◌ หนิงเฟิ่ง ◌ เทพเซียน สนพ.Dbooks

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,381,304 Views

  • 7,529 Comments

  • 8,777 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    2,505

    Overall
    1,381,304

ตอนที่ 146 : บทพร้อมรบ & อำนาจที่ยากจะโค่นล้ม [เล่ม. 3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 532 ครั้ง
    12 ก.พ. 62

“ดูท่าแล้วจะเกี่ยวข้องกับพวกตระกูลซ่งสายหลักจริงด้วย” จ้าวจื่อถงกล่าวออกไป เมื่อครุ่นคิดตามที่ซิงเยว่กล่าวไปเมื่อครู่นี้ จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นไปต่ออีก




“ซิงเยว่เป็นเพียงท่านหญิงธรรมดาไฉนเลยจะมีอำนาจ…พวกมันมีเหตุผลอันใดกันถึงคิดจะเอาชีวิตนาง”




“ดูเหมือนจะหาสาเหตุยาก หากมองกลับกันแล้วไซร้เหตุผลที่ทำก็อาจจะดูตื้นเขิน” จ้าวจงกล่าวขึ้น




“ตัดเรื่องการเมือง และอำนาจออก ดูท่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัวแล้วกระมัง…. หลานสาวข้าเจ้าไปทำอันใดให้คนตระกูลซ่งคนไหนไม่พึงพอใจในตัวเจ้าหรือไม่?” จ้าวจื่อถงหันไปกล่าวถามซิงเยว่




“ตั้งแต่มาอยู่แคว้นเยว่ข้าพบคนตระกูลซ่ง และสนทนาจริงๆ จังๆ มีเพียงแม่ทัพซ่ง ส่วนบุคคลอื่นเจอที่งานเลี้ยงในวังหลวงเมื่อสิ้นปีที่แล้ว อีกคราก็งานวันเกิดเฒ่าฮูหยินเมื่อวานนี้เจ้าค่ะ” ข้ากล่าวบอกตามเหตุการณ์ทั้งหมด ถ้าไล่ดูแล้วก็มีเพียงแค่นี้จริงๆ ที่ข้าได้พบปะพวกเขาทั้งหมด




“เช่นนี้เอง” จ้าวจงกล่าวออกไปด้วยความเข้าใจที่เริ่มกระจ่างมากขึ้นเรื่อยๆ เสร็จแล้วเขาก็เดินไปหาพวกองครักษ์ลับของจระกูลซ่งที่สะบักสะบอมไปทั่วตัว .. จึงทรุดตัวลงไปนั่งชันขากับพื้นยกมือขึ้นบีบแก้มทั้งสองข้างของหนึ่งในพวกมันแล้วกรอกยาทำลายชีพจรทั้งหมดให้มันกินช้าๆ อย่างใจเย็น




“ในเมื่อกล่าวถามอันใดไม่ตอบ….จะเก็บไว้ทำไม” จ้าวจงกล่าวเสียงเรียบนิ่ง จับมันกรอกยาในม้วนกระดาษที่บรรจุยาผงสีขาวเอาไว้ด้านในจนหมด




        เมื่อกรอกยาให้มันจนหมดแล้วเขาก็ยันกายลุกขึ้น แล้วเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวใหญ่กลางห้อง ด้วยท่าทางสงบนิ่งเคาะนิ้วเป็นจังหวะช้าๆ อยู่ห้าหกทีถึงจะเอ่ยปากออกไป




“ยานี้จะทลายชีพจรแต่ละจุดช้าๆ เลือดจะค่อยๆไหลตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ซึบออกมาทางทวารทั้งห้า และผิวหนัง  ..  พวกเจ้าที่เหลือถ้าเปลี่ยนใจจะกล่าวเล่าความจริงให้ข้าฟังตัวข้าก็จะไว้ชีวิต แต่ถ้าหากยังปากแข็งอยู่นั้นจงมองสหายของพวกเจ้าตายช้าๆ ทีละคน วิธีตายเช่นนี้ถือว่าข้ายังคงปราณีพวกเจ้าทั้งหมดอยู่มาก”




        ข้าที่มองท่านตากรอกยาให้หนึ่งในองครักษ์ลับก็รู้สึกขนลุกไปทั่วกายอย่างบอกไม่ถูก เพราะข้าไม่คุ้นชินท่าทีที่ดูเหี้ยมโหดใจเย็นเช่นนี้ของท่านตากระมัง … จากนั้นไม่นานองครักษ์ที่ถูกจับกรอกยาผงสีขาว ดวงตาก็แดงซ่าน เส้นโลหิตปูดโปนขึ้นมาตามร่างกายมันลามขึ้นมาจากคอจนมาถึงใบหน้าของมัน




        พวกองครักษ์ลับทั้งหกคนดวงตาเบิกกว้าง มองสหายของตนเองเส้นเลือดปูดออกจนบวมเบ่งกัดริมฝีปากของตนเองเพื่ออดทนต่อความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปทั่วกาย จากนั้นเส้นเลือดสีแดงก็กลายเป็นสีดำสนิท และมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็แตกออกมากระเซ็นโดนพวกเขาทั้งหกคน อีกทั้งเส้นเลือดนัยน์ตาก็แตกออกมาเป็นเลือดสีดำไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างของเขา พร้อมกับส่งเสียงครางในคอด้วยความทรมาน




“ยาออกฤทธิ์เร็วยิ่งนัก” จ้าวจื่อถงกล่าวเปรยๆ ขึ้นมา พลางยกขาขึ้นมานั่งชันเข่าข้างหนึ่งในอิริยาบถท่าทางสบายๆ




“พ่อปรับสูตรยาขึ้นมาใหม่ยาสูตรนี้ไม่ทำให้ถึงตายทันทีแต่มันจะให้รู้สึกตายทั้งเป็น  อาการจะทรงตัวๆให้รสสัมผัสราวกับมีมดนับแสนเข้าไปกัดกินร่างกายพวกมันอยู่นานเกือบหนึ่งเดือน หากมีความอดทนมากพออาจจะมีชีวิตอยู่นานหนึ่งเดือน แต่ถ้าอดทนไม่ไหวมันอาจจะมีชีวิตอยู่ได้สิบสี่สิบห้าวันได้กระมัง” จ้าวจงกล่าวขยายความสูตรยาทลายชัพจรสูตรใหม่ของตนเองออกไปให้บุตรชายฟัง




“โอ่ว ! … สูตรยาใหม่อีกแล้วหรือ” จ้าวจื่อถงอุทานขึ้นด้วยความตก เพราะที่เรือนปรุงยาขอบิดาของเขาอัดแน่นไปสูตรยาจนแน่นเรือนไปหมด




“พอกล่าวถึงสูตรยา  ตาพึ่งจะปรุงยาบำรุงเลือดเอาไว้ให้ พอหลังมื้อเที่ยงแล้วหลานค่อยดื่ม” จ้าวจงหันไปกล่าวกับหลานสาวเสียงอ่อน




“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ข้ากล่าวกับท่านตา พร้อมกับเดินเข้าไปนั่งด้านข้างพี่จื่อถงไปด้วย





       หนึ่งยามต่อมา

        เวลาล่วงผ่านมาเกือบหนึ่งยามเต็ม ข้านั่งอยู่ร่วมฟังการสืบสวนอย่างใจเย็นของท่านตา พวกมันทั้งหมดยังคงปิดปากเงียบไม่กล่าวสิ่งใด ส่วนพวกเราทั้งสามก็นั่งจิบชาสนทนากันอย่างสนุกปาก




“รู้หรือไม่…เมื่อคืนแม่ทัพซ่งอยู่ปลอบประโลมเจ้าทั้งคืน” จ้าวจื่อถงกลับมากล่าวด้วยน้ำเสียงทะเล้นตามเดิม




“ต้องปลอบข้าเรื่องอันใดรึ !?” ข้ากล่าวถามออกไปด้วยความสงสัย พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็อดจะโมโหความเอาแต่ใจของแม่ทัพซ่งไม่ได้ ให้ตายเถิดไฉนถึงเป็นคนคิดจะทำก็ทำทันทีไม่เคยถามความสมัครใจข้าสักคำ




“ก็เมื่อคืนเจ้านอนเจ็บหน้าอกทั้งคืน .. หมอหลวงให้ยานอนหลับก็แล้วเจ้าก็ยังไม่สงบลง แม่ทัพซ่งเลยอยู่บรรเทาอาการให้เจ้าหายเจ็บเกือบถึงเช้า” จ้าวจื่อถงกล่าวเรื่องราวที่ประสบมาเมื่อคืนให้นางฟัง




“หา ? ข้าเจ็บหน้าอกหรือ เอ่ออออ แล้วแม่ทัพซ่งช่วยบรรเทาอาการข้าอย่างไรรึ !?” ข้ากล่าวถามออกไปด้วยความตระหนกตกใจ ไม่ใช่ว่าเขาถอดอาภรณ์ข้าออกแล้วใช่มือทำ……..




“แม่ทัพซ่งใช้วิธีกล่าวปลอบ  อืม...เขาน่าจะกล่าวว่า กระต่ายดำเสี่ยวจิ้นของเจ้าอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าหิวผักข้าหิวหญ้า ข้าจะใส่อาภรณ์ที่เจ้าตัดเย็บให้ประมาณนี้กระมัง แลฟังดูเหมือนเจ้าเป็นเด็กน้อยก็มิปาน” จ้าวจื่อถงกล่าวเชิงหยอกล้อออกไป ด้วยสีหน้ายียวน




“เขาเพี้ยนไปแล้วหรอกหรือ” ข้ากล่าวออกไป




“ถ้าหากแม่ทัพซ่งเพี้ยน…เจ้าคงจะเพี้ยนเช่นเดียวกัน พอเขากล่าวออกไปเช่นนั้นเจ้ากับสงบลงจนน่าตกใจ” จ้าวจื่อถงกล่าวโต้ออกไปด้วยความขบขัน




“จะว่าไปมิเคยเห็นจินเหยียนแสดงออกเช่นนั้น” จ้าวจงกล่าวแทรกขึ้น ยิ่งเมื่อคืนการแสดงออกของซ่งจินเหยียนยิ่งทำให้เขามั่นใจขึ้นไปอีกว่าซ่งจินเหยียนผู้เฉยชามาตลอด คงจะมีใจให้หลานสาวเขาเข้าให้แล้ว




“ฮึ…ต่อให้ในใจเขาคิดอย่างไร มันก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้หรอกขอรับ” จ้าวจื่อถงที่รู้อยู่แล้วกล่าวออกไป




          เพราะอย่างไรซ่งจินเหยียนก็มีคู่หมั้นคือองค์หญิงเจียวซู่อยู่แล้ว ต่อให้มีใจรักใคร่หลานสาวเขามากแค่ไหน และต่อให้ซิงเยว่ไม่ได้รักแม่ทัพเซี่ย เขาก็ไม่มีทางให้นางไปเป็นฮูหยินรองของซ่งจินเหยียนได้หรอก ถึงแม้แคว้นเยว่จะเปิดกว้างเรื่องสตรีที่มีสามีมาแล้วก็ตามแต่ หากแต่ต้องเทียบกับสตรีที่ไม่เคยผ่านอะไรมาอย่างองค์หญิงเจียวซู่ทางตระกูลซ่งก็ต้องยกให้นางเป็นฮูหยินใหญ่เท่านั้น สุดท้ายยามนี้คนในตระกูลซ่งสายหลักยังมีคนที่คิดจะลอบทำร้ายนางอยู่อีก




“สนทนาอันใดกันเจ้าคะ….” ข้ากล่าวบ่นออกมาอย่างงงวย เหมือนกับกล่าวว่าแม่ทัพซ่งชมชอบข้าอย่างไรอย่างนั้น  มันจะเป็นไปได้เช่นไรกัน เพราะข้าเคยถามเขาตรงๆ ออกไปแล้ว และยังได้ยินจากปากของเขาเองกับหู




“อ่า….เส้นเลือดในหูของแตกแล้วสินะ พวกมันปากแข็งยิ่งนัก หากยังเป็นเช่นนี้สู่ให้พวกเราเอาเรื่องนี้ไปทูลฝ่าบาทให้เปิดศาลไต่สวนตระกูลซ่งดีหรือไม่ ?” จ้าวจื่อถงที่ทอดสายตามองครักษ์ลับที่ถูกกรอกยาก่อนหน้านี้ ก็กล่าวเสนอแนะขึ้น




“ได้หรือเจ้าค่ะ … ตระกูลซ่งมีอำนาจมากขนาดนั้นฮ่องเต้จะทรงสั่งให้เปิดศาลไต่สวนหรือ ?” ข้ากล่าวถามออกไปด้วยความสงสัย




“อำนาจนะมีเป็นตระกูลที่รองมาจากตระกูลจ้าวของพวกเรา …. แต่อย่าลืมไปเสียผู้ที่ปกครองแคว้นคือราชวงศ์จ้าวที่มีทหารในมือครึ่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นตระกูลปกครองแว่นแคว้น ประชาชนอยู่ร่มเย็นมานานเกือบร้อยปี ต่อให้พวกมันคิดการกบฏมีหรือประชาชนจะยอมรับได้โดยง่าย สู้อยู่ร่วมกันอย่างสันติในเขตการปกครองของตนเอง  ..  แต่ดูท่าแล้วจะมีคนนอกคอกในตระกูลซ่งถึงกับคิดจะสังหารเจ้า” จ้าวจื่อถงกล่าวอธิบายกระชับความให้นางฟัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 532 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #5799 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 146)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:42
    ตามๆๆค่ะ
    #5799
    0
  2. #5791 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 146)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:36
    ไปเจ้าค่ะพี่จื่อ เจอกันที่ศาล!
    #5791
    0