สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 146 : ภาค 2-บท 46 ป้อมปราการทมิฬ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 736
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    23 มี.ค. 63

ณ ป้อมปราการโบราณ

 

ป้อมปราการกำแพงสีทมิฬสูงกว่า 10 เมตรยังคงตั้งตระหง่านเช่นเคยมานานนับพันปี

 

มันรับลมและฝนรวมถึง ลูกเห็บ หิมะมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับป้อมปราการนี้มากนัก

 

มีกำแพงบางส่วนที่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เพราะผลกระทบจากสงครามครั้งใหญ่ จึงทำให้สีกำแพงดูแตกต่างกันไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังคงเป็นสีดำเช่นเคยเพียงแค่อ่อนเข้มต่างกันไป

 

“พวกเรามาถึงแล้วขอรับนายท่าน ที่นี่คือป้อมปราการทมิฬ” คาเรอัสเริ่มแนะนำสถานที่

 

กันต์ในร่างของจอมมารเวลโดรถอดสายตามองไปยังกำแพงขนาดใหญ่ที่มีความยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่ว่าจะมองไปทางซ้ายหรือขวาก็ล้วนดูเหมือนจะยาวจนไร้ที่สิ้นสุด

 

แต่กำแพงแห่งนี้มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญอยู่คือแม่น้ำนั่นเอง

 

แม่น้ำที่กว้างประมาณ 10 เมตรลึกประมาณ 5 เมตรเป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลทอดยาวไปจนถึงมหาสมุทรทั้ง 2 ฝั่ง จะเรียกว่าเป็นลำธารที่ไหลเลียบขนาบข้างไปกับกำแพงก็ว่าได้

 

ถ้าศัตรูต้องการบุกรุกเข้าไปภายในป้อมปราการก็จำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านลำธารนี้ไปให้ได้ก่อน

 

“เหตุผลที่ข้าเลือกที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับสร้างกำแพงเพราะมันง่ายต่อการลำเลียงทรัพยากรและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการตั้งรับที่ดี” จิตใต้สำนึกของเวลโดรอธิบายด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ

 

“ป้อมปราการทมิฬเป็นสิ่งที่ข้าคาดหวังและเฝ้าดูมาตั้งแต่ต้น ข้าเป็นคนวางแผนการก่อสร้างและเป็นคนควบคุมการดำเนินงานเกือบทั้งหมด ข้าเป็นคนจัดการและแบ่งงานตามความถนัดของแต่ละเผ่า จึงทำให้ป้อมปราการถูกสร้างเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ในเวลาเพียง 2 ปี”

 

อันที่จริงสำหรับการก่อสร้างป้อมปราการในเกม Farness World ผมทำเพียงนั่งดูฉากเนื้อเรื่องไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ผมไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจอะไรเลย งานนี้เวลโดรจัดการด้วยตนเองจริง ๆ

 

“พวกมันคงลืมไปแล้วว่าใครเป็นผู้สร้างป้อมปราการนี้ บังอาจมาชักธงของจอมมารอาร์คนอสแทนธงของข้า พวกมันคงลืมไปแล้วว่าข้าเป็นใครและข้าเคยช่วยอะไรบรรพบุรุษของพวกมันไว้”

 

เมื่อพันปีก่อนเวลโดรเป็นผู้นำกองทัพปีศาจ และในขณะเดียวกันเผ่าไซเรนก็กำลังถูกล้างบางโดยพวกมนุษย์และปีศาจ เพราะไซเรนเป็นเผ่าที่โจมตีไม่เลือกหน้า 

 

ไม่ว่าใครที่คิดจะผ่านลำธารนี้ไป ส่วนใหญ่ก็จะถูกเผ่าไซเรนเข้าโจมตีแทบทั้งสิ้น

 

เวลโดรเป็นคนหยุดการล้างบางเผ่าพันธุ์ด้วยการผนวกเผ่าไซเรนเข้ากับกองทัพและมอบข้อเสนอให้เผ่าไซเรนว่าห้ามโจมตีเผ่าปีศาจอีก

 

นั่นจึงทำให้เผ่าไซเรนยังคงมีการสืบทอดสายพันธุ์และรอดชีวิตจนถึงทุกวันนี้

 

แต่ถ้าให้เทียบแล้วเวลโดรเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการก่อสร้างป้อมปราการนี้มาก ถึงขนาดป่าวประกาศออกไปว่าธงของตนจะต้องตั้งอยู่บนป้อมปรากการแห่งนี้ชั่วนิรันดร์

 

เพื่อบ่งบอกว่าผู้ใดที่เป็นผู้จัดการและควบคุมการก่อสร้างป้อมปราการนี้

 

แต่ในตอนนี้ธงของจอมมารอาร์คนอสกลับตั้งตระหง่านขึ้นมาแทน ซึ่งป้อมปราการนี้ส่วนใหญ่แล้วเผ่าไซเรนจะเป็นผู้ดูแล และเวลโดรก็ได้มอบคำสั่งให้ดูแลธงของตนไว้ ถ้าหากธงเกิดชำรุดหรืออะไรก็ให้มาเปลี่ยน 

 

แต่ทว่าในปัจจุบันมันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

 

“กำลังโกรธงั้นสินะ เวลโดร” กันต์เอ่ยถามจิตใต้สำนึกของเวลโดรเบา ๆ

 

“ข้าไม่ได้โกรธ ข้าเพียงแค่…มันก็แค่อดีต…ทุกสิ่งที่ข้าเคยมีมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่ข้า…”

 

หลังจากนั้นเวลโดรก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีกและเงียบราวกับหายตัวไป

 

สำหรับจอมมารเวลโดรที่ถูกขังอยู่ในผนึกนับพันปีนั้นยังคงมีห่วงกับเรื่องราวในอดีต สำหรับคนอื่นช่วงเวลาพันปีนั้นคงยาวนานมาก แต่สำหรับเวลโดรแล้วมันก็เป็นเพียงแค่การหลับใหลเพื่อข้ามวัน

 

ความรู้สึกเหมือนตื่นมาแล้วทุกสิ่งที่ตนเคยมีในเมื่อวานได้ถูกช่วงชิงไปนั้น เป็นความรู้สึกที่ทำใจยอมรับได้ยาก และเวลโดรเองก็กำลังรู้สึกเช่นนั้น

 

กันต์ในร่างของจอมมารเวลโดรควบม้าราชันทมิฬและนำทัพไปหยุดตรงบริเวณทางเข้าป้อมปราการ

 

ลำธารน้ำขนาดใหญ่กำลังขวางกั้นพวกเขาไว้ ซึ่งหนทางที่จะผ่านไปยังป้อมปราการได้คือสะพานที่อยู่ฝั่งป้อมปราการ

 

คารัสรีบควบม้ากระดูกเข้ามายืนเคียงข้างจอมมารเวลโดรและตะโกนออกไปทันที

 

“เผ่าไซเรน พวกเจ้าจงเปิดประตูและทอดสะพานให้แก่ท่านจอมมารเวลโดรบัดเดี๋ยวนี้”

 

เสียงของคาเรอัสดังกึกก้องไปทั่วบริเวณและเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเผ่าไซเรนที่ประจำการอยู่บนป้อมปราการต้องได้ยิน

 

แต่ถ้าจะถามว่าทำไมเผ่าไซเรนถึงขึ้นบกได้ นั่นก็เพราะเมื่อเผ่าไซเรนตนใดมีเลเวลเกิน 60 แล้วจะสามารถเปลี่ยนท่อนล่างของตนให้กลายเป็นขาเหมือนมนุษย์ได้

 

เผ่าไซเรนเป็นเผ่าที่มีเกล็ดบางส่วนอยู่ตามลำตัว ต่อให้กลายร่างเป็นมนุษย์ก็ยังมีบางส่วนของร่างกายที่เป็นเกล็ด

 

และเผ่านี้ยังมีภูมิต้านทานพิษที่อยู่ในระดับสูง ตามตำนานเล่ากันว่าถ้าได้ดื่มเลือดหรือกัดกินเนื้อของเผ่าไซเรน ผู้นั้นจะได้รับภูมิต้านทานพิษเช่นกัน

 

แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีตำนานบทไหนได้ยืนยันว่าผู้ที่กินเข้าไปแล้วจะมีผลลัพธ์เช่นไร

 

ทันใดนั้นเองเสียงของสะพานไม้ที่กำลังทอดตัวลงจากหน้าทางเข้าป้อมปราการก็ได้ดังขึ้น

 

จนกระทั่งในที่สุดสะพานที่ยาวนับสิบเมตรและมีขนาดกว้างกว่า 6 เมตรก็ได้ทอดตัวลงบนอีกฝั่งได้สำเร็จ

 

“นายท่าน กรุณาให้ข้าเป็นคนนำด้วยเถิด มันอาจจะมีโอกาสที่เราจะถูกดักซุ่มโจมตี” คาเรอัสแนะนำ

 

จอมมารเวลโดรพยักหน้าให้กับคาเรอัสเพื่อบ่งบอกว่าให้คาเรอัสนำไปตามที่บอก

 

จากนั้นคาเรอัสก็ได้นำทัพโครงกระดูกนับหมื่นตามตนข้ามสะพานไม้ไป

 

หลังจากที่คาเรอัสหันมองและตรวจดูรอบ ๆ เสร็จแล้ว เขาจึงควบม้ากลับไปหาเวลโดรและเชิญให้เวลโดรเป็นคนนำไป

 

ในเวลาต่อมาเวลโดรจึงได้ควบม้าและข้ามสะพานไม้ได้สำเร็จ

 

เมื่อเข้ามายังภายในป้อมปราการได้แล้ว เวลโดรจึงกวาดสายตามองรอบ ๆ

 

ทหารหญิงเผ่าไซเรนแต่ละคนล้วนมีใบหน้าที่สวยสดงดงาม ทหารชายเองก็มีใบหน้าที่หล่อเหลาไม่แพ้กัน

 

กองกำลังเผ่าไซเรากำลังจัดทัพกันอย่างรวดเร็วเพื่อต้อนรับจอมมารเวลโดร แต่ถึงจะอย่างนั้นพวกเขาก็ยังต้องเหลือทหารประจำตามจุดบนกำแพงเมืองไว้เพื่อเฝ้าระวัง

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองทัพก็อบลินและนักรบเงาที่ถูกนำทัพโดยราชันก็อบลินและคาอัสก็จัดตั้งทัพเช่นเดียวกัน

 

จนท้ายที่สุดแล้วกองทัพไซเรน ทัพโครงกระดูก ทัพก็อบลิน และทัพนักรบเงารวมทั้งหมดทั้งมวลนับหลายหมื่นนั้นกำลังคุกเข่าลงต่อหน้าเวลโดร

 

ผู้นำทัพของเผ่าไซเรนนั้นเป็นทหารชายตนหนึ่งที่ดูแล้วก็น่าจะเป็นหัวหน้าเผ่าไซเรนเพราะชุดเกราะของเขาดูท่าแล้วน่าจะดูมีราคาและหรูกว่า

 

“ข้าหัวหน้าเผ่าไซเรน ขอแสดงความยินดีกับท่านจอมมารเวลโดรที่สามารถทำลายผนึกศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ”

 

เวลโดรลงจากม้าราชันทมิฬและเดินเข้าไปหาหัวหน้าเผ่าไซเรนที่กำลังคุกเข่าและก้มหน้าอยู่

 

“จงเงยหน้าขึ้น” เวลโดรกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย

 

ทหารชายเผ่าไซเรนที่ได้ยินดังนั้นก้เริ่มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และรีบก้มตัวลงแทบเท้าเวลโดรทันที

 

“ได้โปรดยกโทษให้กับเผ่าของเราด้วย ข้ารู้ดีว่าเผ่าไซเรนมีหน้าที่ดูแลป้อมปราการและเฝ้ารักษาธงของท่านจอมมารเวลโดรตั้งแต่บรรพกาล แต่…ข้าจำใจต้องทำตามคำสั่งของจอมมารอาร์คนอส ได้โปรดไว้ชีวิตเผ่าของเราด้วย”

 

หัวหน้าเผ่าไซเรนตนปัจจุบันรีบอธิบายด้วยความหวาดกลัว 

 

ตั้งแต่ที่พวกเขารู้ว่าจอมมารเวลโดรได้ฟื้นคืนชีพนั้นจอมมารอาร์คนอสก็ได้ส่งเทพลูซิเฟอร์มาเตือนเหล่าไซเรนว่า ห้ามเปลี่ยนธงประจำป้อมปราการแห่งนี้เด็ดขาด

 

ซึ่งมันก้เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเผ่าไซเรนต้องทำตามเพื่อรักษาชีวิตของตนไว้ ถึงแม้ว่าหน้าที่ซึ่งสืบทอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่เมื่อพัยปีที่แล้วนั้นอาจจะต้องสิ้นสุดลงก็ตาม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #309 Fikusa (จากตอนที่ 146)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 11:36
    ชีวิตใครใครรก็รัก ยิ่งมีลูกเผ่าอยู่เบื้องหลังแล้วก็ต้องเอาตัวรอด
    #309
    1
    • #309-1 SuruMaster(จากตอนที่ 146)
      23 มีนาคม 2563 / 18:15
      แบบนั้นเลยครับ 555
      #309-1