[ทดลองอ่าน นิยายแปลลิขสิทธิ์] แผนทวงแค้นของขันทีวายร้าย

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 กอดขาทองคำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,351
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 370 ครั้ง
    19 ก.ย. 62

บทที่ 10

กอดขาทองคำ

 

หลังจากเอาใจผู้ดูแลสวีและขันทีประจำห้องเครื่องก็ทำน้ำบ๊วยเย็นมาได้ถ้วยหนึ่ง หลิงเซียวยกมายังห้องทรงพระอักษร


ฮ่องเต้จ้องน้ำบ๊วยบนโต๊ะเงียบๆ


น้ำบ๊วยใสกระจ่าง น้ำแข็งสองสามก้อนลอยอยู่ด้านบน กลั่นเป็นไอเย็นจางๆ มีหยดน้ำจับตัวที่ขอบถ้วย


เขาวางหนังสือในมือลง มองหลิงเซียวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง “เจ้าแอบออกไปเพื่อสิ่งนี้หรือ


หลิงเซียวตะลึง ฮ่องเต้รู้ว่าเขาแอบออกไป...


เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก้มศีรษะลง อธิบายอย่างร้อนรน “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าพระองค์เสวยพระกระยาหารเย็นได้ไม่มาก เกรงว่าอากาศร้อนเกินไปส่งผลต่อความอยากอาหาร น้ำบ๊วยนี้เป็นของขึ้นชื่อที่บ้านเกิดของกระหม่อม ช่วยคลายร้อนและทำให้เจริญอาหาร กระหม่อมต้องการถวายพระองค์สักถ้วยหนึ่งจึงไปที่ห้องเครื่องมาพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้หันกลับไปมองน้ำบ๊วยอีกครั้ง หลิงเซียวเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นเดินมาข้างโต๊ะ ยกถ้วยน้ำบ๊วยขึ้นจิบ แล้วยื่นไปยังด้านหน้าฮ่องเต้


“ฝ่าบาท กระหม่อมได้ลองชิมแล้ว พระองค์วางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้เลิกคิ้ว ขันทีน้อยผู้นี้ขวัญกล้ายิ่งนัก เขายังไม่สั่งกลับกล้าลุกขึ้นเอง และยังไม่เคยเห็นใครทดสอบพิษจากถ้วยของเขาโดยตรงเช่นนี้ ช่างแปลกใหม่นัก


ฮ่องเต้จับจ้องขันทีน้อยเบื้องหน้า ฝ่ายนั้นโค้งกายด้วยท่าทีเคารพทว่าหาใช่นอบน้อม ศีรษะก้มต่ำเล็กน้อยแต่ยังพอมองเห็นโครงหน้าไม่ธรรมดา


ฮ่องเต้พลันนึกสนใจสิ่งที่หลิงเซียวยกมา ละสายตาไปยังน้ำบ๊วย หยดน้ำที่เกาะบนถ้วยได้ถูกขจัดไปแล้ว ปรากฏเป็นรอยริมฝีปากของขันทีน้อยประทับอยู่แทน เขาเม้มปาก สุดท้ายก็ยื่นมือไปรับน้ำบ๊วยมาดื่มจนหมดถ้วย


ยามน้ำบ๊วยตกลงสู่กระเพาะอาหารช่างชวนให้ถอนใจด้วยความชื่นใจ ฮ่องเต้หมุนถ้วยเปล่าในมือ แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี “สิ่งนี้ไม่เลวจริงๆ”


หลิงเซียวก้มศีรษะอมยิ้ม


ฮ่องเต้วางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะ ไล่นิ้ววนรอบปากถ้วย “เจ้าเอาใจเราเช่นนี้ ต้องการอันใดหรือ


หลิงเซียวได้ฟังพลันตกใจ รีบคุกเข่าทันที “กระหม่อมมิกล้า”


ฮ่องเต้หรี่ตาพร้อมหยุดมือ แววตาลึกล้ำมองร่างของหลิงเซียวราวกับต้องการมองอีกฝ่ายให้ทะลุโดยไม่เอ่ยวาจาคล้ายรอให้หลิงเซียวเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน


หลิงเซียวหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ฮ่องเต้ปราดเปรื่องนัก ความต้องการเล็กๆ ของเขานี้กลับถูกมองออกอยู่ก่อนแล้ว


เมื่อรู้เช่นนี้เขาก็ไม่กล้าปิดบังอีกจึงก้มศีรษะลง “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งต้องการทูลขอจริงพ่ะย่ะค่ะ”


“ลองพูดมาสิ” ฮ่องเต้ประสานมือ เอนกายพิงพนักเก้าอี้


หลิงเซียวเลียริมฝีปาก แล้วกล่าวว่า “กระ...กระหม่อมต้องการถวายการรับใช้ข้างพระวรกายพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้เลิกคิ้ว หลิงเซียวอธิบายว่า “ตอนนี้คุณชายหลานเว่ยไม่กล้าติดต่อกับโม่ซิ่วหนี่ว์อีก แต่ว่าโม่ซิ่วหนี่ว์กลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ นางมักให้กระหม่อมช่วยส่งสารให้ แต่กระหม่อมมีหรือจะกล้า!


หลิงเซียวว่าแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นสีหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ใดของฮ่องเต้ก็พลันหวั่นวิตก แต่เขายังกล่าวต่ออย่างหัวแข็ง “ทว่าโม่ซิ่วหนี่ว์เป็นเจ้านายเก่า กระหม่อมไม่กล้าขัดขืนนางมากเกินไป กระหม่อมลำบากใจยิ่งนักจึงคิดว่า...”


พอพูดถึงตรงนี้หลิงเซียวจงใจหยุดชั่วครู่ แล้วเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยว่า “คิดว่า...หากได้ถวายการรับใช้ฝ่าบาท โม่ซิ่วหนี่ว์ก็จะไม่สร้างความลำบากให้กระหม่อมอีก


“กระหม่อมรู้ตัวว่ามือเท้าหยาบกระด้าง อาจถวายการดูแลฝ่าบาทได้ไม่ดี แต่ใจกระหม่อมซื่อสัตย์ภักดียิ่งพ่ะย่ะค่ะ”


หลิงเซียวก้มศีรษะจรดพื้น หน้าผากรู้สึกถึงความเย็นเยียบ ทั้งร่างหมอบกรานด้านหน้าฮ่องเต้ ดูน่าเวทนาอยู่หลายส่วน


หากต้องการนำเสนอตนเองต่อหน้าฮ่องเต้ เขาสามารถสรรหาวิธีได้หลายแบบ แต่ฮ่องเต้ไม่มีทางหลงเชื่อ เจ้าแผ่นดินที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาย่อมทราบว่าไม่มีใครต้องการทำเรื่องที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ ดังนั้นหลิงเซียวจึงแสดงข้อดีของเขา ทำเช่นนี้ความน่าเชื่อถือจะสูงกว่าการพูดจาประจบเอาใจมาก ทั้งยังสามารถแสดงความตรงไปตรงมาได้ ฮ่องเต้มิใช่ชอบคนตรงไปตรงมาหรอกหรือ!


ฮ่องเต้มองหลิงเซียวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย คลายมือที่ประสานกันออก ทันใดนั้นก็ตะโกนว่า “ผู้ดูแลสวี”


ผู้ดูแลสวีที่คอยอยู่นอกประตูเดินเข้ามา คุกเข่าลงคำนับอยู่ด้านหน้าหลิงเซียว “ฝ่าบาท”


“จัดให้ขันทีน้อยนี้รับใช้ข้างกายเรา”


“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ดูแลสวีชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงน้อมรับบัญชา


หลิงเซียวถอนหายใจก่อนลอบยิ้ม เขาประสบความสำเร็จแล้ว


“พาออกไปด้วย” เขากำลังแอบดีใจ ฮ่องเต้ก็มีคำสั่ง


หลิงเซียวหน้าเสีย แม้เขาทำสำเร็จ แต่คำขอนี้กลับลดทอนความน่าประทับใจของเขาในใจฮ่องเต้ลง


ถึงอย่างไรมันก็ไม่สำคัญแล้ว เขายังมีโอกาสอีกมากเมื่อได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้ หลิงเซียวเม้มริมฝีปากเงียบๆ โน้มกายคำนับไปทางฮ่องเต้ และติดตามผู้ดูแลสวีออกไป


ทันทีที่ออกมาผู้ดูแลสวีก็หันกลับมายิ้มหยันมองหลิงเซียว


“ขันทีน้อยที่หลักแหลม!


หลิงเซียวก้มศีรษะลง เขารู้ดีแก่ใจว่าการที่ตนได้มาอยู่ข้างกายฮ่องเต้นั้น ผู้ที่ไม่พอใจมากที่สุดคงไม่พ้นผู้ดูแลสวีคนนี้


ในวังหลังแห่งนี้สิ่งที่ทุกคนปรารถนามีเพียงประการเดียว...ความโปรดปราน


ความโปรดปรานของฮ่องเต้สามารถบันดาลให้ใครก็ตามในวังได้รับทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง ดังนั้นทุกคนจึงกระตือรือร้นในการสร้างความพอใจแก่ฮ่องเต้


ข้างกายของฮ่องเต้มีขันทีผู้หนึ่งที่เป็นที่โปรดปรานและได้รับความไว้วางใจมาโดยตลอดก็คือผู้ดูแลสวีที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้


แต่ตอนนี้ฮ่องเต้ได้มีพระบัญชาให้เขาได้อยู่ข้างกาย ผู้ได้รับความไว้วางใจใกล้ชิดข้างกายฮ่องเต้จึงไม่ได้มีเพียงผู้ดูแลสวีอีกต่อไป


เรื่องนี้จะทำให้ผู้ดูแลสวีพึงพอใจได้อย่างไร


ผู้ดูแลสวีเกือบให้ความสำคัญต่อขันทีน้อยผู้นี้กว่าเดิมแล้ว เขาเพิ่งมอบน้ำแข็งสองสามก้อนให้ไปหลังได้รับผลประโยชน์บางอย่าง เขามองดูท่าทางนอบน้อมของฝ่ายนั้นจึงเข้าใจไปเองว่าเป็นผู้ประพฤติตัวเรียบร้อยคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าพริบตาต่อมาอีกฝ่ายกลับนำน้ำแข็งที่ตนมอบให้ไปใช้เอาใจฮ่องเต้จนฮ่องเต้มีคำสั่งให้ฝ่ายนั้นอยู่ข้างกาย นี่มิใช่การตบหน้าเขาหรอกหรือ!


ผู้ดูแลสวียิ่งคิดยิ่งแค้นเคือง สายตาจับจ้องหลิงเซียวอย่างขัดหูขัดตานัก


ความคิดของผู้ดูแลสวีหลิงเซียวล้วนกระจ่างแก่ใจ ทว่าเขาเข้าใจดี หากต้องการเป็นใหญ่ในวังหลวง ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องล่วงเกินผู้ดูแลสวีอยู่ดี


แน่นอนว่าตอนนี้เขายังไม่สามารถต่อต้านอย่างเปิดเผยได้


ครั้นคิดอย่างนี้หลิงเซียวยิ่งแสดงท่าทีนอบน้อมต่อผู้ดูแลสวียิ่งขึ้น


ชาติที่แล้วมีไม่น้อยที่เขาต้องติดต่อกับผู้ดูแลสวีเพื่อสอบถามความชื่นชอบของฮ่องเต้ ผู้ดูแลสวีคนนี้นอกจากเป็นพวกละโมบโลภมากแล้ว ยังชอบให้ผู้คนประจบสอพลอ ชอบอยู่สูงส่งเหนือผู้อื่น ยิ่งเขาถ่อมตนและให้เกียรติมากเท่าไร ฝ่ายนั้นจะยิ่งคลายความระมัดระวังและละเลยวิกฤติที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น


หลิงเซียวรู้สึกว่าถ้าไม่ใช่ฮ่องเต้ผู้มีความอดทนสูง แต่เปลี่ยนเป็นคนทั่วไปซึ่งไม่ไว้ใจผู้อื่น ผู้ดูแลสวีอาจถูกปัดตกไปนานแล้ว


อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงสิ่งที่วนเวียนอยู่ในท้องหลิงเซียวเท่านั้น เขาไม่กล้าพูดออกไปตามใจชอบหรอก


เวลานี้สิ่งที่เขาทำได้คือการแสดงความเคารพและถ่อมตนต่อผู้ดูแลสวีที่เห็นเขาขวางหูขวางตา ทำให้ผู้ดูแลสวีเชื่อว่าเขาไม่มีพิษมีภัย


หารู้ไม่ว่าเรื่องราวมิได้เป็นไปตามที่ปรารถนา ตั้งแต่เริ่มแรกที่หลิงเซียวนำเสนอตัวเองต่อหน้าฮ่องเต้ ในสายตาของผู้ดูแลสวีเขาก็กลายเป็นผู้ที่ไม่อาจควบคุมได้แล้ว


สีหน้าของผู้ดูแลสวีไม่น่าดูยิ่งนัก


“จงอย่าคิดว่าได้อยู่ข้างกายฝ่าบาทแล้วจะสามารถผ่อนคลายได้


“ข้างกายฝ่าบาทเทียบไม่ได้กับที่ที่เจ้าคุ้นเคย ที่นี่จำต้องถวายการรับใช้ด้วยความระมัดระวัง อย่าได้ทำผิดพลาด หากเจ้าทำพลาด หัวบนบ่าก็ไม่อาจรักษาไว้ได้”


ผู้ดูแลสวีข่มขู่ หลิงเซียวแสดงท่าทางหวั่นกลัวและตอบรับอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยจะจดจำไว้ขอรับ”


“หึ” ผู้ดูแลสวีแค่นเสียงเย็นชา แล้วพาหลิงเซียวไปยังห้องเล็กห้องหนึ่ง


“นี่เป็นที่อยู่ของเจ้านับจากนี้ไป ฝ่าบาททรงตื่นบรรทมและออกว่าราชการในยามเหม่า[1]ทรงพักผ่อนในยามไฮ่[2]ทุกเช้าเจ้าต้องมาถึงพระตำหนักของฝ่าบาทก่อนยามเหม่า ยามค่ำต้องให้ฝ่าบาทเข้าบรรทมแล้วจึงไปได้ เข้าใจหรือไม่”


“ผู้น้อยทราบแล้ว” หลิงเซียวตอบด้วยความเคารพ


ผู้ดูแลสวีกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็เริ่มงานพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้ฝ่าบาทยังคงคุ้นเคยกับการรับใช้ของข้าอยู่”


ผู้ดูแลสวีเอ่ยอย่างกระหยิ่มใจเล็กน้อย ก่อนสะบัดแส้หางม้าและก้าวจากไป


หลิงเซียวยกนิ้วกลางใส่เงาร่างด้านหลังของเขา ในใจก่นด่าผู้ดูแลสวียกใหญ่


บอกให้ตนเริ่มทำหน้าที่พรุ่งนี้ แล้วว่าฮ่องเต้ตื่นยามเหม่า และให้ไปยังพระตำหนักของฮ่องเต้ก่อนเวลา แต่กลับไม่พาเขาไปยังพระตำหนักสักรอบ!


โชคดีที่เขาเรียนรู้ตำแหน่งที่ตั้งของพระตำหนักมาในชาติที่แล้ว มิฉะนั้นต้องถูกอุบายของฝ่ายนั้นกลบฝังเป็นแน่

อีกทั้งการบอกเขาคร่าวๆ แค่ฮ่องเต้ตื่นนอนและเข้านอนยามใด แต่เรื่องไหนที่ควรระมัดระวังบ้างกลับไม่เอ่ยถึง นี่ไม่ใช่รอให้เขาชนเข้ากับกำแพงด้วยตัวเองหรอกหรือ!


หลิงเซียวยิ้มเยาะ เขาเรียนรู้จนเข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับฮ่องเต้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แล้วผู้ดูแลสวีจะสมหวังดังใจได้อย่างไรล่ะ!


ตื่นยามเหม่า? หากไปยังพระตำหนักฮ่องเต้ในยามเหม่าแล้วละก็เขาสายแน่นอน ฮ่องเต้ตื่นก่อนนั้นครึ่งชั่วยาม หลังตื่นแล้วฮ่องเต้จะไปฝึกยุทธ์ในอุทยานหลวง จากนั้นในยามเหม่าค่อยกลับพระตำหนักเช็ดเนื้อเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดออกว่าราชการ ว่าราชการเสร็จในยามเฉิน[3]แล้วค่อยรับประทานอาหาร


หลังจากนั้นค่อยอาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา ตรวจฎีกา รับประทานอาหารในยามอู่[4]และกลับพระตำหนักพักผ่อน รับประทานมื้อเย็นในยามโหย่ว[5]จากนั้นจะเลือกพระสนมเพื่อหาความสำราญ


นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะทัศนาอุทยานหลวงในตอนกลางวัน อีกทั้งฮ่องเต้โปรดการชมวังหลวงตามลำพัง ถึงหลิงเซียวจะไม่รู้ว่ามีอะไรให้น่าเที่ยวชมก็ตาม


ชาติก่อนมีหลายต่อหลายครั้งที่เขาพบฮ่องเต้ปรากฏกายในที่ต่างๆ ของวังหลวงตามลำพัง เพียงแต่ว่าตอนนั้นเขาล้วนสามารถหลบหลีกได้อย่างมิดชิด ส่วนชาตินี้ไม่ต้องพูดถึงแค่เพิ่งพบกันเขาก็ประจันหน้ากับฮ่องเต้มาสามครั้งแล้ว


วันรุ่งขึ้นหลิงเซียวสะลึมสะลือเปิดเปลือกตา แล้วพลิกกายดีดตัวขึ้นทันที ก่อนฉวยเอาเสื้อผ้าเร่งออกจากประตูไป 

ตอนกลางคืนเขาแทบไม่ได้หลับสนิทเลย เนื่องด้วยกลัวพลาดเวลา ยามนี้ฟ้าสว่างเล็กน้อยเหมือนว่าใกล้ยามเหม่าแล้ว หลิงเซียวไม่กล้าโอ้เอ้อยู่ เร่งรุดไปยังพระตำหนักฮ่องเต้ในทันที 


ขันทีน้อยที่อยู่ยามตอนกลางคืนยังคงยืนอยู่หน้าประตูพระตำหนักกันเป็นกลุ่ม ขณะที่ภายในยังไม่มีความเคลื่อนไหว หลิงเซียวพรูลมหายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะมาเร็วพอ


เขาคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงแล้วจึงเข้าไปยืนหน้าประตูร่วมกับขันทีน้อยที่คอยเฝ้าอยู่


ไม่นานนักเมื่อผู้ดูแลสวีมาถึงแล้วเห็นหลิงเซียวก็ตกใจเล็กน้อย หลังจากปรับท่าทีให้เป็นปกติแล้วเขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าหลิงเซียว


“เจ้ามาเร็วจริง” ผู้ดูแลสวีเอ่ยเหน็บแนม


หลิงเซียวก้มศีรษะด้วยความเคารพกล่าวว่า “ผู้น้อยจดจำคำสอนของท่านผู้ดูแลได้ ด้วยกลัวว่าจะพลาดเวลา ก่อความผิดที่มิอาจแก้ไขจึงตั้งใจตื่นให้เร็วขึ้นขอรับ”


“หึ มุ่งมั่นดีนี่” ผู้ดูแลสวีเหล่มอง


“เด็กๆ” มีเสียงดังดึงดูดความสนใจมาจากภายในตำหนัก เป็นเสียงของฮ่องเต้


ผู้ดูแลสวีรีบผลักบานประตูเข้าไป คุกเข่าลงหน้าเตียง “กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”


หลิงเซียวตามเข้าประตูไปคุกเข่าด้านหลังผู้ดูแลสวี




[1]ช่วงเวลา 05.00 - 06.59 น.

[2]ช่วงเวลา 21.00 - 22.59น.

[3]ช่วงเวลา 07.00 - 08.59 น.

[4]ช่วงเวลา 11.00 - 12.59 น.

[5]ช่วงเวลา 17.00 - 18.59น.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 370 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

176 ความคิดเห็น

  1. #173 Burning Princess (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 12:21
    ชอบเเบบนี้ละนายเอกฉลาดๆเล่เหลี่ยมเเพรวพราว><
    #173
    0
  2. #149 toto (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:03

    อยู่ในวังต้องระวังตัวขนาดนี้เลย

    #149
    0
  3. #78 funssans (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 12:39
    น้องร้ายกาจ
    #78
    0