สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 243 : ภาค 3-บท 43 สิ่งที่อยู่ใต้ดิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 268
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    1 ส.ค. 63

“ในตำรานั้น กล่าวได้ถูกต้องแทบทุกประการ คงเป็นข้าเองที่คิดผิดไป” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนที่จะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ

 

ในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์แห่งนี้ช่างกว้างใหญ่และน่าอัศจรรย์ยิ่งหนัก

 

“ถ้าจะเรียกที่นี่ว่าเมืองใต้ดินก็ไม่ผิด” เครกเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าไปข้างหน้า

 

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของพวกเขาก็คือเมืองโบราณใต้ดินขนาดใหญ่ที่ยังคงความสวยงามและสมบูรณ์ไว้ครบ 100%

 

หากลองมองจากมุมสูงแล้วจะเห็นได้ว่าสถานที่แห่งนี้ยังประกอบไปด้วยธารน้ำตกและภูเขาขนาดย่อม รวมไปถึงพงไพรและสวนที่ถูกจัดไว้สวยงาม

 

โดยเวลาที่ผ่านไปนับพันปีจึงทำให้พืชพรรณขยายพันธุ์และเติบโตได้อย่างดี จึงทำให้เมืองใต้ดินแห่งนี้ดูเหมือนเมืองโบราณไปโดยปริยาย

 

ต้นไม้เหล่านั้นที่ถูกปลูกในชั้นใต้ดินแห่งนี้ ล้วนไม่ต้องการแสงอาทิตย์ในการเจริญเติบโต พวกมันต้องการเพียงแค่แร่ธาตุจากชั้นดินและมานาจากอากาศเท่านั้น

 

“แล้วพวกเขาสามารถมองเห็นในที่มืดแบบนี้ได้เช่นไร ?” เรย์ที่เดินชมเมืองใต้ดินเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

เครกที่ได้ยินดังนั้นก็ชี้ตรงไปยังแท่นบูชาขนาดใหญ่ตรงใจกลางหมู่บ้าน โดยที่ปลายยอดแท่นบูชามีถ้วยใบใหญ่ใบหนึ่งวางอยู่

 

“ลองไปตรวจสอบแท่นบูชานั่นดูก่อนเถอะ คำตอบอาจจะอยู่ที่นั่น”

 

ผู้อาวุโสทั้ง 6 ที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยและเดินตามหลังเครกไปในทันที

 

อากาศภายในชั้นใต้ดินแห่งนี้ที่น่าจะเบาบางและหายใจได้ลำบาก กลับกลายเป็นว่ามันดันเต็มเปี่ยมไปด้วยละอองมานาที่เข้มข้นเสียยิ่งกว่าบนชั้นพื้นดินเสียอีก

 

เหตุผลอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติที่สวยงามและพืชพรรณชนิดพิเศษของที่แห่งนี้

 

เป้าหมายของคณะสำรวจคือแท่นบูชากลางหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร

 

และในระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั่นเองเครกก็หยุดการเคลื่อนที่ของตน และยกมือเข้าขวางเรติน่าที่กำลังกุมก้อนมานาส่องแสงสีทองในมือ

 

“มีอะไรผิดปกติหรือคะนายท่า---” เรติน่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

ไม่ทันที่เรติน่าจะได้กล่าวจบเครกก็ใช้มือดึงร่างของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดและกระโดดขึ้นไปบนอากาศ

 

ทันใดนั้นเองบนผืนดินที่ทั้งคู่ยืนอยู่เมื่อกี้ก็ปรากฏให้เห็นฝ่ามือสีดำทมิฬที่ยื่นทะลุออกมาอย่างน่าหวาดกลัว

 

หลังจากนั้นไม่นานแผ่นดินโดยรอบก็เริ่มปรากฏให้เห็นฝ่ามือที่ผุดขึ้นมาเช่นเดียวกัน

 

เครกที่เห็นดังนั้นก็หันมองไปทางผู้อาวุโสและถามออกไปทันที “ในตำราได้เคยระบุถึงผู้พิทักษ์เมืองอะไรทำนองนี้หรือไม่ ?”

 

“ขอเรียนท่านบรรพชนไม่เคยมีตำราใดกล่าวถึงเจ้าสิ่งนี้สักประโยคเดียว”

 

เมื่อสิ้นเสียงผู้อาวุโส พวกเขาก็เริ่มเกาะกลุ่มกันและตั้งท่าพร้อมเข้าสู่การต่อสู้

 

มือสีดำทมิฬที่ยื่นออกมานั้นก็คือมือของโกเลมสีทมิฬนั่นเอง

 

ร่างกายที่ประกอบไปด้วยก้อนหินสีดำมากมายกำลังผุดขึ้นมาจากผืนดินและมองหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

 

ขนาดความสูงของพวกมันที่มากกว่า 2 เมตร ร่างกายที่กำยำแข็งแรง ทนทานต่อการโจมตีทางกายภาพจนถึงขีดสุด 

 

ในตอนแรกที่เขาได้พบกับโกเลมสีเงินที่อาณาจักรทางตอนใต้นั้นถือว่าเป็นโกเลมระดับที่อ่อนแอที่สุด

 

หากแต่ในครั้งนี้คือโกเลมสีทมิฬเป็นโกเลมสายหนึ่งที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุด เพราะมันแค่ตัวเดียวก็สามารถเอาชนะนักรบเลเวล 70 ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

เครกที่มองเห็นศัตรูตรงหน้าก็คาดเดาได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของที่ตระกูลขุนศึกเทวะจะสร้างขึ้นมาได้แน่ เพราะโกเลมสีทมิฬนั้นเป็นโกเลมของฝั่งพวกปีศาจ ไม่ใช่ฝั่งมนุษย์แต่อย่างใด

 

โกเลมสีทมิฬนับร้อยตนเริ่มขยับร่างกายของตนให้เข้าที่ ก่อนที่จะวิ่งเข้าใส่โจมตีผู้บุกรุกอย่างไม่ลังเล

 

เครกที่เห็นดังนั้นก็ปล่อยมือของตนออกมาจากมือของเรติน่าและเริ่มต้นการออกคำสั่ง

 

“เรติน่าหน้าที่ของเจ้าคือส่องแสงสว่างให้ทุกคนต่อไป เรย์ช่วยคุ้มกันเรติน่าแทนข้าที”

 

ชายหน้าหล่อที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเพื่อส่งสัญญาณว่าตนเข้าใจและถอยกลับไปยืนเคียงข้างนักบุญศักดิ์สิทธิ์

 

“ขอเรียนท่านบรรพชน เห็นทีว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งตระกูลเราจะถูกรุกรานโดยพวกปีศาจเสียแล้ว”

 

กลุ่มผู้อาวุโสที่กำลังนั่งคุกเข่าต่อหน้าเครกได้เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่ภายในใจ

 

ส่วนเหตุผลที่พวกเขาตื่นเต้นนั่นก็เพราะเจ้าโกเลมพวกนี้คือเครื่องรองรับวิชาต่อสู้ชั้นดีที่ไม่พังทลายง่าย ๆ

 

พวกเขาไม่ได้กลัวว่าจะแพ้หรือจะตาย แต่พวกเขากำลังตื่นเต้นที่จะได้ลองวิชากับศัตรูที่อึดถึกทนมากกว่า

 

ตระกูลขุนศึกเทวะเป็นตระกูลที่แข็งแกร่ง แข็งแรงและอยู่เหนือสายเลือดอื่น ๆ แทบทั้งมวล จึงหาผู้คนที่จะมาประลองนอกจากคนในตระกูลด้วยกันเองยากมาก

 

ดังนั้นแล้วนี่ช่างเป็นโอกาสที่ดีเหลือเกินที่จะได้ปลดปล่อยทุกอย่างออกมา

 

ตอนแรกเองกันต์ก็กังวลเหมือนกันว่าพวกโกเลมที่ทนทานการโจมตีกายภาพแบบนี้อาจจะเป็นปัญหาและจัดการได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงผิดเรื่องเสียแล้ว

 

ในขณะเดียวกันนั่นเอง ร่างของมนุษย์หลายคนก็กระโดดลงมาจากชั้นบนของคฤหาสน์และเข้าต่อสู้กับโกเลมสีทมิฬที่หมายจะโจมตีบรรพชนของตน

 

กองทัพโกเลมนับร้อยและเหล่านักรบขุนศึกเทวะนับร้อยได้เข้าปะทะกันอย่างเมามันส์และสูสี

 

“ท่านบรรพชนพวกเรามาช่วยแล้วขอรับ”

 

“พวกข้าได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากภายในคฤหาสน์จึงคิดขัดคำสั่งของท่านเข้ามาวุ่นวาย กรุณาให้อภัยเราด้วย”

 

นักรบขุนศึกเทวะนั้นสามารถสู้ไปพูดไปได้โดยไม่มีความกังวลในสักนิด ในแววตาของพวกเขาล้วนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายการต่อสู้อย่างถึงที่สุด

 

เท่าที่สังเกตการณ์มาได้สัักพักหนึ่งเครกจึงสรุปได้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องลงมือเองเพราะมีสิ่งหนึ่งที่ค้างคาอยู่ภายในใจ

 

“ใครเป็นคนสร้างพวกโกเลมนี้ นอกจากปีศาจแล้วคงไม่มีใครรู้องค์ประกอบในการสร้างพวกมันแน่”

 

กันต์จะได้ดีว่าในระหว่างที่เขาเล่นเป็นตัวละครเวลโดรนั้น ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างโกเลมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกราเฟียร์ ผู้คลั่งไคล้โกเลมเป็นแน่

 

กราเฟียร์นั้นเป็นหนึ่งในบริวารของเวลโดรก็จริง แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้นำกองพันปีศาจหากแต่เป็นเพียงแค่พันธมิตรเสียมากกว่า

 

และผู้ที่คิดค้นโกเลมสีทมิฬขึ้นมาก็คือกราเฟียร์นั่นเอง ตำราและองค์ประกอบวัตถุดิบขั้นตอนการสร้างทกอย่าง กราเฟียร์ล้วนเก็บไว้เป็นความลับไม่บอกกล่าวแก่ใคร ดังนั้นเรื่องที่พวกมนุษย์จะรู้แล้วเอาไปสร้างมันคือเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

แต่ว่าทำไมโกเลมทมิฬถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แถมยังมีเป็นร้อย ๆ ตัวเลยด้วย

 

ตัวการของปัญหาอาจจะหนีไปแล้วหรืออาจจะยังซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก็เป็นได้

 

เมื่อสายตาของเครกและเรติน่าจ้องมองกัน ก็ราวกับทั้งคู่ต่างรู้ความคิดของกันและกันดี

 

การจะหาตัวปีศาจก็ต้องใช้นักบุญศักดิ์สิทธิ์ แต่ตอนนี้เรติน่ากำลังติดภารกิจเป็นแสงสว่างให้กับทุกคนอยู่คงทำตอนนี้เลยทำเช่นนั้นไม่ได้

 

ในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นี่เองบนท้องฟ้าก็ปรากฏให้เห็นก้อนหินสีดำทมิฬขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งที่กำลังร่วงลงมา และดูเหมือนเป้าหมายจะเป็นเครกเสียด้วย

 

ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ได้ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ และทำให้ผืนดินสั่นสะเทือน

 

เมื่อหันมองไปยังทิศของต้นเสียงก็พบเข้ากับเครกและคลื่นกายาสีแดงชาดที่ลุกโชนอย่างน่าหวาดหวั่น

 

กำปั้นตรงของเครกได้ชกเข้าใส่ก้อนหินก้อนนั้นเต็ม ๆ แต่ทว่าก้อนหินใหญ่นั้นกลับไม่ปรากฏให้เห็นแม้กระทั่งรอยแตกหรือรอยร้าวใด ๆ ทั้งสิ้น

 

หากลองมองให้ชัดเจนอีกทีจะสังเกตได้ว่าก้อนหินก้อนนั้นมันก็คือโกเลมสีทมิฬขนาดใหญ่ที่สูงกว่า 3 เมตรนั่นเอง

 

หมัดของเครกและโกเลมตนนั้นได้เข้าปะทะกันและผลลัพธ์ที่ออกมาคือเสมอ

 

เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นก็ดังมาจากการชนกันของกำปั้นนั่นเอง

 

เมื่อโกเลมสีทมิฬเห็นว่าการโจมตีโดยอาศัยแรงพุ่งและแรงโน้นถ่วงโลกไม่เป็นผล จึงดึงตัวถอยเพื่อสร้างระยะโจมตีที่มากขึ้น

 

“เครก โคนอส ดูเหมือนว่าเวลานับพันปีที่เจ้าหลับใหลอยู่ จะไม่เคยช่วยให้เจ้าฉลาดขึ้นเลยแม้แต่น้อย” เสียงที่ทุ้มต่ำและแหบแห้งได้ดังออกมาจากร่างของโกเลมยักษ์

 

“เจ้าเองก็ยังยึดติดแต่แผนเดิม ๆ ไม่มีสิทธิ์มากล่าวเช่นนั้นกราเฟียร์” เครกตอบกลับและตั้งท่าพร้อมต่อสู้

 

ในช่วงเวลาของสงครามเมื่อหนึ่งพันปีก่อน เครกได้มีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนทักษะศิลปะการต่อสู้ให้กับกองทัพกองหนึ่งของอาณาจักรมนุษย์ที่ร่ายเวทไม่เก่ง มานาในร่างก็น้อย

 

ทักษะที่เครกได้สั่งสอนและแก้ไขด้วยตนเองนั้น สามารถนำพากองทหารกองนั้นไปถึงจุดสูงสุดได้ เพราะมันเป็นทักษะการต่อสู้ที่แทบไม่ต้องร่ายเวทและใช้มานาเลย

 

ในช่วงนั้นกองกำลังนี้ได้ขึ้นชื่อในเรื่องชัยชนะไม่มีวันแพ้

 

แต่แล้วในสงครามครั้งหนึ่งกองกำลังนี้ได้ถูกกองทัพโกเลมเข้ากำราบลงโดยไม่ยากเย็นนัก อีกทั้งยังเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก

 

หลังจากสงครามครั้งนั้นกองทัพโกเลมก็เลยกลายเป็นกองกำลังพิเศษที่เอาไว้จัดการและปราบเหล่าทหารที่ได้รับการฝึกฝนจากเครกโดยเฉพาะเลยทีเดียว

 

แต่ในตอนนี้มันไม่ได้เหมือนเมื่อหนึ่งพันปีก่อนอีกแล้ว เพราะตระกูลขุนศึกเทวะนั้นหาใช่มนุษย์ธรรมดาไม่ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น