END - สัมผัส@รัก (สนพ.2U Publishing)

ตอนที่ 13 : สัมผัสครั้งที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,322 ครั้ง
    16 ส.ค. 62



ร้านคาเฟ่ตกแต่งน่ารักซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชาวบล็อกเกอร์และชาวเน็ตที่พากันมาตามรีวิว แม้กระทั่งเวลาสายๆก็ยังมีคนนั่งกันเกือบจะเต็มร้าน สถานที่ตั้งนั้นอยู่ห่างจากคอนโดฯของผมมากหน่อย แต่เป็นทางผ่านระหว่างขับรถ เมื่อได้ที่จอดรถเรียบร้อย ก็เดินฝ่าไอแดดร้อนเข้าไปในร้าน

ผมมาที่นี่ได้สองสามครั้ง นอกจากร้านสวย ที่ทำให้คนเยอะคงเป็นเพราะฝีมือการทำขนมของปาทิซิเย่ด้วย พอแจ้งกับพนักงานในร้าน รอได้ไม่ถึงนาทีผู้หญิงท่าทางอ่อนหวานเรียบร้อย และรอยยิ้มสวยก็เดินออกจากส่วนครัวมาหา

“คุณแตม ไม่บอกก่อนล่ะคะว่าจะมา พายตกใจเลย”

“ผมกำลังจะกลับบ้านแล้วคุณแม่ชอบทานขนมหวาน ก็เลยเลือกร้านคุณพายเพราะว่ารับประกันความอร่อยได้แน่นอน ผมชิมแล้ว มั่นใจ” หยอกกลับไป คนฟังก็ยิ้มกว้าง แก้มแดงระเรื่อนิดๆกับคำชม เสียงพูดคุยอารมณ์ดีของคุณพายทำให้ผมยิ้มตามไปด้วย

“ชมแบบนี้พายตัวลอยหมดแล้ว คุณแม่คุณแตมชอบทานขนมแบบไหนคะ พายจะได้แนะนำถูก”

“อืมม แม่ชอบทานของหวานทุกอย่างเลยครับ ส่วนพ่อผมไม่ค่อยทานหวานเท่าไหร่ ยังคิดอยู่เลยว่าจะซื้ออะไรไปฝาก”

“ถ้าอย่างนั้นลองชีสเค้กญี่ปุ่นไหมคะ พายเพิ่งอบเสร็จยังไม่ได้เอาออกมาหน้าร้านเลย เป็นสูตรที่พายเอามาปรับให้เหมาะกับคนไม่ชอบทานหวาน และไม่เลี่ยนด้วย” ผมมองไปยังชีสเค้กก้อนขนาดเล็กเท่าฝ่ามือสีน้ำตาลสวยมีตราประทับสัญลักษณ์ของร้านอยู่ด้านบนและประดับเพิ่มด้วยลูกเบอรี่ผลเล็กๆสามลูกสีแดงสด ซึ่งพนักงานกำลังยกออกมาใส่ตู้ “ส่วนคุณแม่เป็นบานอฟฟี่หรือเรดเวลเวทก็ดีนะคะ สองตัวนี้ขายดีที่สุดในร้านเลย”

“โอเคครับ ขออย่างละชิ้นนะครับ รบกวานคุณพายใส่กล่องให้ด้วย”

“สามอย่างนะคะ” คุณพายทำหน้างงนิดๆ เหมือนอยากจะถามว่า มีพ่อกับแม่ทำไมสั่งสามอย่าง ผมหัวเราะแล้วเกาแก้มตัวเอง

“ผมก็ชอบของหวานเหมือนกัน คุณพายอย่าลืมสิ”

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” เสียงหัวเราะใสๆกลั้วมากับประโยคคำพูด จากนั้นคุณพายก็สั่งให้เด็กในร้านช่วยจัดการ แล้วยังเสิร์ฟชาเย็นให้ดื่มระหว่างรออีก “จริงสิคะ อาทิตย์หน้าพายว่าจะลองฝึกทำเค้กสูตรใหม่ ถ้าคุณแตมว่างมาชิมสิคะ”

“ขยันจังเลยนะครับ เสียดายจังเลยที่อาทิตย์หน้าผมไม่อยู่ จะลงใต้ไปเที่ยวพัทลุงครับ” ด้วยความตื่นเต้นผมก็เล่าแผนการเที่ยวคร่าวๆให้คุณพายฟัง ทั้งเรื่องล่องแพไม้ไผ่และสถานที่พักที่เห็นว่ากันว่าสวยมาก

“โห น่าอิจฉาจังเลย พายเองก็อยากไปเที่ยวบ้าง นี่ตั้งแต่เปิดร้านมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพื่อนพายก็เพิ่งไปเที่ยวมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ไม่ได้แล้วพายต้องหาเวลาเที่ยวบ้างแล้วค่ะ”

ผมอ้างปากคล้ายจะพูดแต่ก็ไม่พูด ในใจกำลังคิดว่าควรชวนคุณพายไปเที่ยวด้วยกันดีไหม แต่ก็ลังเลเพราะว่าผมไม่ได้ไปคนเดียว ยังมีพี่ทัชร่วมทริปอีกคน และพี่เขาไม่ได้สนิทกับคุณพาย พาไปจะกลายเป็นอึดอัดหรือเปล่า

หรือผมจะลองถามพี่ทัชดูอีกทีดี

เมื่อได้ขนมบอกลากคุณพายแล้วผมก็ขับรถตรงกลับบ้าน ความตื่นเต้นเล็กๆเริ่มครอบงำเมื่อเห็นรั้วบ้านที่ไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาหลายปี

กับครอบครัวไม่ได้ถึงกับตัดขาด เราไม่เคยมีปากเสียงกันแต่คล้ายกับต่างฝ่ายต่างรู้ถึงปัญหาว่าทำไมถึงไม่ได้ติดต่อกันบ่อยๆอย่างเมื่อก่อน...คงตั้งแต่ที่พ่อออกปากให้ผมย้ายออกจากบ้านไปอยู่เอง

ความน้อยใจ ไม่เข้าใจที่สั่งสมมาทีละเล็กทีละน้อยกลายเป็นทิฐิ ปากบอกว่าจะอยู่เพื่อพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าผมดูแลตัวเองได้ แต่จริงๆแล้วคือผมเสียใจมากกว่า จากที่สนิทกับพ่อก็เลยเป็นแม่ที่คุยได้อย่างสบายใจกว่าแทน แม้บางครั้งพวกท่านจะไปเยี่ยมที่คอนโดฯบ้าง แต่ก็ไม่ได้บ่อยนัก บางทีผมก็หลบเลี่ยงอ้างโน่นอ้างนี่ ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันคงเป็นหกเดือนที่แล้ว

“แตม” แม่ร้องเรียกอย่างยินดีเมื่อผมลงจากรถ โผเข้ามากอดผมด้วยความคิดถึง ความรู้สึกผิดยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก ผมกอดแม่แน่นขึ้นจนแม่แปลกใจ “มีอะไรหรือเปล่าลูก”

“เปล่าครับ แตมคิดถึงแม่ เข้าบ้านกันดีกว่า” ผมคิดว่าจะเอาไว้เปิดใจคุยกับพวกท่านพร้อมกัน แม้จะเกริ่นมาบ้างแล้วทางโทรศัพท์ แต่ก็อยากคุยต่อหน้ามากกว่า

“จ้ะ งั้นเข้ามาเลย อ้อแต่ว่าวันนี้น้องหวายมาค้างที่บ้านเรานะลูก แตมโอเคไหม” แม่มีสีหน้าลำบากใจนิดหน่อย ผมรู้ว่าทำไม เพราะว่านอกจากพ่อกับแม่แล้วผม(เคย)ถูกตัวคนอื่นไม่ได้ น้องหวายเป็นลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องผมเอง อายุห้าขวบกำลังซน คงกลัวน้องจะเล่นเพลินแล้วบังเอิญมาถูกตัวผมเอา เด็กวัยนี้อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจอาการที่ผมเป็น

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้เจอน้องหวายตั้งนานแล้ว โตขึ้นเยอะไหมครับ”

“โตทางขวางน่ะสิ ไม่สูงขึ้นเลย อ้วนอย่างเดียว กินเก่งเป็นที่หนึ่ง” พอเห็นว่าผมไม่มีปัญหาก็ทำท่าโล่งใจ พาเดินเข้าบ้าน เล่าเรื่องน้องหวายสุดแสบให้ฟังไปด้วย

หลานสาวผมก็ท่าทางจะอายุยืน พอเข้าบ้านปุ๊ปก็วิ่งออกมายืนรอที่หน้าประตูทันที พ่อเองก็เดินตามออกมาด้วย ผมมองสบตากับพ่อเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กล้ามองตาท่าน แววตาที่มีความคิดถึง ห่วงหา...ที่ผ่านมาผมกล้าคิดไปได้ยังไงว่าพวกท่านอยากจะผลักไส

“สวัสดีครับพ่อ” ผมยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม พ่อยกยิ้มแบบสุขุมชวนให้คิดถึงคุณหมอข้างห้อง เย็นนี้พี่ทัชคงต้องหาข้าวเย็นทานเอง ซึ่งผมบอกไปแล้วว่าจะค้างที่บ้านหนึ่งคืนและกลับวันพรุ่งนี้ พี่เขาไม่งอแงเลย รีบสนับสนุนให้ผมกลับบ้านด้วย เลยตั้งใจว่าจะเอากับข้าวอร่อยๆฝีมือแม่ไปฝาก

ทำตัวน่ารักเนอะ คุณพี่ข้างห้องเนี่ย

“ใครอะคะ คุณยาย” น้องหวายเงยหน้ามองผมตาปริบๆ ผมไม่ได้เจอหน้าหลานบ่อยนัก เด็กจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก แต่สายตาใสที่มองด้วยความสนใจนั่น น่ารักดีจัง ที่จริงผมไม่ได้ชอบเด็กนะ แต่คงต้องยกเว้นหลานเอาไว้ ยังไงก็สายเลือดเดียวกัน

“นี่น้าแตมไง เป็นน้าของน้องหวาย จำน้าแตมได้ไหมคะ” แม่ผมบอก น้องก็ส่ายหน้า

“ฮ่าๆ คงจำไม่ได้หรอกแม่ แตมเจอหลานตอนนั้นเพิ่งสามขวบเองมั้ง” ผมบอกแล้วย่อตัวลงไปนั่งยองๆ “สวัสดีค่ะน้องหวาย น้าแตมชื่อน้าแตมนะ เป็นน้องของคุณแม่น้องหวายค่ะ”

“น้าแตม” น้องเรียกทวนชื่อผม อาจจะด้วยสายสัมพันทางสายเลือด(ว่าไปนั่น) น้องก็เริ่มยิ้มให้ เป็นเด็กที่ไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย “น้าแตมสวัสดีค่ะ น้องหวายชื่อน้องหวาย อายุห้าขวบ”

ที่จริงแล้ว เด็กๆก็น่ารักดีเหมือนกันเนอะ พี่ทัชจะรักเด็กไหมนะ ท่าทางสุภาพอ่อนโยนอย่างนั้นต้องรักเด็กแน่ๆ อยากเห็นตอนอยู่กับเด็กจัง

วันหลังชวนน้องหวายไปค้างคอนโดฯบ้างดีกว่า

“เข้าบ้านกันเถอะ แม่เขาเตรียมกับข้าวเอาไว้แล้ว หิวไหมลูก” เสียงของพ่อทำให้ผมอยากจะร้องไห้ ผมวางถุงขนมในมือตรงเข้าไปกอดพ่อเอาไว้แน่น

“แตมขอโทษ ขอโทษนะครับพ่อ”

ท่านไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว มีเพียงอ้อมกอดที่โอบรัดกลับมาด้วยความอารี อ้อมกอดที่ตอนเด็กผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี สิ่งที่คอยปกป้อง คุ้มกัน ให้รู้สึกว่าปลอดภัย ไม่ว่าโลกใบนี้จะโหดร้ายกับเราแค่ไหน แต่พ่อกับแม่ก็คือคนที่คอยซัพพอร์ตและให้กำลังใจเราอยู่เสมอ

ผมเกือบจะลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว

แม่ตัดบทซาบซึ้งของเราพ่อลูกด้วยการไล่ไปกินข้าว อาหารฝีมือแม่ที่ผมไม่ได้กินซะนาน มีน้องหวายร่วมโต๊ะด้วยทำให้บรรยากาศสนุกสนานร่าเริง ด้วยความที่ผมกับพ่อแม่สนิทกันมากมาก่อนแล้ว เราจึงไม่มีคำพูดอะไรเพื่อปรับความเข้าใจก็รับรู้ได้ว่า ทำไมผมถึงได้กลับมาที่บ้านหลังนี้

“น้าแตม~” หลังทานข้าวเรียบร้อย ก็ย้ายมาที่ห้องนั่งเล่น ผมเล่าเรื่องงานที่กำลังไปได้ดีให้พ่อกับแม่ฟัง เห็นสีหน้าภูมิใจแล้วก็หายเหนื่อย น้องหวายนั่งระบายสีลงสมุดภาพเงยหน้าขึ้นมาเรียกขัดจังหวะพอดี เลยยังไม่ได้เล่าเรื่องที่ตัวเองหายแล้วกับเรื่องพี่ทัชให้ฟัง

“ครับ”

“น้องหวายง่วง” เด็กน้อยทำตาปรือใส่ ผมเหวอไปเลยเพราะไม่เคยเลี้ยงเด็ก แม่ก็หัวเราะอย่างผู้ชำนาญการ

“เด็กวัยนี้ยังต้องนอนกลางวันน่ะ แต่ติดแตมไวเหมือนกันนะเนี่ย”

“งั้นเหรอ แล้วน้องต้องไปนอนไหนอะแม่”

“ห้องข้างๆนี่แหละ มีฟูกปูเอาไว้อยู่ เดี๋ยวแม่พาไปเอง” แม่ผมลุกขึ้นจะจูงน้องหวายไปนอนตอนบ่าย แต่น้องเบี่ยงตัวหลบแล้วยื่นสองแขนมาทางผมแทน

“น้าแตม อุ้ม”

“น้องหวาย ตาอุ้มดีกว่านะ” พ่อผมเลยขยับจะลุกบ้าง ผมส่งยิ้มให้พ่อว่าไม่เป็นไร สอดแขนเข้าไปยกตัวหลานขึ้นในอ้อมกอด สีหน้าของพ่อแม่อึ้งไปอย่างที่คิดเอาไว้

“เดี๋ยวแตมกลับมาเล่าให้ฟัง” กระซิบบอกพ่อกับแม่ก่อนจะพาหลานไปนอนห้องข้างๆ น้องหวายเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ถ้าบอกว่าง่วง พอวางลงกับฟูกห่มผ้าให้ ไม่ถึงสองนาทีก็หลับสนิท ผมกลับไปที่ห้องนั่งเล่นข้างๆ พ่อกับแม่นั่งรอฟังอยู่ก่อนแล้ว

“แตมอุ้มหลานได้ด้วยเหรอ”

“ได้แม่ ที่แตมบอกว่ามีเรื่องจะพูดก็คือเรื่องนี้แหละ....แตมหายแล้วนะ”

“จริงๆเหรอลูก” พ่อมีสีหน้ายินดีอย่างมาก แม่เองก็ไม่ต่างกัน ถึงขั้นน้ำตาซึม ซักถามใหญ่ว่าทำไมผมถึงหาย ไปหายได้ยังไง แล้วหายตั้งแต่เมื่อไหร่ รัวคำถามเป็นชุดจนตอบแทบไม่ทัน

ก็เล่าให้ฟังทุกอย่างแหละครับ ทั้งเรื่องที่พี่ทัชที่อยู่ข้างห้องเป็นจิตแพทย์ เรื่องที่บังเอิญเจอพี่จ๋า และเรื่องสมัยเด็ก พอปมถูกคลาย ก็ปลดล็อกและหายได้เอง

“แตมอยากเซอร์ไพรส์พ่อกับแม่ ก็เลยรอมาเล่าให้ฟังที่บ้าน อีกอย่างคือแตมอยากจะขอโทษด้วย เรื่องที่ผ่านมาเป็นเพราะแตมเข้าใจผิด นึกน้อยไปใจเอง คิดว่าพ่อ...”

“ช่างมันเถอะ พ่อเองก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แตมจะได้เข้มแข็ง แค่รู้ว่าแตมหายพ่อก็ดีใจแล้ว...พ่อกับแม่น่ะ อายุมากขึ้นทุกวัน เราไม่รู้ว่าจะอยู่ดูแลแตมไปได้นานแค่ไหน หากวันหนึ่งไม่มีพ่อกับแม่คอยปกป้อง ลูกจะทำยังไง...เป็นสิ่งที่พ่อห่วงมาตลอด ถึงได้ต้องใจแข็งส่งลูกออกไปอย่างนั้น”

“พ่อ” หลังจากนั้นน้ำตามากมายก็ไหลลงมา ผมร้องไห้อย่างไม่คิดอายว่าโตแล้ว ความรู้สึกผิดและขอบคุณปะปนกันแต่ก็ไม่ได้สับสนกับความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป “แตมขอบคุณนะ พ่อ แม่ ถ้าหากว่าพ่อกับแม่ไม่ทำอย่างนี้ แตมก็คงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่กล้าเผชิญหน้ากับใคร และคงไม่มีแตมวันนี้”

อย่างที่พี่ทัชบอก หากพ่อไม่ทำ ผมคงนั่งกัดเล็บตัวเองอยู่ในห้องนอนไปแล้ว

พ่อกับแม่ เป็นพ่อกับแม่ที่ดีที่สุดในโลกเลย

“ได้ยินอย่างนี้แล้วอยากจะเจอคุณหมอคนนั้นจัง ถึงจะบอกว่าไม่ได้รับเคสของแตมไปรักษา แต่แม่ว่าคุณหมอก็ช่วยแตมเอาไว้มาก แม่อยากจะขอบคุณจริงๆ”

“ครับ พี่ทัชใจดีมาก คอยช่วยเหลือแตมทุกอย่างเลย ดีจริงๆที่พี่เขาย้ายมาอยู่ข้างห้อง”

“วันหลังชวนมาทานข้าวบ้างสิลูก พ่อก็อยากเจอ”

“เอ๊ะ หรือเราจะไปขอบคุณคุณหมอเขาที่คอนโดฯดี” แม่สนับสนุนความคิดของพ่อเต็มที่ ผมหัวเราะเสียงใส คิดถึงหน้าพี่ทัชตอนเจอพ่อกับแม่ตัวเอง คงจะยิ้มสุภาพไม่เปลี่ยน แต่ผมที่สนิทกับพี่เขา รู้เลยว่าพี่มันไม่ได้สุภาพอย่างที่เห็นภายนอกหรอก

จกตาของแท้



---------------------------


ใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่และน้องหวายจนอิ่มใจ เหมือนได้มาชาร์ตแบ็ตกับขุมพลังลับของตัวเอง ผมก็เดินทางกลับคอนโดฯในบ่ายของอีกวัน ถึงแม้จะหายดีจากอาการกลัวการถูกสัมผัสแล้วพ่อก็ไม่ได้บอกให้ย้ายกลับบ้านอย่างที่คิด แต่บอกให้อยู่ที่นั่นแล้วมาเยี่ยมบ้านบ่อยๆเอา เพราะว่าผมโตแล้ว และวันไหนว่างจะไปเยี่ยม เราไม่ได้อยู่ไกลกันขนาดนั้น

พ่อก็ยังเป็นพ่อที่อยากจะผลักดันให้ลูกเข้มแข็ง เผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

ซึ่งตอนนี้ผมไม่น้อยใจอะไรแล้ว เพราะรู้ว่านั่นคือความหวังดีของคนเป็นพ่อแม่ พวกท่านรักผม ผมรู้แล้ว

ผมขนของกินมาเยอะมากเห็นว่าวันนี้พี่แก้มอยู่ในออฟฟิศเลยแวะแบ่งน้ำพริกที่แม่ทำไปฝากด้วย ตั้งแต่อยู่ที่นี่พี่แก้มก็ดีกับผมตลอด

“พี่แก้ม ขยันจังเลย วันหยุดแท้ๆ ยังมาทำงานอีก”

“น้องแตม พี่แวะมาเอาเอกสารค่ะ แล้วนี่ไปไหนมาคะ ของเต็มไปหมดเลย ให้พี่ช่วยขนขึ้นห้องไหม”

“ไม่เป็นไรครับ แตมเห็นพี่แก้มอยู่เลยเอาน้ำพริกเห็ดที่แม่ทำมาฝาก” ผมยื่นถุงน้ำพริกสีสันจัดจ้านไปให้ พี่แก้มตาโตเบิกกว้างขึ้นอย่างยินดี เพราะเคยได้ทานฝีมือแม่ผมบ้างแล้วจากเวลาที่แม่มาเยี่ยมแล้วขนเอากับข้าวมาให้

“ขอบคุณนะคะ ดีจังเลย พี่คิดถึงน้ำพริกฝีมือแม่น้องแตมมากกก ติดใจจนอยากจะยุให้ทำขายเลยล่ะ”

“ฮ่ะๆๆ เอาไว้จะบอกแม่ให้นะครับ”

“อ้อจริงสิ เมื่อวันก่อนมีพัสดุส่งถึงน้องแตมด้วยล่ะ พี่เก็บไว้ให้ รอแป๊บนึงนะ” พี่แก้มวางถุงน้ำพริกลงบนโต๊ะแล้วเดินไปที่ชั้นด้านหลังซึ่งเอาไว้เก็บพัสดุของลูกบ้าน หยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวมาตรฐานไปรษณีย์ไทยไม่ใหญ่มาก ประเมินแล้วพอถือขึ้นไปได้ก็เลยเซ็นรับแล้วขอบคุณพี่แก้มไป

กลับขึ้นห้องก็วางสารพัดกับข้าวที่แม่ให้มาในครัว เอากล่องพัสดุมานั่งพิจารณาดู ปกติแล้วแบรนด์สินค้าที่ผมรับผิดชอบด้านออนไลน์จะส่งเป็นกล่องหรือถุงของแบรนด์มาผ่านทางแมสเซ็นเจอร์ แต่รอบนี้กลับเป็นกล่องไปรษณีย์ ถึงจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก บางทีอาจจะเป็นของออนไลน์ที่ผมสั่งและลืมไปแล้วก็ได้

ผมเอากล่องนั่นไปวางรวมกับบรรดากล่องและถุงที่ยังไม่ว่างแกะออกดู จากนั้นก็ออกจากห้องตัวเอง ไปเคาะห้องข้างๆ รอไม่นานประตูก็เปิดออก

“กลับมาแล้วเหรอครับ” เจ้าของห้องยิ้มทัก ทำท่าจะเปิดประตูให้กว้างขึ้นเพื่อเชิญผมไปด้านใน แต่ผมยกมือห้ามก่อน

“ไปห้องแตมดีกว่า”

“หือ? ร้ายนะเรา ชวนพี่เข้าห้องเหรอ” พี่มันทำเป็นยิ้มล้อเลียน

“พี่ยังชวนแตมเข้าห้องตั้งบ่อย ทำไมแตมจะชวนพี่เข้าห้องบ้างไม่ได้ มาเถอะครับ มีอะไรจะให้ดู” ผมจับข้อมือพี่ทัชดึงออกจากห้อง แถมบริการปิดประตูห้องให้ด้วย เจ้าของห้องล็อกประตูยังไม่ทันเสร็จก็ต้องรีบเดินตามผมเข้าห้องข้างๆ ก็คือห้องผมเองนี่แหละ ประตูไม่ได้ล็อกหรอกเปิดเข้าไปได้เลยเพราะว่าแค่ตั้งใจเดินออกมาเรียกพี่เขาแค่นั้น

“ไหนอยากให้พี่ดูอะไร”

“นี่ไง” ผมผายมือไปยังกล่องใส่อาหารที่เพิ่งดึงจากถูกวางเรียงกันเกือบห้ากล่อง เพราะเป็นกล่องใสจึงเห็นด้านในอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเปิดออกดู

“อาหาร? น้องแตมทำเหรอ พี่คิดว่าเพิ่งกลับมาจากบ้านซะอีก”

“เปล่าสักหน่อย แม่ทำมาให้ นี่ของพี่หมดเลยนะ แตมเล่าเรื่องที่พี่ช่วยเอาไว้เยอะเลยแม่เลยฝากกับข้าวมา ฝีมือแม่แตมอร่อยที่สุดเลยนะ ใครชิมก็ติดใจ พี่ต้องชอบแน่ๆ”

“งั้นเหรอ” พี่ทัชยกยิ้ม มองกล่องบนโต๊ะแล้วหันมามองหน้าผม ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด “แต่พี่คิดว่า ยังไงพี่ก็คงติดใจรสมือแตมมากกว่าอยู่ดี”

“....หระ เหรอ”

“หน้าแดงนะ”

“พี่ทัช!!

“หึหึ โอเค พี่จะทำเป็นไม่เห็นว่าแตมหน้าแดงก็ได้เนอะ” เนี่ย ก็ล้ออยู่เนี่ย “ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราจะทานอาหารฝีมือแม่แตมเหรอ พี่จะได้โทรไปยกเลิกร้านที่จองเอาไว้”

“ร้านอะไร พี่จองร้านอาหารเหรอ” ผมมองหน้าอีกฝ่ายงงๆ ก่อนออกจากบ้านไลน์คุยกัน ไม่เห็นพี่มันพูดเรื่องร้านอาหารนี่

“คิดว่าแตมกลับมาคงเหนื่อย วันนี้พี่ก็เลยคิดว่าไม่ทำกับข้าวจะดีกว่า แล้วตอนโน้นแตมเคยบ่นว่าอยากลองทานร้านที่รีวิวในเนต ที่ติดริมแม่น้ำน่ะ พี่เลยโทรไปจองไว้”

คนอย่างพี่นี่มัน...จะใส่ใจกันเกินไปแล้ว

เพิ่งรู้เหมือนกันว่าผมรู้สึกดีแค่ไหนที่มีคนคอยเอาใจ คอยดูแล แล้วก็ทำอะไรให้ นอกจากพ่อแม่ แล้วก็ไอ้กรรณ ก็มีพี่ทัชแค่คนเดียว และยัง...แตกต่างอย่างบอกไม่ถูก

พอจ้องกล่องอาหารของแม่สลับกับหน้าพี่ทัชแล้ว ผมก็ตัดสินใจยัดทุกกล่องเข้าตู้เย็น หมุนตัวกลับมาสบตากับคนที่กำลังงง

“เก็บไว้กินพรุ่งนี้ก็ได้เนอะ มื้อเช้าทานด้วยกัน มื้อกลางวันพี่ก็เอาไปทานที่ทำงาน แล้วมื้อเย็นก็ทานด้วยกันอีก แป๊บเดียวก็หมดแล้ว” นี่เห็นแก่จองร้านอาหารไว้หรอกนะ จะรับผิดชอบช่วยกินก็ได้ ไม่ใช่เพราะอาหารของแม่อร่อยนะ จริงจริ๊งง

พี่ทัชหัวเราะคำพูดผม ยกมือขึ้นขยี้หัวเหมือนนึกหมั่นเขี้ยว ผมก็พยายามปกป้องตัวเองสุดกำลัง ดึงมือใหญ่ออกจากเส้นผมตัวเองได้สำเร็จ จับย้ายลงไปทาบที่แก้ม เอียงหน้าซบกับฝ่ามือพี่เขาเอาไว้

“แกล้งแตมอะพี่ทัช”

“คุยกับที่บ้านเป็นยังไงบ้างครับ” พี่ทัชยิ้มอ่อนโยน ขยับเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นจนผมถอยไปพิงหลังกับตู้เย็น ด้านหน้าคือมนุษย์ตัวโตที่ประคองสองแก้มผมเอาไว้ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเล่นบนผิวเบาๆ

“ก็อย่างที่เล่าให้ฟังตอนโทรคุยกันเมื่อคืนแหละครับ ไม่ได้เคลียร์อะไรชัดเจนหรอกแต่พ่อกับแม่แล้วก็แตมก็เข้าใจกันดี ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้ทะเลาะกันด้วย แตมแค่...คิดไปเอง”

“ดีแล้วครับ คนเก่งของพี่” ดวงตาละมุนหลังกรอบแว่นแสดงความชื่นชมผมอย่างชัดเจน เรามองสบตากัน ส่งยิ้มให้กัน หลังจากนั้นใบหน้าหล่อเหลาของพี่ทัชก็เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ความเงียบล้อมอยู่รอบตัวเรา ผมวางมือซ้อนที่หลังมือของพี่ทัช เผลอออกแรงบีบมากขึ้นอีกเล็กน้อย ค่อยเงยหน้าและหลับตาลงคล้ายจะตอบรับรวมถึงรอคอยบางอย่าง

ลมหายใจอุ่น เป่ารดที่ข้างแก้ม

“น้องแตม” เสียงทุ้มกระซิบแหบพร่า ดังจากริมฝีปากที่เดาว่าน่าจะใกล้ ใกล้มากๆ ผมหลับตาแน่นกว่าเดิม หัวใจเต้นรัว ทั้งลุ้น ทั้งตื่นเต้น ไม่กล้ากระทั่งจะหายใจ

และ

ติ๊งต่อง~

ผมสะดุ้ง กระโดดออกจากจุดที่ยืนอยู่ทันที ส่วนพี่ทัชนิ่งค้างไปแล้ว หลายวินาทีพี่เขาก็ยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ พึมพำอะไรสักอย่างเสียงเบาจนไม่ได้ยิน ดวงตาฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย

“สะ สงสัย ไอ้กรรณมามั้งครับ พะ พอดีมันโทรมาก่อนหน้านี้ว่าจะเอาของฝากจากโคราชมาให้ ครั้งก่อนเอาลงรถไม่หมดน่ะ”

“ครับ”

“พี่ทัช” ผมส่งเสียงอ้อน ขยับเข้าไปใกล้ วางมือทาบกับข้างเอวทั้งสองของพี่เขา “แตมขอโทษ”

ทั้งที่ไม่รู้หรอกว่าขอโทษเรื่องอะไร แต่เห็นหน้านิ่งเดาอารมณ์ไม่ถูกอย่างนั้นก็อดจะขอโทษไม่ได้ ไม่ชอบเลยเวลาที่เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ยิ้มแย้มอย่างที่เคย นอกจากไม่ชิน ผมยังไม่สบายใจด้วย

ชอบให้พี่ทัชยิ้มตลอดเวลามากกว่า

“แตมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ครับ ขอโทษทำไมหืม” พอพี่ทัชกลับมายิ้มผมก็โล่งใจ วางคางไว้ที่อกกว้าง ช้อนตาขึ้นสบตากับดวงตาสีดำนั้น

“เห็นพี่นิ่งไป คิดว่าโกรธอะไรแตมหรือเปล่า”

“ไม่ครับ พี่ไม่โกรธน้องแตม และไม่ได้โกรธใครด้วย แค่ กำลังปรับอารมณ์น่ะ”

“อารมณ์?” อารมณ์อะไรของพี่เขาวะ ไม่ต้องรอให้ถาม พี่ทัชดันผมชนกับตู้เย็นอีกครั้ง โน้มหน้าลงไปที่ข้างแก้ม กระซิบตอบเสียงเย้าแหย่

“อารมณ์ อยากฟัดเด็กแถวนี้”

“แฮ่ม! ไอ้เราก็คิดว่ายังกลับมาไม่ถึงห้องถึงได้เปิดประตูช้า ที่ไหนได้ หึหึหึ” เสียงหัวเราะโรคจิตของไอ้กรรณทำให้ผมกับพี่ทัชเงยหน้าขึ้นไปมอง มันยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว อิงยืนยิ้มหวานสายตาล้อเลียนอยู่ด้านหลัง

ส่วนผมเหรอ งงมาก ไม่รู้จะงงเรื่องไหนก่อนระหว่างเสียงหัวเราะประสาทของไอ้กรรณ สายตาแซวของอิง หรือเด็กแถวนี้ของพี่ทัช...คอนโดฯชั้นที่เราอยู่ มันไม่มีเด็กนี่นา

ทุกคนปล่อยให้ผมงงมาจนถึงร้านอาหารติดริมแม่น้ำ พี่ทัชชวนไอ้กรรณกับอิงมาทานด้วยกัน เพื่อนสนิทผมไม่มีหรอกคำว่าเกรงใจ ใครชวนไปไหนมันก็ไปหมด เราจึงย้ายโลเคชันมาคุยกันต่อที่นี่

บรรยากาศดีอย่างที่มีคนเคยรีวิวเอาไว้เลย

ร้านอาหารที่มีระเบียงติดริมแม่น้ำ พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน และเรือที่วิ่งผ่านไปมา บางครั้งก็มีเรือพายคล้ายวิถีชีวิตสมัยก่อนให้เห็นบ้างประปรายด้วย ลมพัดเอื่อยๆทำให้อากาศเย็นสบาย

“อยากทานอะไรก็สั่งเลยนะครับกรรณ น้องอิง ถือว่าพี่เลี้ยงขอบคุณที่ครั้งก่อนทำอาหารให้ทาน” คุณหมอแจกยิ้มใจดีให้เพื่อนสองคนที่นั่งตรงข้าม

“แตมทำอาหารให้พี่ทานเกือบทุกวัน ไม่เห็นเลี้ยงขอบคุณเลย” ผมแกล้งล้อกลับบ้าง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร พี่เขาช่วยเอาไว้โคตรของโคตรเยอะ แค่ทำอาหารให้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ

“งั้นต่อไปนี้พี่เลี้ยงขอบคุณแตมทุกวันเลยดีไหม”

“แตมล้อเล่นปะล่ะ ออกมาบ่อยเปลืองจะตาย ทำกับข้าวทานกันเองที่ห้องของเรานั่นแหละดีแล้ว ทั้งสด สะอาดแล้วก็ปลอดภัยด้วย ไหนพี่บอกว่าแตมทำอร่อยไง”

“พี่ก็ไม่ได้บอกว่าที่อื่นอร่อยกว่านี่ครับ และพี่ก็ชอบกินข้าว ที่ห้องของเรา มากกว่าเหมือนกัน”

“ไม่พูดกับพี่ทัชแล้ว ไอ้กรรณ มึงสั่งเลยนะ สั่งเยอะๆ วันนี้เรามีเจ้ามือ...เป็นไร” จากที่หาเรื่องเบี่ยงประเด็นไปทางเพื่อนสนิท ก็ต้องทักสีหน้าอึนๆของมัน

“เพิ่งรู้เหรอว่ามีพวกกูนั่งอยู่ด้วยน่ะ”

หืม? อะไรของมันวะ มาด้วยกันผมก็ต้องรู้สิว่าพวกมันนั่งอยู่ด้วย ถามอะไรแปลกๆ หรืองานจะหนักเกินไป เครียดอะไรบอกเพื่อนแตมได้นะเพื่อนกรรณ



-----------------------------

พี่ทัชน้องแตมจบฮอกวอตส์นะรู้ยัง

สามารถเสกคนรอบข้างให้กลายเป็นอากาศได้

คึคึคึ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.322K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,949 ความคิดเห็น

  1. #2935 ่Jekkmoly (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2564 / 09:58
    ยัยน้องซื่อจังเลยค่ะหนู
    #2,935
    0
  2. #2923 Nantha_one (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2564 / 06:25
    น้องแตมคนซึน
    #2,923
    0
  3. #2910 PerfectRich (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 / 07:00

    กลัวอ่ะ...กลัวแตมสับสนกับความรู้สึกว่าชอบพาย เพราะพายเป็น spec ของแตมเลย เพราะตอนนี้แตมเองก็ไม่รู้ความรู้สึกของตัวเองกับพี่ทัชด้วย กลัวแตมจะแยกความรู้สึกไม่ออก จนทำให้พี่ทัชเสียใจจัง (แอบมาม่าไปล่วงหน้า 555)

    #2,910
    0
  4. #2890 soul_hyukjae (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 02:36
    บางทีเราก็วงวารพี่หมอเขานะคะ

    น้องคือโคดของโคดไม่รู้เรื่องอันใดเลย

    อย่างที่อิพี่เคยบอกเบบี๋สุดๆกับเรื่องนี้
    #2,890
    0
  5. #2853 millun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 00:20
    อิงกับกรรณ=อากาศ
    ปล.ชื่อกรรณต้องอ่านว่า"กร"หรืออ่านว่า"กัน"อะคะ?
    #2,853
    1
  6. #2826 CallistoJpt (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 10:50
    น้องงงงง ขี้ยั่วแบบไม่รู้ตัวแล้วลูก มันเขี้ยวววววว เราเขินคำว่า”ห้องของเรา”ไปเลย ชอบความเป็นธรรมชาติของพี่ทัชกับน้องมากเลยค่ะ ><
    #2,826
    0
  7. #2791 071727 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 20:16

    จ้าทำคนอื่นเป็นอากาศไปโดยไม่รู้ตัวอะเนาะคนเรา55555

    #2,791
    0
  8. #2765 Suga__ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 12:48

    ชอบความพูดเป็นปกติของน้อง ที่มันไปกระตุ้มต่อมเขินมากๆ
    #2,765
    0
  9. #2709 tang_thai°°° (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 21:45
    น้องคือซื่อมาก
    #2,709
    0
  10. #2665 Ruruka Buta (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 19:32
    น้องแตมจะใสไปไหนนนนนน ยั่วคนพี่ไม่รู้ตัวเล๊ยยยยย เพื่อนกรรณนี่รู้ไปถึงไหนต่อไหนแล้วเนี่ย
    #2,665
    0
  11. #2626 Phakchira_Ice (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 15:03
    เอ็นดู55555555
    #2,626
    0
  12. #2606 Windysep (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 20:21
    ยัยคนน้องนี่จอมยั่วมากเลยนะ ระวังคนพี่ทนไม่ไหวววว
    #2,606
    0
  13. #2584 Jing (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 / 12:15

    เอ็นดูววว

    #2,584
    0
  14. #2564 Phirawan-K (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 12:55
    น้วงงงงงงง...
    #2,564
    0
  15. #2542 baekbow (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 15:07
    ยังๆ...ยังไม่รู้ตัวอีก บางทีแตมก็ดูเหมือนจะทันคนนะ แต่อยู่ๆก็มึนๆซะงั้น // ตอนนี้ที่สงสัยคือน้องรู้ตัวหรือยังว่าทัชคิดอะไร คือหลายอย่างมันเกินเบอร์ไปมากๆแล้วนะ ถ้าน้องยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติของคนสนิทกัน มันก็ไม่ได้แล้วนะ ลองคิดให้น้องไปทำแบบนี้กับกรรณสิ น้องทำได้ป่าว 5555 // แล้วอะไรคือการกลับไปบ้าน แต่ก็คิดถึงแต่พี่ อาการหนักนะเราอ่ะ
    #2,542
    0
  16. #2461 LMLM (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 09:45
    น้องใสมากจ้าา
    #2,461
    0
  17. #2441 Miki_milky (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 23:42
    หวานไปอีก
    #2,441
    0
  18. #2390 RealThxnB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 01:24
    มันเขี้ยวววว
    #2,390
    0
  19. #2249 BaiTong23 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 22:14
    555 น้องไม่รู้เรื่อฃอ่ะ
    #2,249
    0
  20. #2054 AE0404 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 02:55

    แงงงงง เขินนน
    #2,054
    0
  21. #1778 aomm_choco (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 14:42
    น้องงงงงงงง
    #1,778
    0
  22. #1282 pp_wert (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 01:27
    คือความรู้สึกช้าไปแล้ววว
    #1,282
    0
  23. #1129 PATASIQI (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 04:11
    น้องน่ารักไปแล้ว นี่ถ้าเป็นหมอจะไม่ทน
    #1,129
    0
  24. #1120 TmwMixer (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 01:43
    น้องเอ้ย สงสารพี่หมอนิดๆนะ5555
    #1,120
    0
  25. #936 m ma ri (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 00:39
    ณ จุดนี้น้องเดียงสาเกินไปแล้วววว
    #936
    0