สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 194 : ภาค 2-บท 94 ขึ้นครองบัลลังก์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 616
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    10 พ.ค. 63

หลังจากเสร็จสิ้นการประลองแย่งชิงบัลลังก์จอมมารแล้ว ชื่อเสียงของเวลโดรก็ถูกประกาศออกไปอีกครั้งในวงกว้าง

 

ราชันแห่งจอมมารได้กลับมาขึ้นครองบัลลังก์อีกครั้งและพร้อมนำพาเผ่าปีศาจไปสู่ความรุ่งโรจน์ นั่นคือสิ่งที่ทุกตนหวัง

 

ณ บัลลังก์จอมมารภายในปราสาท

 

จอมมารลำดับที่ 3 เวลโดร กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์พร้อมกับดาบกลืนรัตติกาลที่วางอยู่ไม่ไกล โดยมีเหล่าผู้นำกองพันปีศาจหลายสิบตนกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า

 

"เวรุส" เวลโดรเอ่ยชื่อบริวารของตน

 

"ข้าเวรุสยินดีน้อมรับคำสั่งขอรับ นายท่าน"

 

"ข้ามีภารกิจให้เจ้าส่งสาสน์ไปยังเผ่าปีศาจทุกเผ่าทั้งที่เคยอยู่ใต้อำนาจของเราและเผ่าที่ออกไปแล้ว ให้พวกเขากลับมาเข้าร่วมกับเราอีกครั้ง"

 

ในระหว่างที่อาร์คนอสกำลังปกครองเผ่าปีศาจอยู่ ก็มีเผ่าอีกหลายเผ่าที่ถอนตัวออกจากกองกำลังจอมมารไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเผ่าก็อบลิน แต่ก็ยังมีเผ่าอื่น ๆ อยู่อีกที่ถอนตัวออกไป กันต์จึงตัดสินใจส่งเวรุสที่เป็นม้าเร็วออกไปทำหน้าที่แทน

 

"แต่ถ้าหากพวกเขาไม่ยอมล่ะขอรับนายท่าน" เวรุสเอ่ยถาม

 

"ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าจักไปยึดมันด้วยการก่อสงคราม"

 

"แต่นายท่าน หากทำ...."

 

ไม่ทันที่เวรุสจะได้พูดจบเวลโดรก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

 

"คล็อดมันคืนชีพกลับมาแล้วถ้ามัวแต่ชักช้า พวกมนุษย์อาจจะเปิดฉากโจมตีเราก่อน เพราะพวกมันรู้ดีว่าตอนนี้เผ่าปีศาจของเรากำลังแตกแยกไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน"

 

สำหรับกันต์แล้ว คล็อดคือหนึ่งในบุคคลที่น่ากลัวที่สุดของเผ่ามนุษย์ เป็นคนที่ไม่สามารถประมาทได้เลยแม้แต่น้อย

 

เวรุสที่ได้ยินดังนั้นก็หวนคิดไปถึงช่วงที่มังกรทองกำลังโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้าสีคราม ซึ่งมันก็เป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันได้ดีว่าคล็อดได้คืนชีพกลับมาแล้ว

 

ในตอนแรกเองเวรุสก็ไม่ค่อยอยากที่จะเชื่อมากสักเท่าไหร่ แต่พอได้รับการยืนยันจากผู้เป็นนายเช่นนี้ ก็คงมีแต่ต้องเชื่อเท่านั้น

 

หลังจากนั้นเวลโดรก็ได้ออกคำสั่งให้แก่ผู้นำกองพันปีศาจแต่ละตน เพื่อให้ทำหน้าที่ที่เหมาะสมกับตนเอง

 

จนกระทั่งทั้งห้องโถงใหญ่เหลือเพียงแค่คาเรอัสและเวลโดรเท่านั้น

 

เหตุเพราะการที่เหลือกันอยู่แค่สองตนจึงสร้างบรรยากาศที่กดดันและอึดอัดขึ้นมาในทันที

 

เวลโดรเงียบและไม่ปริปากพูดใด ๆ มานานกว่าหลายนาทีแล้ว สายตาของเวลโดรกำลังจับจ้องมองมาที่คาเรอัสอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีหมวกเกราะบังอยู่แต่จิตกลับรู้สึกได้เช่นนั้น

 

อันที่จริงแล้วเหตุผลที่เวลโดรกำลังเงียบอยู่นั่นก็เพราะกันต์กำลังเถียงกับจิตใต้สำนึกของเวลโดรอยู่

 

"ถ้าเจ้าต้องการลงโทษคาเรอัสก็สมควรลงโทษต่อหน้าปีศาจตนอื่น ๆ เพื่อมิให้มีใครกล้ากระทำผิดตาม" จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

 

"ถ้าเราลงโทษต่อหน้าปีศาจตนอื่น นั่นอาจจะทำให้คาเรอัสอับอายและสูญเสียกำลังใจได้ ต้องการให้มันเป็นอย่างงั้นรึไง" กันต์สวนกลับไปในทันที

 

"ไอ้เด็กเปรต การเป็นผู้นำเผ่าปีศาจเจ้าต้องมีความเด็ดขาด กล้าหาญ และไม่ใจอ่อนให้แก่ผู้ที่กระทำผิด ใครทำผิดก็ต้องยอมรับผิด พ่อแม่เจ้าไม่สั่งสอนเช่นนั้นรึ"

 

กันต์ที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มควบคุมร่างเวลโดรให้กุมขมับและก้มหน้าลงไปตามสัญชาตญาณ

 

"คาเรอัส" เวลโดรขานเรียกชื่อบริวารของตน

 

"ขอรับนายท่าน" คาเรอัสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

 

"ในวันนี้เจ้ามีความผิดอยู่ทั้งหมดสองประการด้วยกันคือหนึ่ง เจ้าบังอาจปลดปล่อยผู้กล้าคล็อดออกมาจากผนึกเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในข้อนี้ข้าเองก็มีส่วนผิดจึงยกโทษให้ ข้อสองเจ้าบังอาจทำคทาบัญชาเถ้าธุลีสูญหาย"

 

เมื่อสิ้นเสียงของเวลโดร คาเรอัสก็รีบเปิดช่องว่างมิติออกมาและไล่สำรวจสิ่งของที่อยู่ภายในมิติแห่งนั้น

 

การเปิดช่องว่างมิติแบบนี้ทั้งอาร์คนอส ลูซิเฟอร์ และเหล่านักการค้าข้ามมิติก็เคยทำ มันเป็นการเก็บของส่วนตัวไว้ในมิติที่ถูกสร้างขึ้น

 

ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ขั้นต่ำก็ต้องเป็นนักเวทมิติเสียก่อน

 

"เป็นไป...ไม่ได้" คาเรอัสพึมพำเบา ๆ และปิดช่องว่างมิติลงก่อนที่จะก้มลงจนหัวชนไปกับพื้น

 

"ความผิดโทษฐานทำคทาบัญชาเถ้าธุลีหาย เจ้าจะต้องลักลอบเข้าเมืองมนุษย์แล้วตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผู้กล้าคล็อดทุกฝีก้าว เป็นเวลา 7 วัน ถ้าหากมันมีแนวโน้วว่าจะเริ่มสงครามเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเจ้าค่อยกลับมา"

 

ภารกิจนี้มีความเสี่ยงในการตายสูงมาก แต่คาเรอัสก็มัทักษะหลบหนีที่ไม่สามารถดูถูกได้ งานนี้จึงเหมาะกับเขามาก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี

 

"ข้าคาเรอัสน้อมรับคำสั่งขอรับนายท่าน"

 

"เรื่องคทาบัญชาเถ้าธุลีข้าจะเป็นผู้จัดการเอง ทำหน้าที่ของเจ้าให้เต็มที่เสีย"

 

จากนั้นคาเรอัสก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องโถงหลักไปในทันที นั่นจึงทำให้เหลือเพียงแค่เวลโดรที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

 

"เวลโดร จอมมารอาร์คนอสมีสายเลือดของเผ่าไหนกันแน่ ?" กันต์เอ่ยถามด้วยการใช้ภาษาที่เปลี่ยนไป

 

"ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่อาร์คนอสมันไม่ใช่จอมมารสายเลือดแท้ แต่น่าจะเป็นเลือดผสมเช่นดียวกับข้า"

 

การที่บุคคลผู้หนึ่งจะมีสายเลือด 2 สายเลือดในตัวหรือที่เรียกว่าลูกครึ่งได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอัตราการเกิดที่ต่ำ และพอเกิดมาแล้วก็มีอัตราการตายสูงอีก

 

การผสมพันธุ์ข้ามเผ่าจึงมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งยวด ถึงแม้จะรอดชีวิตได้แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่สมประกอบ

 

เวลโดรที่เกิดจากเผ่าจอมมารและเผ่ามนุษย์หมาป่านั้นก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดมาและรอดชีวิตมาได้แบบสมประกอบ ร่างกายมีครบทุกส่วน และสติปัญญาที่ชาญฉลาด

 

"เจ้ากำลังจะไปแล้วใช่หรือไม่ ?" จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยถาม

 

"ข้ายังไปไม่ได้ตราบใดที่ยังไม่มีผนึกศักดิ์สิทธิ์" กันต์กล่าวตอบ

 

"ข้ามีวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ผนึกศักดิ์สิทธิ์ ในตระกูลของข้าเรียกมันว่าการจำศีล"

 

ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็หวนคิดไปถึงเรื่องราวในเกมที่เคยอธิบายถึงการจำศีลของจอมมาร จิตใต้สำนึก ร่างกาย และทุกอย่างจะหยุดทำงานอย่างกะทันหัน สติจะดับวูปไปเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 7 วัน

 

แต่จะตื่นจากการจำศีลทันทีหากถูกโจมตี หรือได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก

 

ในเกมให้กันต์ก็ไม่เคยได้ใช้มันมาก่อน เพราะระบบเกมมันไม่มีให้ใช้จะมีก็แค่เรื่องเล่า

 

"ทำไมถึงพึ่งมาบอกเอาป่านนี้"

 

"หึ ถ้าข้าบอกเจ้า คงมีหวังได้ตายคาสถานะจำศีลแน่"

 

เวลโดรกังวลว่ากันต์จะใช้ทักษะนี้พร่ำเพรื่อแล้วไม่ได้ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมากพอ จนอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นอยู่ในผนึกจะปลอดภัยกว่า แต่ตอนนี้เขาอยู่ในปราสาทจอมมารแล้ว ที่นี่ปลอดภัยที่สุดในพื้นที่ของเผ่าปีศาจ เวลโดรจึงบอกเรื่องการจำศีลไป

 

อีกอย่างถ้าใช้การจำศีล จิตใต้สำนึกของเวลโดรก็จะหลับไป แล้วไม่ถูกส่งเข้าไปในมิติปริศนาที่มีโซ่กับเมือกสีขาวอยู่อีก

 

กันต์ไม่รอช้ารีบควบคุมร่างเวลโดรให้เก็บดาบกลืนรัตติกาลเข้าช่องเก็บของทันที

 

"ขั้นตอนแรก เจ้าจงใช้ทักษะดึงวิญญาณ ใส่ตนเอง"

 

"ขั้นตอนที่สอง เจ้าจงอย่าขัดขืนภาพลวงตาเหล่านั้น"

 

กันต์ในร่างของเวลโดรที่ได้ยินดังนั้นก็จัดการร่ายเวทดึงวิญญาณใส่ตนเองและทำตามขั้นตอนการจำศีลทันที

 

"หวังว่าเจ้าจะจัดการเรื่องคทาบัญชาเถ้าธุลีได้จริง ๆ"

 

เวลโดรที่ได้รู้ว่าคทาบัญชาเถ้าธุลีของตนได้หายไปแล้วก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที แต่เมื่อเขาทราบว่าเด็กหนุ่มคนนี้สามารถจัดการปัญหานี้ได้ จึงรู้สึกเบาใจขึ้นมา

 

สำหรับเวลโดรแล้วกันต์เป็นเผ่ามนุษย์ก็จริง แต่ความรู้สึกที่เด็กหนุ่มคนนี้มีให้แก่เผ่าปีศาจก็ไม่ได้แย่อะไร ออกจะดูดีไปเลยด้วยซ้ำ

 

"อีกไม่นานเจ้าจักต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ฝั่งปีศาจ หรือมนุษย์" จิตใต้สำนึกของเวลโดรได้กล่าวประโยคสุดท้ายออกมา ก่อนที่สติจะดับวูปไป

 

ณ ถ้ำแห่งไซเรน

 

กันต์ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าที่เขาเห็นคือภาพของเพดานถ้ำแห่งไซเรน

 

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนจากพื้นถ้ำด้วยท่าทางโซซัดโซเซเล็กน้อย ซึ่งมันก็เป็นผลจากการถูกดึงวิญญาณออกจากร่างของเวลโดร ด้วยวิธีการจำศีล

 

เรนดิสหรือราชินีไซเรนกำลังยืนมองเขาอยู่ไม่ไกลนัก ส่วนในกำมือของเธอยังคงถือคทาเบญจธาตุอยู่เช่นเคย

 

เธอทำสีหน้าราวกับว่ารอให้กันต์ตื่นมานานแล้ว และดูเหมือนว่าเธอก็ตัดสินใจเรื่องอะไรบางอย่างได้แล้วด้วย

 

"เจ้าก็เป็นผู้มีสายเลือดจอมมารอีกคนหนึ่งสินะ เรนดิส ที่เจ้าสามารถขโมยคทาบัญชาเถ้าธุลีจากคาเรอัสได้เพราะเจ้ามีสายเลือดจอมมาร"

 

ผู้ที่มีสายเลือดจอมมารมีความสามารถพิเศษในการรับรู้ถึงตำแหน่งของสมบัติประจำตระกูลจอมมารทั้ง 4 ชิ้นได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรนดิสตามหากันต์เจอ และบุกเข้าไปในช่องว่างมิติของคาเรอัสได้

 

เรนดิสกุมคทาเบญจธาตุในมือด้วยสีหน้าท่าทางกระอักกระอ่วนใจ ก่อนที่จะใช้มือขวาของเธอหักคทาเบญจธาตุของเวรัคในมือออกเป็นสองท่อนต่อหน้าต่อตาชายหนุ่ม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #488 Fikusa (จากตอนที่ 194)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 13:46
    อ้าว เห้ย หักง่ายๆแบบนี้เราว่าไม่น่าใช่ของจริง
    #488
    1
    • #488-1 SuruMaster(จากตอนที่ 194)
      10 พฤษภาคม 2563 / 17:13
      ง่ายๆอย่างนั้นเลยครับ555
      #488-1