ตอนที่ 1 : เควสที่สามารถช่วยแม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12657
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 798 ครั้ง
    15 ม.ค. 62

ถ้าหาก ถ้าหากว่าคุณได้รับพลังที่สามารถขออะไรก็ได้มาหนึ่งอย่าง ใช่แล้ว คุณไม่ได้อ่านผิดไป มันคืออะไรก็ได้เท่าที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน หรือไม่ว่าจะเป็นการยึดครองโลกก็ย่อมทำได้ ถ้าได้พลังแบบนั้นมา มันคงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกคนคงจะตื่นเต้นและยินดี สิ่งแรกที่พวกคุณคงจะขอคงเป็นเรื่องความรักหรืออะไรก็ตามที่ผิดศีลธรรม พลังวิเศษนี้ไม่แยกแยะชั่วดี คุณสามารถขออะไรก็ได้อย่างที่กล่าวไป แต่ มันก็มีข้อแม้บางอย่าง มันคือภารกิจที่จะส่งให้คุณหลังจากที่คุณขอไป
 
มันคงจะดูโกงไปหน่อยที่คุณจะขออะไรก็ได้โดยที่ไม่ทำอะไรเลย ภารกิจเหล่านี้จะขอเรียกมันว่าเควส
 
เควสจะถูกมอบให้ผู้ที่มีความต้องการอะไรบางอย่าง ความยากง่ายของมันขึ้นอยู่กับแรงปรารถนาของผู้ขอ เช่นคุณมีความต้องการที่จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีสูง เควสที่ออกมามันก็จะยากตามไปด้วย แต่กลับกันถ้าคุณมีความต้องการต่ำเควสก็จะออกมาง่าย แต่ขอบอกไว้ตรงนี้ก่อนเลย ถึงแม้จะเรียกว่าง่าย แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังคงเป็นอะไรที่ทำใจจะทำได้ยากอยู่ดี ง่ายในที่นี้อาจจะหมายถึงเอามีดกรีดแขนตัวเอง หรือกัดลิ้นตัวเองจนเลือดไหลทะลักปากก็เป็นได้ แล้วถ้าหากเป็นยากล่ะ?
 
เรื่องราวนี้เล่าถึงชีวิตของคามิซากิ ชินยะ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีทัศนคติต่อโลกที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ตลอดช่วงเวลา 14 ปีในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ของเขาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปกติทั่วไปเหมือนคนอื่นสำหรับเขาแม้แต่วันเดียว นั่นไม่ใช่เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือครอบครัวของเขา แต่เป็นเพราะตัวเขาเองที่มีมุมมองต่อทุกอย่างไม่เหมือนคนอื่น 
 
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นภายในบ้านหลังหนึ่งไม่ใหญ่และเล็กเกินไป เป็นบ้านที่ดูธรรมดาๆทั่วไป มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรงอยู่
 
ภายในมือของสามีถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซึ่งกำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้านหลังนี้ไป แต่ก็ถูกหญิงสาวซึ่งเป็นภรรยาของเขารั้งมือของเขาไว้ก่อน
 
                “อย่าไปเลยนะ” มือของหญิงสาวจับยื้อกระเป๋าเดินทางของสามีตนเองไว้อย่างสั่นระทวย ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา “คุณจะไปไม่ได้นะ” ภรรยาของเขาตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธแต่ก็มีความเสียใจปะปนอยู่ด้วย
 
 
                “ปล่อยฉัน” สามีเธอพยายามใช้แรงจับมือหญิงสาวออกจากกระเป๋าของเขา แต่หญิงสาวพยายามใช้แรงทั้งหมดของเธอกำกระเป๋าเดินทางไว้แน่นเพื่อไม่ให้สามีเธอจากไปไหน
 
                “ปล่อย!” ชายวัยกลางคนตะโกนขึ้นเสียง พร้อมกระชากมือหญิงสาวออก แต่ก็ไม่เป็นผล หญิงสาวพยายามอย่างสุดแรง ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำ กัดฟันแน่น ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมให้สามีเธอจากไปไหน
 
                                “ปล่อยนะ บอกให้ปล่อย” ชายวัยกลางคนกัดฟันแน่น แล้วใช้แรงกระแทกหญิงสาวออกไป จากนั้นก็กระชากมือของเธอออกไปได้สำเร็จ หญิงสาวกระเด็นล้มลงไปสองถึงสามก้าว มองขึ้นมาหาสามีด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตาและผิดหวัง
 
                “อย่าไปเลยนะ ฉันขอร้องละ” หญิงสาวใช้ปากที่สั่นพูดออกมาด้วยเสียงที่อ่อนระทวย เธออ้อนวอนสามีเธอด้วยสายตาที่น่าสังเวช แต่สามีเธอก็ไม่ได้แยแส
 
                “เด็กนั่นน่ะ แกเลี้ยงต่อเอาเองแล้วกัน ฉันไม่อยากอยู่กับมันอีกแล้ว” ชายหนุ่มกระแทกเสียงใส่หญิงสาวที่ล้มกองอยู่กับพื้น และหันหน้าเดินจากไป
 
 ก่อนจะเดินเปิดประตูออกจากบ้านไปชายคนนั้นหันหลังกลับมามองใบหน้าของภรรยาตนที่กำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาเสียใจอย่างเจ็บปวด ชายวัยกลางคนไม่สนใจสายตานั้น เขาส่งสายตาเย็นชามองกลับไปที่ร่างหญิงสาว ก่อนจะหันไปมองอย่างเหยียดหยามใส่เด็กหนุ่มอายุราวๆ 14-15 ปีที่ยืนหลบมุมอยู่ภายในบ้าน
 
                เด็กหนุ่มมองไปที่ชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์  ก่อนจะก้มลงไปมองแม่ของตัวเองที่อยู่บนพื้นด้วยแววตาดำทะมึนที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น
 
                ชายวัยกลางคนมองเด็กหนุ่มด้วยท่าทีที่รังเกียจ จากนั้นก็เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับไปมองเด็กหนุ่มอีก ชายวัยกลางคนขึ้นรถหรูสีดำหอบกระเป๋าเข้าไป แล้วเร่งเครื่องขับออกไปทันที
 
                หญิงสาวพอเห็นสามีตนหนีจากไปแล้ว เธอก็ร้องห่มร้องไห้ออกมาอย่างหนักราวจะขาดใจ “เซอิจิโร่ ทำไมนะ ทำไมคุณถึงได้ทิ้งฉันไปแบบนี้ล่ะ ถ้าไม่มีคุณแล้วฉันจะเลี้ยงลูกต่อยังไง” หญิงสาวพูดไปพลางร้องไห้ไป ก่อนจะหันหลังกลับไปมองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังตน
 
                “ชินยะ” หญิงสาวเรียกชื่อลูกชายตนเองออกมาด้วยเสียงที่จะขาดใจ เธอร้องไห้ออกมาหนักมากขึ้น จนในที่สุดก็เป็นลมไป
 
                คามิซากิ ชินยะที่ชอบทำหน้าเฉยชาตลอดเวลา มองร่างของแม่ที่หมดสติลงไปนอนกองกับพื้นด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์เหมือนเดิม คามิซากิ ชินยะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้แม่ของเขา ก้มตัวลงนั่งยองๆข้างแม่ตนเอง ใช้มือลูบหน้าผากของแม่เบาๆ น้ำตาของเขาไหลออกมาเล็กน้อย แต่ใบหน้าของเขายังคงเฉยชาเช่นเดิม “แม่ครับ ผมขอโทษนะ” เด็กหนุ่มที่มืดมนเฉยชามาตลอดชีวิต ไม่เคยแม้แต่จะคุยกับพ่อแม่ตนเองสักครั้ง หากแต่จะคุยก็คงต้องเป็นเรื่องทะเลาะกันอย่างเดียว เด็กหนุ่มลูบศีรษะแม่ที่หมดสติไปอีกครั้ง
               
                หนึ่งปีผ่านไป
 
                ณ โรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้ารั้วโรงเรียน เงยหน้ามองดูโรงเรียนแห่งนี้
 
                “ผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่นะครับ คุณแม่” คามิซากิ ชินยะพูดกับตัวเองอย่างเรียบเฉย แต่ภายในใจของเขาแสดงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่
 
                เด็กนักเรียนชายหญิงมากมายเดินเข้าไปภายในโรงเรียนอย่างร่าเริง บ้างก็หาว บ้างก็ดูเหมือนจะเบื่อหน่ายกับการเรียนหนังสือ คามิซากิไม่สนใจพวกเขา แล้วเดินเข้าโรงเรียนคล้อยตามฝูงชนไป
 
                ผ่านไปสักพัก สายตาของนักเรียนคนอื่นก็เริ่มจับจ้องมาที่คามิซากิ พร้อมกับเริ่มซุบซิบนินทาบางอย่างกัน
 
 “เด็กคนนั้นมันคนในข่าวไม่ใช่เหรอ”
 
“นั่นเขาใช่ไหม”
 
“แต่ทำไมดูไม่เหมือนที่เขาเล่ากันเลยล่ะ”
 
“เด็กอันธพาลที่ก่อเรื่องจนคู่กรณีเกือบตาย นั่นเขาใช่ไหม”
 
 “น่ากลัวจัง ทำไมคนแบบนั้นต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยนะ”
 
 “ถ้าไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันก็คงจะดี”
 
 คามิซากิเดินหน้าตรงไปที่ห้องเรียนของเขา ภายใต้เสียงซุบซิบนินทาระหว่างทาง ขาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น พร้อมกับยังคงทำหน้าเฉยชาเหมือนที่ผ่านมา
               
“ห้องนี้สินะ” คามิซากิเปิดประตูออก แล้วเดินเข้าไปข้างใน ทุกคนภายในห้องต่างจ้องมองมาที่เขา
 
“นั่นเขาเหรอ เด็กใหม่ที่พึ่งย้ายมาน่ะ”
 
“ดูเหมือนจะใช่นะ”
 
                คามิซากิเดินไปที่นั่งตัวหนึ่งที่ยังว่างอยู่ ตำแหน่งหลังสุดมุมหน้าต่าง เด็กหนุ่มนั่งลงตรงนั้น ทันใดนั้นก็สังเกตุเห็นว่านักเรียนในห้องต่างมีสีหน้าแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เป็นสีหน้าที่กังวลและเย็นชา
 
                “วุ่นวายชะมัด” คามิซากิถอนหายใจ เขารู้สึกอึดอัดที่ตัวเองเป็นจุดสนใจของคนอื่นแบบนี้ เขาหยิบหนังสือเรียนในกระเป๋าสะพายขึ้นมาหนึ่งเล่มและอ่านมันบนโต๊ะเพื่อจะได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปไวๆ
               
                สามสิบนาทีผ่านไป ในที่สุดคาบโฮมรูมก็เริ่มขึ้น
 
                ตุบ ตุบ เสียงหนังสือกระแทกลงบนโต๊ะเบาๆ ชายวัยกลางคนวางหนังสือการเรียนการสอนไว้บนโต๊ะ “เอาล่ะ วันนี้จะมีนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่ พวกเธอคงจะรู้กันแล้ว” ชายวัยกลางคนหันหน้าไปมองนักเรียนใหม่ที่ว่า พอคามิซากิเห็นว่าตนเองถูกเรียก เขาจึงผงกศีรษะหนึ่งครั้ง
 
                คามิซากิลุกจากที่นั่งและเดินไปหน้าห้อง เขารู้ว่าอาจารย์ประจำชั้นของเขาเรียกเขาออกมาเพื่อให้แนะนำตัวตามระเบียบทั่วไป คามิซากิจึงค่อยๆแนะนำตัวเองอย่างเรียบง่ายโดยไร้ซึ่งสีหน้ายินดีหรือมีความสุขใดๆทั้งสิ้น ที่ทำมีเพียงแค่แนะนำตัวเองตามประเพณีนิยม เขาไม่สนใจจะสร้างความประทับใจครั้งแรกกับเพื่อนร่วมชั้นเท่าไหร่นักเพราะมันไม่ได้สำคัญอะไรมากมายสำหรับเขาเท่าไหร่
 
                หลังจากแนะนำตัวเองเสร็จ ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ การแนะนำตัวที่ปกติ ตามมาด้วยการปรบมือตามมารยาทแบบปกติ คามิซากิเดินกลับไปนั่งที่ของตน แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนบางคนเริ่มทำสีหน้าไม่สบอารมณ์กับเขานัก บางทีอาจเป็นเพราะท่าทางที่ดูหยิ่งผยองของคามิซากิก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าคามิซากิจะไม่ได้มีนิสัยที่หยิ่งผยองก็ตาม แท้จริงแล้วเขาเพียงแค่คิดว่าการแสร้งทำตัวให้ดูร่าเริงอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะได้มีคนมาชอบเยอะๆ เวลาเดือดร้อนเรื่องอะไรจะได้มีเพื่อนมาคอยช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น การบ้าน โครงงานกลุ่ม หรือเรื่องเงินๆทองๆ ถ้าหากทำตัวเป็นคนอัธยาศัยดีมีคนรักมากๆ การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในเวลาที่ตัวเองลำบากก็จะเป็นเรื่องง่าย คามิซากิเข้าใจเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี ในสังคมนักเรียนนั้นถ้ายิ่งเป็นนักเรียนที่ได้รับความสนใจจากคนอื่นเป็นพิเศษมากเท่าไหร่ก็ตาม ผลตอบแทนที่จะได้จากการแสร้งทำตัวเป็นคนดีนั้นก็คงเป็นแค่ได้ลอกการบ้าน หรือมีคนช่วยเหลืองานกิจกรรมต่างๆ ไม่ก็กลายเป็นดาวในห้องไป คามิซากิรู้ถึงผลตอบแทนสิ่งเหล่านี้และเห็นว่าผลที่ได้รับนั้นมันช่างงอกง่อยนัก ถ้าหากมองดูดีๆจะเข้าใจว่ามันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ศักยภาพของมนุษย์นั้นถ้าหากตั้งใจทำจริงๆยังไงก็ทำได้อยู่แล้ว เพียงแค่การบ้านหรือโครงงาน เพียงแต่ที่คนส่วนมากคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันน่าเบื่อและเป็นสิ่งไม่ค่อยชอบทำกันจนสุดท้ายก็คิดว่ามันเป็นอะไรที่ยากเกินไปจนในที่สุดก็ต้องรอลงมือลอกอย่างเดียว พวกเขาเหล่านั้นจึงมักจะคอยประจบเอาใจคนที่เรียนเก่งอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองมีที่พึ่งอย่างพวกเขา
 
 
สิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดนั้นคือกลุ่มนักเรียนที่ผลการเรียนระดับกลางๆค่อนข้างไปทางต่ำส่วนมากจะมีความคิดแบบนั้น จะยังไงก็ตามแต่ นอกจากผลตอบแทนในการหาเพื่อนมากๆแล้วนั้นก็คือการมีเพื่อนคุยตลอดสามปีจนจบการศึกษา ถ้าหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคยชินแล้วต่อให้ไม่มีคนคุยด้วยห้าปีแล้วก็ไม่ส่งผลอะไรมากนัก พอคิดจากหลักเหตุและผลตอบแทนได้ดังนั้นคามิซากิจึงเลือกที่จะทำตามนิสัยที่เป็นคนเฉยชาของเขาต่อไปแม้ว่าตัวเองจะไม่มีเพื่อนตลอดสามปีนี้เลยก็ตาม ทัศนคติและความคิดของเขาค่อนข้างจะแปลกกว่าคนอื่น เขามักจะมองทุกสิ่งด้วยเหตุและผล ทำทุกอย่างตามที่ตัวเองมองว่าถูกต้อง ไม่คล้อยตามค่านิยมของสังคมทั่วไป
               
                หลังจากคาบสุดท้ายของวันจบลง คามิซากิรีบเดินตรงกลับบ้านทันที เขาเดินมาถึงอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งที่ดูเก่าและใกล้จะพังเข้าไปทุกที เขาเดินขึ้นไปในห้องของเขาแล้วเดินไปที่เตียงๆหนึ่ง บนเตียงมีหญิงสาวคนหนึ่งนอนซมอยู่บนนั้น ใบหน้าของเธอค่อนข้างสวย ถึงแม้ตอนนี้จะโทรมลงมากแต่ก็ยังเรียกได้ว่าไม่ได้ทำให้ความงดงามของเธอลดลงแม้แต่น้อย
 
                “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว” คามิซากิยิ้มอ่อนเล็กน้อย มองไปที่แม่ของตนที่ซมหนักจากพิษไข้ พอหญิงสาวเห็นลูกชายของเธอกลับมาแล้ว เธอจึงพยายามหันไปมองลูกชายแล้วฝืนยิ้มออกมาแม้จะทรมานจากพิษไข้อยู่ก็ตาม
 
                “กลับมาแล้วเหรอ” หญิงสาวยิ้มบางๆ “วันนี้เป็นยังไงบ้างลูก เรียนสนุกไหม” หญิงสาวพูดด้วยเสียงที่อ่อนแรง
 
“ก็สนุกดีครับ เพื่อนๆในห้องเป็นคนดีกันมากเลย” พอเห็นลูกชายของตนเองไปได้ดีเธอก็โล่งอก ถึงแม้คำตอบของคามิซากิจะเป็นการโกหกก็ตาม แต่ด้วยท่าทางที่เหมือนแสดงอย่างมืออาชีพของเขา แม่จึงไม่รู้ว่านั้นเป็นคำโกหก
                 
“งั้นเหรอจ๊ะ แบบนั้นก็ดีแล้ว” พูดจบเธอก็หันหน้าหนีกลับไปไอสองสามครั้ง แล้วรอยยิ้มสดใสที่อยู่บนใบหน้าเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนกลับไปเป็นทรมานเหมือนเดิมทันที
 
                คามิซากิเอาผ้าชุบน้ำวางบนหน้าผากหญิงสาว แล้วหยิบแผงยาที่ใกล้จะหมดเต็มทีพร้อมน้ำกับแก้วมาให้แม่ของตน คามิซากิค่อยๆป้อนยาให้แม่และประคองเธอดื่มน้ำบนแก้ว จากนั้นก็ประคองเธอลงนอนบนเตียงต่อ เขามองดูแม่ของตนค่อยๆหลับไปช้าๆด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง
 
                “แม่ครับ ผมขอโทษนะ” เด็กหนุ่มพูดออกมาอย่างละอายและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขานึกย้อนกลับไปถึงอดีตที่ตัวเองเคยเป็นยังไงมาก่อนอีกครั้งหนึ่ง หลายครั้งเวลาที่เขามองไปที่แม่ตัวเอง เขาก็มักจะนึกถึงวันวานที่ตัวเองได้เคยทำไว้ ความรู้สึกผิดมากมายที่ไม่สามารถชดใช้ได้ สาเหตุที่ทำให้แม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ และสาเหตุที่ทำให้พ่อของเขาต้องทิ้งแม่และเขาไป ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นเพราะเขาทั้งสิ้น
 
                “ถ้าหากตอนนั้นผมไม่ทำตัวแบบนั้น แม่ก็คงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้” เด็กหนุ่มหันไปพูดกับแม่ของเขาพลางเสียใจไปด้วยจนในที่สุดเขาก็เผลอหลับไป
 
                คามิซากิหลับไปพักหนึ่งข้างๆเตียงแม่ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องที่เจ็บปวดทรมานดังขึ้นข้างหน้าตนเอง เสียงนั้นทำให้คามิซากิสะดุ้งตื่นขึ้น
 
                เขาหันไปมองต้นเสียงนั้นซึ่งมาจากแม่ของตัวเองที่กำลังชักดิ้นอยู่ตรงหน้าอย่างทรมาน
 
                “อ้าาาา!” เสียงของหญิงสาวตะโกนแผดออกมาอย่างจากเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำขอบเตียงแน่น
 
“แม่ครับ ทำใจดีๆไว้” คามิซากิกระสับกระส่าย ตะโกนเรียกแม่อย่างเป็นห่วงสุดชีวิต
 
                “ชินยะ แม่เจ็บอกเหลือเกิน ช่วยแม่ด้วย” หญิงสาวทำหน้าอย่างเจ็บปวดเกินบรรยาย พลางร้องขอความช่วยเหลือจากลูกตนเองสุดชีวิต
 
                “แม่ครับทำใจดีๆไว้ ผมจะเรียกรถพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ.” เด็กหนุ่มกุมมือแม่ของตนไว้แน่น สีหน้าแสดงอาการเป็นห่วง
 
 “ฮัลโหล คุณหมอครับแม่ผมไม่สบาย ช่วยมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลยได้ไหมครับ ที่อยู่คือ” หลังจากเรียกรถพยาบาลเสร็จ คามิซากิรีบหันกลับไปมองแม่พร้อมกุมมือและเรียกสติแม่อีกครั้ง
                “ชินยะช่วยแม่ด้วยลูก ช่วยแม่ที” หญิงสาวร้องเรียกหาลูกชายตนเองด้วยเสียงที่แสนจะเจ็บปวดและใกล้จะฝืนต่อไปไม่ไหวเต็มที หญิงสาวกระอักเลือดออกมาหนึ่งที จากนั้นก็สองที และก็อีกมากมายจนผ้าห่มของเธอโชกไปด้วยเลือด
 
                เด็กหนุ่มพอเห็นท่าทางจะอาการหนักขึ้นกว่าเดิม เขารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งขึ้นที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เลย เขาทำได้เพียงเรียกชื่อแม่ของตนเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น คามิซากิเรียกชื่อแม่ของตนแทบจะขาดใจ มือทั้งสองข้างกุมมือหญิงสาวแน่น
 
                “ชินยะลูกอยู่ไหน ทำไมแม่ไม่เห็นลูกเลย ชินยะมาช่วยแม่หน่อย..” น้ำตาหญิงสาวค่อยๆไหลออกมา พอมองไปรอบๆก็ไม่เห็นเด็กหนุ่ม แม้ว่าเด็กคนนั้นจะนั่งอยู่ตรงนั้นข้างๆกายเธอตลอดเวลา แต่เธอก็ไม่สามารถมองเห็นร่างของเขาได้ รวมถึงไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกของมือตนเองที่กำลังถูกเด็กหนุ่มกุมไว้อยู่ได้ ราวกับว่าเธออยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง
 
                “แม่ครับผมอยู่นี่ อย่าจากผมไปไหนนะ ผมขอโทษกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำ ได้โปรดอย่าจากผมไปไหนนะ” เด็กหนุ่มตะโกนเรียกแม่อย่างสุดเสียง น้ำตาค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาที่หม่นหมองของเด็กหนุ่ม
 
                “ชินยะช่วยแม่ด้ว..” จนวินาทีสุดท้ายหญิงสาวก็ยังไม่ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม ในที่สุดน้ำตาหยดสุดท้ายของเธอก็ไหลลง เธอรุ้สึกว่าสติกำลังจะพร่าเลือนในที่สุดเธอก็หลับตาลง พร้อมกับสิ้นลมหายใจในที่สุด ร่างกายของเธอไม่ขยับเคลื่อนอีกต่อไป
 
                น้ำตาของเด็กหนุ่มพลันล่วงลงบนฝ่ามือของของแม่ที่กำลังกุมอยู่ ใบหน้าเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ดวงตาเบิกโพล่ง “แม่ครับ แม่ครั...” เด็กหนุ่มพูดด้วยเสียงที่อ่อนระทวย ราวกับว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่จะเป็นจริง เขาค่อยๆยื่นมือไปหาแม่อย่างช้าๆ  ด้วยใบหน้าที่ใกล้จะสิ้นหวังเต็มที พอแตะดูชีพจรของหญิงสาวเรียบร้อยแล้ว ราวกับว่าจะสิ้นใจ เด็กหนุ่มแทบจะขาดใจ ดวงตาของเขากลับไปหม่นหมองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ภายในดวงตาไร้แววนั้นมีเพียงความสิ้นหวังเท่านั้นที่อยู่ภายใน น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงมา เขารู้สึกราวกับบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งสำคัญอีกต่อไป ความฝัน อนาคต สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากเป็น พังทลายลงทันที เขาค่อยลุกขึ้นไปบนเตียงของแม่อย่างช้าๆ พร้อมกับใช้มือทั้งสองโอบกอดร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวอย่างเบาๆ เด็กหนุ่มนอนกอดร่างหญิงสาวโดยไร้ซึ่งอารมณ์ ไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงตาเบิกกว้างมองไปข้างหน้าด้วยความว่างเปล่า
 
                “โลกนี้ไม่เหลืออะไรอีกต่อไปแล้ว” ค่อยพูดด้วยเสียงที่เบาบางราวกับไร้จิตวิญญาณ เขานอนกอดแม่อยู่ตรงนั้น ผ่านไปสักพัก เขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัวอย่างช้าๆ มองไปที่มีดด้ามหนึ่งด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ในตอนนั้นเองที่เขาพลันนึกถึงตัวเองในอดีตที่คิดอยากจะกลับตัวเป็นคนดี ตั้งใจเรียนทำให้แม่ภูมิใจ
 
 เขานึกถึงตัวเองที่ซื้อหนังสือตำราทุกวิชาและมองมันด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
 
เขานึกถึงตัวเองที่ต่อจากนี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนที่ทำให้สังคมยอมรับ
 
เขานึกถึงอนาคตที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่กับแม่อย่างมีความสุข กลับจากทำงานมาที่บ้านและมองไปที่แม่ตนเองที่กำลังทำกับข้าวพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้ตนเองที่เหนื่อยจากทำงาน ส่วนเขาก็ยิ้มตอบกลับไป นั่งกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข คุยเรื่องต่างๆกันอย่างสนุกสนาน คามิซากิน้ำตาไหลอีกครั้ง แต่ใบหน้าไม่ได้แสดงอาการเสียใจ แต่ยังคงเป็นใบหน้าที่ว่างเปล่าเช่นเดิม
 
เขาหยิบมีดทำครัวด้ามหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา มองมีดนั้นที่สะท้านเงาตัวเองและเห็นใบหน้าของตัวเองที่อยู่ในเงามีดนั้น เขาหลับตาลง และใช้มีดแทงเข้าที่หน้าอกจนสุดด้าม เด็กหนุ่มล้มลงไปกองก้มพื้นและเลือดก็ค่อยๆไหลลงมา
 
                “แม่ครับ ผมรักแม่นะ” เด็กหนุ่มยิ้มเบาๆ น้ำตาไหลลงหนึ่งหยด เขาค่อยๆหลับตาลง จากนั้นร่างกายก็ไม่ขยับอีกเลย
 
                “ร้อน”
 
                “ที่นี่ที่ไหน”
 
                “มืด มองไม่เห็นอะไรเลย”
 
                ภายในสถานที่อันมืดมิดและเป็นปริศนานี้ เด็กหนุ่มเดินตรงไปเรื่อยๆยังหนทางที่มีเพียงเส้นเดียวข้างหน้า
 
                “นั่นใครน่ะ” คามิซากิมองไปที่ตรงหน้าของเขาพลางเอ่ยทักไป บุรุษตรงหน้าเขาเปิดปากเพื่อพูดบางอย่าง
 
เด็กหนุ่มและบุรุษปริศนาพูดคุยกันอย่างยาวนาน หนึ่งวัน สิบวัน อาจจะสิบหรือร้อยปีเสียด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่นี่เด็กหนุ่มกลับไม่รับรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าแต่อย่างใด ราวกับการสนทนาที่ยาวนานเป็นเพียงแค่การสนทนาที่เหมือนจะผ่านไปได้แค่สิบนาทีเท่านั้น
 
                “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง” บุรุษปริศนากล่าวกับเด็กหนุ่มตรงหน้า พร้อมกับชี้นิ้วไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่ม จากนั้นก็มีแสงสีม่วงพุ่งตรงเข้าหัวของเด็กหนุ่ม
 
                เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับได้ยินเสียงหญิงสาวตรงหน้าเขาร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน
 
                “อ้าาา!” หญิงสาวที่ดูทรุดโรมคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงเก่าๆ พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด
 
                คามิซากิรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
 
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” คามิซากิยังคงไม่สามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ได้ สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้ก็คือเขาเดินไปหยิบมีดที่ห้องครัวและแทงมันเข้าที่อกตัวเองจนเหมือนกับตัวเองจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว ส่วนผู้หญิงตรงหน้าของตนก็ควรจะตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ทันไรที่เด็กหนุ่มจะประติดประต่อเรื่องราวเสร็จ หญิงตรงหน้าก็พูดด้วยเสียงที่เจ็บปวด
 
                “ชินยะ ช่วยแม่ด้วย..” ทันใดนั้น สติของคามิซากิก็กลับคืนมาอีกครั้ง เขารีบไปหยิบโทรศัพท์และเรียกรถพยาบาลทันที ในตอนนั้นเองที่เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็เหมือนกับเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว
 
“หรือนั่นจะเป็นความฝัน ไม่ มันสมจริงเกินไป” เด็กหนุ่มหันกลับไปมองแม่อีกครั้ง เพื่อพิสูจน์บางอย่าง ผ่านไปสักพักหญิงสาวก็กระอักเลือดออกมาหนึ่งที จากนั้นก็สองทีและ..
 
 เด็กหนุ่มพอเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นมามันไม่ใช่ความฝัน เขาย้อนเวลากลับมาก่อนที่แม่จะตาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาดีใจแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับทำให้เขาต้องรู้สึกราวกับตกนรกทั้งเป็นอีกครั้งที่ต้องดูแม่ของตนเจ็บปวดทรมานจนสิ้นลมไป โดยที่ตัวเองช่วยอะไรไว้ไม่ได้ คามิซากิวางโทรศัพท์ลงโดยที่ยังไม่ได้โทรเรียกรถพยาบาลแต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่ายังไงเสียก็คงมาไม่ทันอยู่แล้ว
 
                ในขณะที่เขากำลังจะถอดใจและเตรียมตัวรับความรู้สึกสิ้นหวังอีกครั้ง ทันใดนั้นก็ปรากฏข้อความบนสายตาของเขา
 
                “สวัสดี ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ เวลาของที่นี่กับโลกนั่นค่อนข้างจะเหลื่อมล้ำกันนิดหน่อย” ข้อความแรกปรากฏออกมาบนสายตาของคามิซากิ เขามองดูด้วยความสับสน “เกิดอะไรขึ้น!”
               
“มีบางอย่างที่ข้าลืมบอกเจ้าตอนที่ยังอยู่โลกทางนี้ หลังจากที่กลับออกมาจากนรกแล้วจะมีโอกาสนิดหน่อยที่คนๆนั้นจะสูญเสียความทรงจำช่วงที่อยู่ที่นี่ไป เพราะฉะนั้นถ้าหากเจ้าสูญเสียความทรงจำไปก็ขอให้ทำตามเควสที่ข้าให้ไว้ที่อยู่เมนูข้างล่าง แต่ถ้าหากไม่ได้สูญเสียความทรงจำก็ให้ทำตามข้อตกลงที่คุยกันไว้”
 
 คามิซากิยังคงกระสับกระส่ายและสับสน แต่ก็พอจะเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น และที่ย้อนเวลากลับมา และข้อความประหลาดที่โผล่มาเองที่หน้าของเขา มันเป็นสิ่งอยู่เหนือธรรมชาติ พอได้อ่านคำว่านรกเข้าเด็กหนุ่มก็พลันเรียบเรียงเหตุการณ์ได้พอสมควร นั่นก็คือในชีวิตที่แล้วเด็กหนุ่มและแม่ได้ตายไปแล้ว จากนั้นเขาก็ตกลงไปในนรก เขานึกได้ถึงใครบางคนที่เขาคุยด้วยในนั้น แต่ไม่สามารถจำบทสนทนานั้นได้ บางทีเขาคนนั้นอาจจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่ส่งข้อความนี้มาให้เขาก็ได้ พอคิดได้แบบนั้นไม่ทันไรเควสก็ปรากฏขึ้นเป็นข้อความซึ่งเขียนไว้ว่า
 
                -1.กอดแม่-
 
                -2.บอกสิ่งที่อยากพูดมากที่สุดกับแม่-
 
                -3.เรียกรถพยาบาล-
 
                ในเควสทั้งสามที่ปรากฏมีหมายเหตุไว้ว่าเลือกข้อใดข้อหนึ่ง แต่นั้นไม่สำคัญ คามิซากิไม่ได้สนใจเควสพวกนี้เท่าไหร่นัก แม่ของเขากำลังจะตายเขาไม่มีเวลามาให้ความสนใจกับสิ่งพวกนี้ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องน่าพิสดารก็ตาม
 
ตอนนี้เขาสนใจแต่เพียงแม่ของเขาที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ในชาติที่แล้วเขาไม่มีแม้โอกาสจะบอกลากับแม่ แต่ในครั้งนี้เขาจะกล่าวอำลาแม่แล้วค่อยตายตามไป อย่างน้อยเพียงเท่านี้เด็กหนุ่มก็มีความสุขแล้ว เขาจึงไม่มีความคิดที่จะทำเควสพวกนี้ ถึงแม้บางเควสจะเป็นสิ่งที่เขาอยากทำอยู่แล้วก็ตาม
 
แต่ทันใดนั้นก่อนที่คามิซากิจะเมินสายตาจากเควสแล้วเดินไปหาแม่ของเขา เด็กหนุ่มก็สะดุดสายตากับข้อความเล็กๆด้านข้าง ซึ่งมันเขียนไว้ว่า
 
“ของขวัญ”
 
คามิซากิเคยเล่นเกมมาบ้างและรู้ว่าปกติหลังจากเคลียร์เควสได้แล้วจะได้รับของตอบแทนจากเควสนั้นๆมา คามิซากิมองไปที่ “ข้อความของขวัญ” จากนั้นภายในเมนูของขวัญก็ปรากฏเป็นข้อความเข้ามา
 
                “ของขวัญภารกิจแรก เงินหนึ่งแสนบาท”
 
                “ของขวัญภารกิจสอง เป็นคนดังในห้องเรียน”
 
                “ของขวัญภารกิจสาม อาการของแม่ทุเลาขึ้น”
 
                เมื่อได้อ่านสิ่งที่อยู่ในของขวัญแล้ว สายตาของคามิซากิไม่ได้สนใจสองบรรทัดแรก แต่เพ่งความสนใจไปที่ของขวัญภารกิจที่สามทันที ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว อย่างน้อยถ้าหากนี่จะเป็นโอกาสที่ทำให้แม่ไม่ตายเขาก็จะทำมัน คามิซากิหันไปมองแม่อีกครั้งด้วยสายตาที่ห่วงใย เขายกโทรศัพท์ขึ้นจากนั้นก็โทรเรียกรถพยาบาลทันที
 
                ปิ๊ง ปิ๊ง เควสเคลียร์
 
                หลังจากได้ยินเสียงดังขึ้นภายในหัว คามิซากิรีบหันไปมองแม่ของตนเองอีกครั้ง ซึ่งเห็นว่าแม่ของตนเองค่อยๆแสดงสีหน้าทรมานน้อยลง ความเจ็บปวดค่อยๆจางหายไป จากนั้นเธอก็หมดสติและหลับไป
 
คามิซากิเบิกตากว้าง มองดูข้อความประหลาดด้วยความตกใจ แต่ความตกใจก็เทียบไม่ได้กับความดีใจและโล่งใจของเขาในตอนนี้ ไม่นานรถพยาบาลก็มาและหามหญิงสาวขึ้นรถแล้วขับไปโรงพยาบาลทันที
                 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 798 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #49 mook94252 (@mook94252) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 17:33
    เนื้อเรื่องน่าสนใจมากเลนค่ะ><
    #49
    0