END - สัมผัส@รัก (สนพ.2U Publishing)

ตอนที่ 25 : สัมผัสครั้งที่ 24

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,660 ครั้ง
    10 ก.ย. 62


ในตอนแรกพี่ทัชตั้งใจจะลางานอยู่กับผมที่โรงพยาบาลตลอดเวลา แต่ตอนหลังก็ไปตกลงเรื่องกะเฝ้าคนป่วยกันใหม่ พ่อกับแม่ไม่มีปัญหาเรื่องงานเพราะมีแค่เก็บค่าห้องเช่าห้องกับค่าแผงในตลาด เลยรับเฝ้าช่วงกลางวัน ให้พี่ทัชไปทำงานแล้วมาเฝ้าตอนเย็นถึงเช้าแทน ยังไงโรงพยาบาลนี้ก็เป็นโรงพยาบาลที่พี่เขาทำงานอยู่แค่คนละแผนกเท่านั้น

กว่าจะได้ข้อสรุปอย่างนี้ พ่อกับพี่ทัชก็เถียงกันด้วยประโยคแปลกๆตั้งเยอะนะ ไม่ใช่ว่ายอมกันง่ายๆ

อย่างเช่น... ให้ผมเฝ้าด้วยอีกคนก็ได้นะครับ ผมอยากรับผิดชอบน้อง

เหอะ อยากรับผิดชอบ หรืออยากอะไรกันแน่

ผมจริงจังนะครับคุณพ่อ

พูดอะไร ไม่ได้ยิน เสียงเบาแบบนี้เหรอเสียงของคนจริงจัง

ยังไงผมก็จะเฝ้าน้องครับ อาการน้องตอนนี้ดีขึ้นแล้ว พ่อกับแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านก็ได้นะครับ จะได้ไม่ลำบาก

ไม่ต้องมาทำดี ยังไงฉันก็ไม่ยอมยกให้ง่ายๆหรอก

เอาล่ะๆ เลิกทะเลาะกันเป็นเด็กๆเลยทั้งคู่ ดูสิแตมงงไปหมดแล้ว เอาแบบนี้นะทัช แม่ว่าตอนกลางวันทัชไปทำงาน เลิกงานค่อยมาเฝ้าน้อง จะได้เก็บวันลาเอาไว้ตอนน้องออกจากโรงพยาบาลไม่ดีกว่าเหรอ ยังไงก็ทำงานที่นี่อยู่แล้ว แว่บมาหาเมื่อไหร่ก็ได้

เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ พี่ทัชยอมแบบง่ายๆเลยทีเดียว ผิดกับพ่อที่โวยวายบ้าง

ได้ยังไง ออกจากโรงบาลแตมก็ต้องกลับไปอยู่บ้านกับเราสิ

คุณ เราคุยกันแล้วนะคะ ความสุขของลูกก็ต้องให้ลูกเป็นคนเลือกเองเพราะเราสองคนไม่สามารถอยู่ดูแลน้องแตมไปได้ตลอดชีวิต ตอนนั้นคุณเป็นคนบอกเอง

...ผมรู้ แต่ผมหมั่นไส้นี่!

แม่พูดขนาดนี้ถ้ายังงงอีกก็ย้ายบ้านไปอยู่สะพานควายได้แล้ว ดีใจที่แม่เปิดโอกาสให้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาใครเลย ความเกรงใจพี่ทัชมีมากกว่าเดิม ถึงจะพอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกดีๆต่อกันอยู่บ้าง แต่แม่เล่นโจ่งแจ้งขนาดนี้ผมก็อายเป็นนะ

เรื่องแบบนี้ต้องไปคุยกันสองคนสิ

อีกอย่างยังไม่ได้ขอพี่เขาเป็นแฟนเลย แม่จะรีบชิงเปิดตัวสะใภ้ก่อนลูกชายไม่ได้นะ

 

พอถึงวันเสาร์อาทิตย์ห้องพักผู้ป่วยของผมก็แน่นไปด้วยคนเฝ้า อัตราส่วนไม่เป็นไปตามมาตฐานที่ควรจะเป็น มีอย่างที่ไหน คนป่วยคนเดียว คนเฝ้าตั้งสาม

ในใจผมบ่นไปอย่างนั้นแต่จริงๆแล้วดีใจมากที่ทุกคนใส่ใจอยากมาดูแล มีคนที่ผมรักอยู่กันพร้อมหน้า แอบมโนไปไกลเลยว่าเราอยู่พร้อมกันเป็นครอบครัวอบอุ่น พ่อแม่ ลูกชายลูกสะใภ้ งู้ยยย เพอร์เฟ็ค

“คราวก่อนยังดูเรื่องนี้ไม่จบนี่ครับ ดูต่อไหม” ปลายนิ้วคนพูดเลื่อนหน้าจอไอแพดไปยังการ์ตูนเรื่องโปรดที่ผมดูค้างเอาไว้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน...ก็คือก่อนที่จะเกิดเรื่องให้พี่เขาทำตัวห่างเหินนั่นแหละ

ดีใจจังที่ยังจำได้

“สมกับเป็นหมอ จำเก่ง”

“เปล่าครับ เวปมีขึ้นเตือนเรื่องไหนที่ดูไม่จบอยู่แล้ว นี่เป็นการ์ตูนคงไม่ใช่พี่เป็นคนดูแน่นอน” อ้าว หน้าแตกดิ “ฮ่าๆๆ พี่ล้อเล่น ดูทำหน้าเข้า ทุกเรื่องของหนูพี่ก็ต้องจำได้อยู่แล้วสิครับ”

“โธ่ แตมเกือบงอนแล้วนะพี่”

“มาๆ ดูการ์ตูนดีกว่าเนอะ เอาเค้กด้วยไหม ที่อิงซื้อมาให้เมื่อวานยังมีเหลืออีกชิ้นนึงนะ”

ผมพยักหน้า พี่ทัชก็รีบไปเตรียมเค้กใส่จานมาวางให้ใกล้ๆกับไอแพดเลย โต๊ะสารพัดประโยชน์ที่ยื่นเข้ามาในเตียงได้แทบจะไม่ได้ย้ายออกไปไหนเลยในเวลาที่ผมตื่น ดีจนอยากซื้อไปใช้ที่ห้องบ้าง เวลาทำงานก็จะได้นั่งทำบนเตียง สบาย

“พี่ทัช แตมอยากดื่มน้ำส้ม”

“น้ำส้มคั้นนะครับ ได้ครับรอเดี๋ยวนะ” แล้วพี่เขาก็ลุกหายเข้าไปในห้องเตรียมอาหารอีกครั้ง กลับออกมาพร้อมแก้วน้ำส้มคั้นเย็นเฉียบ

“ขอบคุณครับ”

“อยากได้อะไรอีกก็บอกพี่นะครับ เตียงโอเคไหม ปรับขึ้นลงอีกหน่อยหรือเปล่า”

“พอดีแล้วครับ”

“แอร์เย็นไปไหม หนูขี้หนาวนี่ หรือจะเอาผ้าห่มเพิ่มอีกผืน”

“กำลังดีแล้วครับ”

“แล้วหมอน...”

“สปอยกันขนาดนี้เดี๋ยวได้กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ เพลาๆบ้างก็ดีนะ” เสียงบ่นลอยๆจากพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงโซฟาเป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากเห็นพี่ทัชตามใจผมทุกครั้ง และคำตอบกลับจากคุณหมอแผนกจิตเวชที่ผันตัวเองเป็นบุรุษพยาบาลก็เหมือนเดิมทุกครั้งเช่นเดียวกัน

“น้องไม่สบาย เดี๋ยวออกจากโรงพยาบาลไม่ตามใจแบบนี้แน่นอนครับ”

“ไม่จำเป็นมั้ง ยังไงแตมก็ต้องกลับไปอยู่บ้านหลังออกจากโรงพยาบาลอยู่แล้วนี่”

ผมเดาว่าที่พ่อไม่ชอบหน้าพี่ทัชเป็นเพราะเมื่อวันก่อนได้คุยกันแล้วถึงสาเหตุที่ผมต้องมานอนเป็นผักให้คนสามคนเฝ้าอยู่ข้างเตียงอย่างนี้ ไอ้กรรณเล่าให้ฟังคร่าวๆก่อนหน้าแล้วก็จริง แม่ยังพอทำความเข้าใจได้บ้างผิดกับพ่อที่พอได้ยินจากปากพี่ทัช สายตาก็เข้มขึ้น คิ้วขมวดอย่างไม่ชอบใจ

พี่ทัชไม่ได้ค้านอะไรเรื่องที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วผมจะไปอยู่ที่บ้านหรือกลับคอนโดฯ ด้วยนิสัยพี่เขาที่ใจเย็นอยู่แล้วเลยไม่เถียงกลับ...ต้องยกเว้นเรื่องที่เขาไม่ยอมจริงๆอย่างการขอมาดูแลผมบ้างน่ะนะ

แต่ต่อให้ไม่เถียงพ่อก็หาเรื่องแซะต่อไปเรื่อยๆอยู่ดี เป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจเอามากๆ ความคาใจของผมต้องรอจนพ่อกับแม่ออกไปหาข้าวกลางวันทานกันข้างล่างถึงได้เอ่ยปากถามพี่ทัชระหว่างอยู่กันสองคน

“พี่อึดอัดไหม ถ้าอยากกลับห้องก็ได้นะ พ่อกับแม่ก็อยู่อยู่แล้ว เอาไว้ตอนกลางคืนพี่ค่อยมานอนเฝ้าเอา” หรือถ้าจะไม่มาเลยผมก็เข้าใจ

“ไม่นี่ครับ ทำไมหนูคิดอย่างนั้น” ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมออกจากใบหน้าให้อย่างแผ่วเบา พี่ทัชมีสีหน้าสบายๆจนผมอดเอียงคอมองอย่างแปลกใจไม่ได้ อ้อ ตอนนี้ผมพอจะขยับตัวได้บ้างแล้วนะ หลังจากอยู่โรงพยาบาลมาหลายวัน

“เห็นพ่อว่าให้พี่ตลอด แตมกลัวพี่อึดอัดน่ะ”

“อย่าคิดมากสิครับ ที่ท่านพูดทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่สมควรไม่ใช่เหรอ พี่ก็พอรู้นะว่าตามใจหนูมากไปแต่เห็นหน้าอ้อนๆแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที” พูดก็พอไม่ต้องลูบแก้มก็ได้มั้ง มันเขินนะ “พี่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรเลยครับ ตรงกันข้าม พี่เข้าใจท่านนะ”

“เข้าใจ? อ้อ ที่พ่อโกรธเรื่องพี่ทำให้แตมเจ็บตัวเหรอ แตมพยายามอธิบายกับพ่อแล้วนะ แม่ก็ช่วยพูด พี่อดทนอีกสักพักพ่อคงจะใจเย็นลงบ้าง”

“ไม่เลย ถ้าท่านโกรธพี่เรื่องที่เป้นสาเหตุให้หนูเจ็บตัวจริงๆ พี่คงไม่ได้มานั่งอยู่ในห้องนี้หรอก แม้แต่หน้าหนูพี่ก็คงไม่ได้เห็น ที่ท่านเป็นอาจจะเรียกว่าหวงลูกมากกว่าล่ะมั้ง หึหึ”

“หวงแตม? หวงทำไมอะ แตม...มะ ไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย”

“จะลูกผู้ชายหรือผู้หญิง ลูกก็คือลูกครับ หนูของพี่น่ารักขนาดนี้พี่ยังอดหวงไม่ได้เลย...โอเค ไม่พูดเรื่องนี้ละเนอะ บางคนตัวบิดจนจะตกเตียงแล้ว เดี๋ยวข้อหาพี่เพิ่มขึ้นอีก”

“ไอ้ที่พี่ทำไม่ได้เรียกพูด เขาเรียกหยอด ถามจริงสมัยเรียนหมอเนี่ย ทำงานพิเศษเป็นคนแคระขนมครกเหรอพี่น่ะ”

“หึหึ”

“ถ้าพี่ไม่อึดอัดก็โอเค แต่ถ้าเมื่อไหร่อึดอัดขึ้นมาก็บอกแตมได้นะ”

“เคยได้ยินเรื่องราชสีห์ไหมครับ” อยู่ๆพี่ทัชก็พาเปลี่ยนเรื่อง ผมส่ายหน้างงๆ พี่เขาก็ยิ้มแล้วเล่าต่อ “เป็นการเปรียบเทียบครับเพื่อให้ลูกแข็งแกร่ง ราชสีห์จึงจำเป็นต้องผลักลูกตัวเองลงหน้าผา ให้ใช้ชีวิตเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ทุกคนประนามราชสีห์ตนนั้นว่าโหดร้าย ไร้หัวใจ แต่จริงๆแล้วใครจะรู้ว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือราชสีห์ คุ้นไหมครับ”

“เหมือนพ่อ...” ผมออกเสียงแผ่วเบาคล้ายคนละเมอ

พ่อที่ส่งผมไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในคอนโดฯหลังจากเรียนจบ สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ต้องออกจากบ้านที่เป็นเซฟโซนอย่างกะทันหัน พี่ทัชเคยพูดให้ผมเข้าใจแล้วว่าพ่อทำไปแบบนั้นเพื่อฝึกให้ผมเติบโต ให้ผมกล้าเผชิญหน้ากับสังคมและผู้คน เพราะกลัวว่าวันหนึ่งหากไม่มีพวกท่าน ผมจะอยู่ไม่ได้

“ครับ เหมือนคุณพ่อของแตม สุดท้ายแล้วคนที่รักแตมมากที่สุด เป็นห่วงแตมมากที่สุดก็คือคนเป็นพ่อแม่ พี่ว่าท่านเองอาจจะอยากสปอยแตมอย่างที่พี่ทำ แต่เพราะเคยชินกับการแกล้งทำเป็นคนใจแข็ง เคยฝืนใจผลักดันแตมออกจากบ้านมาแล้ว จะให้กลับไปใจดีอย่างสมัยหนูเด็กๆก็คงจะไม่ชินไปแล้ว”

“อ๋อ ที่เขาเรียกว่าซึนใช่ไหมครับ” ฮ่าๆๆ พ่อผมกลายเป็นคนซึนไปแล้ว เรียกง่ายๆว่าแอบอิจฉาที่พี่ทัชสามารถสปอยผมได้อย่างออกนอกหน้า ใช่รึเปล่านะ

“ประมาณนั้นครับ แต่ที่พี่บอกว่าคนที่รักหนูมากที่สุดคือพ่อแม่...มันคือที่สุดในคนละความหมายนะ”

“ความหมาย?”

“ก็...ความหมายของคำว่ารักไง” รอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ขึ้นทำให้ผมต้องหลบสายตานั้นไปทางอื่น ไอ้ที่อ้อมโลกไปดาวเสาร์ก็เพื่อจะชงมุกให้ตัวเองเท่านั้นแหละ คนอย่างพี่ทัชอะ

และเพราะหลบสายตาพี่ทัชผมถึงได้เหลือบไปเห็นว่าประตูห้องเปิดอ้าอยู่เล็กน้อย...พ่อกับแม่ยืนอยู่ตรงนั้น

คงไม่ใช่ว่าได้ยิน?

พ่อกับแม่เข้ามาหลังจากพี่ทัชพูดจบไปหลายนาที ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ทัชที่นั่งหันหลังให้ประตูก็ไม่รู้เรื่องราวใดๆต่อไป และพ่อเองก็ยังขยันหาเรื่องพี่ทัชเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแค่แม่ที่ชอบหัวเราะคิกคักแปลกๆใส่พ่อ เหมือนจะล้อเลียน

“ทำไมถึงซื้อข้าวขึ้นมากินบนนี้อะแม่ พ่อชอบกินกับข้าวร้อนๆทำใหม่ๆนะ แบบนี้ชืดแล้วก็ไม่อร่อยสิ” ผมถามถึงสาเหตุที่พวกท่านขึ้นมาไว ทันได้ยินพี่ทัชพูดกับผมพอดี

“พ่อเขาอยากเอาขึ้นมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันน่ะ”

“อะไร๊! ไม่ได้พูด ก็แค่...ข้างล่างคนแน่นไม่มีที่นั่งเลยซื้อขึ้นมากินต่างหาก”

“เหรอคะ คิดว่าคุณจะซื้อมาเผื่อตาทัชที่ไม่ชอบลงไปหาข้าวกินเพราะเอาแต่ห่วงเฝ้าแตมซะอีก สงสัยฉันคิดมากไปเองเนอะ คิกๆ”

“ขอบคุณนะครับ” พี่ทัชยิ้มรับ ด้านหน้าตัวเองมีจานข้าวเปล่าวางอยู่ เราย้ายมานั่งที่โต๊ะสี่เหลี่ยมในห้องเตรียมอาหาร ผมก็มานั่งกินด้วย

“ฉันไม่ได้บอก แม่เขาคิดไปเอง”

“ครับ” พี่ทัชยังคงรอยยิ้มตัวเองเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ มือยกตักกับข้าววางลงไปในจานของพ่อ “ผมเห็นเมื่อวานพ่อทานผักเยอะ คิดว่าน่าจะชอบ”

“อะ...เอ่อ ขอบใจ แฮ่ม ทานได้แล้วมองอะไรกันล่ะ” คนทำตัวไม่ถูกรีบก้มหน้ากินข้าวของตัวเอง พี่ทัชเลยลงมือบ้าง มีผมกับแม่ที่แอบสบตากันแล้วหัวเราะแบบไร้เสียง ระหว่างทานข้าวใกล้เสร็จเรื่องทั่วๆไปที่คุยก็เปลี่ยนเป็นเรื่องของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พี่ทัชทำหน้าจริงจังขึ้นเมื่อออกปากเรื่องนี้

“เมื่อเช้าผมคุยกับอาหมอ น้องใกล้จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมขออนุญาตพาน้องกลับห้องนะครับพ่อ”

“....”

“ผมสัญญาว่าจะดูแลน้องให้ดีกว่านี้ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญและผมคงจะจำไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอนเลยครับ”

“พี่ทัช”

“.....”

“ได้โปรดเถอะครับ”

“อืม จะทำอะไรก็ทำ” สิ้นเสียงตอบกลับเบาๆเหมือนไม่ค่อยเต็มใจแต่ก็ไม่ห้าม ผม พี่ทัชและแม่ก็ยิ้มออกมากว้างเต็มใบหน้า

แล้วก็เห็นนะว่าพ่อก้มหน้ายิ้มให้กับจานข้าวนิดๆด้วย...เนี่ย คนซึนจริงๆ

เรื่องราวระหว่างพ่อกับพี่ทัช ที่มีแม่และผมคอยเกาะติดสถานการณ์ดำเนินไปอย่างนี้ทุกวันจนกระทั่งผมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล

เก็บกระเป๋าและข้าวของเรียบร้อย บุรุษพยาบาล เอ๊ย พี่หมอทัชก็พาผมไปที่รถยนต์ออดี้สีดำแสนคุ้นตาของตัวเอง ก่อนที่รถคันโปรดของเขาจะเคลื่อนตัวออก เจ้าของแววตาอ่อนโยนก็หันกลับมายิ้มให้กันอีกครั้ง

“กลับห้องของเรากันนะครับ”

“อื้อ กลับห้องของเรากัน”


********


ห้องของเรา...ไม่ได้กลับมาเป็นอาทิตย์ก็ยังคงเหมือนเดิม พี่แก้มให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดให้แล้วเพราะผมอยู่โรงพยาบาลและพี่ทัชก็วิ่งวุ่นกับการทำงานสลับเฝ้าผมแทบไม่กลับห้อง เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งเจ้าของคอนโดฯ พี่แก้มและพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าไปแสดงความรับผิดชอบกับผมที่โรงพยาบาลที่ปล่อยให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาทำร้ายผมได้ถึงลานจอดรถ ผมได้ขอไว้แล้วว่าอย่าไล่ใครออกหรือเอาผิดกับใคร เรื่องก็จบลงด้วยดี

กลับมาที่ห้องของเรา(เขินอีกแล้ว) พี่ทัชประคองผมไปนั่งที่โซฟา ส่วนตัวเองก็กลับไปขนกระเป๋าที่วางไว้หน้าห้องไปเก็บในห้องนอน เปิดแอร์ เข้าครัวไปรินน้ำออกมาเสิร์ฟให้ถึงที่ แทบไม่ต้องหยิบจับอะไรเองเลย

“พี่ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ แตมดีขึ้นบ้างแล้ว หมอยังบอกเลยว่าให้ขยับตัวบ้างเดี๋ยวเส้นยึดแผลจะหายช้า” พูดถึงคุณหมอเจ้าของไข้ผมที่พี่ทัชเรียกอาหมอ ตอนมาตรวจครั้งสุดท้ายและอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ก็แซวเรื่องที่พี่ทัชย้ายแผนกจากจิตแพทย์มาเป็นบุรุษพยาบาลซะจนผมทำหน้าไม่ถูกเลย

“หนูก็ขยับนิดหน่อยพอ อยากได้อะไรก็เรียกพี่นี่ล่ะ”

“ไหนบอกพ่อว่าออกจากโรงพยาบาล จะไม่สปอยแตมแล้วไง”

“อืม มันชินแล้วน่ะ” ชินอะไรล่ะ เข้าโรงพยาบาลแค่อาทิตย์เดียวเอง มาชินอะไรของพี่วะ แต่ไม่พูดดีกว่า พี่เขาทำให้ก็ดีแล้ว สบายดีด้วย ฝึกไว้นะพี่ทัช หน้าที่ศรีภรรยาอะ

พักอีกไม่กี่วันผมก็เริ่มกลับมาทำงานตามเดิม เคลียร์งานที่ค้างไว้จนวัฏจักรการนอนดึกเริ่มจะกลับมา พี่ทัชต้องคอยมายืนคุมไล่ให้ปิดคอมฯไปนอน ขู่ว่าถ้าไม่นอนจะฟ้องพ่อกับแม่ จะให้อาหมอลากกลับไปแอดมิทที่โรงพยาบาลตามเดิม แล้วก็ตามด้วยการยัดหนังสือนาฬิกาชีวิตใส่มือผมอีกรอบ

ฮืออ ไม่เอาแล้ว ไม่อ่านแล้ว แตมนอนก็ได้

ทุกเช้าเราก็จะเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆที่สวน เมื่อเรื่องของคุณนันท์นลินจบ ผมก็ไม่จำเป็นต้องระแวงว่าจะมีใครมาทำร้ายอีก เลยได้อิสระในการไปไหนมาไหนกลับคืนมา จะเอางานลงมาทำที่สวนเหมือนเดิมก็ได้

“อากาศดีเนอะ”

“ครับ วันนี้เราแค่เดินรอบบึงสองรอบก็แล้วกันนะครับ หนูยังไม่หายดีแผลจะกระเทือนได้” พี่ทัชให้เริ่มจากการยืดเส้นก่อนแล้วค่อยออกเดินช้าๆ มีคนมาออกกำลังกายค่อนข้างหนาตา วิ่งสวนกันบ้าง ไปในทิศทางเดียวกันบ้าง

“พี่จะวิ่งก็ได้นะ เดี๋ยวแตมเดินไปเรื่อยๆเอง มาเดินเป็นเพื่อนแตมพี่ก็ไม่ได้ออกกำลังกายพอดี” ผมรู้ว่าพี่ทัชออกกำลังกายหนักกว่าผม เลยบอกอย่างเกรงใจ

“แต่พี่เป็นห่วง”

“ไม่ต้องเลย แตมโตแล้วพี่อย่าสปอยเยอะไม่งั้นจะฟ้องพ่อบ้างนะว่าพี่สปอยไม่หยุดเลย ไปวิ่งเถอะ แตมเดินดูวิวเพลินๆ ครบสองรอบพี่ก็วิ่งเสร็จพอดี”

“แน่ใจเหรอครับ”

“อื้อ ไม่มีใครมาทำอะไรแตมหรอกอย่าห่วงเลยครับ”

“โอเค อย่าไปที่เปลี่ยวๆคนเดียวนะ เดินแค่ในเส้นถนนรอบบึงนี่พอ พี่จะคอยมองอยู่ตลอด ตกลงไหม”

“คร้าบบบ ไปได้แล้วเดี๋ยวแดดแรง”

ผมหัวเราะขำตามหลังคุณหมอที่ยอมวิ่งออกไปได้สักที แทนที่ผมซึ่งถูกแทงจะกลัวนั่นกลัวนี่ เป็นที่ทัชที่กลายเป็นโรควิตกกังวลแทน ลึกๆเขาคงยังโทษตัวเองอยู่ที่เป็นต้นเหตุให้ผมบาดเจ็บถึงได้ไม่กล้าปล่อยผมอยู่ลำพัง คิดว่าคงเป็นอย่างนี้ไปอีกสักพักเลย ผมไม่เคยโทษเขาเลย และหวังว่าสักวันนึงเขาก็จะยกโทษให้ตัวเองเช่นกัน

เดินวนไปสองรอบพี่ทัชก็วิ่งวอร์มครบห้ารอบพอดี หลังจากส่งผมขึ้นห้องก็ขอไปฟิตเนสต่อ ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมงก็กลับขึ้นมาเป็นเวลาเดียวกับที่อาหารเช้าเรียบร้อยพอดี

“ทำอาหารทำไมล่ะครับ พี่บอกแล้วไงว่าจะขึ้นมาทำให้เอง”

“แตมทำได้น่า พี่ไม่ต้องห่วงหรอก”

“แล้วนี่ทำอะไรครับ ออมเลต โธ่หนู ต้องมายกกระทะอีก เดี๋ยวก็เจ็บแผลหรอก” พี่เขาทำหน้าเหมือนกะทะเป็นดัมเบลหนักสักยี่สิบกิโล

“ใช้มือขวายก ไม่มีปัญหา พี่ไปอาบน้ำเร็วๆ จะได้ออกมากินข้าวกัน เอากาแฟร้อนไหมครับ แตมจะปิ้งขนมปังให้ด้วย”

“พี่ออกมาทำให้ก็ได้ ไปนั่งก่อนเถอะ”

“ทำเลยจะได้เสร็จพอดีพี่ไง ให้แตมทำอะไรบ้างเถอะ สัญญาว่าจะไม่ให้เกินตัวแน่นอน ถ้าอันไหนไม่ไหวแตมจะเรียกพี่ นะครับนะ” เห็นพี่ทัชมีสีหน้าอ่อนลงเลยอ้อนเพิ่มอีกนิด สุดท้ายพี่เขาก็ยอมใจอ่อน พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่แต่ก็เดินเข้าห้องนอนไปอาบน้ำแล้วออกมาทานข้าวเช้าพร้อมกัน

“วันเสาร์อาทิตย์หน้าพี่ว่างไหมครับ”

“ว่างครับ มีอะไรหรือเปล่า”

“ไอ้กรรณชวนไปทะเลครับ ช่วงที่แตมเข้าโรงบาลมันได้สถานที่จัดงานแต่งแล้ว ก็เลยต้องไปคุยกับทางโน้นพร้อมออแกไนซ์ที่จัดงานน่ะ ถ้าพี่ว่างแตมอยากให้พี่ไปด้วยกัน”

“ได้แน่นอนครับ พี่ว่างเสมอสำหรับแตมของพี่”

แค่กๆ เกือบสำลักกาแฟเลย อยู่ๆก็ป้อนขนมครกกันแต่เช้า “พี่บ้า”

“หึหึ แค่นี้ก็หน้าแดงแล้ว ไหนคนเก่งของพี่บอกว่าแมนๆคุยกันไงครับ เขินอะไรเอ่ย”

“เลิกพูดว่าของพี่สักทีได้ไหมเล่า!” พี่ต่างหากที่เป็นของผมน่ะ ผมยังไม่เคยพูดให้เขินเลย ...ไม่สิต้องบอกว่าเคย แต่ไม่สำเร็จ พี่ทัชไม่เขิน ยิ้มรับอีกต่างหาก เซ็ง!

เราทานอาหารเช้าเรียบร้อยก็ออกมานั่งดูซีรีย์พักผ่อนกันสักหน่อย บ่ายๆผมค่อยเริ่มงาน ส่วนพี่ทัชยังอยู่ในช่วงลางานคอยดูแลผม จันทร์หน้าถึงจะกลับไปทำงาน พอใกล้เที่ยงเสียงกริ่งหน้าห้องก็ดัง คนอายุมากกว่าอาสาเดินไปเปิดประตูให้ ไม่นานพี่แก้มก็เดินตามเข้ามาสีหน้ายิ้มแย้ม

“เป็นยังไงบ้างคะน้องแตม”

“สบายดีแล้วครับ เมื่อเช้ายังออกไปเดินเล่นรอบสวนข้างคอนโดฯอยู่เลย ขอบคุณพี่แก้มมากนะครับ”

“พี่จะมาแจ้งว่าไฟที่ลานจอดรถได้เปลี่ยนหมดแล้วนะคะ ต่อไปนี้ถ้าเสียจะรีบซ่อมทันทีเลย ต้องขอโทษน้องแตมอีกครั้งจริงๆที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” พี่แก้มขอโทษมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง คงเพราะว่าผมกับพี่แก้มสนิทกันด้วยอีกฝ่ายเลยเสียใจที่ผมต้องมาถูกทำร้ายในพื้นที่คอนโดฯที่ตัวเองดูแลอยู่

“เรื่องนี้ไม่มีใครผิดหรอกครับ เราไม่ต้องพูดถึงอีกหรอก แตมไม่โกรธใครทั้งนั้น” ประโยคสุดท้ายผมพูดเสียงหนักแน่นมองพี่ทัชอย่างจริงจังด้วย คนที่รู้สึกแย่กับเรื่องนี้มากที่สุดคงไม่พ้นตัวพี่เขา

มือใหญ่วางลงมาที่หลังมือของผมแล้วบีบกระชับเบาๆ รับรู้ความรู้สึกที่ถ่ายทอดให้กัน

“พี่จะดูแลแตมให้ดีกว่าเดิม  พี่สัญญา”

“ดูแลได้แต่ต้องเลิกโทษตัวเองนะครับ แตมแข็งแรงดีหายแล้ว ทั้งพี่ทัชทั้งพี่แก้ม สัญญามาด้วยว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่งั้นแตมโกรธ”

“ค่ะ พี่ไม่พูดแล้ว งั้นแจ้งอีกเรื่องต่อเลยละกันนะคะ คุณหมอคะ”

“ครับ?” คนถูกเรียกทำหน้างง คงแปลกใจว่าอยู่ๆพี่แก้มเรียกตัวเองทำไม

“ห้องคุณหมอรีโนเวทใกล้จะเสร็จแล้วนะคะ พอดีช่วงที่น้องแตมเข้าโรงพยาบาลพี่คอยประสานงานแทนให้ ช่างแจ้งว่าอีกอาทิตย์กว่าๆก็เก็บรายละเอียดงานเรียบร้อยพร้อมย้ายกลับไปอยู่ได้แล้วค่ะ”

อะไรนะ

ห้องเสร็จแล้ว

แบบนี้ก็เท่ากับว่า พี่ทัชต้องย้ายกลับไปอยู่ที่ห้องเดิม และผมก็ต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้งใช่ไหม...ทำไมเวลาถึงได้ผ่านไปเร็วอย่างนี้ พอเริ่มชินกับการมีใครอีกคนอยู่ในห้องด้วยกัน ได้รอคอยใครคนนั้นกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ทำกิจกรรมด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน

มันก็มีความสุข

แม้อีกห้องจะอยู่ห่างกันแค่ผนังกั้น ผมกลับรู้สึกว่าไม่เหมือนกันเลยสักนิด

การได้อยู่ห้องเดียวกัน ต่อให้ไม่ได้พูดคุยกัน ก็ยังได้เห็นว่าอีกคนทำอะไรอยู่ในสายตา ได้รู้ว่า เราไม่ได้อยู่ลำพังคนเดียว

“คิดอะไรอยู่ครับ” แขนแข็งแรงโอบลงมาที่เอว ดึงรั้งให้ผมขยับเข้าไปใกล้ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเหม่อลอยจนกระทั่งถึงเวลานอน พี่แก้มกลับไปตอนไหน ทำไมข้างนอกมันมืดแล้ว

“เปล่า” ส่ายหน้าโกหกออกไป ที่จริงเรื่องให้คิดมีเต็มหัวไปหมด ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างที่แสนคุ้นเคย

เรานอนกอดกันแทบทุกคืน ถ้าพี่ทัชย้ายกลับไปอยู่ที่ห้องแล้ว ผมก็ต้องกลับมานอนหนาวคนเดียวเหมือนแต่ก่อน

ไม่เอา! จะมีวิธีอะไรบ้างที่ทำให้เราไม่ต้องแยกจากกัน ได้อยู่ในห้องเดียวกันโดยที่ไม่ต้องย้ายไปไหนอีก หรือผมจะไปทุบห้องน้ำพี่ทัชอีกรอบแล้วเรียกช่างมาซ่อมอีกดี

ไม่สิ แบบนั้นก็ไม่ถาวร ดีไม่ดีพี่ทัชย้ายห้องหนีไปไกลกว่าเดิมเพราะว่าห้องนั้นไม่ได้คุณภาพมาตรฐานขึ้นมา ลำบากขึ้นไปใหญ่ เหตุผลที่จะรั้งให้อยู่ด้วยกันได้...

นึกออกแล้ว!

เป็นแฟนไง ถ้าผมขอพี่ทัชเป็นแฟน เราก็สามารถอยู่ด้วยกันได้แบบที่เห็นคู่รักทั่วไปเขาอยู่ก่อนแต่งอย่างนั้นเลย ยังไงผมกับพี่เขาก็เป็นผู้ชาย เรื่องแต่งงานคงไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าอย่างนั้นตอนขอก็คงต้องทำให้มันโรแมนติกหน่อยดีกว่า

“พี่ทัช”

“ครับ?” คนตอบกลับมาเสียงเบาคล้ายจะเข้าใกล้ความฝันเต็มที ผมยิ้มแล้วซุกหน้าลงที่เดิม

“เปล่าครับ คิกๆ”

“นอนได้แล้ว เด็กซน ดึกแล้วนะ”

“ครับ นอนครับ”

คอยดูเถอะ ผมจะทำการขอพี่ทัชเป็นแฟนแบบซุปเปอร์โรเมนติกจนพี่เขาร้องไห้น้ำตาไหลแล้วร้องว่า Yes, I do! เอาให้ประทับใจไปตลอดชีวิตเลย หึหึหึหึหึ

ว่าแต่...จะทำยังไงดีหว่า 


---------

น้องมโนได้อีกไม่นานหรอกค่ะ ปล่อยน้องไปเนอะ 

ส่วนหลายคนสงสัยว่าทำไมพี่หมอไม่ขอน้องซักที

ก็นะ ผู้ชายมักชอบแกล้งคนที่เราชอบอ่ะ คึคึ

พี่ไม่พูดเยอะ พี่เจ็บคอ รอกดเลยยยยยยยยยยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.66K ครั้ง

2,558 ความคิดเห็น

  1. #2555 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 18:48
    มาไอดง ไอดูอะไรล่ะน้องนี่ จะขอเป็นแฟนหรือขอแต่งงานห๊ะ 55555 เราว่านะต่อให้น้องไม่พูดทัชก็คงไม่คิดย้ายกลับแล้วแหละ อยู่กันมาขนาดนี้ละ
    #2555
    0
  2. #2528 polar Co., Ltd. (@ohuii) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 00:49
    ยัยคนนี้คือน่ารักมากกกก สดใส
    #2528
    0
  3. #2480 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 00:22
    รีบๆๆขอพี่เค้าสิแตม
    #2480
    0
  4. #2474 LMLM (@loog-mai26) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 11:47
    น้องน่าร้ากกกก
    #2474
    0
  5. #2429 RealThxnB (@RealThxnB) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 19:42
    น้องเอ้ยยยยย มันเขี้ยววววว
    #2429
    0
  6. #2398 AgainstAllOdds (@AgainstAllOdds) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 12:12
    คิดซะดิบดี จบที่ทำยังไงหว่า
    วุ้ย
    #2398
    0
  7. #2349 BaiTong23 (@undarin) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 22:16
    โอ้ยน้อง ผิดโพตลอด
    #2349
    0
  8. #2014 Yooika (@Yooika) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 21:42
    555555น้องงง
    #2014
    0
  9. #1911 AmadAisphak (@AmadAisphak) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 22:17
    ถึงไหนแล้วลูก555
    #1911
    0
  10. #1909 เมนหมาทาสหมี (@jabataii) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 20:54
    อิน้องมโนไปไกลมากจ้า 5555
    #1909
    0
  11. #1908 Sasitorn_TukTuk (@Sasitorn_TukTuk) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 20:29
    จำได้ไรท์บอกเรื่องนี้ใส่ๆ แล้วไม่เคยรู้สึกว่าพี่ทัชใส่ๆเลย555
    #1908
    0
  12. #1907 reozie (@reozie) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 19:58
    น้องแตมมโนไปไกลมาก
    #1907
    0
  13. #1906 88duorathai (@88duorathai) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 19:52

    ช่ายพี่ทัชต้องกดเลย5555

    #1906
    0
  14. #1905 Tonkaow3005 (@Tonkaow3005) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 19:11
    อยากจะให้คนพี่ฟัดยัยน้องซักยก2ยก เรื่องมโนละยกให้ที่1เลยค่ะ
    #1905
    0
  15. #1904 vivivenus (@vivivenus) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 15:33

    นางมโนเก่งมาก

    #1904
    0
  16. #1902 Petitcat (@jimmyza) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 13:22
    ถ้าพี่ได้ยินความคิดน้องคงอยากจะฟัดน้องให้หายหมั่นเขี้ยว น้องเอ้ยยยยย
    #1902
    0
  17. #1901 YYFEWYY (@YYFEWYY) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 12:32

    น้องแตมมมม น่ารักมาก เอ็นดู~~~ รอตอนต่อไป
    #1901
    0
  18. #1900 palopeark (@pearkpalo) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 11:40
    น้องแตม หนูตื่น5555555
    #1900
    0
  19. #1899 Hanami8686 (@Hanami8686) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 11:28
    น้องแตมหนูก็ยังมโนอยู่นะ 555
    #1899
    0
  20. #1898 piti345 (@piti345) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 10:43

    น้องแตมจ๋าตื่นค่ะตื่น!!555 สติหนูอยู่ไหน?ฮาหนักมากกก
    #1898
    0
  21. #1897 khunsom08 (@khunsom08) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 09:21
    น้องจะทำไรลูก
    #1897
    0
  22. #1896 pimoraz (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 09:19

    ที่ทะเลรึป่าว แบบบรรยากาศพาไป อริ๊อริี

    #1896
    0
  23. #1895 VKK42 (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 08:57
    น้องแตมโดนซ้อนแผนแน่ 555
    #1895
    0
  24. #1894 Gukka (@lilleguk) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 08:53
    น้องจะคิดแบบนี้ได้อีกไม่นาน 5555
    #1894
    0
  25. #1893 beaubie3128 (@beaubie3128) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 08:16
    เราต้องถอนหายใจกับความคิดที่ว่าพี่ทัชต้องเป็นภรรยาน้องอีกกี่ครั้งคะคุณ
    #1893
    0