สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 222 : ภาค 3-บท 22 โดดเดี่ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 440
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    18 มิ.ย. 63

เมื่อเทพแห่งความมืดลูซิเฟอร์ได้มองเห็นอัญมณีในมือของกันต์ เขาก็ฉีกยิ้มบาง ๆ ออกมา

 

“ท่าทางดูเหมือนว่าเจ้าจะเริ่มเดินนอกเส้นทางของเทพห่วยแตกสูงสุดมาได้แล้วสิน่ะ”

 

เทพแห่งความมืดพูดออกมาพร้อมกับเหวี่ยงเคียวของตนเข้าแทงกลางหลังของเทพเซโรที่นอนใกล้ตายอยู่กับพื้นหิน

 

“ยอดเยี่ยมมาก ดูเหมือนเจ้าจะฉลาดกว่าที่ข้าคิด ไปเลยสิไปคุยกับฮาเดสมันให้รู้เรื่อง”

 

เมื่อสิ้นเสียงของเทพชายร่างกายของเขาก็สลายหายกลายไปเป็นฝุ่นควันสีดำ ก่อนที่จะจางหายไปกับธาตุอากาศ

 

เทพเซโรที่โดนทำร้ายร่างกายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมเริ่มฟื้นฟูร่างกายกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางทุลักทุเล

 

เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อและอวัยวะของเขาเริ่มผสานตัวกันใหม่อีกครั้งจนเกิดให้เห็นเป็นภาพอันน่าสยดสยอง

 

“นี่มันกำลังเกิดบ้าอะไรขึ้น” เซโรพึมพำเบา ๆ ก่อนที่จะชี้นิ้วไปยังด้านหลังของตนเอง

 

ทันใดนั้นเองประตูหินบานใหญ่ภายในห้องโถงก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเปิดออกอย่างช้า ๆ

 

“จะไปก็ไปสิ รออะไรอยู่ ถ้าจัดการมันแทนข้าได้จะขอบคุณมาก” เซโรกล่าวพลางปาดาบหินทิ้งลงพื้น พร้อมกับพึมพำต่อ “ให้ตายเถอะถ้าข้าได้ฝีกมามากกว่านี้ ที่ขุมนี่ไม่มีใครพอเก่งพอจะสอนวิชาดาบข้าเลยรึไง”

 

เทพเซโรเคยบอกว่าตัวเองเป็นเทพระดับต่ำ เพราะตัวเองนั้นไม่มีความสามารถทางด้านการต่อสู้เลยสักนิด ในระดับเดียวกันก็เคยแพ้มาแล้ว เขาจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของเทพระดับต่ำ 

 

ถ้าให้พูดจริง ๆ แล้วทักษะต่อสู้เซโรคงจะก็อ่อนกว่าเล็กด้วยซ้ำถ้าให้มีระดับเท่ากัน

 

 เดสเพียร์ คล็อดและจอมมารลำดับที่ 1 มองหน้ากันอยู่สักพัก ก่อนที่เดสเพียร์จะเดินนำเข้าไปยังประตูหินขนาดใหญ่

 

ม่านหมอกสีขาวได้ฟุ้งกระจายออกมาจากประตูหินจนไม่สามารถมองทะลุเห็นถึงสิ่งที่อยู่ข้างในได้

 

“เราจะเชื่อใจมันได้จริง ?” คล็อดเอ่ยถามเบา ๆ

 

จอมมารลำดับ 1 ที่ได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับและเดินตามหลังกันต์ไปติด ๆ “ข้าจำได้ประตูบานนี้คือประตูที่เชื่อมกับภพแห่งความตายอีกขุมหนึ่ง เป็นขุมที่เอาไว้ต้อนรับพวกที่จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตจนไม่สามารถกลับใจได้”

 

หลังจากที่ทั้ง 3 ตนได้เดินเข้าไปในประตูนรกแล้ว เซโรก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนที่จะสั่งปิดประตูหิน

 

มีเรื่องหนึ่งที่เซโรยังคงสงสัยและงุนงง ซึ่งมันก็คือเรื่องของยมทูตที่ไม่ยอมขยับตามที่เขาสั่ง มันเป็นเพราะอะไรกัน ?

 

กลับไปที่เดสเพียร์

 

เมื่อเดินผ่านม่านหมอกเข้ามาสำเร็จแล้ว ภาพตรงหน้าก็ปรากฏให้เห็นซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง

 

มันเป็นซากโบราณสถานขนาดใหญ่ที่หลังคาไม่มีเหลือให้เห็นแล้ว ที่มีก็แค่เศษซากเสากับก้อนอิฐเพียงเท่านั้น

 

ป่าหมอกแห่งนี้คือป่าที่มืดมิดและหนาวเหน็บผิดกับที่พวกเขาเคยผ่านมาราวฟ้ากับเหว

 

ในระหว่างที่กำลังเดินตรงไปเรื่อย ๆ ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นร่างของอมนุษย์เผ่าต่าง ๆ ที่ร่างกายหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

 

ดูเหมือนกับว่าพวกมันถูกแช่แข็งจากภายในจนไม่อาจขยับได้แม้แต่ก้าวเดียว เกล็ดน้ำแข็งสีขาวคล้ายหิมะที่ปกคลุมเกือบทั่วทั้งตัวของมันเป็นจุดยืนยันได้อย่างดี

 

"ถ้าพวกเรายังอยู่ที่นี่ต่อไปอีกไม่นาน สภาพของเราคงไม่ต่างจากพวกมันเท่าไหร่" เดสเพียร์เอ่ยพลางจับชุดคลุมของตัวเองให้มั่นขึ้น เพื่อที่จะได้ให้มันไม่ปลิวไปตามสายลมที่เย็นยะเยือก

 

ต่อให้เลเวล 100 มาอยู่ที่นี่เขาก็มั่นใจว่าสภาพคงไม่ต่างกันมากสักเท่าไหร่ โชคดีที่กันต์มีสายเลือดราชันมังกรขาวที่คุ้นเคยกับสภาพอากาศหนาวเป็นอย่างดีจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

 

ทันใดนั้นเองยมทูตอีกหลายสิบตนก็ปรากฏกายทะลุม่านหมอกออกมาพร้อมกับเคียวในกำมือ

 

ทั้ง 3 หยุดเคลื่อนที่ไปชั่วขณะและเตรียมตัวเข้าสู่การต่อสู้ เพราะเห็นเหล่ายทูตที่ง้างเคียวขึ้นเหมือนจะพยายามโจมตี

 

แต่แล้วพวกมันกลับลอยผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหายตัวไปอีกครั้ง ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์

 

"พวกมันน่าจะกำลังปฏิบัติหน้าที่จองตนเองตามปกติ ไม่ต้องสนใจ" จอมมารลำดับที่ 1 กล่าวพร้อมกับก้าวเดินไปข้างหน้า

 

ยิ่งพวกเขาทั้ง 3 ตนเดินทางเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ม่านหมอกก็ยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น

 

ในระหว่างที่เดสเพียร์กำลังเดินนำอยู่นั่นเองเท้าของเขาก็ชนเข้ากับบางอย่างจนเกือบล้ม เพราะมองไม่เห็นทางแต่ยังดีที่คล็อดคว้าตัวของเขาไว้ได้ทัน

 

เมื่อลองมองดูให้ดีแล้วชายหนุ่มจึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาพึ่งเดินชนไปเมื่อสักครู่นั้นคือขาของเอลฟ์ตนหนึ่ง

 

ใบหน้าของเอลฟ์ที่กำลังนั่งเอาหลังพิงเสาหินโบราณช่างดูคุ้นเคยสำหรับเขายิ่งนัก

 

"เทพเรส !" กันต์ที่จำใบหน้าของเธอได้ก็รีบเข้าไปดูอาการทันที

 

หญิงสาวเผ่าเอลฟ์ตนนี้เคยเป็นเทพของเหล่าชนเผ่าเอลฟ์เมื่อหนึ่งพันปีก่อน เมื่อถูกริบพลังแห่งเทพไปเธอก็กลับกลายเป็นเอลฟ์ธรรมดา และสุดท้ายก็ได้ตายลงในสงครามเอดัน

 

เทพเอลฟ์ที่ใบหน้าถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งมากกว่าครึ่ง ค่อย ๆ เปิดตาของเธอขึ้นมามองด้วยความพยายามทั้งหมดที่มีอยู่

 

"เจ้า เรล์มใช่ไหม ? ข้าจำชุดคลุมกับกลิ่นอาย ของเจ้าได้" เรสเริ่มเปิดปากของเธอและพึมพำออกมา

 

"ขออภัยแต่ข้าไม่ใช่ ข้าคือลูกศิษย์ของเขา" กันต์ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน

 

คล็อดที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาเบา ๆ เพราะเขารู้ว่าเรสอดีตเทพตนนี้ได้ตายไปแล้ว

 

"นั่นสิน่ะ...เรื่องราวมันก็ผ่านมายาวนานกี่ร้อยปีแล้วกัน แต่ต่อให้เป็นเจ้าที่เป็นลูกศิษย์เขาก็ยังมีโอกาสสำเร็จ" เรสเอ่ยพลางหันหน้ามองไปยังทิศด้านหน้าของชายหนุ่ม

 

เหตุผลที่กันต์ดูร้อนรนนั่นก็เป็นเพราะตาขวาของเขา สังเกตเห็นละอองมานาสีดำที่ค่อย ๆ เสื่อมสลายออกไปจากร่างของเอลฟ์ตนนี้ อีกไม่นานร่างของเธอคงสลายไป แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่มีใครทราบ

 

"ข้าพยายามโน้มน้าวนางแล้วแต่นางก็ไม่คิดจะฟัง หลังจากวันนั้นมานางก็เริ่มกลายเป็นเทพที่โหยหาแต่อีกส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดหายไป"

 

เทพเรสเริ่มที่จะเอามือของเธอจับไปที่แขนของกันต์ก่อนที่จะจ้องตรงไปยังแววตาของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุม

 

เอลฟ์สาวจ้องเข้าไปในแววตาข้างของชายหนุ่มด้วยความเชื่อมั่นที่เต็มเปี่ยม และดูเหมือนเธอจะไม่ได้รับผลจากตาขวาของเขาเสียด้วย

 

"ที่ภพแห่งความตายทุกวันนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้านรกไม่ทำหน้าที่ของตน ปัญหาที่สั่งสมไว้มาอย่างยาวนานกำลังจะเปิดฉากให้เห็นในอีกไม่---"

 

ไม่ทันที่เทพเรสจะได้กล่าวจบร่างของเธอก็สลายกลายเป็นละอองมานาสีดำ และจางหายไปกับธาตุอากาศอย่างรวดเร็ว

 

เธอได้ทิ้งปริศนาและความสับสนเอาไว้ให้กับชายหนุ่มอย่างมากมาย แต่ดูเหมือนว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้ว่างจะมาตอบคำถามเหล่านั้น

 

ทันใดนั้นเองพายุลมหิมะก็เริ่มกรรโชกแรงจนทำให้ม่านหมอกบริเวณนี้หนาแน่นขึ้นยิ่งไปกว่าเดิม

 

เพียงชั่วพริบตาถัดมาสภาพแวดล้อมรอบกายชายหนุ่มกลายเป็นสีขาวโพลนเสียจนหมด

 

"คล็อด!  จอมมาร! ถ้าได้ยินแล้วตอบด้วย" เสียงตะโกนของเดสเพียร์ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพราะเขามองไม่เห็นเพื่อนร่วมทางของตน

 

ไม่ว่าจะพยายามตะโกนถามหาไปมากเท่าไหร่ สิ่งที่ตอบเขากลับมาก็มีเพียงสายลมหิมะที่กรรโชกแรงขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น

 

นั่นจึงทำให้เดสเพียร์ต้องเดินฝ่าพายุหิมะด้วยตัวคนเดียว เขาพยายามใช้เศษซากปรักหักพังในการระบุตำแหน่ง

 

เสาหินโบราณหลายเสาถูกชายหนุ่มใช้คมดาบตะวันกรีดจนเป็นรอย เพื่อทำสัญลักษณ์ว่าตนเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว

 

เวลาที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้เขาท้อมากขึ้นเท่านั้น จุดหมายก็ไม่รู้ว่าต้องไปทิศใด เพื่อนร่วมทางก็หายตัวไปอย่างปริศนา

 

แม้แต่ริสาเองก็เงียบและไม่ตอบกลับคำเรียกร้องใด ๆ ของเขา วงเวทเคลื่อนย้ายหนึ่งเดียวเองก็กลายเป็นใบ้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ

 

เสียงกระซิบที่ได้ยินมาตลอดก็จางหายไปทันทีหลังจากที่เขาได้ทำลายอัญมณีแห่งความตายไป

 

มีเพียงแค่อัญมณีในกำมือเท่านั้นที่ช่วยเป็นตัวเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เขายังคงเดินไปข้างหน้าต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ยอมแพ้

 

และแล้วกันต์ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงของหญิงสาวคนหนึ่งดังออกมาจากทิศตรงหน้า

 

มันเป็นเสียงร้องที่ไพเราะที่สุดตั้งแต่ที่ชายหนุ่มเคยได้ยินมา และบทเพลงที่หญิงสาวปริศนานางนี้กำลังขับร้องอยู่นั้นมันก็ช่างคุ้นหูของเขาเสียเหลือเกิน

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #629 Chaos I (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 09:41
    อย่าล้อป้าเรสกันสิ! ทั้งชีวิตมีให้ลูก สามีเป็นตัวเป็นตนยังไม่มี แกอาจจะเหงาเปล่าเปลี่ยวใจก็ได้~
    #629
    4
    • #629-1 SuruMaster(จากตอนที่ 222)
      19 มิถุนายน 2563 / 17:36
      555ป้าเรสแกมีแฟนเป็นลูซิเฟอร์นะครับ
      #629-1
    • #629-3 SuruMaster(จากตอนที่ 222)
      19 มิถุนายน 2563 / 19:42
      555ใช่ครับ
      #629-3
  2. #628 Naret2535 (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 21:31
    หาสามีใหม่สินะ
    #628
    1
    • #628-1 SuruMaster(จากตอนที่ 222)
      18 มิถุนายน 2563 / 23:22
      555คิดงั้นเหรอครับ
      #628-1
  3. #627 Fikusa (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 21:05
    โหยหาสามีเรอะ สาววัยคานทองก็เงี้ยแหละ
    #627
    1
    • #627-1 SuruMaster(จากตอนที่ 222)
      18 มิถุนายน 2563 / 23:23
      555อายุปาไปเป็นพันกว่าปีล่ะครับ
      #627-1
  4. #626 MirageN (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 20:57
    โหยหา~ความรักความเมตตา~
    #626
    1
    • #626-1 SuruMaster(จากตอนที่ 222)
      18 มิถุนายน 2563 / 23:22
      นั่นมันเพลงจากอีกโลกเลยนะครับ 555
      #626-1