลิงเซียวหลุบตา ในใจก่นด่าผู้ดูแลสวีจอมละโมบไม่รู้อิ่มยกใหญ่ แต่ปากกลับตอบด้วยความเคารพ “ผู้น้อยมิกล้า


“ภายหน้าตราบใดที่ฮ่องเต้พระราชทานรางวัลแก่ผู้น้อย พวกมันล้วนเป็นของท่านทั้งสิ้น”


เมื่อผู้ดูแลสวีได้ฟังก็เลิกคิ้ว แม้ใจจะรู้สึกว่าเรื่องราวมิได้ง่ายดายเพียงนั้น แต่ความโลภในทรัพย์สินทำให้เขาเพิกเฉยต่อความตงิดใจ เขาหรี่ตาอย่างพอใจ หยิบเงินแท่งหนึ่งใส่เข้าไปในอก “เราเห็นว่าเจ้ามีความตั้งใจ ของเหล่านี้ก็เก็บเอาไว้ให้ดีก่อน เดี๋ยวช่วงค่ำเราค่อยมานำไป”


“ขอรับ” หลิงเซียวน้อมรับคำสั่ง และไปส่งผู้ดูแลสวีที่ปากประตู


เขายิ้มเยาะ พร้อมหรี่ตาจ้องเงาร่างด้านหลังของผู้ดูแลสวี


ปล่อยให้ผู้ดูแลสวีกระหยิ่มใจไปก่อนสักหลายวัน แล้วหลังจากนี้ไม่นานคอยดูเถอะว่าเขาหลิงเซียวจะจัดการอย่างไร!

 

ช่วงหลายวันถัดมานั้นหลิงเซียวพยายามรับใช้ฮ่องเต้ด้วยความระมัดระวัง กระทั่งยามวิกาลก็ต้องรอจนฮ่องเต้หลับแล้วถึงค่อยจากมา


อาหารทั้งสามมื้อของฮ่องเต้ได้มีการปรับลดและเพิ่มใหม่ ทุกจานล้วนปรุงตามความชื่นชอบของฮ่องเต้


ฮ่องเต้เองก็ยอมรับการกระทำของหลิงเซียวโดยมิเอ่ยอันใด ส่วนผู้ดูแลสวีเมื่อนึกถึงของรางวัลที่จะได้รับก็ไม่ได้ขัดขวาง ต่อให้ในใจจะไม่พอใจก็ตาม


สองสามวันมานี้เนื่องจากการรับใช้อย่างเหมาะสม หลิงเซียวก็ได้รับรางวัลอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นเงินสองร้อยตำลึงเงิน


ทว่าทั้งหมดล้วนเข้ากระเป๋าของผู้ดูแลสวี


หลิงเซียวแอบจดจำบัญชีแค้นเรื่องผู้ดูแลสวีเอาไว้ และรับใช้ฮ่องเต้ด้วยความตั้งใจยิ่งขึ้น


แม้กระทั่งยามราตรีที่ฮ่องเต้พาพระสนมไปชมแสงจันทราดวงดาราเขาก็ติดตามไปด้วย


บางคราวก็ช่วยสร้างบรรยากาศชวนฝันให้ ซึ่งนั่นออกจะสร้างความประหลาดใจให้แก่ฮ่องเต้อยู่บ้าง


หลังจากครั้งแรกที่พยายามสร้างบรรยากาศเช่นนี้และฮ่องเต้มิได้เผยท่าทีใดชัดเจน บางคราหลิงเซียวก็ใช้แนวคิดแปลกใหม่ในการสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน


        แต่น่าแปลกมาก ที่ผ่านมาหลายวันแล้วฮ่องเต้ก็มิได้ไปค้างคืนยังตำหนักพระสนมสักนาง ไม่ต้องพูดถึงตำหนักพระสนมเลย แม้แต่การเลือกป้ายพระสนมหลิงเซียวก็ยังไม่เห็น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 461 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

176 ความคิดเห็น

  1. #164 Yuki101 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 21:06

    ไม่ต้องแปลกใจหรอกหลิงเซียว เพราะเขาถูกใจคุณเธอยังไงละค่ะ หึๆ

    #164
    0
  2. #150 toto (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:15

    เค้าติดใจเธอแล้ว คงไม่ต้องเข้าตำหนักใครแล้ว

    #150
    0
  3. #101 [เสพศิลป์] (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 09:03
    คนซึนแห่งปี
    #101
    0
  4. #95 Konrafah (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 22:22
    อยากสร้างบรรยากาศกับน้องเปล่า 85
    #95
    0
  5. #85 S_suika (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 14:09

    คงมองๆ คนข้างกายละมั้ง แต่ว่าท่านอาจมีงานเยอะไง เหนื่อยอยากพักเลยไม่ไปไหนงี้ 5555

    #85
    0
  6. #80 raranee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 13:21
    พี่เต้ เอายังคะ ^^
    #80
    0
  7. #79 Kitsay (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 12:51
    น้องงงงง
    #79
    0