สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 260 : ภาค 3-บท 60 รวมตัวอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 91
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    5 ม.ค. 64

การปะทะระหว่างกลุ่มนักรบและร่างจำแลงของมังกรทองนั้นดูรุนแรงและดุเดือดจนยากที่คนนอกจะเข้าไปแทรกแซงได้

 

นักบุญศักดิ์สิทธิ์สาวทั้ง 2 มีหน้าที่ในการกางม่านพลังเพื่อปกคลุมไม่ให้บริเวณภายนอกได้รับความเสียหาย

 

และจนท้ายที่สุดแล้ว ทั้งคล็อด เครก และกันต์ก็สามารถล้มมังกรทองและสังหากอัศวินนักรบเกราะดำปริศนาลงไปได้

 

เนื่องจากว่าการทำลายลูกแก้วเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถเอาชนะมันได้ กันต์จึงจำใจต้องบดขยี้มันด้วยดาบระดับเทพเจ้าในกำมือของตนเอง

 

ชายหนุ่มในชุดนักเรียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนที่จะล้มตัวลงนั่งบนหลังคาปราสาทราชวังอันมีพื้นที่กว้างขวางและชำรุดเสียหายในขั้นรุนแรง

 

ในขณะเดียวกันนักเวทสาวเวรัคก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับประตูมิติ แต่ทว่าด้านหลังของเธอนั้นก็ตามมาด้วยอาร์เซน นักธนูเอลฟ์ครึ่งคนแคระ

 

เวรัคที่เห็นเศษลูกแก้วที่แตกสลายในฝ่ามือของกันต์ก็พลันหรี่ตาลงเล็กน้อย

 

“จบเร็วกว่าที่คาดไว้ ถือว่าฝีมือพวกนายยังไม่ขึ้นสนิม”

 

“เฮ้ เฮ้ เวรัค เธอลืมไปรึเปล่าว่าข้าชนะมันด้วยตัวคนเดียว นั่นก็หมายถึงฝีมือพวกเขาฝีมือตกลงไม่ใช่รึไง” อาร์เซนเอ่ยขึ้นในระหว่างที่กำลังเก็บคันศรไว้ด้านหลัง

 

นักเวทสาวที่ได้ยินดังนั้นก็สั่งปิดประตูมิติและพูดขึ้นด้วยท่าทางเย็นชา “สิ่งที่ทำให้นายขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งของมานาแต่เป็นการประยุกต์ใช้ พวกเกราะดำมันพึ่งเริ่มใช้มานาแค่ไม่นาน ถ้ามันชนะนั่นแหละแปลก”

 

อาร์เซนที่โดนความจริงตอกกลับท่าทีเล่น ๆ ของเขาก็มลายหายไปกลายเป็นจริงจังขึ้นมาในทันที

 

“เอาล่ะทุกคน ผมดีใจนะที่เรากลับมาเจอกันอีกครั้ง ไอ้พวกเกราะดำนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เทพพูดถึง ศิลาดาวตกที่เสียหายทำให้การป้องกันสิ่งมีชีวิตนอกมิติพังลง เจ้าเกราะดำนั่นน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตนอกมิติ และเราก็รู้แล้วว่ามันอันตรายมาก”

 

คล็อดที่เห็นกันต์พูดจบก็เอ่ยต่อทันที “อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอาจไม่ได้มีแค่พวกมัน ลองมองดูบนท้องฟ้าให้ดี เมฆาสีโลหิตเหล่านั้นกำลังกระจายกลิ่นอายที่อันตรายออกมา พวกเราไม่มีแม้แต่ข้อมูลเกี่ยวกับมัน”

 

“สำหรับเรื่องเมฆนั่นฉันลองตรวจสอบดูในระดับหนึ่งแล้วและพบว่ากลิ่นอายของมันมีอำนาจทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตถูกปลุกสัญชาตญาณดิบออกมา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความเกลียดชัง ความโกรธแค้น สิ่งเหล่านี้จะถูกกระตุ้นให้ปลดปล่อยออกมาและรุนแรงยิ่งขึ้น" เวรัคพูดต่อ


"หากเราไม่ทำอะไรสักอย่างฝ่ายมนุษย์กับปีศาจที่อาฆาตกันมานานอาจจะเข้าห้ำหั่นกันเอง โดยที่เราก็ไม่สามารถห้ามปรามได้”

 

กันต์ที่ได้ฟังดังนั้นก็รีบพูดแทรกขึ้นมา “เวรัคคุณมั่นใจน่ะว่ามันมีผลกับแค่สิ่งมีชีวิต ?”

 

นักเวทสาวส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ใช่ถ้าหมายถึงเรื่องการปลุกสัญชาตญาณ แต่เมฆโลหิตจะให้ผลกระทบทิศตรงกันข้ามกับพวกสิ่งไม่มีชีวิต”

 

“ทิศตรงกันข้ามหมายถึงพวกมันจะมีสติปัญญามากขึ้น ฉลาดขึ้น เก่งขึ้น และแน่นอน หลังจากที่พวกมันรับรู้ว่าตัวเองเป็นทาสให้กับสิ่งมีชีวิตมานาน พวกมันจะเริ่มมีความคิดในการขึ้นเป็นใหญ่และปกครองพวกที่มีชีวิตแทน”

 

เครกที่นั่งเครียดและนิ่งเงียบมาตลอดก็ได้พูดขึ้น “เจ้ากำลังหมายถึงสงครามนี้จะไม่ได้มีแค่ 2 แต่เป็น 3 ฝ่าย และฝ่ายที่ดูแข็งแกร่งและเพรียบพร้อมที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเหล่าสิ่งไร้ชีวิต”

 

สิ่งไร้ชีวิตนั้นมีเผ่าพันธุ์หลัก ๆ ก็คือ อัศวินดำ โครงกระดูก ร่างเงา และอื่น ๆ อีกมากมาย หากเกิดว่าพวกมันคิดการใหญ่และรวมกลุ่มกันนั่นอาจจะหมายถึงหายนะ

 

ในขณะที่สถานการณ์กำลังเข้าสู่ความตึงเครียดนี่เอง จู่ ๆ ประตูมิติบานสีทองก็ได้ถูกเปิดขึ้นใกล้ ๆ กับจุดที่นักบุญสาวทั้ง 2 กำลังยืนอยู่

 

อาเรียและเรติน่าถอยห่างจากจุดนั้นอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่หลังจากนั้นพวกเธอก็กลับมาเป็นปกติ

 

หลังจากนั้นก็ได้ปรากฏให้เห็นหญิงสาวในชุดขาวผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาจากประตูมิติ

 

ใบหน้าที่ดูกังวลและดูมีความเป็นผู้ใหญ่ของเธอคนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนกับอาจารย์เอลไม่มีผิด 

 

ชายหนุ่มที่เห็นแสงก็ทราบได้ทันทีเลยว่านั่นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนักบุญศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรทางตอนกลางที่ล่มสลายนั่นเอง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเธอคนนี้จะใช้เวทมิติได้ และในที่สุดเธอก็ฟื้นสักที

 

ในระหว่างที่กำลังมองผู้มาเยือนนั่นเองทักษะของเขาก็ได้แจ้งเตือนเข้ามาถึงบุคคลผู้หนึ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังพร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังเข้ามา “ฉันจะเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นทาสรักของนายก็ได้น่ะ ถ้านายต้องการ”

 

“กานต์นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาล้อเล่นนะ” ชายหนุ่มตอบกลับ

 

“กันต์ดูเหมือนนายจะยังไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง นักบุญศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคนถูกกำหนดมาให้เป็นแหล่งพลังงานของนายมาตั้งแต่ต้นแล้ว ยิ่งความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากเท่าไหร่พลังที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”

 

กานต์เอ่ยพลางถอยห่างจากร่างของชายหนุ่มและเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยลับลมคมใน

 

นักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นาน เมื่อเธอได้เห็นพี่น้องของตนเองแล้วก็อดใจไม่ได้ที่จะวิ่งเข้าไปโผกอด

 

พวกเธอทั้ง 3 คนต่างรู้สึกดีใจที่ทุกคนยังกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งได้สำเร็จ หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมามากมาย สิ่งที่จะเยียวยาจิตใจได้อาจจะมีไม่มาก

 

กันต์ตัดสินใจเรียกรวมทุกคนไปไปหาที่ประชุมคุยที่อื่นก่อนและปล่อยให้ทั้ง 3 นักบุญอยู่ด้วยกันสักพัก

 

ภายในห้องประชุมแห่งเดิม ตอนนี้องค์ประชุมก็เหลือแค่บุคคลสำคัญ ๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพราะคนอื่นได้ถูกส่งตัวกลับไปเกือบจะหมดแล้ว

 

“ผมต้องไปหาเวลโดร เผ่าไร้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้บัญชาเผ่าปีศาจ เวลโดรอาจจะกำลังเจอศึกหนักจากภายใน” กันต์พูด

 

เวรัคที่ได้ยินดังนั้นก็แย้งขึ้นมาทันที “กันต์เราต้องเรียบเรียงปัญหาและจัดความสำคัญก่อน อย่างแรกปัญหาเรื่องเมฆาโลหิตฉันจะจัดการเอง ปัญหาถัดมาเรื่องการบุกรุกของพวกนอกมิติสำหรับเรื่องนี้คงต้องฝากกานต์เพราะเธอเคยติดต่อกับ สมาคมเงามืดแห่งโลกมาก่อน”

 

จากนั้นทุกคนก็หันมองไปทางซัคคิวบัสสาวที่กำลังบนเก้าอี้หินและขีดเขียนอะไรบางอย่างกลางอากาศ

 

“ในความคิดของฉัน เรื่องผู้บุกรุกนอกมิติสมาคมเงามืดน่าจะรับมือได้พวกเขาคงอยากให้เราจัดการปัญหาภายในก่อน ส่วนหลักฐานก็อย่างที่รู้กัน นักรบเกราะดำจะปรากฏในที่ที่มิติไม่เสถียรสูงมากเท่านั้น ตัวอย่างก็เช่นตามสถานที่ที่พวกผู้กล้าตื่นขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงไปในเร็ว ๆ นี้พวกมันจะยังไม่กลับมาอีกครั้งแน่”

 

เมื่อได้รับคำยืนยันจากกานต์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสมาคมเงามืดมากที่สุด คนอื่น ๆ ก็เริ่มรู้สึกวางใจและคิดาวิธีรับมือกับศึกภายในต่อ

 

แต่ในระหว่างนั้นกันต์ก็ได้เสนอความคิดหนึ่งขึ้นมา “ผมจะเป็นคนคอยคุมพวกที่ไม่มีชีวิตไว้เอง จนกว่าเมฆสีเลือดจะหายไป ผมสามารถใช้ตราบัญชาไร้ลักษณ์ กับคทารวมถึงสมบัติอื่นๆได้”

 

“หากทำเช่นนั้นมันก็สามารถแก้ปัญหาได้เพียงหนึ่ง แต่ส่วนที่เหลือคล็อดกับเวลโดรคงคุมไม่อยู่ เมฆโลหิตเริ่มทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวินาทีที่ผ่านไป” เครกพูด

 

“ดังนั้นในตอนนี้เราลืมเรื่องการผูกมิตรด้วยสันติวิธีได้เลยเมฆโลหิตไม่ยอมให้เราทำเช่นนั้น เราต้องใช้วิธีอื่น” อาร์เซนกล่าวต่อ

 

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังคิดหาวิธีอยู่นี่เอง ประตูมิติสีดำก็ได้ถูกเปิดขึ้นที่ด้านนอกราชวัง และปรากฏให้เห็นร่างของนักรบอัศวินดำตนหนึ่งที่ก้าวเท้าออกมา และที่ด้านข้างของเขาก็มีมนุษย์คนหนึ่งตามออกมาด้วย

 

นนท์เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของกันต์ที่ได้รับพลังของแพทริก ตัวละครสายสนับสนุนเพียงตัวเดียวที่มีอยู่ในเกม Farness world

 

หลังจากที่จัดการปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เสร็จแล้วพวกเขาทั้งคู่ก็ได้เดินเข้ามาในห้องประชุมเพื่อบอกข่าวสำคัญบางอย่าง

 

นนท์เดินเข้ามาและตบไหล่กันต์เบา ๆ ด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน

 

“มีเรื่องให้ประหลาดใจตลอดจริง ๆ นะเอ็ง” ว่าแล้วนนท์ก็นั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนที่ว่าง โดยมีอัศวินดำตนนั้นยืนอยูไม่ไกล

 

“นายรู้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นแล้วใช่ไหม ?” กันต์ถาม

 

“ใช่ และตอนนี้ข่าวร้ายยิ่งกว่าเมฆสีเลือดก็คือ สมาคมเงามืดแห่งโลกต้านพวกผู้บุกรุกนอกมิติได้อย่างเต็มที่แค่ 1 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นมันจะบุกเข้ามาในโลก สิ่งที่สมาคมขอมาก็มีแค่ให้เผ่ามนุษย์และปีศาจร่วมมือกันสู้เท่านั้น” นนท์เอ่ยพลางชูนิ้วขึ้นมา 1 นิ้ว

 

เนื่องจากข่าวนี้เป็นข่าวที่ไม่มีมูลเหตุหรือหลักฐานชัดเจนอัศวินดำจึงกล่าวเสริมขึ้นมาทันที “เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ตัวข้ายืนยันให้ได้ เพราะข้านั้นก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแลความเสถียรภาพมิติของโลกใบนี้ เวรัคสามารถเป็นพยานให้ได้”

 

นักเวทสาวก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อยก่อนที่จะปริปากพูดขึ้น “อัศวินดำพูดถูกแล้ว เนื่องจากนี่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินฉันก็จะไม่ปิดบัง"

 

"นักเวทมิติทุกคนล้วนแต่ต้องทำตามกฏที่ถูกร่างขึ้นไว้โดยผู้ดูแลทั้งสิ้น นั่นเป็นขั้นตอนแรกของการใช้เวทมิติ ใครที่ทำผิดก็ล้วนแต่ต้องถูกตามล่าและปลิดชีพทิ้ง”

 

ถ้าหากยังจำกันได้ในครั้งแรกที่กันต์ได้เจอกับอัศวินดำตนนี้ก็เป็นตอนที่ต้องต่อสู้กับนักเวทมิติผู้รักไวเวิรน์คนหนึ่ง ซึ่งชายผู้นั้นเองก็น่าจะเป็นคนทำผิดกฏจึงต้องถูกตามล่าและสังหาร นนท์เองก็คงกลายเป็นผู้ช่วยอัศวินดำไปแล้ว

 

นนท์เริ่มทำสีหน้าจริงจังและจ้องมองไปทางกันต์พร้อมกับพูดขึ้น “กันต์…ตอนนี้มิติทุกอย่างบนโลกเริ่มบิดเบี้ยวและไร้ความเสถียร ฉันก็มีหน้าที่ ตัวนายเองก็มีหน้าที่ ดังนั้นพวกเราที่ถูกเลือกมาก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อะไรที่ช่วยโลกใบนี้ได้ก็อย่าลังเล”

 

ชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนของกันต์ได้ลุกขึ้นยืนและใช้นิ้วชี้แตะไปตรงที่ขมับของตนเอง “นายมีแผนการในใจอยู่แล้วเพื่อน จิตสีฟ้าที่นายมีก็เพื่องานนี้ แล้วไว้เราค่อยไปเลี้ยงฉลองกันหลังเรื่องทุกอย่างจบลง”

 

สิ้นเสียงของนนท์อัศวินดำก็ได้เปิดประตูมิติขึ้น หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เดินทางจากไปเพื่อทำหน้าที่รับมือกับผู้รุกรานจากต่างมิติ

 

หลังจากนั้นไม่นานนักกันต์ก็ได้ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้หินและชี้นิ้วตรงไปบนแผนที่

 

“ผมจะเป็นคนนำทัพของเหล่าเผ่าพันธุ์ไร้ชีวิตเอง แล้วหลังจากนั้นผมจะนำทัพเข้าโจมตีทั้งฝ่ายมนุษย์และปีศาจ ซึ่งการโจมตีพวกนั้นผมจะทำไปเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ”

 

คล็อดและเวรัคที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงทำหน้าเครียดในทันที พวกเขาเริ่มเข้าใจความคิดของกันต์แล้ว

 

“ในเมื่อใช้สันติวิธีบังคับไม่ได้ ก็ต้องใช้สงคราม เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าไม่อาจต้านกองทัพไร้ชีวิตได้ด้วยกำลังของตนเอง สุดท้ายพวกเขาก็ต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด”

 

“ความคิดใช้ได้เลยนิไอ้หนู ใช้วิธีนี้ไม่ใช่แค่สานสันพันธ์และระงับสงครามระหว่างเผ่าได้ชั่วคราว แต่ยังเป็นการฝึกซ้อมรบกำลังผสมไปในตัวอีกด้วย” อาร์เซนพูด

 

“สำหรับระยะเวลาที่เหลือสั้น ๆ แค่หนึ่งเดือน วิธีนี้คงจะดีที่สุด” เวรัคเห็นด้วย

 

“เจ้าต้องการให้ประชาชนเอาความโกรธและความบ้าคลั่งที่มีไปลงกับพวกไร้ชีวิตแทนพวกปีศาจ…ข้าเห็นด้วย” คล็อดพยักหน้าเบา ๆ

 

“แต่สงครามครั้งนี้เจ้าต้องทำให้สมจริงมากที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่แค้นเผ่าปีศาจอย่างลืมหูลืมตาก็อาจจะจับผิดสังเกตและปลุกระดมมวลชนเข้าก่อกบฏได้” เครกกล่าวเตือน

 

เมื่อกันต์เห็นว่าทุกคนเห็นด้วยแล้วก็ฉีกยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากออกมา “ไม่ต้องห่วง เพราะแต่ล่ะศึกที่เราปะทะกันเราจะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด แต่เพื่อความสมจริง ผมขออยากให้ทุกคนจริงจังและอย่าได้ออมมือ…เวรัคส่งผมไปหากับเวลโดรที”

 

เครก อาร์เซน คล็อด เวรัค เรล์ม และเวลโดร ผมต้องสู้กับพวกเขาทั้งหมด กันต์คิดในใจในระหว่างที่เขากำลังเดินเข้าไปในประตูมิติสีฟ้าของเวรัค

 

แต่ก่อนที่จะไปนั้นกานต์ที่นั่งเงียบมาตลอดก็ได้พูดขึ้น “นายสัญญากับฉันได้ไหม ถ้าเมฆโลหิตหายไปเมื่อไหร่จะต้องล้มเลิกแผนทันที มันมีความเสี่ยงที่นายจะโดนของเหล่านั้นควบคุม ไม่ว่าจะเป็นตราบัญชาไร้ลักษณ์หรือสมบัติควบคุมความตายเหล่านั้น ยิ่งใช้นานเท่าไหร่สภาพจิตใจของผู้ใช้ก็จะยิ่งย่ำแย่”

 

กันต์ที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปเขาพูดตอบสั้น ๆ เพียงแค่ว่า “อย่าพูดเหมือนกับว่าเราจะเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายสิ ฝากบอกนักบุญด้วยว่า เดี๋ยวจะรีบกลับมา”

 

จากนั้นชายหนุ่มก็ได้เดินเข้าไปในประตูมิติเพื่อมุ่งหน้าไปหาราชันแห่งจอมมาร เวลโดร เพราะคนที่เหมาะสมกับการเจรจามากที่สุดคงมีเพียงเขา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น