สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 150 : ภาค 2-บท 50 สงครามป้อมปราการทมิฬ(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 645
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    27 มี.ค. 63

“พรแห่งการชำระล้าง” มอสร่ายเวทพร้อมกับตวัดดาบออกไป

 

กันต์ในร่างเวลโดรรู้จักเวทของพวกนักรบศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี เพราะเขาเองก็เล่นตัวละครคล็อดในเกมมาไม่ใช่น้อย

 

“ดึงวิญญาณ” เวลโดรร่ายเวทออกมาหลังจากที่มอสร่ายเสร็จเพียงเสี้ยววินาที

 

ดาบที่กำลังตวัดโจมตีออกไปของมอสถึงกับหยุดชะงักไปชั่วขณะ เวลโดรใช้จังหวะนั้นออกหมัดโจมตีเข้าเบ้าหน้าของมอสทันที

 

แต่ทว่ามอสสามารถหลุดออกจากภาพลวงตาของทักษะดึงวิญญาณได้ทันเวลา เมื่อเห็นกรงเล็บที่พุ่งเข้ามาจึงรีบเบี่ยงศีรษะหลบทันที

 

กรงเล็บสีทมิฬของเวลโดรทำได้เพียงเฉือนผิวหนังบริเวณกระพุ้งแก้มของมอสเท่านั้น

 

ดาบที่เปล่งแสงสีทองของมอสเหวี่ยงโจมตีเข้าข้างลำตัวเวลโดรในระยะเผาขน

 

แต่ก่อนที่ดาบจะได้โจมตีออกไปนั้นเวลโดรก็สามารถใช้มืออีกข้างคว้าไปที่ข้อมือของมอสได้ทัน

 

กรงเล็บที่ติดอยู่กับมือของเวลโดรนั้นสามารถเฉือดเฉือนทะลุเกราะเหล็กเข้าเนื้อเยื่อบริเวณข้อมือของมอส ยิ่งออกแรงบีบมากเท่าไหร่กรงเล็บก็ยิ่งทำความเสียหายได้มากเท่านั้น

 

มอสกัดฟันเพื่อดทนกับความเจ็บปวดแล้วใช้มือซ้ายที่ไม่ได้จับดาบแบมือต่อหน้าเวลโดร

 

“ลำแสงศักดิ์สิทธิ์” มอสร่ายเวทด้วยการตะโกน

 

ทันใดนั้นเองลำแสงขนาดเล็กหลายเส้นก็พุ่งออกมาจากวงเวทบนฝ่ามือของมอส

 

แต่ทว่าเวลโดรนั้นได้ยินชื่อของเวทที่มอสกำลังจะร่าย จึงตัดสินใจกระโดดถอยไปข้างหลังทันที

 

ลำแสงสีทองพุ่งเข้าโจมตีเวลโดรอย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่เขากำลังรวบรวมมานาเพื่อสร้างเป็นดาบ

 

มานาเริ่มไหลออกมาจากร่างกายของเวลโดรและเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มก่อร่างกันเป็นรูปร่างของดาบ

 

ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ได้ดังขึ้นพร้อมกับควันดินที่ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพราะลำแสงที่โจมตีลงสู่ดิน

 

สายตาของมอสที่จ้องมองมายังเวลโดรนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม ถึงจะรู้ตัวดีว่าเวทแค่นี้อาจจะไม่สามารถสังหารเวลโดรได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอทำให้บาดเจ็บได้บ้าง

 

เมื่อควันได้ฟุ้งกระจายหายไป ก็ปรากฏให้เห็นร่างของจอมมารเวลโดรพร้อมกับดาบสีม่วงในกำมือ

 

ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ลำแสงจะโจมตีถึงตัวนั้น เวลโดรก็ได้ใช้มานาสีม่วงที่ก่อร่างเป็นดาบยังไม่สมบูรณ์ เข้าฟาดฟันลำแสงสีทอง

 

และเมื่อดาบเข้าปะทะกับลำแสงนั้นทิศทางของมันก็ถูกเบี่ยงเบน และโจมตีลงใส่พื้นดินจนเกิดเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาตามที่เห็น

 

มอสรู้ดีอยู่แล้วว่าลำแสงแค่นั้นทำอะไรเวลโดรไม่ได้ เขาจึงรีบนย่นระยะห่างด้วยการวิ่งและตวัดดาบในมืออกไป

 

คลื่นพลังสีทองที่ถูกปล่อยออกมาจากดาบพุ่งเข้าใส่เวลโดรอย่างรวดเร็ว

 

เวลโดรที่เห็นดังนั้นก็เบี่ยงตัวหลบคลื่นพลังสีทองและกวาดดาบโจมตีสวนกลับไป

 

“เคร้ง” เสียงของดาบทั้ง 2 เล่มที่เข้าปะทะกันดังขึ้น

 

หลังจากนั้นเสียงของดาบที่เข้าปะทะกันก็ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กระบวนดาบที่ลอกเลียนแบบมาจากเรล์มนั้นไม่ใช่ของที่จะดูถูกได้เพราะมันเป็นกระบวนท่าที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

 

ม้าเพกาซัสและม้าราชันทมิฬทำได้เพียงเฝ้ามองดูการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ

 

สถานการณ์บนป้อมปราการและภาคพื้นดิน

 

จริงอยู่ที่ม้าเพกาซัสนั้นสามารถบินได้ อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกการโจมตีระยะไกลได้อย่างเชี่ยวชาญ

 

แต่นั่นก็ยังไม่มากพอเพราะเหล่าทหารไซเรนที่มีปืนใหญ่และเวท รวมไปถึงธนูยาวของปีศาจโครงกระดูกยังคงโจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงทำให้การหลบเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

 

อัศวินม้าเพกาซัสคนใดที่ถูกโจมตีจนตกจากหลังม้าก็ตกลงไปที่แม้น้ำและโดนเหล่าทหารไซเรนที่เวียนว่ายในลำธารลากไปฆ่าบริเวณก้นบึ้งของแม่น้ำ

 

ส่วนถ้าไม่ตกลงลำธารก็ตกลงพื้นดิน หลังจากนั้นก็โดนกลุ่มก็อบลินกระทืบซ้ำจนตาย

 

อันที่จริงแล้วกันต์ไม่ได้ต้องการให้ใครตายเลย เพียงแต่ถ้าเขาไม่ฆ่า สุดท้ายฝ่ายที่ตายก็จะเป็นตนเอง

 

ทางฝั่งไซเรนและพวกปีศาจเองก็เสียหายไปมากอยู่พอตัว พวกเขาสูญเสียกำลังพลไปเพราะการโจมตีจากม้าเพกาซัสและหอกของพวกอัศวิน

 

“ท่านมอส พวกเราเริ่มยื้อไว้ไม่ไหวแล้วครับ” 

 

อัศวินคนหนึ่งรีบควบม้าเพกาซัสและดิ่งลงไปหามอสทันที

 

ตามร่างกายของอัศวินชายมีบาดแผลที่เกิดจากลูกธนูของปีศาจโครงกระดูก และนั่นก็เป็นตัวยืนยันได้ดีว่าสถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต

 

“ท่าน…ผู้นำ” อัศวินคนนั้นมองไปยังมอสด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว

 

สภาพร่างกายของมอสในตอนนี้มีบาดแผลที่เกิดจากการถูกดาบฟันเต็มไปหมด แต่บริเวณช่วงลำตัวนั้นกลับไม่มีบาดแผลเพราะเกราะมังกรเงินที่คอยรับความเสียหายไว้ให้

 

“อย่าไปหวาดกลัวมัน ห้ามหวาดกลัวเด็ดขาด จงถ่ายทอดคำสั่งนี้ออกไปยังกำลังพลทุกนาย” มอสออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า

 

ร่างกายของเวลโดรในตอนนี้กำลังปกคลุมไปด้วยออร่าสีม่วง ใช่แล้วเขากำลังใช้ทักษะราชันสีอินทนิลที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองตามความหวาดกลัวรอบตัว

 

ซึ่งความหวาดกลัวเหล่านั้นก็มาจากเผ่าปีศาจด้วยกันเอง และพวกอัศวินเพกาซัสที่จิตไม่แข็งพอ

 

ในตอนนี้ทักษะราชันสีอินทนิลได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเวลโดร จนเขามีเลเวลเท่ากับ 97 ไปแล้ว ซึ่งนั่นก็มากกว่ามอสไปมากกว่า 2 เลเวลด้วยกัน

 

แต่จะไม่ว่ายังไงก็ตาม ความทรงจำของกันต์ยังระลึกได้ดีว่าเลเวลของเกม Farness World นั้นตันที่เลเวล 100 และไม่มีหนทางไหนที่จะทำให้เลเวลสูงไปกว่านี้ได้อีก

 

เมื่อถึงเลเวล 100 แล้วทักษะเพิ่มค่าความแข็งแกร่งใด ๆ ก็จะไร้ประโยชน์เพราะนั่นคือความแข็งแกร่งที่สูงที่สุดแล้ว

 

แต่กว่าจะถึงเลเวล 100 ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะกว่าจะหาค่าประสบการณ์ใด ๆ เพิ่มได้อีกมันก็เป็นเรื่องยาก แค่มาถึงเลเวล 95 ได้นั้นก็เรียกว่าสุดยอดแล้ว

 

“เส้นทางชีวิตของเจ้ามันมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว” เวลโดรเอ่ยขึ้นพร้อมกับตวัดดาบเพื่อสะบัดคราบเลือดที่ติดดาบออกไป

 

มอสเริ่มทรุดตัวลงและเอาดาบของตนยันไว้กับพื้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #315 Fikusa (จากตอนที่ 150)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 09:48
    เรื่องคนตายนี่ช่วยไม่ได้จริงๆ ไม่กระทืบเขาเดี๋ยวลูกน้องเราโดนกระทืบ
    #315
    1
    • #315-1 SuruMaster(จากตอนที่ 150)
      27 มีนาคม 2563 / 19:39
      555 มันก็ต้องห่วงฝั่งตัวเองไว้ก่อนละครับ งานนี้
      #315-1