สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 149 : ภาค 2-บท 49 สงครามป้อมปราการทมิฬ(2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 669
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    26 มี.ค. 63

ในระหว่างการต่อสู้นั่นเอง หอกกระดูกที่ปกคลุมด้วยเพลิงทมิฬได้พุ่งเข้าโจมตีใส่เกราะมังกรเงินที่มอสสวมใส่

 

หอกเพลิงพุ่งเข้าปะทะกับเกราะจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณ

 

ในชั่วพริบตาถัดมาหอกกระดูกก็เริ่มร้าวและแตกกระจาย กลายเป็นเศษกระดูกพร้อมกับเพลิงทมิฬที่ถูกเกราะมังกรเงินดูดกลืนหายไปจนสิ้น

 

“พรแห่งการชำระล้าง” มอสร่ายเวท

 

เมื่อดาบของมอสเริ่มเปล่งแสงสีทองออกมา เขาจึงตวัดดาบโจมตีออกไปอีกครั้ง

 

คลื่นดาบสีทองที่เข้มข้นยิ่งกว่าครั้งก่อนถูกปล่อยออกไปและมันก็โจมตีเข้ากลางลำตัวคาเรอัสเต็ม ๆ

 

ร่างของคาเรอัสร่วงหล่นลงจากหลังม้า ชุดเกราะสีดำของเขามีเริ่มมีความเสียหายที่ชัดเจน

 

ชุดเกราะสีดำของปีศาจโครงกระดูกมีรอยขาดเป็นแนวยาว มันขาดจนเผยให้เห็นซี่โครงกระดูกที่อยู่ภายใต้ชุดเกราะ

 

“เกราะมังกรเงินมีความสามารถดูดซับเวทปีศาจหรือความมืดทั้งหมดที่โจมตีเข้ามา การโจมตีของเจ้ามันไร้ประโยชน์”

 

คาเรอัสค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้นและสร้างหอกกระดูกแท่งใหม่ขึ้นมาในมืออีกครั้ง

 

“ข้ารู้ดีว่ามันทำอะไรได้ แต่ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้นว่า เวลาที่ผ่านไปพันปีเกราะนั้นจะเสื่อมสภาพลงหรือไม่ และข้าก็ได้คำตอบแล้ว”

 

หอกกระดูกในมือของคาเรอัสเริ่มเปลี่ยนสภาพและกลายเป็นหอกกระดูกที่มีหนามปรากฏโดยรอบ

 

“ตอนนี้หมดเวลาทดสอบแล้ว” คาเรอัสควงหอกกระดูกในมือและขึ้นขี่ม้าโครงกระดูกอีกครั้ง

 

“ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็จะเป็นวันตายของเจ้าและจอมมารเวลโดร” มอสประกาศกร้าว

 

“บรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้บอกรึว่าข้า ตายไม่ได้” เวลโดรเอ่ยขึ้น

 

จอมมารเวลโดรพร้อมกับราชันม้าทมิฬได้ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของมอส

 

“คาเรอัสเจ้าจงไปช่วยเผ่าไซเรน ตรงนี้ข้าจะจัดการเอง” เวลโดรออกคำสั่ง

 

คาเรอัสก้มหัวคำนับเวลโดรก่อนที่จะควบขึ้นขี่หลังม้าโรงกระดูกแล้ววิ่งจากไป

 

“ข้าคือมอสผู้นำภาคีแห่งแสง ส่วนเจ้าเป็นจอมมารลำดับที่ 3 เวลโดรใช่หรือไม่”

 

มอสเอ่ยถามเพราะเขาไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าจอมมารในตำนานจะมีเลเวลเพียง 90 แต่อาจจะเป็นเพราะผนึกที่ทำให้เขาอ่อนแอลงก็เป็นได้

 

“ข้าคือจอมมารเวลโดร ผู้ที่เจ้าประกาศว่าจะสังหาร” เวลโดรเอ่ยตอบ

 

ในความคิดของกันต์ตอนนี้คือ เขาจะเป็นฝ่ายรับแล้วให้มอสเป็นฝ่ายรุก เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าเขาที่นี่ การไล่หมาจนตรอกมักไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่นัก

 

และในอีกไม่นานกองทัพอัศวินม้าเพกาซัสคงจะถอยทัพไปเอง เพราะพวกเขามีจำนวนที่น้อยกว่าและไม่สามารถต่อสู้แบบยืดเยื้อได้

 

เหตุผลที่กันต์ไม่ตกใจกับกองทัพม้าเพกาซัสนั่นก็เพราะเขาเคยเห็นมันในเกมอยู่ มีครั้งหนึ่งที่คล็อดเคยพูดว่าอยากจะทำกองทัพพิเศษเพื่อรับมือกองทัพอัศวินดำของเวรุส

 

แต่ที่คิดไม่ถึงคือเกราะมังกรเงินของคล็อคจะมาอยู่กับชายคนนนี้

 

(กันต์ยังไม่รู้เรื่องภาคีแห่งแสง เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดหลังจากเนื้อเรื่องของเกมที่ได้จบลงไปแล้ว เพราะเกมจบตรงที่ผนึกจอมารเวลโดรสำเร็จ)

 

มอสหันหน้าม้าเพกาซัสของตนเข้าประจัญกับม้าราชันทมิฬของเวลโดร

 

เพียงแค่ขนาดตัวก็เห็นได้ชัดว่าม้าราชันทมิฬมีขนาดร่างกายที่ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งลมหายใจสีดำที่น่าหวาดหวั่นก็ข่มคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

 

“ทำไมเจ้าถึงเป็นเช่นนี้” มอสเอ่ยพลางลูบไปที่หัวม้าเพกาซัส

 

พอเขาบังคับให้มันพุ่งตัวเข้าไปหาจอมมารเวลโดรมันกลับหยุดนิ่งและไม่ยอมเดินไปไหน

 

ม้าเพกาซัสนั้นไม่ได้กลัวม้าราชันทมิฬ เพราะม้าเพกาซัสเป็นม้าศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยหวาดกลัวต่อสิ่งใด แต่ทำไมมันถึงไม่กล้าเข้าไปใกล้จอมมารเวลโดรกัน

 

“เจ้าจะกำจัดปีศาจตนนั้นกับข้าหรือไม่” มอสกระซิบถามม้าเพกาซัส

 

ม้าเพกาซัสที่ได้ยินดังนั้นมันก็พอจะเข้าใจความต้องการคร่าว ๆ ของมอส จึงส่ายหัวไปมา

 

“เป็นอะไรไป ข้ากำลังรอเจ้าโจมตีเข้ามาอยู่” เวลโดรพูดเหน็บแนม

 

มันมีอยู่เพียงแค่เหตุผลเดียวที่ทำให้มาเพกาซัสไม่ยอมเข้าต่อสู้ นั่นก็คือม้าเพกาซัสไม่ชอบที่จะเข้าจู่โจมผู้ที่มีจิตใจอันบริสุทธิ์

 

“เจ้ากำลังจะบอกข้าว่าจอมมารตนนี้ เป็นผู้มีจิตใจเมตตาอันบริสุทธิ์งั้นรึ” มอสกล่าวพลางจ้องมองไปยังเวลโดร

 

มอสลงจากหลังม้าเพกาซัส และเดินหน้าเข้าไปหาเวลโดรด้วยความสับสนที่เกิดขึ้นอยู่ภายในใจ

 

ทำไมความจริงมันถึงได้ขัดแย้งกันถึงเพียงนี้ แต่ไม่ว่ายังไงความจริงก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จอมมารก็คือจอมมาร

 

มอสรีบสลัดความคิดในหัวทิ้งและตั้งท่าพร้อมโจมตี

 

เวลโดรที่เห็นดังนั้นก็ตัดสินใจลงจากหลังม้าราชันทมิฬและก้าวเท้าออกมาข้างหน้า

 

จิตใต้สำนึกของเวลโดรที่เห็นกันต์คิดลงจากหลังม้าก็รีบพูดขึ้นมาทันที

 

“เจ้าคิดจะทิ้งความได้เปรียบของตนเพื่อสิ่งใด เกียรติยศ? ศักดิ์ศรี? เจ้ายังรักชีวิตอยู่หรือไม่?”

 

ที่เวลโดรพูดมามันก็ถูกแล้ว มอสมีความได้เปรียบตรงที่มีเลเวลมากกว่าเวลโดรไป 5เลเวล อีกทั้งยังมีเกราะมังกรเงินของผู้กล้าคล็อด ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้มอสเป็นอมตะบริเวณช่วงลำตัวไปเลยก็ว่าได้

 

เมื่อพันปีที่แล้วผู้กล้าคล็อดเคยสวมใส่เกราะ ดาบ และโล่มังกรเงิน จะเรียกว่ามันเป็นเซ็ตอุปกรณ์มังกรเงินเลยก็ว่าได้ ของแต่ละอย่างล้วนเป็นของระดับตำนานทั้งนั้น

 

แต่จะยังไงก็ตามเวลโดรก็สามารถเอาชนะคล็อดได้และเกือบจะฆ่าได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ทว่าผู้กล้าคล็อดไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ยังมีเครก เรล์ม เวรัค และอาร์เซนอยู่ด้วย

 

ซึ่งแน่นอนว่าเวลโดรเองก็ไม่ได้สู้คนเดียว เขายังมีเหล่าผู้นำกองพันปีศาจอยู่ด้วย แต่ผู้ที่เหลือรอดนั้นก็ยังมีคาเรอัสและเวรุส ส่วนคาอัสก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่ารอด

 

ม้าราชันทมิฬมีความสามารถในการต่อสู้และขัดขวางฝ่ายตรงข้ามได้ดีเพราะหนามหรือเขาที่งอกออกมาจากตัวของมันนั้นก็มีความแข็งแกร่งพอ ๆ กับกรงเล็บของเวลโดร

 

ส่วนทักษะอื่น ๆ ของมันก็ต้องใช้เวลาฝึกอีกหน่อย แต่ถ้าให้เทียบแล้วนั่งบนหลังม้ามีโอกาสชนะเยอะกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ถึงเจ้าจะเป็นปีศาจ แต่อย่างน้อยก็ยังมีเกียรติ ข้าขอสู้กับเจ้าในนามของผู้นำภาคีแห่งแสง เมื่อเหรียญสีทองนี้ตกสู่พื้น นั่นคือสัญญาณว่าการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตของพวกเราได้เริ่มขึ้นแล้ว”

 

มอสหยิบเหรียญสีทองออกมาจากกระเป๋าที่ผูกติดอยู่กับม้าเพกาซัสและดีดมันขึ้นฟ้า

 

เหรียญสีทองหมุนควงตีลังกาอยู่กลางอากาศอยู่สักพัก ก่อนที่มันจะตกลงมา

 

เมื่อเสียงของเหรียญที่ตกพื้นดังขึ้น มอสก็พุ่งเข้าโจมตีทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

739 ความคิดเห็น

  1. #313 Fikusa (จากตอนที่ 149)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 09:16
    คือเอาจริงๆนะมอส ตั้งแต่ที่เวลโดรตายไม่ได้เขาก็ไม่เรียกเดิมพันชีวิตแล้ว ดีนะที่เป็นกันต์ไม่งั้นเละกว่านี้
    #313
    1
    • #313-1 SuruMaster(จากตอนที่ 149)
      26 มีนาคม 2563 / 16:22
      พอดีพี่แกไม่รู้นะครับ 555
      #313-1