SF'Stray kids พี่ซองน้องจอง

ตอนที่ 1 : A good bro #1/2 #JI

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 650
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    4 ม.ค. 61





SF A good bro #JeongIn






         บรรยากาศวันเปิดเทอมใหม่มักจะเต็มไปด้วยความประหม่าและกังวลเสมอถึงแม้จะนอนบอกตัวเองมาทั้งคืนแล้วก็ตามว่าทุกอย่างจะโอเคเมื่อถึงเช้าวันพรุ่งนี้ที่เท้าเหยียบโรงเรียน แต่ทว่าผู้คนมากมายที่ไม่รู้จักที่มาพร้อมกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ 



โรงเรียนใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ ชุดนักเรียนชุดใหม่ ดูเหมือนจะทำให้การปลอบใจตัวเองมาทั้งคืนสูญเปล่าไปซะอย่างนั้น สายตาผู้คนที่มองมาและหันกลับไปซุบซิบกันมันทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและกังวลขึ้นมาจนรู้สึกว่าขาเริ่มจะก้าวไม่ออก ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นพูดคุยกันเรื่องอะไรคุยเกี่ยวกับผมหรือเปล่าด้วยซ้ำ 



       ผมพึ่งย้ายจากโรงเรียนเดิมที่เป็นโรงเรียนสห และวันนี้ก็เป็นวันแรกของการเปิดเทอมของนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนใหม่ ที่โรงเดิมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรและผมก็พึ่งจะมารู้สึกว่าเรียนที่เดิมก็ดีอยู่แล้วตอนที่นักเรียนหลายๆคนมองมาที่ผม



ราวกับผมประหลาดหรือแตกต่างไปจากพวกเขา หรือบางทีผมก็อาจจะคิดมากไปก็ได้ ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้นผมไม่ได้อยากมีปัญหาผมไม่ได้อยากโดนเกลียดหรือไม่ถูกตาใครเขาเข้า 



สำหรับผมตอนนี้การย้ายโรงอรียนใหม่ดูเหมือนมันเป็นการกระทำที่หาเรื่องให้ตัวเองจริงๆ หลังจากจบมัธยมต้น ผมก็มีความคิดที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมานิดหน่อย 



ชั่วแว๊ปหนึ่งผมคิดหาเหตุผลดีๆในการย้ายโรงเรียนครั้งนี้ว่าผมควรหาประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมๆใหม่ๆลองอะไรใหม่ๆ ชีวิตจะได้มีสีสัน มันเป็นความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เอาการ และครอบครัวผมก็สนับสนุน 


ก็แน่แหละมันเป็นเหตุผลที่ดีและเข้าท่าสุดแล้วสำหรับขอพวกเขาย้ายโรงเรียน ผมตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนชายล้วนชื่อดังแห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ดูดีนั้น แต่ก็นะ... มันไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นซะทีเดียวที่ทำให้ผมพาตัวเองเข้ามาอยู่ในรั้วโรงเรียนนี้



ผมกระชับกระเป๋าเป้ใบใหม่แน่นพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึกๆและพยายามมองตรงไปข้างหน้าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอหรือรับรู้อะไรเกี่ยวกับผู้คนรอบๆตัวผม และพาตัวเองไปให้ถึงห้องประจำของตัวเองให้เร็วที่สุด 


บรรยากาศในห้องเรียนดูเหมือนจะคึกคักสุดๆไปเลย เมื่อผมเดินเข้าใกล้ห้องเรียนของชั้นม.ปลายปี1ห้องบี เสียงพูดคุยและหยอกล้อกันเสียงดังทำให้ผมรู้สึกคลายความรู้สึกประหม่าลงได้บ้าง อย่างน้อยๆมันก็ดีกว่าตอนที่ผมกำลังเดินหาห้องเรียนเป็นไหนๆ สายตาหลายคู่ที่มองมาในตอนนั้น มันน่าอึดอัดจะตายไป 



และทันทีที่ผมก้าวเขามาในห้อง ทุกคนก็ยังคงหยอกเล่นและพูดคุยกัน แบบนี้มันก็ดีแล้วนี่น่า ทำไมผมถึงรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ ผมซ้อมมาตั้งเป็นอาทิตย์ก่อนเปิดเรียนว่าจะทักทายและแนะนำตัวกับเพื่อนใหม่ในห้องว่ายังไง ภาพในหัวของผมคือเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนทักทายผมว่า 

'นายชื่ออะไร' 

'นายเป็นเด็กใหม่ใช่ไหม' 

'ช่างมันเถอะ' ผมบอกตัวเองแบบนั้นผมคงคาดหวังมากไปนิดหน่อยที่การปรากฏตัวของผมจะมีคนสนใจ ผมเดินก้มหน้าเข้าห้องเรียนก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้ากี้ว่างหลังห้อง 


ผมนั่งมองเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่บริเวณหน้าต่างที่กำลังจับกลุ่มเล่าเรื่องราวต่างๆตอนปิดเทอม และดูเหมือนสามคนที่อยู่หน้าห้องกำลังอวดโทรศัพท์เครื่องหรูมือถือรุ่นใหม่ล่าสุด 


ทุกคนดํจะสนิทและรู้จักกันไปหมดทั้งๆที่นี้เป็นชั้นมัธยมปลาย นั้นแปลว่าหลายๆคนก็ต้องแยกย้ายกันกับเพื่อมัธยมต้นห้องเดิม หรืออาจจะมีได้อยู่ห้องเดียวกันบ้างแต่ก็คงไม่ถึงกับว่ามีเพื่อนห้องเดียวตอนมัธยมต้นในชั้นเรียนมัธยมปลายหมดซะที่ไหน



 ทำไมถึงดูสนิทกันขนาดนั้นนะทั้งๆที่วันนี้เปิดเรียนวันแรกแท้ๆ ผมก็ไม่ได้มาโรงเรียนสายสักหน่อยพวกเขาไปรู้จักกันตอนไหนกัน ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า 



ผมหยิบหูฟังขึ้นมาและฟังเพลงเงียบๆคนเดียว พร้อมกับนวนิยายแปลเล่มโปรด ขอใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก ผมอยากจะเดินไปทักทายเพื่อนๆคนอื่น 


มันควรเป็นแบบนั้น เป็นไปตามที่ผมวาดไว้ในหัวก่อนที่จะมาโรงเรียนแต่ความรู้สึกประหม่าและกลัวว่าจะโดนเมินเฉย ทำให้ผมเลือกที่จะอยู่เงียบๆ 


ในขณะที่ผมหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการกับหนังสือขนาดพกในมือ เสียงเคาะโต๊ะก็ดังขึ้น ผมละสายตาจากหนังสือที่อ่านอยู่พร้อมจ้องมองไปที่เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าผม 



เขาดูตัวสูงกว่าผมไม่มาก ใบหน้าขาวพร้อมแก้มกลมๆช่างเข้ากับผมสีน้ำตาลอ่อน เขาเป็นคนที่มีหน้าตาที่น่ารักมากๆคนหนึ่งเลยก็ว่าได้เท่าที่ผมเคยเจอมา ตาเรียวเล็กจดจ้องมาที่ผมไม่วางตา ผมวาดยิ้มกว้างให้เขาและหลังจากนั้นทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นเร็วมาก



เขาพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่ผมไม่สามารถตั้งตัวได้ พร้อมกับความรู้สึกนุ่นๆที่แก้มซ้าย และจากนั้นเสียงโหวกเวกโวยวายก็ดังตามมาติดๆ 



ผมพึ่งสังเกตุว่าคนในห้องเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งต่อกับเพื่อนคนน่ารักคนที่พุ่งเข้ามาหาผมเมื่อครู่ ที่ตอนนี้โดนเพื่อนสองสามคนจับตัวไว้ ผมมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยความมึนงงปนตกใจ ก็เพื่อนคนนั้นอยู่ๆเขาก็... หอมแก้มผม 



"มึงใจเย็นดิ!! ซึงมิน เขาตกใจแล้วเห็นไหม" เพื่อนคนที่จับเขาไว้ว่าขึ้น 


“ โอเคไหม ตกใจมากหรือเปล่า ไม่เป็นไรแล้วนะ” เพื่อนอีกคนเดินเข้ามาหาพร้อมกับ กอดปลอบ เอ่อ.. ผมรู้สึกจะไม่โอเคขึ้นมาเพราะเขามากอดผมนี้แหละ เขาดันหัวผมเข้าหาอกพร้อมกับลูบหัว



“คนที่ต้องใจเย็นและพวกมึงควรไปห้ามคือฮยอนจิน มึงดูมันทำด้วยกอดแน่นเลย” ผมได้ยินคนที่ชื่อซึงมินเรียกชื่อเพื่อนตัวสูงที่กำลังปลอบผมอยู่ ว่าฮยอนจิน พร้อมกับเเรงดึงรั้งร่างสูงให้ห่างจากผม 



“พวกมึงนี้มันมือไวจริงๆ มานี้กันทั้งสองคนเลย” เพื่อนคนเดิมที่ว่าให้คนที่ชื่อซึงมินว่าขึ้นพร้อมกับดึงตัวฮยอนจินและซึงมินออกไปจากห้อง 


“ฉันขอโทษแทนสองคนนั้นด้วย ฉันชื่อมินโฮ คนที่ลากสองคนนั้นออกไปชื่อเฟลิกซ์ ส่วนสองคนนั้นเดี๋ยวก็คงมาเสนอตัวให้นายรู้จักเอง" 


"ไม่เป็นไรครับ เอ่อ..พวกเขาก็น่ารักดี ว่าแต่มีอะไรกับผมหรือเปล่าครัง"  ผมถามเพื่อนที่ชื่อมินโฮเพราะทุกคนในห้องต่อแถวกันตรงโต๊ะผม  ที่ก่อนหน้านี้ยังเล่นกันคุยกันอยู่เลย


"เอ่อ… เพื่อนๆอยากรู้จักกับนาย ก่อนหน้านี้คือพวกเราแกล้งนายนิดหน่อย แกล้งเมินเฉยน่ะ ความจริงแล้วทุกคนในห้องอยากขย้ำนายแบบที่สองคนนั้นทำจะตายไป ” มินโฮอธิบายยาวเหยียด 



“ว่าไงนะครับ ?” ผมแปลกใจมากๆและก็ไม่เข้าใจด้วย ทำไมพวกเขาต้องแกล้งผมด้วยวิธีแปลกๆ แล้วเอ่อ… ประโยคแปลกๆนี้มันคืออะไรกัน 


“นายเป็นเด็กโรงเรียนอื่นในห้องคนเดียว และเราก็แค่หาอะไรต้อนรับเด็กใหม่แบบนายนิดหน่อยกำหนดการคือหนึ่งอาทิตย์แรกของการเปิดเทอม แต่เพราะหน้านายมันทำให้หลายคนในห้องทนที่จะเมินเฉยกับนายได้ไม่ถึง20นาที เข้าใจยัง”



“หมายความว่าไงหรอครับ” หน้าผมมีอะไรหรองั้นหรอ ตอนนี้ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงได้ดูสนิทกัน ก็ทุกคนต่างเป็นเด็กโรงเรียนเดิมทั้งหมด 



ผมได้ตื่นเต้นหรือตกใจอะไรที่จะโดนแกล้งมันเป็นเรื่องที่ผมเตรียมใจและก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว ในรั้วโรงเรียนชายล้วน การมีแต่เด็กผู้ชายก็คงหนีไม่พ้นการโดนมั่นไส้ การใช้กำลัง หัวรุนแรงอะไรทำนองนั้น แต่ทว่าวิธีการแกล้งของพวกเขาต่างหากที่มันทำให้ผมแปลกใจ 



มันไม่ได้น่ากลัวและรุนแรงเท่ากับที่ผมคิดไว้แถมยังมีกำหนดการอะไรนั่นอีก ผมนึกว่าผมจะต้องโดนไถเงินหรือไม่ก็ทำร้ายร่างกายซะอีก แบบนั้นในโรงเรียนมันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรอในหมู่เด็กผู้ชาย  


“นี่! อย่ามามองหน้าฉันแล้วเอียงคอแบบนี้นะ ฉันก็ไม่ได้มีความอดทนมากมายอะไร อย่าทำตัวน่ารักมากถ้านายยังอยากอยู่รอดปลอดภัย” มินโฮตบโต๊ะเสียงดังพร้อมกับมองมาที่ผมดุๆ แต่สำหรับผมแล้วเขาดูเหมือนจะดุกลบเกลื่อนมากกว่า 


“ครับ..เข้าใจแล้วครับ” ผมอึ้งไปแป๊บหนึ่ง ที่มินโฮพูดแบบนั้นและพอสมองประมวลผมได้ ผมก็ยิ้มกว้างให้คนตรงหน้าโชว์เหล็กดัดฟันพร้อมกับยืนขึ้นเต็มความสูงพลางยกยิ้มกว้างให้เพื่อนคนอื่นๆในห้อง 


มันน่าดีใจออกนะครับที่มีคนชอบเราอย่างน้อยๆพวกเขาก็ให้ความสนใจผมถึงขนาดร่วมกันวางแผนแกล้ง ผมรู้สึกและสรุปเอาเองแบบนั้นจากท่าทีและคำพูดของมินโฮ 



“เอ่อ… มันรู้สึกเขินนิดหน่อยนะครับแต่ผมดีใจมากๆที่ทุกคนไม่ได้เห็นผมเป็นอากาศ ผมชื่อจองอินนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักแล้วก็ฝากตัวด้วยนะครับ!” ผมพูดออกไปเสียงดัง ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูก 



“น่ารักจัง” 

“นายน่ารักมากเลย” 

“อย่ายิ้มกว้างขนาดนั้น ฉันใจสั่นแล้วนะ” 

“ให้ตายเถอะ! ขอบคุณที่นายมาเรียนที่นี่  ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้เรียนห้องนี้เลยจนวันนนี้” 

“ฉันรู้สึกรักโรงเรียนขึ้นมา ลบวันเสาร์อาทิตย์ออกได้ไหมฉันอยากมาโรงเรียนทุกวัน” 


เสียงพูดคุยและเอ่ยแซวดังขึ้นมาเป็นระยะๆ เพื่อนๆในห้องต่างเดินมาจับมือพูดคุยและแนะนำตัวกับผม บางคนก็ใช้คำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกจักจี้แปลกๆ แต่พวกเขาน่ารักมาก 



ทำไมโรงเรียนชายล้วนดูมุ้งมิ้งขนาดนี้นะไม่ได้เหมือนที่ผมคิดไว้และได้ยินมาเลย. บางคนไม่กล้าเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยซ้ำ บางคนเพียงแค่มองมาและยิ้มให้และมองไปทางอื่น 



“อะแฮ่ม!! กลับไปนั่งที่ตัวเองได้แล้วไหม” มินโฮว่าขึ้น เพื่อนๆในห้องต่างมองไปที่มินโฮและกลับไปนั่งที่ตัวเอง บางคนก็วิ่งกรู่เข้าไปหา พร้อมกับผลักอย่างแรงผมตกใจมากนึกว่าเขาจะมีเรื่องกัน และมินโฮเองก็ผลักกลับ



“หมั่นไส้ จองอินเป็นของมึงหรือไง” เอ่อ… ผมขอลบคำพูดที่เคยพูดว่าพวกเขามุ้งมิ้งและไม่น่ากลัวที่พูดไป ผมกำลังเดินเข้าไปห้ามถ้าหากไม่มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นก่อน 



“เป็นของกู มินโฮมันทำตามคำสั่งกู ใครมีปัญหามาคุยที่กู” ผมมองไปที่คนมาใหม่พร้มกับดวงตาคู่นั้นจดจ้องมาที่ผมไม่วางตา เพื่อนที่ดูเหมือนจะหาเรื่องมินโฮหน้าเจื่อนลง และเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง 



“เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ว่าจบข้อมือผมก็ถูกดึงรั้งด้วยมือหนา ท่านิ่งๆของเขามันทำให้เขาน่ากลัวไม่เบาเลยเหมือนผมจะโดนเขาไม่พอใจเอามากๆ 



เขาพาผมมาที่โรงยิมหรือสนามบาสในร่มของโรงเรียน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าผมตรงๆอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้แต่มองแผ่นหลังกว้างนี้ที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินเขาไม่หันมามองผมด้วนซ้ำว่าผมเดินตามทันไหม 



“รู้ไหมว่าเราผิด” ร่างสูงตรงหน้าถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยถาม



“อื้ม.. ขอโทษ” ไม่ว่าจะพูดยังไงผมก็ผิดอยู่ดี ผมเข้าใจและรับรู้มันในทันทีว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไรกัน มันเป็นความตั้งใจของผมและผมรู้อยู่แล้วว่าอีกคนจะไม่พอใจแน่ๆที่ผมจะมาเรียนที่นี้ และที่ผมเลือกที่จะไม่บอกก็เพราะว่าถ้าคุยกันเรื่องนี้ก็มีแต่จะทะเลาะกัน เพราะผมเคยลองแล้ว



“ย้ายโรงเรียน” คนตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ



“ไม่นะ!! ผมตั้งใจจะมาเรียนที่นี้ และผมก็ทำได้แล้ว ทำไมละไม่ดีใจหรือไงกันที่เจอผมบ่อยๆ พี่เสียใจหรอ ” ผมรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆทำไมต้องดูโกรธขนาดนี้ด้วย ไหนจะมาบอกให้ผมย้ายโรงเรียนอีก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมเรียนที่นี้ไม่ได้ 



“ที่นี้ไม่เหมาะกับเราหรอกเชื่อพี่” 



“ไม่เหมาะตรงไหน ทุกคนในห้องดูจะชอบผม พวกเขาไม่แกล้งผมแรงๆหรอก” เพราะคนตรงหน้าบอกกับผมมาตลอดว่าในรั้วโรงเรียนชายล้วนน่ากลัว แล้วก็ชอบเล่าวีรกรรมที่มีเรื่องชกต่อยให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ อีกทั้งบอกผมว่าถ้าผมเข้ามาเรียนก็มีแต่จะโดนแกล้งเปล่าๆเพราะผมตัวเล็กแล้วก็ดูไม่ทันคน 



“นั่นแหละที่ไม่ดี พี่ไม่ชอบ ไม่ชอบให้คนอื่นมาชอบเรา”พี่ชายข้างบ้านจ้องลึกเข้ามาในตาผมพร้อมกับน้ำเสียงจริงจัง 



“ พวกเขาไม่แกล้งผมหรอกจีซอง ผมโตแล้วนะ จะไม่ยอมให้ใครมาแกล้งง่ายๆ ถ้ามีคนมาแกล้งจะรีบวิ่งไปฟ้องเลย แล้วจีซองก็อัดพวกนั้นให้หน่วมเลยแบบนี้ดีไหม” ผมพยายามยิ้มสู้และพูดออดอ้อนพี่ชายคนสนิท เพราะผมรู้ว่าตอนนี้อกคนกำลังโกรธและไม่พอใจ พี่จีซองมักจะใจอ่อนเวลาผมเรียกชื่อเขา 



เราสนิทกันมากเขาโตกว่าผมหนึ่งปี เพราะบ้านเราอยู่ติดกันมันเลยทำให้เราสนิทกันมาก เท่าที่ผมจำความได้ผมชอบไปเล่นกับพี่จีซองเพราะผมเป็นลูกชายคนเดียว การมีพี่ชายที่คอยเล่นคอยดูแลปกป้องมันก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นดีถึงแม้เราจะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆก็ตาม 



เราตัวติดกันแบบบางครั้งพี่น้องแท้ๆก็ยังไม่ขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ และมันก็กลายเป็นความเคยชิน สิ่งแวดล้อมของผมที่มีพี่จีซองมันกลายเป็นความเคยชิน  แต่แล้วอยู่ๆความเคยชินนั้นกลับค่อยๆห่างหายไป

 

ผมกับพี่จีซองเราต้องเรียนคนละโรงเรียนเมื่อ1ปีที่แล้ว ตอนที่พี่จีซองจบมัธยมต้นเขาเป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียนเดิมที่ผมเรียนอยู่ และเพราะพี่จีซองเล่นบาสเก่งมากก็เลยโดนดึงตัวมาอยู่โรงเรียนชายล้วนแห่งนี้



ซึ่งโรงเรียนเดิมเป็นโรงเรียนลูกของโรงเรียนนี้ทำให้การเคลื่อนย้ายและสับเปลี่ยนเป็นไปอย่างง่ายดาย มันเกิดขึ้นตอนที่เขากำลังขึ้นมัธยมปลาย 



และพอเขาย้ายโรงเรียนมันก็ทำให้กิจวัตรประจำวันของผมเปลี่ยนไปด้วยจากที่เคยไปโรงเรียนพร้อมกันกลับพร้อมกัน ก็เปลี่ยนเป็นต่างคนต่างไปต่างกลับเพราะทางไปโรงเรียนคนละทางกัน



 ตอนเที่ยงผมมักจะไปกินข้าวกับเขาก็กลายเป็นต้องกินข้าวกับเพื่อนในกลุ่มแทน และตอนเย็นก่อนเลิกเรียนผมก็ต้องไปนั่งรอเขาซ้อมบาสพร้อมกับน้ำเย็น 


แต่ทว่ามันกลับกลายเป็นพอหมดคาบเรียนผมก็กลับบ้านเลยเพราะไม่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่สนามบาสทำไม ก็มันไม่มีพี่จีซองแล้ว ไม่มีใครต้องไปรอเพื่อที่จะกลับบ้านพร้อมกัน และพอกลับมาถึงบ้านห้องของนอนของเขาที่ผมมักจะไปหมกตัวเพื่อเล่นเกม 



 มันก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าเพราะพี่จีซองกว่าจะกลับบ้านเขาก็ซ้อมบาสที่โรงเรียนของเขานั่นทำให้ผมเลือกที่จะอ่านนิยายแปลเพื่อรอเขากลับบ้านทักวันจนกลายเป็นผมติดนิยายแปลไปโดยปริยาย 



และไหนจะไม่ยอมให้ผมไปเล่นด้วยอีกเวลาเพื่อนที่โรงเรียนใหม่เขามาที่บ้านจะว่าไปผมก็ทำตัวติดกับเขามากเกินไปจนเขาอาจจะรำคาญก็ได้ จากที่เราเจอกันทุกวันคุยกันทุกวันได้เล่นด้วยกันทุกวัน ก็กลายเป็น สองสามวันได้เจอกันที และมันก็น้อยลงเรื่อยๆ 



จนผมรู้สึกทนไม่ไหว ผมแค่อยากได้พี่จีซองคนเดิมกับมา แค่อยากไปโรงเรียนด้วยทุกวันและกลับพร้อมกัน ก็แค่อจากรอเขาซ้อมบาสแบบเดิม คุยกันเล่นกันแบบเดิม นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมมาเรียนที่นี้ 



ผมไม่รู้ว่าเพราะพี่จีซองไม่ว่างจริงๆ หรือเพราะว่าเขาไม่อยากเจอผมแล้ว เขารำคาญผมแล้ว เขาไม่อยากมีน้องชายแบบผมแล้ว พอคิดแบบนี้แล้วมันรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ 



“ก็บอกว่าไม่ชอบให้คนมาชอบไง ไม่ได้กลัวว่าจะมาแกล้งสักหน่อย” พี่จีซองหลบตาผมก้มหน้ามองพื้นพร้อมพึมพำอะไรสักอย่าง 



“ว่าไงนะกลัวชอบอะไร” 



"ไม่มีอะไร... พี่ก็คงห้ามอะไรเราไม่ได้เลยสินะ ที่เคยคุยกันไว้นี้เลือกที่จะเมินเฉยใช่ไหม งั้นอยากเรียนที่นี้ก็เรียนไป " ถึงแม้พี่จีซองจะพูดออกมาแบบนั้นแต่ผมก็รู้สึกถึงความไม่ปกติในน้ำเสียง ดูเหมือนจะโดนโกรธหนักกว่าเดิมอีกด้วยเพราะประโยคเมื่อครู่เต็มไปด้วยถ้อยคำประชดประชัน



"จีซองอย่าโกรธสิ ดีกันนะดีกัน" ผมกอดอีกคนแน่นพร้อมซุกหน้าเข้าอกแกร่ง แต่ทว่าพี่จีซองกลับผลักออก 



"อย่าทำแบบนี้อีก" ไม่เพียงแต่น้ำเสียงที่จริงจังและใบหน้าคมที่เรียบนิ่ง แต่กลับเป็นเท้าทั้งสองข้างก้าวถอยห่างผมออกไป ผมรู้สึกมึนงงและหนักอึ้งไปหมดราวกับมีคนเอาค้อนปอนมาทุบหัว ทำไมพี่จีซองต้องผลักผมออกด้วย... ทำไมต้องพูดว่าอย่าทำอีก 



ทำไมต้องมีท่าทีที่ไม่พอใจขนาดนั้นด้วย ทั้งๆที่แต่ก่อนผมก็ทำแบบนี้เวลาอยากให้อีกคนหายโกรธ และมันก็มักจะได้ผลเสมอแต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป แค่ผมย้ายโรงเรียนมาเรียนโรงเรียนเดียวกันกับเขา แค่ผมอยากให้เราเป็นแบบเดิม ก็แค่... คิดถึงช่วงเวลาที่มีเขา ผมผิดขนาดนั้นเลยหรอ



"ทำไมทำไม่ได้ ทำไมจีซองต้องเปลี่ยนไป ผมอึดอัดนะรู้ไหม! ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมอยู่ๆจีซองก็เอาแต่ไล่ผม เอาแต่ผลักไสผมให้อยู่ห่างๆ ไม่ได้อยากมีผมเป็นน้องชายแล้วงั้นหรอ" 



ผมระเบิดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไม ถ้าผมเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขมันได้แล้วพี่จีซองจะกลับมาเป็นแบบเดิมผมจะทำ 



"ใช่! ฉันไม่อยากมีนายเป็นน้องชาย" พี่จีซองพูดมันออกมาได้ยังไง... สรรพนามที่เปลี่ยนไปมันคืออะไรกัน 



"โกหก จีซองโกหก!! เพราะโกรธที่ผมไม่บอกว่าจะย้ายโรงเรียนใช่ไหม จีซองพูดเพราะโกรธผมใช่ไหม" ผมเดินเข้าไปทุบตีอีกคนพร้อมกับความรู้สึกที่แหลกละเอียด ทำไมต้องพูดจาใจร้ายขนาดนี้ด้วย 



เราคุยกันเรื่องนี้หลายรอบมากตอนที่ผมรู้ว่าเขาจะต้องย้ายโรงเรียน ผมตั้งใจจะย้ายตั้งแต่ตอนผมอยู่มัธยมต้นตามเขาด้วยซ้ำ แต่พี่จีซองก็ไม่ให้ย้ายแถมบอกว่าถ้าผมย้ายเขาจะโกรธและไม่คุยด้วย ที่เขาพูดจาใจร้ายกับผมเพราะเขากำลังโกรธผมที่ผมดื้อด้านใช่ไหม 




"..." พี่จีซองเอาแต่นิ่งให้ผมทุบตีเขาอยู่แบบนั้นเขาไม่แม้แต่จะห้ามหรือพูดอะไร และนั่นทำให้ผมรู้สึกผิดขึ้นมาที่ผมตีเขาไปซะแรง แถมเขายังไม่ต่อต้านหรือเดินหนีเลยราวกับกำลังปล่อยให้ผมทุบตีเขาจนกว่าผมจะพอใจ 



"เจ็บไหม.. จะ..เจ็บมากไหม ขอโทษ... จีซองผมขอโทษ" ผมทำตัวไม่ถูกเมื่อผมสำรวจเห็นรอยแดงบนอกและไหล่เขาใต้เสื้อนักเรียน 



บรรยากาศระหว่างเราเต็มไปด้วยความอึมครึม พี่จีซองไม่พูดอะไรและเขาก็ไม่ได้เดินหนีไปไหนด้วยถึงอย่างรอบตัวเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้ามันยาวนานมากในความรู้สึกทั้งๆที่เวลามันพึ่งผ่านไปไม่กี่นาที




"ผม..กลับไปเรียนโรงเรียนเดิมก็ได้ถ้ามันจะทำให้จีซองหายโกรธผม ถ้าผมกลับไปเรียนโรงเรียนเดิมจีซองจะหายโกรธและ...อยากมีผมเป็นน้องชายเหมือนเดิมใช่ไหม" 



ผมตัดสินใจพูดขึ้นอีกครั้ง เพราะผมทนมันไม่ได้ ถ้าสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้มันเป็นเพราะผมมาเรียนที่นี้ผมก็จะกลับไปเรียนที่เดิม 



"ไม่หรอกจองอิน นายไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะที่ไหนฉันก็ไม่อยากมีนายเป็นน้องชาย" 



"ตะ..แต่ผมอยากมีจีซองเป็นพี่ชายนะ" ผมพยายามอย่างมากไม่ให้น้ำเสียงที่พูดออกไปสั่นไหวไปมากกว่านี้ ผมเป็นคนร้องไห้ยากมากแต่ทำไมตอนนี้ผมถึงได้รู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหวรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวยังไงไม่รู้ เหมือนโลกทั้งใบพังลงต่อหน้าต่อตา ผมรู้สึกผิดทั้งๆที่ผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร 






  

ตอนแรกจบแล้ววว เรื่องนี้มี2ตอนนะคะ อีกครึ่งหลังจะเป็นของพี่จีซองน้าา

อะไรกันทำไมต้องพูดจาไม่ดีกับลูกเราด้วย เดี๋ยวยกให้พี่มินโฮซะเลย

ดีไม่ดียังไงฝากดิชมด้วยนะคะ ต้องการมากๆถ้าไม่มีคนอ่านเราก็ไม่สามารถแต่งได้

ถ้ามีคนอ่านจะรีบมาต่อครึ่งหลังได้โปนดแสดงตัวด้วยนะคะ5555ไว้เจอกัน

ปล.เราพิมพ์และอัพในทรศ ไม่ได้จัดหน้าขออภัย คอมพังแต่ก็ยังอยากเขียนไม่เจียมเลยถถถ



-ชต้วนตัน-





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #10 Ppillow_SUGA (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:56
    คนบร้าาาา ทำไมไม่พูดไปเลยว่าอยากได้น้องเป็นเเฟนนนน
    #10
    0
  2. #6 WanwisaSanguan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 19:49
    น่ารักมากๆๆๆ มาต่อไวๆนะคะ
    #6
    0
  3. #4 Luktarn_Pakjira (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 18:30
    สนุกง่ะ รออยู่เน้ออออ
    #4
    0
  4. #3 Bowww34571 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 18:26
    พี่จีซองใจร้ายย งื้อออ รออยู่น๊าาา
    #3
    0
  5. #2 Jrwhyy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 16:08
    หน่องจองอิน พิจีซอง ~~~~~~ มันก็ดูจะหน่วง แต่ก็เขินเน้อ
    #2
    0
  6. #1 poy10132547 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 15:13
    รอค่ะ:-)
    #1
    0