คัดลอกลิงก์เเล้ว

ผู้รอดชีวิตมีเพียงหนึ่ง

โดย TOKU~

หญิงสาวที่กำลังจะฆ๋าตัวตาย เเต่ได้เข้ามาเล่นเกมที่จะต้องฆ่ากันจนกว่าจะเหลือเพียงเเค่คนเดียว เธอจะเลือกเส้นทางไหนกันเเน่นะ?

ยอดวิวรวม

11

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


11

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 พ.ค. 63 / 17:36 น.
นิยาย ʹԵ§˹

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
คำเตือน
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่เเต่งขึ้น
เเละมีความดาร์คพอสมควร เพราะงั้นเเล้วอย่าจริงจังนะ
ถ้าเครียดเมนท์เล่นได้เต็มที่เดี๋ยวไรท์ไปคุยด้วยเด้อ

(เรื่องนี้เป็นเพียง one shot ที่สุ่มเล่นกับเพื่อน อาจไม่ได้จริงจังมากขออภัย)

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 พ.ค. 63 / 17:36


 

เสียงโวกเวกโวยวายตะโกนกันอย่างไม่ขาดสาย เด็กสาวคนหนึ่งค่อยๆ ลืมตาและมองไปรอบๆ ที่ที่เธออยู่ตอนนี้คือโบสถ์กว้างที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายยืนถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่ง เด็กสาวที่มองไปรอบๆก็สามารถนึกออกได้ถึงเหตุผลว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่

 

“ถ้าชนะเกมนี้ได้เธอก็จะสมปราถนา ฆ่าคนเพื่อชนะ ง่ายๆใช่ไหมละ?”

นั่นคือสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งพูดกับเด็กสาวที่ไร้ซึ่งความหวังและกำลังจะฆ่าตัวตาย ถึงแม้เด็กสาวจะไม่ได้เชื่อใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่แค่เธอคิดว่ามัน“สนุกก่อนตายสักหน่อยก็คงจะดี” เพียงเท่านั้นเอง ความคิดทั้งหมดของหญิงสาวนั้นล้วนแต่คิดในแง่ลบแทบทั้งสิ้น ถึงแม้จะเคยมีความสุข แต่จิตใจของเธอก็ได้ปิดกั้นมันไว้ในส่วนลึกที่สุดเช่นกัน

 

“ยินดีต้อนรับเข้าสุ่เกมนะครับทุกคน! อะ... ผมไม่ได้คิดชื่อไว้แฮะ ช่างมัน กฎง่ายๆ ก็แค่ทุกคนฆ่ากันจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตคนเดียวครับ โอ้ จะว่าไปเกมน่ะมันเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ผมจะพูดอีกนะ...”

เสียงประกาศของชายปริศนาพูดขึ้นทำเอาจากที่ทุกคนถกเถียงกันเงียบลงทันที และเริ่มมีความหวาดระแวงมองไปรอบๆตัวเอง

คนที่เริ่มก่อนคือเด็กสาวคนหนึ่งเธอเริ่มจากการหาอาวุธที่ซ่อนอยู่รอบๆและเริ่มเอามันปักไปกลางหลังของผู้ชายคนหนึ่ง เสียงของผู้คนแตกตื่นกันทันที"ยัยเด็กนั่นมันฆ่าคนแบบไม่ลังเลเลยรึไง...” คำพูดยังไม่ทันจบคนที่พูดก็โดนขวานจามเข้าที่คอเต็มๆ เลือดค่อยๆไหลออกมาอย่างช้าๆ หลายๆคนเริ่มเอาอาวุธที่แอบอยู่ตามที่ต่างๆในห้องออกมา บางคนก็รีบวิ่งออกทางประตู ไม่ก็กระโดดออกทางหน้าต่าง

 

เด็กสาวมองคนรอบๆ ด้วยความระวังตัวก่อนที่จะค่อยๆวิ่งหายไปตามฝูงคน

 

ในใจกลางป่าดงดิบที่อยู่ไม่ไกลจากโบสถ์เริ่มต้นมากนัก เด็กสาวได้เดินมานั่งหัวเราะคนเดียวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่

“ฆ่าคนไปแล้ว ความรู้สึกนี้รู้สึกดีกว่าตอนที่ตัวเองกำลังจะฆ่าตัวตาย ซะอีก ดีจริงๆที่ยังไม่ตาย... แต่ว่ายังหรอก ขอสนุกต่ออีกหน่อยเถอะ…”

 

เด็กสาวลุกขึ้น พร้อมกับเซไปข้างหลังเล็กน้อยแต่ก็ยังคงหัวเราะก่อนที่จะยิ้มและเริ่มเดินต่อ

เมื่อเดินต่อมาเรื่อยๆก็พบกับลำธาร เธอรู้ทันทีว่าที่แบบนี้คือที่ๆ อันตรายและไม่ควรมาในตอนนี้ แถมข้างหน้าเธอยังมีกลุ่มคนยืนออกันอยู่ มีกันราวๆ3คน“ร่วมมือกันงั้นเหรอ?” เด็กสาวพูดออกมาเบาๆ

 

“อ่า นั่นกลุ่มของเราเองมีอะไรเหรอ? อ๋อ! ก่อนอื่นควรวางมีดก่อนคุยกับคนอื่นนะ” ชายอายุใกล้เคียงกับหญิงสาวพูดขึ้น เขาหยุดมีดที่เกือบจะพุ่งทะลุท้องของเขาไว้ได้ ถึงแม้จะเข้าเนื้อไปบ้างๆแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงใช้มือรับมีดอย่างใจเย็นไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากกลุ่มของเขาเลยสักนิด และยังพูดขึ้นมาต่ออีกว่า“เธอเองก็มาเข้ากลุ่มกับฉันด้วยสิ” เด็กสาวฟังดังนั้นก็หยุดแรงที่จะแทงมีดเข้าไปที่ท้องของชายหนุ่มและงงไปสักพัก แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของเธอ เขาเพียงแค่หยิบผ้าพันแผลที่เก็บไว้จากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต และพันมันรอบเอวก่อนจะเดินกลับไปหากลุ่มของเขาพร้อมพูดต่อว่า

“นี่มีคนเข้ากลุ่มใหม่น่ะ เธอช่วยฉันไว้จากสัตว์ในป่าเพราะงั้นเชื่อได้แน่นอน ใช่มั้ยละ?”

เด็กหนุ่มหันกลับไปถามเด็กสาว เธอมองไปที่เด็กหนุ่มแรงเล็กน้อยก่อนที่จะออกจากพุ่ม ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว เธอเดินมาด้วยท่าทีร่าเริงต่างจากตอนที่พยายามจะฆ่าอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อกี้ เธอโบกมือทักทายอย่างเป็นมิตรพร้อมพูดขึ้น

“สะ สวัสดี พอดีฉันน่ะ เป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบเห็นคนเดือดร้อนเท่าไรน่ะเลยเผลอช่วยไว้”ถึงแม้พูดแบบนั้นแต่เธอก็ยังคงหงุดหงิดและคิดหนักว่าเด็กผู้ชายที่พยายามลากเธอเข้าทีมนี่ต้องการอะไรกันแน่ แถมยังแอบยิ้มตอนที่เธอออกมาอย่างเปลี่ยนท่าทีด้วย แต่เธอก็ยังคิดว่าถ้าทำอะไรเป็นเป้าละก็จะต้องซวยแน่ๆ ชายร่างกายอ้วนท่วมเดินเข้ามาหาเด็กสาว และพูดขึ้นอย่างดีใจราวกับเด็กๆ ทั้งที่ดูๆ แล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า20

“งั้นเธอก็คงจะโดนบังคับมาเหมือนพวกเรางั้นสินะ! ดีใจจังที่มีพวกหัวอกเดียวกันขนาดนี้ ว่าแต่เธอชื่ออะไรนะ ฉันกูฟี่ ยินดีที่ได้รู้จัก”

‘โดนบังคับ? พวกนี้ไม่ได้มาเพราะเต็มใจงั้นสิ.. อีกอย่างชื่อไออ้วนนี่มันแปลว่า โง่ ไม่ใช่รึไงกัน’ เด็กสาวคิดในใจก่อนที่จะยิ้มและพูดทักทายกลับอย่างร่าเริง “อะ อืมยินดีที่ได้รู้จัก ฉันเกรซ” กูฟี่ยื่นมือมาเพื่อที่จะจับทักทาย เกรซลังเลและคิดในใจว่า ต้องจับมือกับคนที่พึ่งเคยเจอกันแถมยังเป็นไออ้วนนี่เนี่ยนะ… เธอกลืนน้ำลายและจับมือไปด้วยใบหน้าสดใส

 

“ฉันละเกลียดใบหน้าจอมปลอมของยัยนั่นจริงๆ เลย นายไม่ควรเอาเข้าทีมมั่วๆนะ ดันเต้” ผู้หญิงที่เข้ามาอยู่ก่อนเกรซกำลังพยายามใช้หอกที่สร้างเองพยายามจับปลาอยู่ แต่ก็สังเกตได้อย่างชัดเจน เกรซเป็นพวกไม่เข้าสังคมถ้าเข้าก็จะทำตัวปลอมๆ เพื่อให้คนอื่นรัก แต่ว่ากับในที่แบบนี้ในโลกสังคมจริงๆ มันใช้กันไม่ได้ เกรซที่ไม่ได้เข้าใจในจุดๆนี้เลยก็เริ่มโมโห แต่ดันเต้ก็พูดขึ้นมาขัดไว้

 

“ทำไมละ ฉันเชื่อใจนะ ถึงแม้จะเป็นของปลอมแต่พวกเราก็เป็นของปลอมเหมือนกันนี่ถูกไหมละซัมเมอร์?”

“ฉันละเกลียดนายจริงๆ แต่ว่าเราก็ต้องหาทางจบเกมนี้ในทางของพวกเราให้ได้ละนะ”

‘พวกนี้ไม่ได้คิดที่จะเล่นเกมนี้ตั้งแต่แรกแล้ว... ใสซื่อเกินไปแฮะ ดีแต่พูดนั่นแหละ... น่ารำคาญ’เกรซคิดในใจแล้วก็เริ่มหงุดหงิดจนคิดว่าจะ ฆ่าคนพวกนี้ยังไงดี? แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ดันเต้ก็สั่งให้ทุกคนไปหาของต่างๆมา โดยกลุ่มหาอาหารจะเป็น กูฟี่ กับซัมเมอร์ ส่วนดันเต้จะหาที่ไว้สำหรับนอนคืนนี้ และเกรซไปกับผู้ชายผอมแห้งเขาชื่อ เอลวิส ทั้งคู่ถูกสั่งให้มาหาของไปทำอาวุธ โดยที่ดันเต้กระซิบข้างหูของเกรซก่อนมาว่า“ถ้าเธอคิดจะลุยเดียวตั้งแต่ตอนนี้ก็ลองดู” เธอเข้าใจความหมายนั่นในทันทีมันก็คือการที่เธอได้ทำการฆ่าเอลวิสทิ้งแล้ว แยกไปต่อ แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงถ้าเธออยากเล่นเกมยาวก็คงต้องมีทีมไว้ก่อนเพื่อความง่าย เพราะงั้นเธอเลยกะจะอยู่ในกลุ่มนี้จนกว่าจะกำจัดพวกที่ฆ่ากันในโบสถ์ได้

 

เอลวิสจู่ๆ ก็นั่งลงและเริ่มแตะไปที่พื้น เกรซสงสัยจึงทำเป็นแกล้งถามแบบร่าเริงว่า “ทำอะไรเหรอ?” เอลวิสทำท่าทีเขินอายเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มพูดแบบติดอาง

“คะ คือ ว่านะ นี่น่ะ คือดะ ดินปืนน่ะ”เขาเอามือแตะๆที่ดินและหยิบผงสีดำๆจากพื้นแล้วโชว์ให้เกรซดู เกรซเริ่มสงสัยหนักขึ้นไปอีกเลยถามต่อทันทีว่า“นายรู้ได้ยังไง” เอลวิสก็ก้มตัวลงไปแตะลูบพื้นแล้วก็เริ่มอธิบาย

 

“ฉะ ฉันน่ะนะ ยะ อยากจะเป็นนักธรณีวิทยาน่ะ เลยศึกษาเกี่ยวกับพื้นดิน ชั้นหิน ละ แล้วก็แร่ธาตุหนักมาก ตะ แต่ว่านะตั้งแต่มาที่นี่ฉันก็รู้ได้ทันทีเลยว่า ทะ ที่นี่น่าจะไม่ได้เกิดขึ้นเอง ที่นี่ถูกสร้างคิดจะ จากอะไรบางอย่าง ทุกๆที่มีของและแร่ธาตุทะ ที่สามารถทำอาวุธอยู่ ตะ ตลอดเลยละ… สะ สรุปคือเราสามารถหาของในป่า ปะ ไปทำอาวุธได้ตลอดเลยละนะ” เกรซฟังดังนั้นก็ยิ้มมุมปากก่อนที่จะคิดขึ้นได้ว่า เอลวิสคือหมากตัวสำคัญ ทั้งคู่ที่เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับมายังจุดรวมตัวซึ่งก็คือที่แม่น้ำที่เกรซได้พบกับทุกคนครั้งแรก พวกกูฟี่กับซัมเมอร์จับป่ามาได้เยอะพอสมควร ดันเต้จึงพาทุกคนไปที่พักที่เขาสร้างไว้ ซึ่งก็คือในถ้ำห่างจากแม่น้ำพอสมควร โดยดันเต้คอยสอนทุกคนเกี่ยวกับการลบล่องลอยเท้าเวลาเดินป่า แถมสอนให้สร้างลอยเท้าปลอมไว้ด้วย ไม่ว่าเกรซจะคิดยังไงดันเต้ก็เป็นคนที่น่ากลัวและประมาทไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ดันเต้จุดแคมไฟและเอาปลามาย่างทันทีที่มาถึง ส่วนซัมเมอร์ก็สร้างพวกหอก หินจากของรอบๆตัวให้ทุกคนรวมถึงธนูด้วย ส่วนเอลวิสก็สอนสร้างระเบิดจากดินปืนที่ได้มา เกรซที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้แม้แต่น้อยได้แต่มองกับกูฟี่แล้วก็ศึกษาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ครั้งเธอก็เริ่มจดจำได้แทบทั้งหมด โดยที่เธอสนใจหลักๆเพียงแค่ระเบิดเท่านั้น เอลวิสไม่กล้าผสมดินปืนเยอะๆในรวดเดียวเพราะกลัวมันจะรุนแรงเกินไป แต่เกรซก็แอบเอาดินปืนไปทำระเบิดแบบรุนแรง และแล้วทุกคนก็นั่งกินปลากันโดยที่เกรซไม่ยอมกินเพราะเป็นพวกเบื่ออาหารขั้นร้ายแรง แต่ก็ได้บอกคนอื่นไป เพียงแค่ตอบแบบปัดๆว่าไม่หิว

 

หลังจากทุกคนกินเสร็จแล้ว ก็ดับกองไฟ แถมยังมีประกาศว่าคนเหลือเพียงแค่ 16 คนแล้ว ทุกๆคน ก็เริ่มตื่นเต้นกันมีเพียงแค่ดันเต้กับซัมเมอร์ที่เฉยๆ และทุกคนก็เริ่มนอนกันโดยที่มีดันเต้คอยเฝ้า แต่เกรซก็ไม่ยอมนอนเพียงแค่แกล้งหลับเท่านั้น

“ถ้าจะแกล้งหลับละก็ตื่นมาช่วยกันเฝ้าดีกว่าไหม?”ดันเต้พูดพร้อมยิ้มมุมปาก เกรซที่โดนดูออกก็หงุดหงิดจนอยากฆ่าดันเต้ซะตั้งแต่ตรงนี้เลย แต่เธอก็พยายามคุมอารมณ์ของตัวเองไว้และลุกคนไปนั่งที่กอง

 

“เหลืออีก 16 คนแล้วจาก 50 คนเธอคิดว่ามันคงจะง่ายใช่ไหมละ? ตอนนี้เธอคงคิดว่าจะเริ่มแผนแล้วงั้นสินะ เอาเถอะ อยากจะลองทำอะไรก็ทำ ฉันไม่ได้สนใจโลกใบนี้ตั้งแต่แรกแล้วละ อะ ก่อนหน้านั้นมาร่วมกันเล่าเรื่องของตัวเองออกมาหน่อยดีไหมละ? หน้าอมทุกข์ที่ไม่ยอมเปิดปากอะไรของเธอน่ะ มันทำให้ฉันอยากรู้มาตั้งนานแล้วละนะ”

 

“นายเองก็ไม่ต่างหรอกน่า หุบปากแล้วอยู่เงียบๆไปซะ ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง เหมาะกับการหายไปจากโลกนี้ที่สุด”เกรซพูดออกมาจากใจจริงและเริ่มรำคาญดันเต้สุดๆ เพราะมันทำให้เธอเริ่มคิดถึงอดีตแย่ๆ ดันเต้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดต่อ

“การที่เครียดแล้วเบื่ออะไรถ้าถอนหายใจออกมาแรงๆ ไม่ก็ตะโกนออกมาดังๆ มันช่วยได้ดีเลยนะ... จะว่าไงดี อย่างที่เธอพูดมา ถ้าฉันได้หายไปจากโลกนี้มันก็น่าจะดีนะ เพราะต่อให้ฉันหายไป โลกก็จะยังคงเดินต่อไป ผู้คนหลายๆคนก็จะใช้ชีวิตในส่วนที่ไม่มีฉัน พอคิดงั้นก็น่าจะดีนะ เพราะชีวิตฉันไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรสักอย่าง ความใฝ่ฝันของฉันตอนเด็กๆ ก็แค่อยากเป็นฮีโร่ ฮึ ตลกและบ้าชะมัด พอมาเทียบกับตอนนี้ก็กลายเป็นคนที่มีแต่ความว่างเปล่า บ้าจริง...”

เสียงของดันเต้จริงจังและเครียดแบบไม่เคยเป็นมาก่อนเขากุมหัวของตัวเองและพูดมันออกมาจากใจจริง เกรซนั้นก็แอบเก็บไปคิดอยู่บ้าง แต่ทว่าจู่ๆกลับมีระเบิดมือกลิ้งเข้ามา เกรซรู้ทันทีว่าต้องทำยังไงเธอรีบพุ่งตัวไปหากูฟี่และใช้เขาเป็นกำบัง แต่ดันเต้ก็รีบหยิบระเบิดและปากลับพร้อมกับนับจำนวนวินาทีในใจ ทันทีที่เขาปากลับก็รีบกระโดดหลบมาถึงจะไม่ได้ไกลมา เพียงแค่ไม่กี่วิจากที่ดันเต้ปากลับมันก็ระเบิดกลางอากาศ

“ตู้ม!!!” ระเบิดได้ทำลายถ้ำ แต่พวกถ้ำนี้นั้นแข็งแรงกว่าปกติและถล่มลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เกรซเห็นการกระทำของดันเต้ก็อึ้งไปพักใหญ่ ทุกคนเริ่มตื่นขึ้นมาและรับรู้ถึงอันตราย ทั้งสามคนพูดขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกันว่า“เกิดอะไรขึ้น” แต่ดันเต้ก็ไม่ตอบเขาอยู่ใกล้ระเบิดมากที่สุดตอนที่มันระเบิดเพราะงั้นเลยโดนสะเก็ดระเบิดที่บริเวณหลัง และเขาก็ยังคงมองไปที่ปากถ้ำ และรอใครสักคนเดินเข้ามา

 

“ถ้าเป็นถ้ำตามธรรมชาติน่าจะถล่มลงมาแล้วนะเนี่ย... 1 ต่อ 5 น่าสนุกดีนี่”ชายที่ใช้ขวานจากโบสถ์เดินเข้ามา ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างสนุกสนาน มองยังก็เหมือนกับว่าเจ้านี่เคยเป็นฆาตรกรมาก่อนแน่ๆ ดันเต้คิดว่านี่ต้องเป็นงานหยาบแน่ๆ แต่เกรซก็รีบฉวยโอกาศวิ่งสวนไปตอนที่ชายถือขวานเผลอ เขาเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูดต่อ “พวกทิ้งเพื่อนงั้นเหรอ เอาเถอะถ้าตามไปจะเสียเหยื่อตั้ง 4 ตัว หวังว่าคงทำให้ฉันสนุกได้นะ” เขาพูดพร้อมเริ่มวิ่งเข้าไปหวดขวานใส่กูฟี่ แต่ซัมเมอร์ก็เอาหอกมาแทงขัด แต่ว่าก็ไม่เป็นผลมากหนักขวานจามลงบนใบหน้าของกูฟี่เรียบร้อยแล้ว...

 

ด้านของเกรซที่วิ่งหนีออกมาเธอได้ยิ้มแล้วพูดกับตัวเองว่า

“แผนสำเร็จงั้นสินะ” ซึ่งก็คือในระหว่างที่ดันเต้สอนเกี่ยวกับเรื่องการกลบเกลื่อนรอยเท้า เกรซก็จงใจที่จะลบทางปลอมและสร้างรอยเท้าชี้เป้ามาที่ถ้ำแห่งนี้โดยตรง เธอหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน

“ถึงแม้จะไม่ได้ฆ่าเองแต่การล่อเป้ามาก็ไม่เลวแฮะ” เธอคิดว่าใครก็ตามที่เดินตามรอยเท้าที่เธอทำไว้มีโอกาศที่เธอจะสามารถฆ่าได้แบบไม่ยากเย็นเพราะเธอสร้างแบบชัดเจนมากๆ ราวกับบอกว่าทางข้างหน้าคือกับดัก แต่ก็ยังมีคนเดินตามมาเพราะงั้นการจะฆ่าคนแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องยาก...

 

เช้าวันต่อมา

มีประกาศว่าคนเหลือผู้รอดชีวิตเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น

เมื่อคืนเกรซได้ซุ่มทำกับดักและธนูตามที่ได้ศึกษาต่อมา เธอได้ฆ่าคน 2 คนแบบง่ายๆ เมื่อคืนเพียงแค่กับดักหลุมพรางง่ายๆ แล้วก็ซ้ำด้วยระเบิดทำมืออีกที และตอนนี้เธอก็เจอเข้ากับเอลวิสหนึ่งในคนที่เธอเคยโดนลากเข้าไปอยู่ด้วย เขากำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งก็น่าจะเป็นคนใช้ธนูเพราะร่างกายเขามีธนูปักอยู่เต็มๆไหลขวา เธอพยายามหาตัวคนที่ยิงเพื่อเก็บตัวปัญหา แต่จู่ๆ ก็มีธนูยิงมาอีกนัดครั้งนี้เกรซมองออกได้เลยว่าอาวุธของอีกฝ่ายคือหน้าไม้ เพราะลูกศรธนูนั้นตรงมาก และทันทีที่เธอรู้ตำแหน่งของคนยิงเธอก็รีบหามุมดีๆ ในทันที เธอจะไม่เข้าใกล้เกินไปแน่นอนเพราะอาจทำให้ผิดพลาดและตกเป็นเหยื่อเองได้ การเล็งเหยื่อตอนที่เหยื่อเล็งเหยื่อของตัวเองอยู่จะทำให้ง่ายต่อการจับกินมากที่สุด! นั่นคือสิ่งที่เกรซคิด เธอเจอตัวคนใช้หน้าไม้แล้ว เป็นผู้หญิงที่มีรอยแผลเป็นเต็มตัว แต่เกรซไม่สนและเริ่มเล็งธนู ตอนที่ชีวิตเธอยังปกติเธอเคยเรียนธนูอยู่บ้าง แถมเมื่อคืนเธอก็ซ้อมธนูหนักมากเช่นกัน ลูกศรพุ่งจากมือของเธอปักเข้าไปแถวๆไหปลาร้า เกรซหงุดหงิดเล็กน้อย แต่อย่างน้อยมันก็ยังทำให้อีกฝั่งไม่มีทางรอดอยู่ดี

“พลาดแฮะ กะจะเล็งหัว แต่อย่างน้อยก็ฆ่าได้ละนะ”

 

พอการันตีว่าคนยิงธนูตายไปแล้วเธอก็ไม่สนของในตัวคนที่เธอฆ่าเลย แล้วรีบวิ่งไปหาเอลวิสด้วยท่าทีเป็นห่วง

นัดสุดท้ายที่คนใช้หน้าไม้ยิงมาได้เข้าไปปักที่ขาของเอลวิส เกรซมองแล้วรู้ทันทีว่าลูกศรได้ตัดเส้นเอ็นของขาเขาเรียบร้อยแล้ว “แย่จังนายคงจะเดินต่อไม่ได้แล้ว งั้นสิ... แล้วคนอื่นๆละ?”

 

“...นี่เกรซฉันยังไม่อยากตายเหมือนคนอื่นๆ ช่วยฉันทีเถอะนะ ขอร้องฉันไม่ได้อยากเข้าร่วมเกมนี้แม้แต่นิดเดียว...” เอลวิสพูดไม่ทันจบเกรซก็เดินถอยห่างออกมาพร้อมกับยิ้มอ่อน เมื่อถึงระยะหนึ่งเธอก็ปาระเบิดที่ได้เรียนรู้มาจากเอลวิสอัดเข้าตัวเขาเต็มๆ... ทันทีที่เกรซฆ่าเอลวิสเสียงประกาศก็ดังขึ้นว่า เหลือผู้รอดชีวิตอีก 3 คน เกรซหัวเราะออกมาอีกครั้ง พร้อมพูดออกมา“ตายไป 4 เหลืออีก 2”

 

เกรซเดินตรงต่อมาเรื่อยๆเพื่อตามหาคนเธอไม่คิดแม้แต่จะกลบรอยเท้าตัวเองเพราะต้องการที่จะล่อคนมา โดยไม่สนอะไรทั้งนั้น แต่แล้วก็มีลูกศรพุ่งเข้ามาเกรซรู้สึกตัวได้แต่ช้าไปเลย โดนธนูปักไปที่แขนซ้าย แต่เกรซที่โดนยิงก็ยิ้มและเริ่มวิ่งหนี ใครก็ตามที่ตามเธอมานั้นก็น่าจะฉลาดพอสมควร “เหลือเป้าหมายแค่ 2 คน พอชนะแล้วก็จะฆ่าตัวตายต่อ ช่างเป็นการฆ่าตัวตายที่มีความสุขจริงๆ เกรซวิ่งมาหลบหลังต้นไม้ และเริ่มเล่นเกมซ่อนแอบกับอีกฝั่ง ระหว่างที่เกรซกำลังค่อยๆ เปลี่ยนที่หลบไปเรื่อยๆ เธอก็ดึงธนูออกพร้อมเอาผ้ามาพันแขนของเธอเพื่อห้ามเลือดด้วย

“จะเอายังไงเล่า คนเหลือแค่3 แต่จะเล่นซ่อนแอบทั้งวันก็ได้นะ...”

 

“ตู้ม!!!” ระเบิดดังขึ้น พร้อมกับเสียงแก้วที่แตกออก ไฟเริ่มไม้ไปทั่วอีกครั้ง

 

เล่นงี้เลยเหรอ... ชิ! เกรซคิดในใจ เธอเอามีดตัดเสื้อของตัวเองมาทำเป็นผ้าเป็นปากเพื่อกันไม่ให้สลบกลางไฟป่า แต่แล้วก้มีผู้หญิงเดินออกมาจากหลังต้นไม้เธอคือ ซัมเมอร์ เธอหอบมาทั้งธนูและหอกที่สร้างขึ้นเอง เกรซที่เห็นดังนั้นก็อึ้งเล็กน้อย และคิดในใจว่า ไอผอมมาหลอกกันได้นะ!

“ฉันละเกลียดเธอตั้งแต่แรกเห็นเลยละ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่ว่าฉันจะต้องฆ่าแกให้ได้” เกรซฟังดังนั้นก็เงียบไปสักพักก่อนที่จะเดินออกมาจากที่ซ่อนและประจันหน้ากับซัมเมอร์

 

“ฉันก็เกลียดเธอเหมือนกัน... ฉันเกลียดมันทุกคนนั่นแหละ เธอน่ะไม่ได้ถูกบังคับมาใช่ไหมละ ที่เข้ากลุ่มก็แค่เพื่ออยู่ไปงั้นๆ แล้วก็ฆ่าทิ้งในภายหลัง อย่างว่าละนะคนที่ไม่อ่อนต่อโลกอย่างเธอไม่น่าจะมีความคิดบ้าๆแบบนั้นหรอก...”เกรซพูดแบบสรุปทั้งหมดตามที่ตัวเองคิด แต่ว่า...

 

“ผิดทั้งหมดนั่นแหละ ฉันน่ะโดนบังคับมา ส่วนพวกนั้นน่ะฉันอยากจะอยู่เพราะอยากจะจบเกมบ้าๆนี่ ด้วยวิธีอื่น สันติละมั้ง เพื่อแสดงให้ไอบ้านั่นเห็นว่าฉันจะเป็นไปตามที่มันต้องการ แต่ก็นะสุดท้ายกลุ่มก็แตก ใจจริงของมนุษย์เนี่ยน่าสะอิดสะเอียนจริงๆเลยนะ มีแต่ไอบ้าดันเต้ที่มองยังไงก็คงจะประสาทกลับไปแล้วจริงๆนั่นแหละ...”ซัมเมอร์นึกถึงตอนที่เธอวิ่งทิ้งดันเต้มา ดันเต้บอกว่าจะถ่วงเวลาให้ทั้งๆที่ ดูยังไงก็สู้ไม่ไหว แต่เธอก็ยังทิ้งเขาแล้วรีบวิ่งหนีมา

 

“ใช่ไอโง่นั่นน่ะ มันบ้าตั้งแต่แรกแล้ว เพราะงั้นก็สมควรตายนั่นแหละถูกแล้วจริงไหม?” เกรซลองพูดแหย่ดู เพราะคิดว่าซัมเมอร์น่าจะแอบชอบดันเต้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ขาดเธอโมโหและพูดเบาๆกับตัวเองว่า “พอกันที ตายไปได้แล้ว!” ซัมเมอร์ใช้หอกพุ่งแทงเกรซอย่างรวดเร็วแต่ เกรซก็หยิบมีดออกมา พร้อมกับหลบและฟันแขนซ้ายของซัมเมอร์สวน แต่ซัมเมอร์ก็ก้มลงและใช้ขาของเธอเตะตัดขาทำให้ เกรซเสียการทรงตัวและกำลังจะล้มลงเธอก็หยิบหินที่เหลาไว้สำหรับทำลูกศร ปาใส่แขนข้างขวาของซัมเมอร์ เกรซล้มลง ซัมเมอร์ถึงจะโดนหินแหลมปักแขนไว้แต่ก็เห็นจังหวะที่ดีเลยรีบพยายามจะเอาหอกแทงเกรซตอนล้ม แต่เกรซก็ไม่ยอมและปาระเบิดทำมือใส่โดยไม่สนว่าตัวเองจะตายไปด้วยไหม...

“ตู้ม!!!” เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง เกรซเอาแขนบังหน้าตัวเองไว้ทำให้หนังมือกับเสื้อผ้าฉีกออกบางส่วน ส่วนซัมเมอร์โดนระเบิดกระแทกเต็มทำให้ร่างกายแหว่งไปเลย และร่างของซัมเมอร์ก็ล้มลงกับพื้น ถึงแม้ระเบิดที่เกรซทำจะไม่รุนแรงมากแต่ก็สามารถสร้างความเสียหายถึงขั้นฆ่าคนได้อย่างดี เสียงประกาศดังขึ้นเหลือคนอีก 2 คนที่ยังเหลือรอดอยู่

 

....เกรซนอนมองท้องฟ้าด้วยแววตาเหม่อลอย ก่อนที่จะดูแขนและชุดของเธอที่โดนแรงระเบิดไป ก่อนที่จะเริ่มหัวเราะและพูดออกมาอย่างโล่งใจ

“ ฮ่าๆ ฉันชนะเหลืออีก 1 คน ชีวิตฉันก็จะได้จบลงด้วยความสงบสักที” ถึงจะพูดออกมาแบบนั้นแต่ร่างกายของเธอในตอนนี้เพลียมากแล้ว ถึงแม้ใจเธอจะอยากลุกขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ขยับไม่ได้เลยเวรเอ้ย... เธอคิดกับตัวเอง แต่ว่าจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น

 

“คงจะเหนื่อยมากงั้นสินะ? จริงๆตอนนี้ฉันควรจะฆ่าเธอทิ้งเรื่องทั้งหมดมันก็จะจบลง…”ดันเต้เดินเข้ามาพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกับปืนในมือของเขา เขาเล็งปืนไปที่เกรซและกำลังจะเหนี่ยวไก แต่ว่าจู่ๆ เขาก็เอาปืนมาวางไว้ข้างๆ ของเกรซ แล้วดันเต้ก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกเอามาคลุมให้ศพของซัมเมอร์ แล้วก็นั่งลงข้างๆ เกรซ

 

“โทษทีฉันมาช้าไปหน่อย พอดีไปฝังศพให้เอลวิสมาน่ะ เอลวิสเขาแอบชอบเธอนะ เธอคงพอจะรู้ใช่ไหม? เกรซน่ะแปลว่าความสง่างาม ไม่ว่าจะมองยังไงเธอก็สมชื่อจริงๆเลยน้า เขาบอกมาแบบนี้น่ะ”

 

“…แล้วไงจะให้ฉันขอโทษหรืออะไรงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”เกรซพูดอย่างใจเย็นเพราะตอนนี้เธอไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลยร่างกายของเธอหนักอึ้งไปหมด และแล้วความรู้สึกนั้นของเธอก็กลับมาอีกครั้ง

 

“เฮ้อ โลกนี้มันน่าเบื่อจริงๆเลยน้า”เกรซกับดันเต้พูดพร้อมกันเกรซเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่ดันเต้จะพูดขึ้นมาว่า

“ฉันไม่ได้อยากจะขอโทษหรอกนะ เพราะว่ายังไงสุดท้ายต่อให้เราอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายพอถึงวันที่คนพวกนั้นเริ่มตัดทรัพยากรพวกเรา พวกเราก็ต้องฆ่ากันไม่ก็ตายไปด้วยกันอยู่ดี เพราะงั้นแล้วจบมันตั้งแต่วันแรกๆนี่แหละดีที่สุดแล้ว เธอน่ะมีอดีตที่เลวร้ายมามากงั้นสินะ จะเล่ามาก็ได้นะ ฉันไม่ว่าหรอก”

 

“หยุดพูดเหมือนรู้เรื่องทุกอย่างอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญ น่ารังเกียจ จนอยากจะอ้วก คนแบบนายนี่ตายๆไปซะไป”

 

“พูดแบบนั้นฉันก็ถือว่าเธอก็ระบายมันออกมาอยู่ละนะ เอาเถอะถ้าฉันจะตายฉันขอโดนเธอฆ่าก็แล้วกัน... ความเจ็บปวดน่ะแก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว เพราะงั้นฉันเลยไม่เคยคิดที่จะทำร้ายตัวเองแบบที่เธอทำ…”ดันเต้พูดพร้อมมองไปที่แขนของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากการกรีด และเริ่มลุกขึ้นยืน เดินไปที่ศพของซัมเมอร์ด้วยใบหน้าเบื่อโลก

 

“แต่กลับกันฉันน่ะอยากหายไปจากโลกใจจะขาดแล้ว แต่ว่าก็มักมีสิ่งที่ทำให้ฉันอยากอยู่ต่อไป ไม่ก็ต้องอยู่ต่อไป... ฉันน่ะใฝ่ฝันว่าถ้าจะฆ่าตัวตายขอตายด้วยปืนนี่แหละน่าจะเร็วและดีที่สุด และตอนนี้ฉันก็มีปืนแล้ว แต่ว่ายังรู้สึกอยากนั่งคุยต่ออีกละนะ เพราะงั้นแล้วช่วยฆ่าฉันที ก่อนที่ฉันจะไม่ยอมตายอีกน่ะ...”เกรซที่นอนฟังมานานเริ่มมีแรงและหยิบปืนพร้อมกับลุกขึ้นยืนเซเล็กน้อย เธอเล็งปืนไปที่กลางหัวของดันเต้พร้อมกับหอบอย่างหนัก

 

“เธอน่ะกลายเป็นเด็กที่มีความสุขกับการฆ่าคน และก็เปลี่ยนไปตั้งแต่เข้าเกมนี้มา ส่วนฉันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ยังคงเบื่อกับโลกใบนี้ และทุกๆอย่างๆ อยู่ดี…”

 

“…ฉันน่ะ ก็อยากจะหายไปตั้งนานแล้ว ไม่มีอะไรหรอกที่สามารถเปลี่ยนจิตใจของฉันได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม หลังจากฆ่านายฉันก็จะฆ่าตัวตายต่อ ฉันน่ะไม่มีเหตุผลจะให้ใช้ชีวิตต่อหรอก ทั้งสังคม ทั้งครอบครัว ทุกๆอย่างน่ะมันน่ารำคาญ... แต่ถึงอย่างนั้น! ฉันก็ไม่สามารถระเบิดความโกรธ เกลียดกับอะไรได้เลยสักอย่างเดียว! ทำไมกัน ทำไม! ทำไมกันนะ....”

 

“เพราะงี้ถึงได้ทำร้ายตัวเองกับคิดจะฆ่าตัวตายงั้นสินะ แล้วพอได้ยินเรื่องเกมนี้ก็คงจะรู้ได้ทันทีว่าจะได้เวลาเอาอารมณ์ทั้งหมดมาระบายแล้ว... งั้นเหรอ เธอคิดอย่างนั้นจริงๆงั้นเหรอ...” ดันเต้พูดด้วยสีหน้าที่เศร้า เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดอะไรมาพูดต่อเลยแม้แต่น้อย เกรซที่เห็นดันเต้ทำหน้าแบบนั้นก็เริ่มสติแตก...

 

“ยะ อย่ามาทำหน้าแบบนั้นกับฉันนะ! ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่างแต่พอรู้เข้าจริงๆ แล้วก็เป็นแบบนี้มันทุกคนไม่ว่าหน้าไหนๆ... หัวเราะ เยาะเย้ย สงสาร สมเพศ ด่าทอ ต่อว่า เอาสิพูดออกมาให้หมดเลยสิ!”

 

“…อ่า ฉันจะพูดตรงๆ เลย ฉันไม่เข้าใจชีวิตของเธอเลยสักนิด... ชีวิตของทุกคนน่ะแตกต่างกัน ผ่านอะไรมาไม่เหมือนกันการรับรู้ต่อโลกของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันเพราะงั้นแล้ว ตามมุมมองของฉันเธอไม่ผิดอะไรหรอก ความน่าสงสารน่ะก็ไม่ผิดเหมือนกัน ในโลกที่มีซึ่งเพียงฉัน ฉันจะหัวเราะ วิ่งเล่น ร้องไห้ได้อย่างอิสระ ในตอนนี้ที่นี่ก็เหมือนกับโลกที่ฉันใฝ่ฝันไว้ ผู้คนตายกันหมดแล้วเหลือแค่ ฉันกับเธอเพราะงั้นแล้วอยากจะทำอะไรก่อนตายก็เอาเถอะ ร้องไห้ เล่นสนุก หัวเราะ ในที่แบบนี้ให้เต็มที่ฉันว่ามันจะดีกว่า....”ดันเต้อึ้งกับสิ่งที่เห็นในทันที เด็กสาวกำลังร้องไห้ออกมาอยู่... น้ำตาที่ไร้ซึ่งการเสเเสร้งใดๆ น้ำตาแห่งความโศกเศร้าทั้งปวงได้ไหลปะทุออกมิ ทั้งยิ้ม ทั้งร้องไห้ บ่อแห่งความรู้สึกของเธอนั้นได้ระเบิดออกมาแล้ว ดันเต้ยิ้มกับสิ่งที่ตัวเองได้พูดและระบายความรู้สึกของตัวเองออกไป ต่างฝ่ายต่างได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นเอาไว้ เกรซยิ้มทั้งน้ำตาก่อนที่จะพูดขึ้น

“นายเนี่ย บ้า เกินไปจริงๆนั่นแหละ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงมีชีวิตอยู่มาได้ถึงตอนนี้ นายน่ะคือคนที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่ฉัน ฉันน่ะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว เพราะงั้น...”หญิงสาวเอาปืนจ่อหัวของตัวเองและ...ลั่นไก

 

.

……

“พยายามแทบตายแต่ก็ช่วยไว้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะกี่คนก็ช่วยไว้ไม่ได้ เหมือนยัยนั่น... บ้าเอ้ยยย!!!”ดันเต้ตะโกนออกมาเสียงดังที่สุด เท่าที่จะทำได้แต่ว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่นึกถึงเรื่องในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พยายามเล่นเป็นฮีโร่อีกแล้วโง่ โง่ที่สุด สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้เลย เหมือนแต่ก่อน…พอดีกว่าบทฮีโร่น่ะ”ดันเต้มองไปยังปืนที่อยู่ในมือของเกรซพร้อมกลืนน้ำลาย เขาค่อยๆ เดินเข้าไปทีละก้าว ทีละก้าว แผ่นดินค่อยๆ สั่นไหวแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่านี่คือวันสิ้นโลก ลมแรงขึ้นเรื่อยๆ สายฟ้าช็อตเป็นประกายชัดเจน นี่มันวันสิ้นโลกจริงๆแล้วรึไงกันนะ นั่นคือสิ่งที่ดันเต้คิดขณะที่เดินอย่างไร้วิญญาณไปหยิบปืนที่มือของเกรซ มีแสงนีออนรางๆ เปล่งขึ้นแล้วก็หายไปทั่วๆทั้งเกมนี้ แต่ดันเต้ก็หยิบปืนขึ้นมาแบบไม่สนอะไรแล้ว เขาเล็งปืนเข้ากลางหัวตัวเองและลั่นไก...

 

 

ทุกอย่างมืดสนิท เราตายแล้วงั้นเหรอ? ไม่สิปืนก็ยังอยู่ในมือเรา... แผลก็ยังไม่หายไป ดันเต้คิดในใจ ข้างหน้าของเขามีภาพเมืองที่เขาเคยอยู่และภาพทุกอย่างเล่นเหมือนในอดีตของเขาแต่ว่า ไม่มีตัวเขาอยู่ ทั้งพ่อแม่ใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเขา เพื่อนๆที่ใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเขา หรือแม้แต่หญิงสาวในอดีตที่เคยตายไปเพราะเขาก็ยังคงมีชีวิต รวมถึงกลุ่มของเขาทุกๆคนก็ยังคงใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข เกรซเองก็ไม่ได้กลายเป็นหญิงสาวที่เก็บกดอีกแล้ว...

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่หวังไว้น่ะเป็นจริงแล้วละนะ…”

เสียงของชายที่เชิญชวนเขาเล่นเกมๆนี้พูดขึ้น

ดันเต้พูดออกมาเบาๆว่า“อ่า... นั่นสินะ ดีจัง”

โลกที่ไม่มีตัวผม ทุกคนใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข

ส่วนผมก็จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเองอยู่คนเดียว ร้องไห้คนเดียว สนุกคนเดียวเพื่อไม่ให้ใครต้องเจ็บปวด...

“แต่นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ?”

ผลงานอื่นๆ ของ TOKU~

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น