สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 259 : ภาค 3-บท 59 ค้นหาเหล่าตัวละคร (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 79
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 ธ.ค. 63

ณ อาณาจักรทางตอนเหนือ ภายในปราสาทราชวัง

 

ที่ราชวังแห่งนี้คือสถานที่ปลอดภัยที่สุดและมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เหตุเป็นเพราะมันมักจะถูกใช้ในการประชุมครั้งสำคัญมากมายนับหลายต่อหลายครั้ง

 

ภายในห้องวางแผนเตรียมการรับมือ

 

เรติน่า อาเรีย นักบุญศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 ที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดีกำลังนั่งอยู่ที่บริเวณหัวโต๊ะหินปูนอ่อนที่มีความยาวไปจนเกือบถึงมุมห้อง

 

ส่วนที่นั่งตำแหน่งอื่น ๆ ก็ถูกจับจองด้วยรัฐมนตรี ขุนนางและบุคคลสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าจากตระกูลขุนศึกเทวะ ดยุก เรย์ผู้เป็นตัวแทนจากหอการค้า และมอสชายผู้เป็นตัวแทนของภาคีแห่งแสง

 

หลังจากที่การประชุมได้เริ่มต้นขึ้นไปสักพักนั่นเอง ขุนนางคนหนึ่งก็ได้ชิงพูดขึ้นมาด้วยท่าทางเร่งรีบ

 

“ท่านเรติน่า ท่านยังกังวลสิ่งใดอยู่อีก ทุกคนในที่นี้ต่างเป็นพยานว่าม่านหมอกสีแดงอำมหิตล่องลอยมาจากอาณาเขตของพวกปีศาจ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีการบันทึกไว้ หากท่านยังมัวแต่ลังเลเช่นนี้เมืองหลวงของเราคงมีชะตากรรมไม่ต่างกับอาณาจักรทางตอนกลางแน่”

 

หากทุกคนยังจำกันได้ เมืองหลวงอาณาจักรทางตอนกลางนั้นได้ถูกฝ่ายของสาวกลัทธิบูชาปีศาจเข้ากลืนกินและโจมตีจนย่อยยับในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม เหตุการณ์นั้นยังคงเป็นฝันร้ายของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่

 

เมื่อเมืองหลวงได้พังทลายลง เมืองอื่นๆภายใต้การปกครองของอาณาจักรทางตอนกลางก็แยกตัวกันเป็น 2 ฝั่ง โดยฝั่งแรกเข้าร่วมกับทางอาณาจักรทางตอนเหนืออีกฝั่งก็เข้าร่วมกับอาณาจักรทางตอนใต้ ในตอนนี้ชื่อเสียงของอาณาจักรทางตอนกลางมันเหลือเพียงแค่อดีตเท่านั้น

 

ขุนนางคนอื่น ๆ ที่เห็นด้วยก็รีบพูดเสริมไปในทันที “พวกเราต่างสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตและความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด หากเราไม่รีบทำอะไรสักอย่างมันก็อาจจะสายเกินแก้ ขอท่านได้โปรดทรงพิจารณาด้วย”

 

เรติน่าทำหน้าเครียดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป “ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกท่านดี เมฆาโลหิตที่ล่องลอยและปกคลุมทั่วนภานั้นอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เรายังผลีผลามออกคำสั่งโดยไร้ข้อมูลไม่ได้ ตอนนี้คนของเรากำลังทำการตรวจสอบอยู่”

 

มอสที่นั่งเงียบมาตลอดทั้งการสนทนานั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวของนักบุญหญิงก็เปิดปากพูดออกมาในทันที “อันที่จริงแล้วทางกองกำลังภาคีแห่งแสงได้ทำการตรวจสอบสถานการณ์ฝั่งปีศาจอยู่พอสมควรและเราก็ค้นพบว่า พวกปีศาจได้ทำการซ่องสุมกำลังพลและทำท่าทีเหมือนจะเตรียมตัวเข้าสู่สงครามมาเป็นเวลานานแล้ว และท่านก็ลองกลับมามองดูกำลังพลของเราสิ---”

 

มอสเอ่ยพลางกวาดมือออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย 

 

“ตอนนี้ผู้ที่เตรียมการพร้อมเข้าสู่สนามรบ เห็นทีคงจะมีแต่ภาคีแห่งแสง กองกำลังอาณาจักรทางตอนเหนือและใต้เองก็ควรเตรียมความพร้อมเข้าสู่สงครามได้แล้ว เชิญพวกท่านประชุมต่อไปเถอะ ข้าจะกลับไปลาดตระเวนที่ตะเข็บชายแดนต่อ ในวันนี้จะไม่มีอาณาจักรใดของเราต้องล่มสลายลงอีกแล้ว”

 

จบคำกล่าวลาของอัศวินผู้ทรงเกียรติเขาก็ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้และเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยสายตาที่ผิดหวัง

 

อันที่จริงแล้วเรติน่านั้นต้องการรอให้เครกกลับมายังที่แห่งนี้ก่อน เธอเชื่ออย่างสุดหัวใจเลยว่าบุรุษผู้นั้นต้องมีทางออกที่ถูกต้องและข้อมูลที่มากเพียงพอแน่ เครกต้องการทำให้สงครามจบลงโดยไม่มีฝั่งไหนต้องสูญเสียและเธอก็อยากให้เป็นเช่นนั้น

 

แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ทุกอย่างมันดลบันดาลใจให้สงครามต้องเกิดมากเสียจนจะห้ามเอาไว้ไม่อยู่ อีกทั้งการติดต่อกับฝั่งเทพเองก็ยังขาดหายราวกับว่าถูกทอดทิ้งไม่มีผิด

 

เรติน่ากลับลงไปนั่งบนเก้าอี้ดังเดิมและล้มเลิกความคิดที่จะรั้งตัวมอสไว้

 

ประตูห้องค่อย ๆ ถูกเปิดออกพร้อมกับอาเรียที่จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้

 

แม้แต่ตัวมอสเองก็ยังหยุดชะงักและเงยหน้าขึ้นไปมองที่ด้านบน

 

“ทุกคน !!! หาที่กำบัง” มอสได้ตะโกนขึ้นพร้อมกับชักดาบสีเงินออกมาและกระโจนตัวเข้าไปที่กลางโต๊ะหินปูน

 

อาเรียและเรติน่าที่สัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาทางตนด้วยความเร็วสูงก็รีบสั่งอพยพคนและทำการสร้างม่านพลังคุ้มกันโดยทันที

 

ในเสี้ยววินาทีถัดมานั่นเองเสียงของระเบิดก็ได้ดังขึ้นพร้อกับเศษซากของสิ่งก่อสร้างที่แตกกระจายและฝุ่นควันที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณ

 

ร่างของใครบางคนได้ร่วงลงมาจากฟ้าและกระแทกเข้าใส่ขอบโต๊ะหินปูนจนเกิดร่องรอยแตกร้าวกระจายไปทั่ว


แต่สิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากกว่าก็คือ ใครกันที่พุ่งทะลุเขตแดนป้องกันของปราสาทเข้ามาได้

 

อาเรีย เรติน่า มอสและคนอื่น ๆ ที่เห็นท่าไม่ดี จึงค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยห่างไปจากผู้บุกรุกมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

“มอส เอาเกราะมังกรเงินมาให้ข้า” เสียงของชายผู้หนึ่งได้ดังขึ้นพร้อมกับปรากฏให้เห็นร่างของใครบางคนกำลังโยนเศษซากปรักหักพังที่ทับตนอยู่ทิ้งไป

 

“ท่านคล็อดท่านกลับมาแล้ว” มอสไม่รอช้ารีบคุกเข่าลงและทำความเคารพแด่บรรพบุรุษโดยทันที


แท้จริงแล้วที่เขตแดนป้องกันไม่ทำงานก็เพราะ ร่างของคล็อดมีพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่ เขตแดนจึงปล่อยให้เขาเข้ามาได้

 

ผู้กล้าคล็อดที่สวมเกราะและผ้าคลุมสีทองค่อย ๆ เดินมาหยุดตรงหน้ามอสและเอามือแตะไปที่เกราะมังกรเงินที่มอสกำลังสวมใส่อยู่

 

ทันใดนั้นเองเกราะสีเงินนั้นก็ได้แปรสภาพกลายเป็นมังกรตัวสีเงินขนาดเล็กและร่อนลงไปเกาะตรงไหล่ขวาของผู้กล้าหนุ่ม

 

“พวกเจ้ารีบสั่งคนอพยพคนแถบนี้ออกไปให้หมด และห้ามใครเข้าไปปะทะกับมันโดยเด็ดขาด” คล็อดเอ่ยพลางสะบัดชายผ้าคลุมและหันหลังกลับไปมองยังด้านบนที่ตนร่วงลงมาก่อนหน้านี้

 

เจ้ามังกรเงินตัวเล็กไม่รอช้ารีบแปรสภาพของตนกลับไปเป็นเกราะมังกรเงินเช่นเคยและห่อหุ้มร่างของคล็อดเอาไว้

 

ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ได้ดังขึ้นพร้อมกับปรากฏให้เห็นลำแสงสีทองคำที่สาดส่องลงมาใส่คล็อดเต็ม ๆ

 

ผู้กล้าหนุ่มสามารถรับความเสียหายไว้ได้ด้วยดาบและปัดป้องลำแสงออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะรีบกระโดดกลับขึ้นไปบนฟ้าเพื่อต่อกรกับสิ่งปริศนา

 

ในตอนนี้ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนเอง ทางฝั่งมอส อาเรียและเรติน่านั้นต้องการที่จะเฝ้าดูสถานการณ์ต่อสู้อย่างใกล้ชิดจึงตัดสินใจเคลื่อนที่ขึ้นไปยังชั้นบนสุดของราชวัง

 

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นต่อหน้าของพวกเขาก็คือผู้กล้าคล็อดที่กำลังเหวี่ยงดาบเข้าสู้กับอัศวินอีกคนที่สวมเกราะสีดำเมี่ยม ที่กำลังถือลูกแก้วประหลาดสีทองอยู่ในกำมือ

 

อัศวินดำตนนั้นร่ายเวทป้องกันเข้ารับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง และพยายามหาช่องโจมตีกลับไปแต่นั่นก็ไม่เป็นผลเพราะดูเหมือนว่ามันจะยังไม่ชินกับการใช้เวทเท่าไหร่นัก

 

“ทำไมท่านคล็อดถึงไม่ใช้ปลดปล่อยพลังเวทออกมาล่ะ” มอสกุมดาบสีเงินในมือแน่นและพึมพำออกไป

 

อาเรียและเรติน่ามองหน้ากับอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าให้กันและกัน

 

“ท่านมอสลูกแก้วในมือของนักรบดำตนนั้นมีร่องรอยมานาของผู้กล้าคล็อดอยู่ ข้าคาดว่าเหตุผลที่เขาไม่ยอมใช้มานาคงเป็นเพราะลูกแก้วนั้นมีความสามารถในการดูดกลืนมานาได้”

 

เรติน่าตอบกลับในระหว่างที่อาเรียกำลังเอามือขวาสัมผัสไปที่กลางหน้าอกของตนเองเพื่อทำอะไรบางอย่าง

 

แต่ก่อนที่ใครจะได้ทำอะไรต่อนั่นเองที่บริเวณด้านหลังนักรบเกราะดำก็ได้ปรากฏให้เห็นประตูมิติสีฟ้าที่ได้เปิดขึ้น

 

หลังจากนั้นไม่นานนักก็ได้มีร่างของใครบางคนที่กุมหอกในกำมือได้กระโจนออกมาจากประตูมิติและเข้าโจมตีนักรบดำจากทางด้านหลัง

 

อัศวินดำที่รับรู้ได้ถึงอันตรายจากรอบด้านไม่รอช้ารีบร่ายเวทป้องกับเสริมทับเข้าไปที่เบื้องหลังของตนในทันที

 

หอกเล่มสีขาวได้แทงตรงเข้าไปยังม่านพลังสีทองอย่างต่อเนื่องจนสามารถทำให้เกิดรอยร้าวและเจาะทะลุไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที

 

คล็อดที่มองเห็นผู้มาเยือนก็เผลอหลุดปากพูดออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ “กันต์อย่าปล่อยมานาของเจ้าออกมานอกร่างเด็ดขาด”


ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มทำหน้าเครียด "มันได้ตัวอย่างมานาเลือดครึ่งมนุษย์มังกรทองไปแล้ว รีบจัดการเร็วเข้า!"

 

เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบโรงเรียนได้แปรเปลี่ยนหอกในมือให้กลายเป็นดาบเล่มยาวสีขาวส้มและทำการกวาดโจมตีออกไปในแนวราบ ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดเป็นรอยฉีกขาดของม่านป้องกันที่เพิ่มมากขึ้น

 

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยหอกน้ำแข็งนับสิบเล่มที่ทะลุทะลวงผ่านรอยฉีกขาดม่านพลังเข้าไปจนปะทะกับม่านพลังอีกชั้นหนึ่ง

 

อัศวินดำที่เห็นท่าไม่ดีจึงรีบโยนลูกแก้วสีทองขึ้นไปในอวกาศและขยับนิ้วมือไปมาคล้ายกับกำลังจะร่ายเวทบทใหญ่

 

ทันใดนั้นเองแสงสีทองก็ได้เปล่งประกายออกมาจากจุดที่มันกำลังยืนอยู่และทำให้ทุกคนถึงกับต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่

 

สิ่งปรากฏตรงหน้าหลังจากที่แสงจางหายไปก็คือร่างของมังกรทองที่มีขนาดความยาวกว่า 10 เมตรกำลังล่องลอยอยู่บนท้องนภาและคำรามออกมาจนเกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

 

สายตาของคล็อดที่มองไปยังมังกรทองนั้นมีแต่ความเกลียดชังที่ส่งผ่านออกมาอย่างชัดเจน เขากุมดาบในมือให้แน่นขึ้นและเตรียมพร้อมที่จะเปิดใช้งานร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งมังกร

 

แต่ก่อนที่คล็อดจะได้ทำเช่นนั้นเขากลับถูกหมัดของใครบางคนซัดเข้าใส่เบ้าหน้าเต็ม ๆ

 

ผู้กล้าหนุ่มเอามือลูบไปที่ปากของตนเพราะเลือดสีแดงที่ไหลออกมาก่อนที่จะหันมองไปยังทางด้านข้าง

 

“คล็อด ข้าบอกเจ้ากี่หนแล้วว่าหากยังมีคนอยู่ใกล้ เจ้าจงอย่าใช้ร่างครึ่งมังกร” เสียงที่เคร่งขรึมของเครกได้ดังขึ้นที่ทางด้านขวาของคล็อด

 

“เครกอัศวินดำนั่นมันดูดมานาของข้าไปได้ แต่การที่มันใช้มานาที่ดูดไปเพียงน้อยนิดมาสร้างเป็นร่างจำแลงมังกรทองได้มันไม่ใช่เรื่องปกติ และข้า...ก็ให้อภัยมันไม่ได้”

 

ร่างจำแลงมังกรทองเป็นหนึ่งในทักษะของคล็อดที่กินมานามากในระดับที่น่าหวาดกลัวเลยทีเดียว มันเป็นทักษะที่จะเปลี่ยนมานาเป็นมังกรทองเพื่อเข้าช่วยเหลือในการต่อสู้ และแน่นอนว่าร่างจำแลงมังกรทองนั้นบางครั้งมันก็แข็งแกร่งกว่าตัวผู้ใช้เสียอีก

 

“กันต์ ข้ากับคล็อดจะถ่วงเวลามังกรทองไว้ให้เอง ที่เหลือฝากเจ้าด้วย"

 

เมื่อสิ้นเสียงของเครกร่างของเขาก็ได้หายไปและไปปรากฏอีกครั้งที่ต่อหน้าร่างจำแลงมังกรทองและซัดกำปั้นเข้าอัดเต็ม ๆ เบ้าหน้าของมัน

 

ผู้คนที่เดินผ่านและพบเห็นร่างจำแลงมังกรทองจากระยะไกลก็พากันแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างมากมาย แต่ยิ่งเมื่อได้เห็นกลุ่มคนที่กำลังสู้กับมังกรทองอยู่แล้วพวกเขาก็ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ ว่าในตอนนี้ที่ราชวังกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น