[golden child] compass heart ,jaey

ตอนที่ 11 : ๐๙

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 พ.ย. 61






๐๙





          วายเดินวกวนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินร่วมสิบห้านาทีเข้าไปแล้ว จะว่าไปเด็กเป็นปอดอักเสบจะพามาเข้าห้องฉุกเฉินทำไม เขาเองก็ไม่เข้าใจกับแจซอก นัยส์ตาสีดำขลับตวัดพรวดไปยังชายหนุ่มที่นั่งมาดนิ่งราวกับเจ้าชายที่นั่งเฝ้าญาติ แต่เมื่อดูจากสีหน้าของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเขามีอารมณ์ทางด้านเป็นห่วงเด็กมากกว่า

          วายถอนหายใจ เพราะเห็นว่าการที่ให้เขานั่งคนเดียวแบบนั้น คงเบื่อแย่ ทั้งๆที่ในใจกล้าๆกลัวๆบวกเขินๆอายๆ ทำให้ลำแข้งที่เป็นตัวเคลื่อนจังหวะก้าวไม่ยอมขยับไปไหน สมองที่สั่งการพูดกลับสั่งให้หุบและใช้สายตาดูแทน

          แต่แล้วสายตาที่เฉียบคมของแจซอกกลับตวัดพรืดมาแทน จ้องมองลึกลงไปถึงแก่นตาดำ ก่อนจะเอ่ยปากพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆว่า…

         “มองทำไมหรอ ไม่เคยเห็นคนหล่อหรือไง”

          วายขมวดคิ้วมุ่น สายตาอาฆาตเผยขึ้นมาทันควัน เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยทางใบหน้าเท่านั้น แจซอกที่เก่งในเรื่องการมองอารมณ์คนทางหางตาถึงกับอมยิ้ม

          “มีอะไรให้ขำนักหนาฮะ!”

           “เปล่าหรอก ว่าแต่นายไม่มานั่งก่อนหรอ เห็นยืนอยู่ท่าเดิมตั้งสิบกว่านาทีแล้วนะ” แจซอกกวักมือเรียก วายส่ายหน้า พยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ไปนั่งข้างๆแจซอกเด็ดขาด

            “เอาเถอะ งั้นตามสบาย”

             แจซอกส่ายหน้า ไม่ทันไรก็เอนตัวลงนอนขวาง ที่นั่งทุกที่ว่างเว้นอยู่ เมื่อวายได้เห็นสิ่งที่คนดีๆเขาไม่ทำกันถึงกับเบิกตาถลนออกมา

            “อะแฮ่มๆ คือเอ่อ ขอเรานั่งหน่อยได้ไหม” วายเกาหัวแกรกๆเพราะตอนที่แจซอกวางตัวพาดลงไป เขากลับรู้สึกอยากนั่งขึ้นมาทันที แต่แจซอกกลับทำท่าเมินเฉยในสิ่งที่เขาถาม

           “หลับไปแล้วหรอ” วายชะโงกหน้าเข้าไปดู ก่อนจะค่อยๆเดินช้าๆแล้วย่างกรายเข้าไปหาทีละนิดๆ เพื่อพิสูจน์ว่า แจซอกยังไม่ได้นอนหลับจริง

            ฝีเท้าที่ย่องค่อนข้างจะเบาดั่งเท้าแมว พยายามก้าวยาวๆไปยังร่างของชายหนุ่มที่นอนแผ่กายสบายเต็มอาณาบริเวณ แผ่นมือที่ดูเรียบเนียนแลดูไม่ค่อยเห็นเส้นลายมือ เริ่มยืดยาวออกไปตามแรงแขนที่บังคับ หมายจะจับตัวของแจซอก แต่ทว่า!ฝ่ามืออรหันต์ของแจซอกกลับตวัดพรวดลงไปบนแผ่นมือของวายอย่างรวดเร็ว วายเบิกตากว้าง ก่อนจะใช้มืออีกข้างตีเสียจนแจซอกต้องจำยอมปล่อยมือวายให้หลุดออกไป

            “จับเราทำไมไม่ทราบ!” วายโวยวายด้วยสีหน้าเหมือนคนไร้ความสุขผิดกับแจซอกที่ลุกขึ้นมาต่อต้านด้วยคำพูดที่ดูทะเล้นตามเดิม

            “ใครกันน้า ที่คิดจะจับก่อน”

             วายไม่ได้กล่าวคำใดๆออกไปเลย หลังจากคำพูดสุดท้ายของแจซอกจบลง เขากัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ครั้งนี้โดนแจซอกคนที่แอบชอบมาหลายปี ตีบทจนเขาหน้าแตก

           “ว่าแต่หมอยังไม่ออกมาอีกหรอ”

          “บ้าหรือเปล่า พูดอย่างกะว่านายนอนไปหลายชั่วโมงแหละ” วายส่ายหน้าพลางอมยิ้ม เพราะตอนที่แจซอกทำหน้างุนงงเหมือนกับเด็กน้อยช่างดูน่าเอ็นดู

          “ว่าแต่นาย เอ่อ ทำไมนายถึงชื่อแจซอกล่ะ แปลว่าอะไร” วายเม้มปากถาม มันเป็นอะไรที่ทำให้หัวใจเขาเต้นตุ้มๆต่อมๆ
 
           “ฉันชื่อแจซอกเพราะอะไรนะหรอ อันนี้สงสัยต้องไปถามคุณแม่แฮะ ไม่ก็สงสัยคุณแม่ชอบดูเทเลทับบี้มั้ง ฮ่าๆๆๆ ส่วนนายคงไม่ต้องทวนชื่อ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง” แจซอกลุกพรวดก่อนจะบิดขี้เกียจ ใบหน้าที่ดูเอ็นดูเหมือนเด็กเล็กอันตรธานหายไปในที่สุด และเริ่มเข้าสู่ใบหน้าเดิมๆที่ดูทะเล้นสุดๆ

            “แล้วนี่บ้านนายอยู่แถวบ้านเราใช่มั้ยล่ะ”

           “เอ๊ะ นี่รู้ได้ยังไงเนี่ย ทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้บอกนายสักคำ” แจซอกขมวดคิ้วมุ่น ตวัดสายตาจ้องมองดูใบหน้าของวายที่เริ่มมีอาการผิดสังเกตขึ้นมา

           “อ้อ จากเพื่อนในห้องน่ะ ทำไมล่ะ กลัวเราไปขโมยของบ้านนายหรอ นั่นแน่ หรือว่าซ่อนผู้หญิงเอาไว้ อ้อๆๆๆ ใช่นายมันเพลย์บอยชัดๆ ครั้งที่แล้วต้องคอยวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ฮ่าๆๆๆ” วายพยายามสลัดบทให้ไปทิศทางตรงข้าม แจซอกถอนหายใจ จากนั้นจึงถอยหลังและทรุดนั่งอย่างเก่า

           “เด็กนั่นสงสัยอาการหนักเอาการ นี่ก็ผ่านไปตั้งยี่สิบนาที หมอยังไม่ออกมาเลย แสดงว่าต้องติดเชื้ออะไรสักอย่างที่ทำให้ปอดมีปัญหา อาจจะต้องการชะล้าง” แจซอกกอดอกแล้วมองไปยังประตูห้องฉุกเฉิน

           “นายจะบ้าหรอ เด็กคงไม่มีอาการรุนแรงแบบนั้นมั้ง เพราะการหายใจยังดีอยู่ไม่ใช่หรอ แล้วตอนที่ฟังก็มีเสียงเหมือน…”

          “ครืดๆ ใช่ไหม” แจซอกพูดตัดบทด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

         “ประมาณนั้น”

         “นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนิวโมเนียหรือปอดอักเสบ อาจมีเสมหะติดพันกันอยู่ในช่วงบริเวณลำคอ ทำให้เวลาไอไม่ค่อยมีเสียง ไม่แน่เสมหะอาจไหลย้อนสู่ปอด ถ้าเป็นแบบนั้นจริง หมอคงต้องสอดหลอดยางเข้าไปเพื่อดูดมันออก ไม่งั้นคงเป็นอันตรายมากๆ ถ้าเกิดมันติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจขึ้นมา!” 

         “แบบนี้ค่ารักษาพยาบาลก็แพงนะสิ นี่ในธนาคารเรามีเงินเก็บแค่ไม่เท่าไหร่เองนะ แล้วจะพอจ่ายหรอ”

        “เอาน่า เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง แต่เราต้องช่วยๆกันอกคนละครึ่ง โอเคมั้ย?” แจซอกเลิกคิ้วสูงเพื่อที่จะฟังคำตอบจากอีกฝ่าย

        “งั้นก็ตกลงตามนี้ ออกกันคนละครึ่ง นายกับเราเพื่อช่วยเด็กคนนั้นให้พ้นจากโรคปอดอักเสบ เพราะเราคือ ซูเปอร์ โหะๆ เรนเจอร์ ชะชะช่า (สงสัยนายจะบ้า -_-!)”

         “นายนี่จริงๆเลยนะ แต่ก็โอเคแหละ ช่วยกันจ่ายจะได้ประหยัดขึ้นอีกเป็นเท่าตัว” แจซอกส่ายหน้าแกมอมยิ้มเล็กๆที่มุมปาก

         ไม่นานนักหลังจากที่ยืนรอ นั่งรอหมอ เสียงประตูห้องฉุกเฉินก็ดังขึ้นมา พร้อมกับร่างของพยาบาลสองคนและผู้ชายหนึ่งคน ซึ่งมีผ้าปิดปากพร้อมชุดสีฟ้าออกมา แจซอกไม่รอช้า ยันตัวพุ่งไปยังคุณหมอที่กำลังดึงผ้าปิดปากลง

          “คุณหมอครับเด็กเป็นยังไงกันแน่ครับ”

          “ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยการที่เด็กอาจจะถูกปล่อยให้นอนโทรมไร้ซึ่งการรักษา ทำให้ไวรัสบางอย่างหรือทางที่เราเรียกว่าเชื้อราอย่าง Diplococcus Pneumonia ได้กระจายตัวเข้าไปภายในถุงลมปอดมากแล้ว แต่เชื้อราตัวนี้ใช่ว่าจะอันตรายจนถึงชีวิตนะครับ แค่ทำให้เด็กมีอาการหายใจติดขัด และไอ หรือพูดไม่ค่อยออก ซึ่งทางหมอก็ได้ทำการฉีดยาฆ่าเชื้อราหรือไวรัสตัวนี้ไปแล้ว ที่เหลือก็รอผลว่าจะดีขึ้นหรือร้ายลงไป ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัวก่อนนะครับ”

*(Diplococcus Pneumonia เป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ)*

         “คุณหมอครับ ค่ารักษาประมาณได้มั้ยครับว่าทั้งหมดรวมแล้เป็นเงินเท่าไหร่” แจซอกถามขึ้นทันทีหลังคุณหมอกล่าวจบ

         “ไม่สูงมากหรอกครับ เว้นแต่ว่าถ้าเด็กคนนี้ยังมีอาการอยู่ก็อาจจะต้องให้นอนรักษาที่โรงพยาบาล ว่าแต่พวกหนูถามเรื่องแบบนี้ทำไมหรอ อย่าบอกนะว่าเป็นคนจ่ายเองน่ะ” คุณหมอหรี่ตาเล็กลงด้วยความสงสัย วายฉีกยิ้มก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

          “ประมาณนั้นแหละครับ คุณหมอ เรื่องค่าใช้จ่ายทางเราไม่ได้ห่วงหรอกครับ แค่ถามเผื่อไว้เฉยๆ จริงมั้ย” ศอกขวากระทุ้งข้างลำตัวของแจซอก

          “อ้อ ใช่ครับ” รอยยิ้มที่ดูเจื่อนๆผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณหมอเมื่อเห็นแล้วถึงกับยิ้ม เพราะไม่คิดว่าเด็กในยุคปัจจุบันจะมีเด็กที่ใจบุญแบบนี้หลงเหลืออยู่
หมอถอนหายใจก่อนจะเดินออกไปจากที่ตรงนั้น เวลา ณ ตอนนี้ก็ได้ล่วงเลยมาเกือบเที่ยงแล้ว ป่านนี้พวกเพื่อนๆกำลังตามหาพวกเขาแย่เลย

          วายยิ้มหน้าแหยๆ ก่อนจะก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ พลันเริ่มมีอาการโรคผีเข้าหรือลุกลี้ลุกลนนั่นเอง เสียงประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกมา พร้อมกับพยาบาแสนสวยสองคนที่ค่อยๆใช้มือทั้งสองข้างดันเตียงคนไข้ออกมาเพื่อที่จะพาผู้ป่วยไปไว้ยังห้องพิเศษที่แจซอกได้ติดต่อเอาไว้เมื่อสิบห้านาทีที่ผ่านมา

          “คุณสองคนเป็นญาติน้องคนนี้ใช่มั้ยคะ” พยาบาลกล่าวขึ้น พร้อมทั้งลดใบหน้าลงไปมองป้ายชื่อคนไข้ เพียงแต่ว่าบนป้ายนั้นไม่มีชื่อผู้ป่วยปรากฏอยู่เลย

           “อ๋อ ใช่ครับ” แจซอกและวายออกเสียงพร้อมกัน พยาบาลเม้มปากแน่นก่อนจะกล่าวว่า

          “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวคุณช่วยลงไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าด้วยนะคะ ส่วนน้องคนนี้เดี๋ยวดิฉันจะพาไปที่ห้องศูนย์ห้าชั้นสองค่ะ”

          “โอเคครับ” แจซอกยิ้มเจื่อนๆออกไป ก้มลงมองดูกระเป๋าของตัวเองที่มีเงินเพียงไม่กี่บาท แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเงินอยู่ในบัตรเอทีเอ็มต่างหาก

         “วาย ถึงคราวที่เราจะต้องกดเงินออกมากันแล้วนะ พร้อมหรือยัง???”

          “หึหึ คิดว่าหน้าแบบนี้ไม่พร้อมหรอ ถูก ฮ่าๆๆๆ”

          “เฮ้ย อย่าพูดเป็นเล่นนะ!” แจซอกโวยวายทันทีกลังจากคำพูดของวายจบลงไปไม่ถึงวินาที วายหัวเราะร่า

         “ล้อเล่นน่ะ ถึงยังไงก็พร้อมที่จะเสียเงินถูกเรื่องถูกเวลา”






ด้านหน้าตู้ ATM ในเวลาต่อมา…

         แจซอกควักเอาบัตรเอทีเอ็มออกมาอย่างรวดเร็ว เสียบเข้าไปและเริ่มคีย์รหัส จากนั้นก็เลือกจำนวนเงิน เขาชูขึ้นหลังจากที่ได้รับเงินทอนออกมาจากช่องรับ ก่อนจะยักคิ้วใส่วายด้วยท่าทางสุดกวน

ชิ! คิดว่ารวยแล้วอยากอวดงั้นหรอ

         วายตีสีหน้าลูกคุณหนู ถลกหนังตาให้ปรือขึ้น เม้มปากแน่น  เดินเข้าไปหาตู้เอทีเอ็มอย่างไว ก่อนจะเสียบบัตรเข้าไปและเริ่มลงมือคีย์รหัสลงไป
แจซอกที่ยืนดูด้วยสายตาปกติก็เริ่มเลิกคิ้วด้วยท่าทางสุดจะกวนบาทา แจซอกส่ายหน้า ก่อนจะชี้ไปยังเครื่องเอทีเอ็มที่ตอนนี้มีเพียงธนบัตรสีม่วงที่โผล่ออกมา วายเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ก่อนจะเริ่มลงมือกับเอทีเอ็มเจ้าปัญหา ด้วยการเขย่ามันไปมาอย่างมัจจุราจ ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับเหลือกตามองเป็นแถว

         “ไอ้เครื่องเฮ็งซวย แกเอาเงินของเราไปไว้ที่ไหนฮะ! ใส่เข้าไปตั้งหลายพัน ออกมาแค่ห้าร้อย ปัดโธ่ เว้ย!!!” คำพูดพร้อมแรงสั่นสะเทือนทำให้ทั้งปากและใบหน้าของเขาสั่นสะท้านไปมา พร้อมกับน้ำลายที่กระเด็นเหมือนสุนัขพันธ์ลาบราดอร์กำลังหิวโซ

           แจซอกเห็นท่าไม่ดีพุ่งตัวเข้าไปดึงวายออกมา ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะที่ดังก้องออกมาด้วยความชอบอกชอบใจ ผมเผ้าของวาย ณ ตอนนี้ กระเซอะกระเซิงเหมมือนคนที่เพิ่งหนีเสือมาใหม่ๆ พร้อมกับหยดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามโหนกแก้ม เพียงแต่ใบหน้าที่อมชมพูและน่ารักน่าหยิกเหมือนเด็กเล็กทำให้อาการของแจซอกบรรเทาลง

          “นี่นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง เขย่าเครื่องมันทำไม ใครผ่านไปผ่านมามองกันหมดแล้ว แค่เงินห้านร้อยบาทก็เกินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลของเด็กแล้วนะ”

           “แต่มันทุเรศนี่น่า มันเหมือนเราไม่ได้ออกให้เลยอ่ะ เหมือนให้นายออกคนเดียวมากกว่า ทั้งที่ความจริงแล้ว เราต้องแบ่งกันออกคนละครึ่งไม่ใช่หรอ”

         “คิคิ เอาน่า แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ วันหลังค่อยเอาที่เหลือมาคืนก็ได้ แต่วันนี้ห้าร้อยนี้ขอนะ”

          “อือ เอาไปเลย มีแค่เนี้ย” วายยื่นธนบัตรใบละห้าร้อยให้กับแจซอกแต่โดยดี ทั้งคู่เริ่มออกตัวไปยังเค้าน์เตอร์เพื่อทำการชำระค่ารักษาพยาบาล

         แจซอกเดินเลียบเก้าอี้นั่งของบรรดผู้มาเฝ้าคนไข้ทั้งหลาย มีทั้งลูกเด็กเล็กแดง เขาฉีกยิ้มกว้างให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินด้วยสีหน้าแจ่มใส

         “ขอทราบราคาโดยรวมทั้งหมดด้วยครับ”

          แผ่นกระดาษบางๆถูกส่งให้ชายหนุ่มอย่างไม่ลังเล แจซอกหรี่ตามองอย่างละเอียด อ่านทุกตัวอักษรที่ปรากฏแก่สายตา ก่อนจะวางมันลงและควักเงินออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือส่วนของวายด้วย

          “นี่ครับ”

         แจซอกยื่นให้ทันทีทันใด จะว่าไปราคาก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกันเพราะมันก็ไม่เกินจำนวนสองพันบาทเสียหน่อยแต่ถามว่าแพงมั้ย คำตอบคือแพง เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชน แต่พรั่งพร้อมไปด้วยแพทย์และอุปกรณ์ที่ครบสูตรและทันสมัย จึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมคนถึงชอบมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เพื่อมารักษาตัว

        กระดาษแผ่นบางๆ ถูกตีคืนีกครั้งพร้อมตัวหนังสือจากตราปั๊มที่เขียนว่า ‘จ่ายแล้ว’ วายเอียงคอมองใบหน้าของแจซอกที่ค่อยเงยมาทีละนิดจากนั้นจึงส่งยิ้มด้วยความร่าเริง

        “ตอนนี้ภารกิจเสร็จหมดล้ะ ที่เหลือก็บอกป้าให้มาหาลูกชายได้เลยในตอนเย็น” ทั้งคู่เดินผ่านคนไข้ด้วยฝีเท้าที่ดูเบาหวิวปานคนที่กำลังฝึกวิชาย่องเบา ไม่นานนักหลังจากออกมาถึงหน้าโรงพยาบาล วายเริ่มใช้สายตากวาดหารถแท็กซี่ ด้วยความเร่งรีบที่ต้องไปถ่ายรูปที่เหลือเพราะขณะนี้พวกเพื่อนๆ คงกำลังตาหาเขาว่อนแน่ๆ







ยี่สิบนาทีต่อมา…

          รถรับจ้างหยุดตรงบริเวณทางเข้าโบราณสถานอันเลื่องชื่อของกรุงเก่าอย่างพระนครศรีอยุธยา แจซอกไม่รอช้า ใช้มือเปิดประตูลงจากรถ ตามด้วยวายที่ปลีกตัวออกมาจากรถด้วยความยากลำบาก เพราะกระเป๋าก็บรรจุไปด้วยสิ่งของ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดคับแคบขณะออกมาจากรถ

          “นี่ครับลุง”

         วายยื่นเงินให้ก่อนจะกล่าวขอบคุณและยิ้มตอบกลับไป วายหันตัวกลับออกมา มือทั้งสองข้างกุมกระเป๋าที่ใส่กลับด้านหลังเป็นหน้า จะดูเหมือนคนท้องก็ไม่เชิง

          “ถ้างั้นเดี๋ยวนายไปบอกป้าเขาเองนะเพราะเดี๋ยวฉันจะต้องกลับแล้ว” แจซอกยิ้มตรงมุมปากขวาพลางลดใบหน้าลง

         “ก็ได้ เดี๋ยวเราจะเป็นคนบอกเอง นายไปทำงานของนายเถอะ แล้วค่อยเจอกันที่โรงเรียน บาย”

        “บาย” แจซอกกล่าวลา จากนั้นจึงเดินออกมาห่างจากวายออกไปเรื่อยๆ วายรู้สึกถึงความตื้นตันใจบางอย่าง ถึงแม้ว่าความรู้สึกนี้จะไม่ได้ออกมาเสียหมด แต่ก็ได้รู้ว่า วันนี้เขาได้ใกล้ชิดกับแจซอกมากที่สุดเท่าทีเคยมีมา ไม่นานหลังจากที่วายได้เข้าไปคุยกับป้าคนดังกล่าว ซึ่งครั้งนี้ก็ได้รับคำขอบคุณและอวยพรต่างๆนานาจากป้าคนนี้ ถึงแม้ว่าแจซอกจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ถึงอย่างไร คำขอบคุณและคำอวยพรส่งไปถึงเขาเช่นกัน

      “ป้าครับ งั้นผมขอตัวไปทำงานต่อนะครับ เดี๋ยวเพื่อนๆจะว่าเอา”

      วายกำลังจะเอี้ยวตัวกลับ แต่ว่า ฝ่ามือของป้าพุ่งเข้าไปแตะตรงไหล่ของวายเบาๆ วายเบือนหน้ากลับมาด้วยความสงสัย

      “มีอะไรครับ”

       “อ้อ พอดีเพื่อนหนู เขาลืมเสื้อแขนยาวกับโทรศัพท์เอาไว้ เมื่อกี้ป้าก็จะร้องบอกทีละ แต่ก็ไม่ทัน”

       “ครับ เดี๋ยวผมจะเก็บไว้ให้ แล้ววันจันทร์เดี๋ยวผมจะเอาไปให้เขาก็ไดครับ”

        วายรับเสื้อสเวตเตอร์ตัวใหญ่และโทรศัพท์ของแจซอกมาด้วยความนุ่มนวล สัมผัสมันด้วยมือที่นุ่มนวลราวกับแผ่นขนมปังที่พึ่งอบเสร็จใหม่ๆ

         วายก้มหัวกล่าวอำลาอีกครั้ง ก่อนจะออกตัวเดินไปพร้อมเสื้อสเวตเตอร์ตัวโตและมันก็ได้มาห้อยอยู่ตรงเอวของวายเป็นที่เรียบร้อย ส่วนโทรศัพท์ก็ยัดเข้าไปในกระเป๋ากันหาย

       แจซอก นายนี่ขี้ลืมจริงๆเลยนะ






ยามค่ำ…

          แสงจันทร์ที่สาดส่องเหลืองเรืองรอง ส่องทะลุหน้าต่างบานเกล็ดมากระทบลงบนกระจกเงาที่สะท้อนภาพความงามฉายเข้าสู่สายตาของวายด้วยความสง่างามที่ธรรมชาติสร้างมา ใบหน้าที่พึ่งออกมาจากห้องน้ำใหม่ๆ ดูสดใสมากกว่าเดิมเยอะ หลังจากที่ต้องไปผจญภัยกับแจซอกมาทั้งวัน

          วันนี้ดูเหมือนจะเป็นวันที่ดีเกินคาดสำหรับเขา ทุกอย่างมันช่างดูลงตัวอยย่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้  การที่ได้ใกล้ชิดกับแจซอกด้วยระยะห่างเพียงไม่ถึงเมตร การได้ช่วยเหลือเด็กด้วยกัน ไปไหนไปด้วยกัน ถึงแม้ระยะเวลามันจะไม่นานเกินพอสำหรับความต้องการที่มีอยู่ของเขา ณ ตอนนี้ แต่มันก็เพียงพอแล้วที่ได้ใกล้ชิดมากขึ้น

         ความรักที่เหมือนจะเป็นแบบลมๆแล้งๆกลับสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เสมือนมีคนมาโอบล้อมเทียนไข เพื่อไม่ให้ลมพัดจนทำให้เปลวไฟของเทียนดับลงใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของวายสะท้อนภาพไปมาและรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่ไม่กระพริบเลยแสดงถึงความสุขสุขุมในใจ วายถอนหายใจจากนั้นจึงกลับเข้ามาสู่สภาพปกติที่เป็นอยู่ นัยส์ตาสีดำขลับตวัดออกไปยังหน้าต่างที่ได้รูปอย่างสวยงาม ก่อนจะเคลื่อนร่างของตนเดินผ่านเตียงนอนอันเป็นแหล่งรวบรวมพลังงานชั้นดีในตอนกลางคืนถึงเช้า จากนั้นจึงย่อตัวลงบนเก้าอี้ไม้ซึ่งปูด้วยขนเป็ดพร้อมเย็บติดกับม้ากำมะหยี่สีชมพู

           แสงคอมจากแล็ปท็อปยังคงกระพริบไปเรื่อยๆ อาการหลงละเมอแทรกเข้ามาอีกครา ดวงจันทร์ที่ส่องแสงเจิดจ้าในยามค่ำคืน ถึงแม้วันนี้มันจะไม่เต็มดวงเอาซะเลย แต่ก็ดูดีกว่าในหลายๆวันที่ผ่านมา เสียงของเอ็มเอสเอ็นดังขึ้น วายสะดุ้งโหยง ก่อนจะลุกขึ้นมาแล้วเดินเอี้ยวตัวมาทางแล็ปท็อป นัยส์ตาสีดำขลับตวัดฮวบลงมายังหน้าจอ และพบว่าผู้ที่ทักทายเขามาก็คือ

kunjae : สวัสดีครับ

Y sungyoon : ดีครับ

kunjae : สบายดีมั้ยครับ ดูเหมือนช่วงนี้เราจะไม่ค่อยได้คุยกันเลย

          แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วยกับคนที่อยู่ในเอ็มเอสเอ็น จะไม่ค่อยได้คุยกันก็เป็นเพียงแค่คนรู้จัก พูดแบบนี้เหมือนฝ่ายตรงข้ามกำลังคิดอะไรกับเขาอยู่ วายขมวดคิ้วมุ่น แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

Y sungyoon : อ๋อ ครับ พอดีเรามีงานน่ะ เยอะมากๆด้วย พวกการบ้านที่บรรดาคุณครูให้เรามา เลยไม่ค่อยได้เอ็มเอสเอ็น แต่ถึงออนก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อน ส่วนใหญ่จะกดงานยุ่งเอาไว้

kunjae : งั้นหรอครับ ว้า! พักหลังนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่โดดเดี่ยวไม่ค่อยจะมีเพื่อน วันนี้ก็มีแค่คุณเท่านั้นแหละที่ออนอยู่ในรายชื่อเพื่อนของผม

Y sungyoon : เหงางั้นสินะครับ เราก็เหงา แต่ไม่ได้เหงาทุกวันหรอกนะ ถ้าคุณอยากมีเพื่อนมากๆ ก็สามารถไปหาแอดได้ตามเว็บไซต์ทั่วไป รับรองไม่เหงา

kunjae : นั่นสินะ^^ ว่าตาทานข้าวรึยังครับ

Y sungyoon : อ้อ เรียบร้อยแล้วครับ แล้วคุณล่ะ ทานรึยัง?

kunjae : ของผมยังเลยครับ ไม่หิว

Y sungyoon : แต่ถ้าไม่ทานข้าวให้ตรงเวลา ระวังเป็นโรคกระเพาะเอานะ อีกอย่างเป็นแล้วมันทรมาณมากๆ

kunjae : ไม่เป็นไรครับ ผมก็เป็นอยู่นี่ไง แต่ทานยาเดี๋ยวก็หาย กินยาต่างข้าวเลยก็ว่าได้

Y sungyoon : โห งั้นเลยหรอครับ มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ เอาเป็นว่าวันนี้เราจะออกจากเอ็มเพื่อให้คุณไปทานข้าวนะ บายครับ


          วายกดออกจากเอ็มเอสเอ็นทันที จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเป็นทางยาว ลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมมาทางเตียง มาที่เดิม เพื่อเฝ้ามองแสงจันทร์อีกครั้งด้วยจิตใจที่ดูสงบเสงี่ยม






- - - - - - 

TBC.

ตอนนี้ยาวมั้ย 55555

พยายามที่สุดแน้วที่จะมาอัพ TT ก้ได้เท่านี้ หายงอนนะ ง้อๆ

ก็คือคอมพังนะเอง อัพมั่ยดั้ยยย

สงสารหรือสมหน้าดีย์ (คนอ่าน : สมหน้า) แหนะ! เลารู้นะว่าสมหน้าเรากันอ่ะ! [แต่เราอัพคอมบ้านเพื่อนนะเออ อาจจะเว้นวรรคไม่สะดุดหูสะดุดตา เพราะรีบนิดนึง]

สุดท้ายนี้ก็บายนะ เจอกันตอนหน้า วันที่ได้คอมมา และวันที่เราขยัน กร๊ากกกกกกก



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #19 Golcha_Y_rabbit (@Golcha_Y_rabbit) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 20:52
    แอบชอบเค้าตั้งนาน เพิ่งได้คุยกันเยอะๆเหรอวาย วงวารลูกกก
    #19
    0
  2. #18 อาหมวยน้อย (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 20:29

    คนในmsnจะใช่แจซอกรึป่าวน่า

    #18
    0