สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 234 : ภาค 3-บท 34 อาณาจักรที่ล่มสลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 377
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 57 ครั้ง
    11 ก.ค. 63

ณ อาณาจักรมนุษย์ทางตอนกลาง

 

ประตูมิติสีฟ้าเข้มของเวรัคได้เปิดออกพร้อมกับประตูมิติสีดำทมิฬของอัศวินดำ

 

กันต์ กานต์ คล็อด นนท์ เวรัค อาเรีย เรติน่าและอัศวินดำได้เดินออกมาจากประตูมิติอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

ภาพที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้าของพวกเขาทั้งหมด ก็คือภาพของซากปรักหักพังที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกบริเวณ

 

แต่สิ่งที่น่าตกใจมากที่สุดก็คงเป็นเกาะลอยฟ้าที่หัวทิ่มลงพื้นดินและถูกปักคาอยู่อย่างนั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเรือขนาดใหญ่ที่ร่วงหล่นลงสู่ก้นหมาสมุทร

 

ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว เพราะตามรายทางที่พวกเขาเดินผ่านก็เต็มไปด้วยซากศพของชาวบ้านและทหาร

 

เลือดสีแดงสดนองไปทั่วทุกบริเวณ ราวกับเป็นการสังหารหมู่ที่ไร้ซึ่งความปราณี

 

แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือทำไมในเหล่าซากศพพวกนี้ ถึงไม่มีแม้กระทั่งศพของพวกปีศาจแม้แต่ตัวเดียว

 

“ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นคนทำล่ะ ?” กันต์เอ่ยพลางกวาดสายตามองไปที่เกาะลอยฟ้า

 

ในตอนนี้เกาะลอยฟ้าอันเคยเป็นหนึ่งในสถานที่ผนึกร่างของเวลโดร ได้ร่วงหล่นลงพื้นดินแต่ดูเหมือนว่าสิ่งก่อสร้างบนเกาะจะไม่ค่อยเสียหายมากสักเท่าไหร่

 

อาณาจักรทางตอนกลางที่ยิ่งใหญ่และอยู่ยงคงกระพันมาอย่างเนิ่นนาน วันนี้มันได้จบสิ้นลงไปแล้ว

 

นนท์ที่ได้ยินดังนั้นก็รีบตอบกลับไปในทันที “ตอนแรกฉันเองก็กำลังทำภารกิจอยู่นอกเขตเมือง แต่พอกลับมาอีกครั้งเมืองก็ถูกทำลายไปจนเกือบหมดแล้ว”

 

“และในวินาทีที่ฉันกลับมาก็คือตอนที่เกาะลอยฟ้านั่นหล่นลงมา ส่วนตัวของผู้ร้ายมันใส่ชุดคลุมสีดำมีผมสีแดงและตาสีแดง คิดออกไหมว่าใคร ?”

 

ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็คิดออกทันทีว่านนท์กำลังหมายถึงใคร

 

“นายจะบอกว่าเรล์มเป็นคนทำ ?” กันต์รีบถามกลับไปในทันที

 

“มีความเป็นไปได้สูงมากว่าคงมีใครสักคนปลอมตัวเป็นเรล์ม เพราะเท่าที่ดูแล้วดูเหมือนนายเองก็ยังไม่ได้เข้าด้านมืดเลย”

 

“แต่มันจะปลอมตัวไปเป็นเรล์มเพื่ออะไร ?”

 

“ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ กองทัพที่เข้าทำการบุกโจมตีเมืองนี้คือกองทัพของพวกปีศาจไม่ผิดแน่ ฉันเห็นกับตาก่อนที่พวกมันจะพากันแห่หนีเข้าไปในประตูมิติ มันต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่”

 

อัศวินดำที่ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับกล่าวต่อ “ไม่ใช่แค่พวกปีศาจ แต่อาจจะยังมีพวกที่แข็งแกร่งกว่าปีศาจปนอยู่ด้วย มันไม่มีทางเลยที่กองทัพปีศาจธรรมดาจะทำอะไรแบบนั้นได้”

 

เวรัครีบยกคทาขึ้นเหนือพื้นและกระแทกลงไปเบา ๆ ซึ่งนั่นก็ก่อให้เกิดคลื่นพลังเวทกระจายไปทั่วบริเวณ

 

สายตาอันเฉียบคมของเธอรีบหันมองไปยังเกาะลอยฟ้าและชี้ตรงไปที่วิหารลอยฟ้า “ยังมีคนรอดชีวิตอยู่ ทางนั้น”

 

เมื่อสิ้นเสียงของเวรัคทุกคนก็ทำการเดินตามไปยังจุดที่เธอชี้ทันที จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับซากปรักหักพังบนเกาะลอยฟ้าที่สุมกองกัน

 

อาเรีย และเรติน่าที่เดินตามออกมาทีหลังก็พากันวิ่งกรูไปยังจุดตำแหน่งที่ว่าในทันที

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันดึงเสาหินและซากต่าง ๆ ออกไป เพราะเวรัคบอกว่าผู้รอดชีวิตอยู่ที่ใต้ซากปรักหักพังนี้

 

จนกระทั่งพวกเขาได้พบเข้ากับร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ถูกเสาหินทับและเข้าทำการช่วยเหลือออกมาได้สำเร็จ

 

หญิงสาวคนนี้มีสภาพร่างกายที่บาดเจ็บและหลับไม่ได้สติ แต่ทว่าออร่าสีทองที่ปรากฏรอบกายและใบหน้าที่คุ้นเคยก็ทำให้เขารู้ขึ้นมาได้ทันทีเลยว่าเธอคนนี้เป็นใคร

 

“ท่านพี่” อาเรียร้องเรียกและกอดร่างของนักบุญคนนั้นด้วยใบหน้าที่เศร้าโศก

 

เรติน่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ทำได้เพียงเงียบและไม่ปริปากพูดใด ๆ

 

“พาเธอไปพักที่มิตินั้นก่อนได้ไหมเวรัค ?” กันต์เอ่ยถามพลางอุ้มร่างของนักบุญศักดิ์สิทธิ์จากตอนกลางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน

 

“แน่นอน ยังไงเธอก็เป็นพยานปากสำคัญ คงจะปล่อยให้ตายไปไม่ได้” เวรัคกล่าวพร้อมกับโบกคทาเบญจธาตุในมือเพื่อพาทุกคนกลับไปยังที่เดิม

 

แต่แล้วก็มีคน ๆ หนึ่งกล่าวขัดคำพูดของเวรัคขึ้นมา “ฉันขออยู่ที่นี่คนเดียวสักพัก”

 

ผู้กล้าคล็อดกล่าวในขณะที่ตนกำลังหันหลังให้กับทุกคน

 

คนอื่น ๆ ที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดจะปฎิเสธหรือคัดค้านใด ๆ และยินยอมเดินกลับเข้าไปในประตูมิติของเวรัคแต่โดยดี

 

เมื่อประตูมิติบานสีฟ้าได้ถูกปิดลง ผู้กล้าคล็อดก็ออกเดินไปทางเกาะลอยฟ้าอีกครั้งหนึ่ง

 

ร่างกายที่เดินคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรงของเขาค่อย ๆ นั่งลงบนเศษซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง ด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งและไร้อารมณ์ใด ๆ

 

สายตาของคล็อดมองตรงไปยังท้องฟ้ายามพลบค่ำและดวงตะวันสีส้มที่ใกล้จะลับของฟ้าด้วยความว่างเปล่า ก่อนที่จะเอ่ยประโยคสั้น ๆ ออกมา

 

“กันต์ บางครั้งมันอาจจะสายเกินกว่าที่จะแก้แล้ว”

 

กลับไปที่กันต์ ณ บริเวณภายในมิติของเวรัค

 

“ที่มิติแห่งนี้มีมานาและความเป็นธรรมชาติสูง มีฤทธิ์มนการช่วยฟื้นฟูอัตราร่างกายที่ดี” เวรัคเอ่ยพร้อมกับเดินเข้าไปในโดม

 

ชายหนุ่มค่อย ๆ วางร่างของนักบุญในมือลงกับพื้นหญ้าตามคำแนะนำของเวรัค

 

“เธอสูญเสียพลังในร่างกายไปมากแล้ว มันน่าแปลกเพราะว่าทำไมพวกเธอถึงไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของกันและกันได้ ถ้าคนหนึ่งเจ็บพวกเธอก็น่าจะรู้สึกร่วมด้วย”

 

อาเรียเคยเล่าให้กับชายหนุ่มฟังว่านักบุญศักดิ์สิทธิ์ 3 คนจาก 3 อาณาจักรนั้เชื่อมต่อถึงกันได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกถึงสิ่งอยู่ และแน่นอนว่านั่นก็หมายถึงอารมณ์ความเจ็บปวดเช่นกัน

 

อัศวินดำที่เข้าร่วมวงสนทนากล่าวพร้อมกับยืนกอดอก “ก็เป็นอย่างที่ข้าบอก มันคงหนีไม่พ้นฝีมือเทพปีศาจแน่ ถึงสามารถกางอาณาเขตเพื่อตัดขาดการสื่อสารจากโลกภายนอกได้”

 

“ที่อัศวินดำพูดมันก็ถูก เวทที่เธอคนนี้เจอคงไม่ต่างอะไรกับเวทของเรอัสที่ตัดขาดการสื่อสารโลกภายในและนอกทิ้งทั้งหมด”

 

เวรัคเอ่ยพลางเหลือบมองไปยังร่างวิญญาณของเรอัสด้วยสายตาที่เฉียบคม

 

ทั้งเวลโดรและจอมมารลำดับที่ 1 เมื่อได้รับการยืนยันว่าข่าวที่อาณาจักรทางตอยกลางล่มสลายเป็นเรื่องจริงก็ถึงกับเครียดไปตาม ๆ กัน

 

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่กองทัพปีศาจจะกระทำการเดินทัพใหญ่เข้าโจมตีเมืองของพวกมนุษย์ โดยไร้ซึ่งจอมมารอย่างพวกตนเป็นคนนำทัพ

 

เมืองที่ขนาดพยายามโจมตีและใช้เล่ห์กลต่าง ๆ เพื่อทำลายมานานนับพันปี แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ยังเอาชนะไม่ได้

 

แต่นี่มันอะไรกัน ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวันกองทัพปีศาจก็เข้ารุดหน้าโจมตีเมืองพังราบเป็นหน้ากลองได้อย่างราบคาบ

 

ตัวกานต์เองที่ไปเห็นซากปรักหักพังของอาณาจักรมนุษย์กับตาก็อยากจะพูดเชิงกวนประสาทชายหนุ่ม แต่เธอก็รู้ตัวดีว่านี่มันไม่ใช่เวลาที่จะกระทำเช่นนั้น

 

การสูญเสียในครั้งนี้ทำให้อาเรีย เรติน่า และคล็อดถึงกับจิตตกไปจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่เวรัค เครก อาร์เซน กันต์ นนท์ และอัศวินดำก็ไม่ได้เสียใจถึงขั้นนั้น

 

พวกเขาให้ความสนใจกับการมุ่งแก้ไขปัญหาและรับมือเรื่องราวต่อจากนี้เสียมากกว่า เพราะนั่งเสียใจไปก็ไม่ได้ช่วยให้เรื่องอะไรดีขึ้นมา

 

“ผมคิดว่าต้องไปดูทางฝั่งปีศาจ จะได้รู้ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่” กันต์เสนอความคิดเห็น

 

เวรัคที่ได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนที่จะตอบกลับไป “รีบไปหน่อยก็ดี เผื่อยังมีเรื่องอะไรที่เราสามารถแก้ไขได้ทัน ฉันทำการปลดล็อคข้อจำกัดจากระบบไว้แล้ว มันน่าจะทำให้นายกลับไปเป็น…นั่นแหละได้อีกครั้ง”

 

หลังจากนั้นกันต์ก็ทำการเข้าสู่ระบบ ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายหายไปเป็นแสงสีฟ้า

 

ร่างวิญญาณของเรอัสที่ยังล่องลอยไปมารีบถามเวรัคออกไปในขณะที่ยังมีจังหวะอยู่ทันที

 

“เรล์มกำลังไปที่ไหน ?”

 

ตลอดบทสนทนาที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ปริปากพูดอะไรซักคำเดียว เพราะเธอรู้ตัวดีว่ามันอาจจะไปรบกวนสมาธิของกันต์ในระหว่างที่กำลังปรึกษากับทุกคนอยู่

 

“ถ้าหมายถึงเรล์มคนที่เป็นหนุ่ม เขามีภารกิจที่ต้องไปทำ เอาเป็นว่ามันซับซ้อนจนฉันไม่อยากอธิบาย ส่วนเรล์มร่างแก่ก็กำลัง….อยู่ในมิติของเขา อยากไปหาเขาไหม ?”

 

มิติของเขาที่ว่านี้หมายถึงมิติที่ระบบเป็นคนสร้างให้ เพื่อเป็นที่กักขังจิตวิญญาณของเรล์มเอาไว้

 

ณ ปราสาทจอมมาร

 

อันที่จริงแล้วกันต์ไม่มีสิทธิที่จะเล่นเป็นตัวละครเวลโดรอีก  แต่ดูเหมือนว่าเวรัคจะทำการปลดล็อคให้เขาจึงกลับมาเล่นได้อีกครั้ง

 

จอมมารลำดับที่ 3 เวลโดรลืมตาขึ้นตื่นจากการจำศีลมาอย่างยาวนาน

 

เวลโดรค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์และกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องโถงของตน

 

เมื่อไม่พบว่ามีใครอยู่ในห้องโถงเขาก็ทำการเดินเข้าไปยังบานหน้าต่างเพื่อมองลงไปด้านนอก

 

“ในระหว่างที่ข้ากำลังจำศีลแต่กลับไม่มีใครคอยอารักขาแม้แต่ตนเดียว พวกมันกำลังคิดอะไรอยู่”

 

เสียงจากจิตใต้สำนึกของเวลโดรกลับเข้ามายังภายในหัวของกันต์อีกครั้ง ซึ่งตัวชายหนุ่มเองก็ไม่ได้คิดที่จะตอบกลับเสียงนั้นไปเลยแม้แต่น้อย

 

เมื่อสายตาของชายหนุ่มมองลงไปยังนอกหน้าต่างก็ปรากฏให้เห็นเวรุส ผู้นำกองพันปีศาจลำดับที่ 10 พร้อมกับราชาก็อบลิน

 

เหล่ากองทัพอัศวินดำกว่าหลายร้อยนายก็ยังคงยืนอารักขาบริเวณหน้าทางเข้าเช่นเคย

 

หัวหน้ากองพันอัศวินดำกำลังยืนจ้องราชาก็อบลินด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เพราะร่างกายของราชาก็อบลินล้วนแต่ถูกแต่งแต้มไปด้วยบาดแผลน้อยใหญ่มากมาย

 

ทันใดนั้นเองเสียงตะโกนของราชาก็อบลินก็ดังออกมา “ท่านเวรุสได้โปรดปล่อยให้ข้าได้เข้าพบท่านราชันจอมมารเวลโดรด้วยเถิด”

 

“ท่านจอมมารกำลังจำศีลอยู่ หากมีเรื่องอะไรที่ต้องการรายงาน ข้าจะรับฟังแทนเอง”

 

“ก็แล้วแต่ท่านเถิด ตอนนี้อาณาจักรก็อบลินของข้า….." ราชาก็อบลินเริ่มเบือนหน้าหนีและส่ายหน้าไปมาเบา ๆ ราวกับว่าไม่อยากจะนึกถึงมันอีก

 

“เจ้ามีอะไรจะรายงานก็ว่ามา ข้าไม่ได้มีเวลาว่างทั้งวัน” เวรุสเริ่มทักท้วง

 

"อาณาจักรก็อบลินของข้า…ได้ล่มสลายไปแล้ว…..อีกไม่นานเป้าหมายต่อไปของพวกมนุษย์คงหนีไม่พ้นป้อมปราการทมิฬเป็นแน่ ข้าคือตนเดียวที่หนีรอดออกมาได้ จึงรีบตัดสินใจตรงมาที่นี่หมายจะรายงานข่าวนี้ให้กับท่านจอมมารได้ทราบ"

 

ราชาก็อบลินเอ่ยพลางก้มตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเวรุส ราวกับคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิตอีกแล้ว

 

เวรุสที่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งค้างไปชั่วขณะก่อนที่จะมีอีกาทมิฬตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ไหล่ของเขา พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งในอุ้งมือของอีกา

 

ในจดหมายฉบับนั้นได้กล่าวถึงการล่มสลายของอาณาจักรก็อบลินที่เหลือเพียงแต่ซากปรักหักพังและศพที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

 

ดูเหมือนว่าหน่วยลาดตระเวนอัศวินดำของเวรุสจะเดินหมากช้าไปก้าวหนึ่ง มิเช่นนั้นเขาคงนำทัพเข้าไปช่วยได้ทัน แต่มันเป็นไปได้ยังไงที่อาณาจักรก็อบลินจะล่มสลายในเวลาอันสั้นเช่นนี้

 

ตอนแรกเวรุสก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่พอได้รับข่าวจากหน่วยลาดตระเวนของตนก็พูดไม่ออก

 

เสียงพูดตะโกนของราชาก็อบลินถึงกับทำให้กันต์และจิตใต้สำนึกของเวลโดรเครียดไปตาม ๆ กันแทบจะทันที

 

"ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่าใครมันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้" จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด

-------------------------------------

ช่วงนี้ไรท์ต้องเตรียมสอบมหาลัยนะครับ ถ้ามีวันไหนหายหรือไม่มาก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ 5555

ปล.ช่วงนี้จะเพลีย ๆ หน่อยนะครับ มีอะไรขาดตกบกพร่องก็บอกมาได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 57 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #675 Chaos I (จากตอนที่ 234)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 06:02
    เทพอีกแล้ว!?
    #675
    1
    • #675-1 SuruMaster(จากตอนที่ 234)
      13 กรกฎาคม 2563 / 12:08
      ช่วงนี้ก็จะวนๆอยู่แถวนั้นครับ555
      #675-1
  2. #674 Fikusa (จากตอนที่ 234)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 16:14
    จัดฉากได้โหลยโท่ยมาก ฮ่าๆๆๆๆ
    #674
    1
    • #674-1 SuruMaster(จากตอนที่ 234)
      11 กรกฎาคม 2563 / 21:47
      555ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ
      #674-1
  3. #673 Muramaza (จากตอนที่ 234)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 15:55
    ไม่ต้องเดา บรรดาเทพแหงๆ
    #673
    1
    • #673-1 SuruMaster(จากตอนที่ 234)
      11 กรกฎาคม 2563 / 21:47
      ลองเดาได้เลยครับ555
      #673-1