สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 238 : ภาค 3-บท 38 ขุนศึกเทวะ(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    19 ก.ค. 63

ในขณะนี้กันต์ยังไม่ตัดสินใจที่จะเข้าไปเปิดก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้อย่างอยู่หมัด

 

เหล่าชายสวมหมวกฟางเริ่มกระจายกำลังรอบตัวของเครกอีกครั้งและเริ่มทำมือแปลก ๆ

 

ทันใดนั้นเองโซ่เส้นสีส้มนับสิบเส้นก็พุ่งออกมาจากมือของพวกเขาและเข้าพันธนาการร่างของเครกไว้

 

ชายสวมหมวกฟางได้ทำการเปลี่ยนมานาในร่างกายของตนให้กลายเป็นโซ่และใช้มันในการต่อสู้

 

“โทษของเจ้าที่รุกล้ำเข้าไปในสุสานของบรรพชนนั้นไม่อาจอภัยได้ จงน้อมรับโทษทัณฑ์ของเจ้าเสียจากตระกูลขุนศึกเทวะเสีย”

 

ชายขอทานประกาศกร้าวด้วยเสียงแข็งก่อนที่จะใช้มือซ้ายและมือขวาของตนในการร่ายเวทกลางอากาศ

 

เหล่าชายสวมหมวกฟางเช่นกัน ในมือข้างหนึ่งของพวกเขาข้างหนึ่งกำลังจับโซ่ ส่วนอีกข้างหนึ่งก็กำลังร่ายเวทรูปแบบเดียวกันกับที่ชายขอทานทำ

 

กันต์ที่เห็นวงเวทเหล่านั้นก็พอที่จะเดาออกได้ทันทีว่าพวกเขาต้องการอะไร

 

มันคือวงเวทเคลื่อนย้ายระดับสูงนั่นเอง เขาเห็นพวกมันมามากกว่าหลายร้อยรอบแล้วจึงพอที่จะจำลักษณะของมันได้บ้าง

 

ถ้าเครกต้องการที่จะหนีในตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก แต่อีกฝ่ายป่าวประกาศออกมาเองว่าเป็นตระกูลขุนศึกทวะ

 

ดังนั้นแล้วหากอีกฝ่ายเชื้อเชิญไปเองเช่นนี้มันยังมีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธกันล่ะ

 

เมื่อวงเวทนับสิบถูกร่ายอย่างสมบูรณ์แล้วการเลื่อนย้ายระยะไกลจึงได้เริ่มต้นขึ้น

 

แสงสีฟ้าสาดส่องไปทั่วบริเวณจากตัววงเวทและนำพาพวกเขาทั้งหมดไปยังอีกสถานที่หนึ่ง

 

เมื่อเครกลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ปรากฏให้เห็นกลุ่มชายในหมวกฟางที่กำลังกุมโซ่มานาสีส้มในมือแน่น

 

บริเวณโดยรอบไม่ใช่นเมืองอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นพื้นลานกว้างขนาดใหญ่ที่กลางป่าโปร่ง

 

วงเวทเคล่อนย้ายระดับสูงใต้ฝ่าเท้าเป็นตัวยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ตระกูลนี้ก็ยังเป็นตระกูลที่น่ากลัวอยู่ในระดับหนึ่ง

 

“ข้าไปบุกรุกสุสานบรรพชนพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?” เครกเอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

“เรื่องมันคงนานจนเจ้าลืมไปแล้วกระมัง แต่ทว่ากลิ่นของพิษยังคงติดตามเจ้าไปไม่เคยห่างหาย”

 

ชายขอทานเอ่ยพลางคว้าดอกไม้สีม่วงดอกหนึ่งขึ้นมาจากด้านหลัง

 

“ดอกไม้ประเภทนี้มีความสามารถในการตามกลิ่นพิษที่ติดกายเจ้าไปได้ และพิษที่ติดอยู่กับกายเจ้าคือพิษที่มาจากต้นไม้พิษ ผู้พิทักษ์สุสานบรรพชนแห่งเรา”

 

เมื่อชายขอทานเอ่ยขึ้นมาดังนั้นกันต์ก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นมาโดยทันที

 

ถ้าลองมองย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว เครกที่ลุกออกมาจากโลงศพภายในป่าหมอกพิษได้เข้าทำการต่อสู้กับต้นไม้ปีศาจพิษอยู่ครั้งหนึ่ง

 

สุสานขนาดใหญ่นั่นคงถูกสร้างขึ้นโดยลูกหลานของเครกไม่ผิดแน่ แต่ตัวของเครกเองก็คงจะมีภรรยาหลังจากที่ได้จบเรื่องราวกับจอมมารเวลโดรไปแล้ว

 

ถ้าอย่างนั้นออร่าสีส้มที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับพวกเขาคงหนีไม่พ้น ทักษะทางสายเลือดที่สืบทอดมาจากเครกอย่างแน่นอน

 

บางทีเหตุผลที่มันเปลี่ยนจากสีแดงกลายเป็นส้มอาจจะเป็นเพราะการสืบทอดแบบรุ่นต่อรุ่นอาจทำให้สายเลือดจางลงจากสีแดงเลยกลายเป็นส้มอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

 

ดังนั้นตระกูลขุนศึกเทวะก็เป็นตระกูลที่มีเครกเป็นหัวหน้าตระกูลเมื่อหนึ่งพันปีก่อน และสืบเชื้อสายจนมาถึงทุกวันนี้

 

ถ้าลองกลับไปคิดถึงเรื่องที่ายชราเผ่าเอลฟ์ได้เคยบอกไว้ว่า ตระกูลของเครกได้ทำอะไรบางอย่างที่โลกไม่อาจยอมรับได้ จนถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ สิ่งนั้นมันคืออะไร ?

 

แต่เครกเองก็เป็นถึง 1 ในอดีตผู้กล้าที่ร่วมปราบเวลโดร ตำแหน่งฐานะหน้าที่มันก็น่าจะสูงอยู่พอสมควร แล้วทำไมคนรุ่นหลังของเขาถึงมาอยู่ในป่ากันล่ะ

 

กันต์ในร่างของเครกที่คิดได้ดังนั้นก็อยากจะไขข้อสงสัยจนใจจะขาด

 

“ทั้งตระกูลของพวกเจ้าคงไม่มีใครล้มข้าได้ ถ้าอยากจะฆ่าข้าต้องใช้คนที่แข็งแกร่งกว่านี้” เครกเริ่มกล่าวท้าทาย

 

หลังจากนั้นไม่นานชายวัยฉกรรจ์ก็ทำการกระชากโซ่หลายเส้นที่พันธนาการแขนของเขาไว้อย่างรุนแรง

 

ชายสวมหมวกฟางหลายคนถึงกับกระเด็นไปตามทิศของแรกกระชากและล้มลงไปกับพื้น

 

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้นคนอื่น ๆ ก็เริ่มพากันดึงโซ่มานาในมือให้แน่นขึ้น เพื่อรั้งตัวของเครกไว้

 

แต่แล้วมือขวาของเครกก็สามารถหลุดออกมาจากการพันธนาการได้สำเร็จ

 

“ทำลายปฐพี” เครกเปิดใช้ทักษะโจมตีเป็นวงกว้าง

 

ทันใดนั้นเองพื้นที่และบริเวณโดยรอบก็เริ่มสั่นสะเทือนและแตกแขนงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ออร่าสีส้มของเหล่าชายสวมหมวกฟางเริ่มจางหายไป

 

โซ่มานาหลายเส้นเริ่มแตกละเอียดและสลายกลายเป็นผุยผง

 

เครกที่ได้รับอิสระในการเคลื่อนที่กลับมาอีกครั้งก็เริ่มก้าวหน้าเดินเข้าไปหาชายขอทานทันที

 

“ไปเรียกหัวหน้าตระกูลของเจ้ามา” เครกเริ่มกล่าวเชิงข่มขู่และกดดัน

 

แต่ในขณะเดียวกันนั่นเองโซ่สีส้มอีกหลายเส้นก็พุ่งเข้ามาฉุดรั้งร่างของเครกไว้อีกครั้ง โดยกลุ่มคนชุดเดิม

 

“ข้าขอยอมรับว่าเจ้ามีวรยุทธที่เก่งกาจ แต่บาปที่เจ้าก่อไว้ไม่ว่าจะยังไงมันก็สมควรที่จะต้องถูกชดใช้” ชายขอทานเอ่ยก่อนที่จะก้าวเท้าถอยหลัง

 

ทันใดนั้นเองกลุ่มชายสวมหมวกฟางอีกหลายสิบคนก็ได้ปรากฏขึ้นจากบริเวณโดยรอบ ซึ่งแต่ละคนเองก็มีระดับเลเวลที่ไม่ธรรมดา

 

พวกเขาเหล่านั้นต่างพากันขว้างโซ่มานาสีส้มใส่ร่างของเครกอย่างต่อเนื่อง ราวกับต้องการจับตัวไว้ไม่ให้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว

 

เครกที่โดนโซ่นับหลายสิบเส้นพันธนาการไว้ก็เริ่มที่จะยืนนิ่งและไม่ขยับใด ๆ

 

“พาตัวมันไปที่ลานตัดสิน” ชายขอทานออกคำสั่งก่อนที่จะเดินนำหน้า

 

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เครกถูกควบคุมตัวราวกับเป็นนักโทษประหาร

 

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกพาตัวไปที่ลานประลองแห่งหนึ่งที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งมันก็น่าจะถูกสร้างโดยใช้ไม้ไผ่และไม้เป็นส่วนใหญ่

 

บริเวณบนที่นั่งอัฒจันทร์ปรากฏให้เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ดูชราภาพและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน

 

กลุ่มผู้เฒ่าเหล่านั้นดูแก่มากก็จริง แต่ออร่าและจิตสังหารที่ปลดปล่อยออกมานั้นไม่ธรรมดาเลย

 

และแน่นอนว่ากลุ่มผู้เฒ่าเหล่านั้นคือชายที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลตระกูลขุนศึกเทวะ อีกทั้งยังมีอำนาจในการตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ ภายในตระกูล

 

“เมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโส เจ้าจงคุกเข่าลงเสีย” ชายขอทานกล่าวเชิงออกคำสั่ง

 

เครกที่ถูกนำตัวมากลางลานประลองยังคงยืนนิ่งและไม่ไหวติงใด ๆ

 

“อาวุโส ?…พวกเจ้าคิดว่าข้าอายุเท่าใด ?” เครกเอ่ยถามพลางก้มหน้ามองต่ำ

 

เหล่าผู้เฒ่าของตระกูลที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกหัวเสียขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเป็นถึงผู้อาวุโสของตระกูลมีทั้งความแข็งแกร่งและทักษะการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา อายุก็ปาเข้าไปจะ 200 ปีแล้ว ดูยังไงเจ้าโจรบุกรุกสุสานนี่ก็มีอายุไม่น่าเกิน 100 เลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็แค่ 30 ปี

 

(คนในตระกูลขุนศึกเทวะมีอายุขัยที่ 200 กว่าปี)

 

“ช่างเถอะ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าโจรบุกรุกสุสานคนนี้มีพลังที่กล้าแข็งจนพวกเจ้าไม่อาจเอาชนะได้” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยพลางเดินลงจากอัฒจันทร์ และหยุดลงต่อหน้าเครก

 

ชายขอทานที่ได้ยินดังนั้นก็คุกเข่าลงและโค้งคำนับ “ขออภัยท่านผู้อาวุโส ตัวข้านั้นผิดเองที่ไร้ความสามารถ”

 

ผู้เฒ่าโบกมือไปทางชายขอทานเพื่อส่งสัญญาณให้เขาหยุดพูด และจ้องตรงไปที่เครก

 

“เจ้ามีเหตุผลอันใดถึงต้องบุกเข้าไปขโมยร่างของท่านบรรพชนออกมา ?”

 

“ขโมยเรอะ…ไม่เลย ข้านี่แหละคือบรรพชนของพวกเจ้า” เครกโต้กลับด้วยความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม

 

เมื่อคำประกาศกร้าวได้ถูกกระจายออกไปเหล่าคนในตระกูลขุนศึกเทวะก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยกันด้วยความดูถูกและไม่เชื่อในคำพูดของเครก

 

“โอหัง ! เจ้ามันก็เป็นเพียงแค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อย่าริอาจมาเทียบชั้นกับเหล่าบรรพชนแห่งขุนศึกเทวะ ปล่อยตัวมัน ข้าจะสั่งสอนเอง”

 

ผู้เฒ่าเริ่มแสดงให้เห็นถึงสีหน้าที่โกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะตั้งท่าพร้อมเข้าสู่การต่อสู้

 

เมื่อโซ่สีส้มหลายสิบเส้นเริ่มสลายหายไปโดยคำสั่งของผู้อาวุโส เครกก็ยังคงยืนนิ่งเช่นเดิม

 

ผู้เฒ่าวัยชราที่ยืนต่อหน้าเครกเริ่มปลดปล่อยออร่าสีส้มเข้มเข้ากดดันเครกอย่างรวดเร็ว

 

ชายชราคนนี้มีเลเวลอยู่ที่ประมาณ 93 ได้ และเมื่อเขาเปิดใช้ทักษะประจำสายเลือดเลเวลก็พุ่งทะยานขึ้นมาทันที

 

แต่ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าคนนี้ยังเปิดใช้ทักษะประจำสายเลือดไม่สุด จึงสามารถเปิดใช้ได้เป็นระยะเวลานานพอสมควร

 

ทันใดนั้นเองพื้นที่บริเวณโดยรอบที่เครกยืนอยู่ก็เริ่มปรากฏให้เห็นพื้นหินที่แตกละเอียดเป็นวงกว้าง

 

ออร่าสีแดงราวกับเปลวเพลิงสีชาดเริ่มลุกโชนสู้กับแสงจันทร์และแสงคบเพลิงยามค่ำคืน

 

แรงกดดันที่แพร่ออกมาจากร่างของเครกเริ่มกระจายตัวไปทั่วสนามประลองและทำให้ผู้ที่อ่อนแอเริ่มรู้สึกกดันและหายใจลำบาก

 

[เนื่องจากเลเวลของตัวละครเครกมาถึง 80 แล้ว หากใช้ทักษะกู่ก้องคำรามความแข็งแกร่งจะหยุดที่เลเวล 100 และไม่สามารถเพิ่มได้อีก แต่ในขณะเดียวกันจะสามารถใช้ได้ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นแทน]

 

ออร่าสีแดงรอบกายของเครกเริ่มเข้ากลืนกินออร่าสีส้มเข้มของผู้เฒ่าวัยชราและเริ่มลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง

 

มันให้ความรู้สึกราวกับว่าพลังของผู้อาวุโสเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่เติมพลังให้กับเครกไม่มีผิด

 

เหล่าลูกหลานตระกูลขุนศึกเทวะที่เห็นดังนั้นก็พากันงงเป็นไก่ตาแตกขึ้นมาทันที

 

“คะ…คะ…คลื่นกายาสีชาด อย่าบอกนะว่าเจ้าคือสายเลือดบริสุทธิ์ เป็นไปไม่ได้”

 

กลุ่มผู้อาวุโสที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองก็พากันลงไปที่สนามประลองและเข้าประกบข้างเครกอย่างรวดเร็ว

 

“อย่าพึ่งปักใจเชื่อ มันอาจใช้วิชาเวทหลอกลวง ถ้าเจ้านี่คือสายเลือดบริสุทธิ์จริง ๆ เหตุใดพวกเราถึงไม่เคยเห็นมันมาก่อน”

 

“ตระกูลขุนศึกเทวะแห่งเราสืบทอดเชื้อสายอย่างยาวนานกว่าพันปี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีพวกสายเลือดบริสุทธิ์ที่ยังมีชีวิตอยู่”

 

เครกที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มยืดเส้นยือสายเบา ๆ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ถ้าพวกเจ้าอยากรู้ว่าพลังที่ข้ามีมันจริงหรือเท็จ ก็เข้ามา”

 

เครกเอ่ยพลางกวักมือท้าทายกลุ่มผู้อาวุโสท่ามกลางสายตาเหล่าผู้คนในตระกูลอย่างไม่ลังเล

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #691 เอารถพ่วงมาไถนา (จากตอนที่ 238)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 18:41
    คงจะจำหน้าบรรพชนของพวกเองไม่ได้สิน่ะ ถึงต้องคุยกันด้วยหมัดก่อนน่ะ
    #691
    1
    • #691-1 SuruMaster(จากตอนที่ 238)
      20 กรกฎาคม 2563 / 00:16
      ใช่ครับ555
      #691-1
  2. #690 Fikusa (จากตอนที่ 238)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 18:39
    พวกคนตระกูลนี้ทำอะไรลงไปนะ หรือล้างบางคนที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ไป
    #690
    1
    • #690-1 SuruMaster(จากตอนที่ 238)
      20 กรกฎาคม 2563 / 00:16
      ทำอะไรที่ค่อนข้าง เลือดสาดนะครับ555
      #690-1