สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 239 : ภาค 3-บท 39 แท่นบูชาสีเลือด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    22 ก.ค. 63

เหล่าผู้เฒ่าทั้ง 5 คนผู้มีอำนาจและหน้าที่ควบคุมการเป็นไปเกือบทุกอย่างภายในตระกูลขุนศึกเทวะ กำลังรุมโจมตีใส่ชายวัยฉกรรจ์เพียงคนเดียว

 

โดยแต่ละคนก็มีเลเวลอยู่ที่ประมาณ 90 ขึ้นทั้งนั้น หากตระกูลขุนศึกเทวะต้องการเอาจริง พวกเขาก็คงสามารถต่อกรกับเมืองหลวงอาณาจักรมนุษย์ได้อย่างสูสี

 

มีศักดิ์เป็นถึงสายเลือดตระกูลครึ่งเทพพลังที่มีย่อมไม่ธรรมดา ทั้งวิชาต่อสู้และทักษะประจำสายเลือดก็ล้วนสืบทอดมาจากเครกแทบทั้งสิ้น

 

แต่ทว่าทักษะวิชาการต่อสู้ของตระกูลขุนศึกเทวะต้องยอมรับว่าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่เพียงกระบวนท่าเดียว พวกเขาไม่เคยเลยแม้แต่ละทิ้งกำพืดต้นตระกูลของตนเอง

 

การโจมตี ตั้งรับ รุก ถอย กันต์สามารถมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะศิลปะการต่อสู้เหล่านั้นเขาถูกสอนโดยเครกตัวจริงเสียงจริง

 

ถ้าหากให้เทียบแล้วกันต์ที่เรียนมาจากต้นตำรับก็ย่อมที่จะต้องชนะวิชาลอกเลียนแบบอายุพันปีได้อย่างไม่ยากเย็น

 

“พวกเจ้ายังไม่เจ้าใจถึงแก่นแท้ของศิลปะการต่อสู้” เครกเอ่ยพลางโยกตัวหลบซ้ายการโจมตีของผู้เฒ่าคนหนึ่งและเตะตัดขาอย่างรวดเร็ว

 

แต่ทว่าผู้เฒ่าคนนั้นสามารถก้าวเท้าถอยหลังได้อย่างทันท่วงที ซึ่งมันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เครกพุ่งตัวเข้าประชิดและสับศอกใส่เต็มขมับ

 

“การโจมตีทุกครั้งต้องไม่เสียเปล่า อย่าขยับร่างกายโดยไม่จำเป็น เพราะมันจะเปิดช่องว่างให้ศัตรูเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น”

 

หลังจากที่จัดการน็อคผู้เฒ่าไปได้คนหนึ่งเครกก็เอียงหัวหลบซ้ายกำปั้นที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง และจัดการคว้าข้อมือของผู้เฒ่าคนนั้นทุ่มลงกับพื้น

 

“หากมีใจคิดที่จะเป็นนักรบ ต้องห้ามประมาทศัตรูแม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว พลาดเพียงหนึ่งคราก็สามารถจบชีวิตของเจ้าได้”

 

กันต์ในร่างของเครกสามารถกำราบผู้เฒ่าทั้ง 5 พร้อมกับเอ่ยคำสอนจากอาจารย์เครกออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญ ราวกับว่าเป็นต้นตำรับมาด้วยตนเอง

 

จริงอยู่ที่เลเวลของกลุ่มผู้เฒ่าทั้ง 5 และเครกเมื่อเปิดออร่าแล้วจะมีเลเวล 100 เท่ากัน แต่ทว่าประสบการณ์ต่อสู้ ทักษะการดัดแปลงต่าง ๆ รวมถึงการเป็นสายเลือดบริสุทธิ์จึงทำให้เครกแข็งแกร่งกว่าในระดับเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

และในท้ายที่สุดเหล่าผู้อาวุโสทั้ง 5 ก็จำใจต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

ออร่าสีแดงรอบกายของเครกยังคงลุกโชนอย่างต่อเนื่องราวกับว่ามันเป็นเปลวไฟที่มิมีวันดับลง

 

แต่ในทางกลับกันออร่าสีส้มของเหล่าผู้เฒ่าเริ่มที่จะอ่อนและใกล้ดับลงเข้าไปทุกที ๆ

 

“หากข้าไม่ใช่บรรพชนของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าจะอธิบายสิ่งนี้ว่าเช่นไร” เครกเอ่ยพลางกระทืบเท้าลงบนสนามประลองหินอย่างเต็มกำลัง และนั่นก็ทำให้ออร่าสีแดงลุกโชนขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม

 

ทุกคนในตระกูลขุนศึกเทวะต่างรู้กันดีว่าทักษะทางสายเลือดของพวกเขามันเป็นสีส้มไม่ใช่สีแดง แต่ในตำนานก็เคยกล่าวไว้เช่นกันว่า 

 

เครก โคนอส นั้นเป็นต้นตระกูลขุนศึกเทวะ และมีคลื่นกายาสีชาดอันเป็นสัญลักษณ์ของพวกสายเลือดบริสุทธิ์

 

“หากเจ้าเป็นท่านบรรพชนเครก โคนอสจริงแค่นี้ยังไม่อาจพิสูจน์ได้” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง

 

ผู้อาวุโสอีก 4 คนเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าให้เพื่อเป็นสัญญาณว่าเห็นด้วย แต่ถึงจะอย่างนั้นพวกเขาก็พากันลงใจไปครึ่งหนึ่งแล้วว่าเครกคือของจริง

 

“มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ซึ่งนั่นก็คือแท่นบูชาเทพขุนศึก” ผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังหลับตาอยู่

 

“สิ่งใดคือแท่นบูชาเทพขุนศึก ?" เครกเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะในระยะเวลาที่เขาเล่มเกมมาก่อนหน้าก็ไม่เคยได้ยินชื่อเรียกของสิ่งนี้มาก่อน

 

“มันคือแท่นบูชาประจำตระกูลขุนศึกเทวะแห่งเรา แท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าบรรพบุรุษ”

 

“ท่านบรรพชนเคยได้กล่าวไว้ว่า อีกไม่นานตระกูลขุนศึกเทวะจะเข้าสู่สภาวะที่ใกล้จะพังทลาย เนื่องจากความเข้มข้นของสายเลือดที่อ่อนแอขึ้นเรื่อย ๆ”

 

โดยความเข้มข้นของสายเลือดก็หมายถึงสายเลือดที่เทพที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ ดังเช่นตอนแรกเหล่าผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์มีออร่าสีแดง แต่พอได้สมรสกับคนนอกตระกูล

 

เมื่อลูกเกิดมาสายเลือดขุนศึกเทวะที่ไหลเวียนในร่างกายก็จะลดลงซึ่งนั่นก็ส่งผลให้สีของออร่าจางลงตามไปด้วย

 

ระยะเวลาที่ผ่านไปนับพันปีก็อาจทำให้ความเข้มข้นของสายเลือดขุนศึกเทวะอ่อนลงจากสีแดงกลายเป็นส้ม

 

“มีเพียงเหล่าบรรพชนเท่านั้นที่จะสามารถเปิดแท่นบูชาเทพขุนศึกได้”

 

“หากเจ้าคือท่านบรรพชนแห่งเราจริง ๆ ก็ขอเรียนเชิญทดสอบเปิดใช้งานแท่นบูชา”

 

ผู้อาวุโสเอ่ยพลางผายมือไปยังทางออกด้านนอกลานประลอง

 

เหล่าผู้คนที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่นั้นไม่มีสิทธิโต้แย้งหรือขัดขวางใด ๆ เพราะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลก็คือกลุ่มผู้อาวุโสนั่นเอง

 

หากเหล่าผู้เฒ่าก็ยังไม่อาจต่อกรได้ จะนับประสาอะไรกับพวกเขาที่เป็นเพียงเยาวชนคนรุ่นหลัง

 

เครกและกลุ่มผู้เฒ่ารวมถึงชายสวมหมวกฟางอีกหลายสิบคนได้เดินออกมาจากลานประลอง

 

บริเวณโดยรอบของสถานที่แห่งนี้ต่างถูกห้อมล้อมไปด้วยป่าไม้ใบหญ้าและธรรมชาติอย่างงดงาม

 

ไม่ว่าจะเป็นบ้านสิ่งปลูกสร้างและอะไรอีกมากมายที่ถูกจัดวางได้อย่างเป็นระเบียบและสวยงาม

 

ตระกูลขุนศึกเทวะนี้ได้อาศัยและใช้วิถีชีวิตเฉกเช่นฤาษีที่ฝึกวิชาภายในป่า

 

‘ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ รู้จักที่จะเรียนรู้และเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ว่องไวดุจสายลม อ่อนไหวดั่งสายน้ำ สงบนิ่งเช่นขุนเขา’

 

นั่นคือคำสอนหลักที่ตระกูลขุนศึกเทวะและเครกยึดถือมาอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะให้พูดเอาตรง ๆ แล้วมันก็มีลักษณะที่คล้ายกับศิลปะการต่อสู้ในโลกจริงอยู่

 

เมื่อเดินตัดผ่านหมู่บ้านไปได้ไม่นาน ทั้งหมดทุกคนก็รุดหน้าาถึงหน้าแท่นบูชาขนาดใหญ่

 

รูปปั้นนักรบสีแดงเลือดหมูที่ในมือไร้ซึ่งอาวุธและกำลังตั้งท่าอยู่ในความสงบ ได้ถูกประทับอยู่บนแท่นบูชา

 

ส่วนใบหน้าของรูปปั้นนั้นก็มีลักษณะคล้ายกับหุ่นไม้ธรรมดา ๆ เพียงเท่านั้น ไม่มีแววตาหรืออะไรใด ๆ บนใบหน้า

 

แน่นอนว่ากันต์ไม่รู้วิธีเปิดใช้งานมันและเขาก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อนด้วย

 

เจ้าแท่นบูชาที่ถูกตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านแบบนี้มันก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนโดยแท้จริง

 

“เหตุใดพวกท่านถึงไม่เดินเข้าไปใกล้  ๆ ?” เครกเอ่ยถาม

 

“พวกเราไม่อาจเข้าไปได้ เนื่องจากไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์”

 

กันต์ที่ได้ยินดังนั้นก็เดินหน้าเข้าไปหารูปปั้นแท่นบูชาโดยทันที

 

เมื่อเข้าไปใกล้ได้สักระยะหนึ่งแล้วม่านพลังสีแดงเข้มก็ได้เผยโฉมออกมาในรัศมี 3 เมตรรอบตัวแท่นบูชา

 

เครกสามารถเดินผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดายและไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ

 

เหล่าผู้เฒ่าที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ทำท่าทีกระอักระอ่วนและสับสนหนักยิ่งไปกว่าเก่า เพราะในช่วงชีวิตที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเห็นใครทำเช่นนั้นได้มาก่อนแม้แต่คนเดียว

 

ม่านพลังของแท่นบูชานี้แข็งแกร่งและยืดยงยาวนานนับพันปี ไม่เคยมีผู้ใดสามารถทำลายหรือสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้แม้แต่น้อย

 

เครกค่อย ๆ ย่างเท้าเข้าไปประชิดกับแท่นบูชาสีเลือดหมูและเอามือขวาของตนเข้าลูบไล้ไปมาด้วยความเหม่อลอย

 

ที่บริเวณหน้าแท่นบูชามีอักษรโบราณที่ได้สลักไว้อยู่อย่างชัดเจนและไม่เลือนหายไปว่า

 

“แท่นบูชานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อไว้อาลัยแด่เครก โคนอส และขอแสดงความยินดีให้กับการคืนชีพกลับมาอีกครา โปรดอย่าลืมว่าโลกใบนี้ยังคงอยู่เคียงข้างเจ้า รวมถึงพวกข้าด้วยเช่นกัน”

 

กันต์ที่ได้อ่านประโยคนั้นเข้าไปก็ถึงกับทำหน้าเครียดและอดใจไม่ได้ที่จะสงสัย

 

‘พวกข้าหมายถึงใคร แล้วคนสร้างเจ้านี่รู้ได้ยังไงว่าเขาจะคืนชีพกลับมา ดูเหมือนว่าผู้ที่สร้างแท่นบูชานี้จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่พวกสายเลือดบริสุทธิ์ก็เป็นได้’

 

นั่นคือความคิดของกันต์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาต้องหาวิธีเปิดใช้งานแท่นบูชานี้เสียก่อน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นหลังจากได้เปิดใช้งานมันก็ตาม

 

ในระหว่างที่เครกกำลังเลื่อนมือสัมผัสและลูบไล้ไปมาบนตัวแท่นบูชานั่นเอง จู่ ๆ ตัวอักษรโบราณเหล่านั้นก็ส่องสว่างขึ้นมาเป็นสีแดงสดและจัดเรียงถ้อยคำใหม่อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประโยคใหม่มีเนื้อความว่า

 

“โลกใบนี้ไม่อาจถูกควบคุมไม่อาจถูกแทรกแซง เว้นเพียงแต่โลกคู่ขนานอีกใบหนึ่งจะเข้ามาก้าวก่าย ศัตรูที่แท้จริงมิใช่เทพสูงสุดหรือเงามืดแห่งโลก หากแต่เป็น”

 

เมื่อได้อ่านจนจบประโยครูปปั้นไม้บนแท่นบูชาก็เริ่มขยับกายอย่างเชื่องช้า ก่อนที่เพลิงสีแดงจะลุกไหม้และแผดเผาแท่นบูชาจนวอดวายในเสี้ยวพริบตา

 

กองขี้เถ้าไม้เริ่มลอยและปลิวขึ้นไปบนฟากฟ้า พร้อมกับรูปปั้นที่ค่อย ๆ ขยับมือขวาไปข้างหน้า

 

ซึ่งนิ้วมือของรูปปั้นก็ชี้มาที่ตัวของเครกจ้องตรงมาด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า

 

ถึงแม้จะไร้ซึ่งแววตาเขาก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงสายตาที่กำลังจับจ้องอย่างไม่ลดล่ะจากหุ่นไม้ไร้ชีวิตตรงหน้า

 

“หากแต่เป็น…..ข้า ?” เมื่อสิ้นสุดคำพูดของชายวัยฉกรรจ์แท่นบูชาก็กลายเป็นเพียงกองขี้เถ้าต่อหน้าเหล่าตระกูลขุนศึกเทวะนับร้อยชีวิต

 

บางทีนี่อาจจะเป็นข้อความลับที่ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ ผู้สร้างจึงจงใจทำลายหลักฐานหลังจากที่เราได้ทราบสิ่งที่ต้องการสื่อจากแท่นบูชาแล้ว

 

มันอาจจะไม่ต้องการให้ใครคนอื่นรับรู้ข้อมูลนี้และสาวมาถึงตัวผู้สร้างแท่นบูชาได้ จึงซ่อนข้อความลับไว้ภายใต้ข้อความแกะสลักอีกที 

 

ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึงตัวผู้ที่สร้างรูปปั้นและรู้ความลับนี้ ก็ยังกลัวในอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่เทพสูงสุดและองค์กรเงามืดแห่งโลก

 

แต่ทำไมรูปปั้นถึงชี้นิ้วมาที่ผมกัน หรือว่าแท้จริงแล้วผมจะเป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามที่กินเวลานับพันปีนี้ไปด้วย

 

ส่วนข้อความที่ว่า “เว้นเพียงแต่โลกคู่ขนานอีกใบหนึ่งจะเข้ามาก้าวก่าย”

 

จะว่าไปแล้วทำไมจู่ ๆ ประตูมิติที่เชื่อมระหว่างทั้ง 2 โลกถึงได้ถูกเปิดออกมากัน ใครอยู่เบื้องหลังเรื่องราวนี้ ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่พวกปีศาจ เพราะถ้ามันทำได้คงทำไปนานแล้ว ต้องมีคนที่บอกวิธีเปิดประตูมิติเชื่อมไปอีกโลกหนึ่งกับมันแน่

 

บางทีผมอาจจะต้องกลับไปดูความผิดปกติตั้งแต่ต้นเรื่องและค้นหาเบาะแสที่พอจะเป็นไปได้ ซึ่งเบาะแสนี้อาจจะโยงไปถึงกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เข้าโจมตีอาณาจักรทางตอนกลาง และอาณาจักรก็อบลิน

 

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความอลหม่านนั่นเอง ชายคนหนึ่งก็ได้วิ่งเข้ามาหาท่านผู้เฒ่าด้วยสีหน้าที่เหนื่อยล้า

 

“เรียนท่านผู้อาวุโส ทูตจากอาณาจักรมนุษย์ทางตอนใต้ต้องการเสวนากับท่าน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #694 Chaos I (จากตอนที่ 239)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 09:36
    พีค!!!!
    #694
    1
    • #694-1 SuruMaster(จากตอนที่ 239)
      25 กรกฎาคม 2563 / 13:03
      555ก็นิดหน่อยครับ
      #694-1
  2. #692 Tataros (จากตอนที่ 239)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 / 09:50
    เอาอีกแล้ววว ปมมาแล้สสสสส
    #692
    1
    • #692-1 SuruMaster(จากตอนที่ 239)
      23 กรกฎาคม 2563 / 18:18
      เยอะแยะครับปมเรื่องนี้555
      #692-1