สลับตัวละครเพื่อครองโลก-Switch characters to control the world

ตอนที่ 119 : ภาค 2-บท 19 ยังไม่พอใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,042
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    25 ก.พ. 63

“ผู้กล้าแห่งตำนานทั้ง 5 ร่วมมือกันเพื่อกำจัดจอมมารเวลโดรเมื่อพันปีก่อน หนึ่งในผู้กล้านั้นเป็นชายผู้สวมชุดคลุมสีดำ มีผมและดวงตาสีชาด พร้อมกับปีกสีทมิฬ”

 

“ตำนานกล่าวไว้ว่านามของผู้นั้นถูกเก็บไว้เป็นความลับเพราะจุดประสงค์ของเจ้าตัว หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครได้พบเห็นปีกคู่นั้นทมิฬอีกเป็นเวลานับพันปีจวบจนถึงปัจจุบัน”

 

เมื่อเรย์เล่ามาถึงตรงนี้เรติน่าก็เริ่มพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว

 

“ข้อมูลพวกนี้ถูกสลักไว้ที่โบราณสถาน กว่าพวกเราจะแกะอักษรโบราณและเรียบเรียงมาได้ก็ใช้เวลานาน ในตอนนี้การสืบค้นของเราก็ได้ข้อมูลมาเพียงเท่านี้”

 

เรติน่าที่ได้ยินดังนั้นก็ถามออกไปทันที “แล้วทำไมมีแค่จอมมารเวลโดรที่ถูกจดจำไว้ ส่วนท่านผู้กล้าที่เหลือทั้ง 4 นั้นถึงไม่มีใครจำได้เลย”

 

“เผ่ามนุษย์เป็นเผ่าที่จะจดจำสิ่งที่เป็นอันตรายได้ดีกว่าเสมอ อีกทั้งจอมมารเวลโดรยังมีผนึกให้เห็นเป็นหลักฐานที่ชัดเจน แตกต่างกับผู้กล้าทั้ง 4 ท่านนั้น” เรย์ตอบ

 

“เพราะอย่างนั้นถึงมีแค่ผู้กล้าคล็อดท่านเดียวที่ถูกจดจำไว้ว่าเป็นผู้ปราบเวลโดร”

 

          ตามประวัติศาสตร์ที่พวกเธอเรียนมานั้นได้บอกว่าผู้กล้าคล็อดเป็นผู้ที่กำราบและผนึกจอมมารเวลโดร

 

          แต่อันที่จริงแล้วยังมีผู้กล้าอีก 4 คนที่ช่วยเหลือผู้กล้าคล็อด แต่เรื่องราวเหล่านั้นกลับไม่ถูกเล่าต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

          “ข้าคิดว่าไม่น่าจะใช่ มันต้องมีเหตุผลอื่นอีกที่ทำให้ผู้กล้าอีก 4 คนถูกลืมหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์”

 

          เรย์ลุกขึ้นยืนและทำท่าทางครุ่นคิดถึงคำตอบของคำถามที่ตนตั้งขึ้นมา

 

          “เรย์” เรติน่าที่กำลังนั่งอยู่เรียกชื่อของเธอออกมา

 

          เรย์ที่ได้ยินดังนั้นก็กลับไปนั่งทันที “ท่านคิดอะไรออกแล้วงั้นรึท่านนักบุญศักดิ์สิทธิ์”

 

          “เรียกข้าว่าเรติน่าเถอะ ข้าเองก็มีชื่อเหมือนคนปกติแล้ว”

 

          คำพูดของเรติน่านั้นทำให้เรย์หวนคิดไปถึงเรื่องราวที่กำลังเป็นข่าวในปัจจุบัน

 

          หลังจากที่ช่วยเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤตได้สำเร็จ ก็มีแต่คนพากันสรรเสริญนักบุญศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตัวนักบุญเองก็ป่าวประกาศออกไปว่าเธอชื่อเรติน่า

 

          เป็นครั้งแรกในเวลาพันปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีนักบุญศักดิ์สิทธิ์คนไหนคิดจะตั้งชื่อให้ตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่แปลกมาก และไม่มีใครกล้าจะถามเธอแม้แต่คนเดียว

 

          อีกทั้งมันยังมีบางครั้งที่ดูเหมือนเรติน่าจะมีความสุขเวลาที่ได้พูดชื่อของตัวเองออกไป

 

“ข้าอยากรู้ว่าใครเป็นคนที่ช่วยท่านเครกไว้ในขณะนั้น ข้ามองเห็นเวทของใครบางคนที่รั้งตัวของเวรุสไว้ ดาบของเขาจึงไม่สามารถทำร้ายท่านเครกได้”

 

ในเหตุการณ์นั้นเครกไม่มีหนทางไหนที่จะสามารถชนะเวรุสได้ ทั้งเมืองเองก็ตกอยู่ในความหวั่นวิตก

 

ด้วยเหตุผลบางอย่างและการกระทำของใครบางคนจึงสามารถไล่เวรุสออกไปได้และยังช่วยชีวิตเครกไว้ในขณะเดียวกัน

 

“อีกเรื่องข้าได้ยินว่าไม้เท้าแห่งเจโรมได้หายไประหว่างการต่อสู้ เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือ?”

 

เรย์เริ่มทำสีหน้ากระวนกระวายใจ อันที่จริงเรื่องนี้มันก็ไม่สามารถปิดให้เนียนได้ตั้งแต่ต้นแล้ว

 

“ข้าไม่สามารถบอกท่านได้ มันเป็นความลับของตระกูลข้า”

 

เรติน่าพยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของเรย์

 

หลังจากที่เรย์พูดจบก็เหมือนเธอจะคิดบางอย่างออก

 

“สายเลือดของจอมมารจะมีปีกสีอินทนิลหรือสีม่วง จอมมารเองก็เป็นตระกูลเช่นเดียวกัน พวกมันมีการสืบทอดสายเลือดและปกครองปีศาจเป็นรุ่น ๆ ไป”

 

ข้อมูลในส่วนตรงนี้ยังไม่เคยถูกเผยแพร่ออกไป พวกเขาคิดมาตลอดว่าจอมมารจะเป็นปีศาจตนไหนก็ได้

 

แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นการสืบทอดของตระกูลจอมมารหรืออีกชื่อหนึ่งคือสายเลือดราชันปีศาจ

 

ในขณะเดียวกันนั่นเองอยู่ ๆ เรติน่าก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

 

เธอเริ่มเอามือทั้ง 2 กุมไปที่หัวของตัวเอง และเริ่มหอบหายใจอย่างหนัก

 

เรย์ที่เห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้าไปช่วยทันที แต่ในจังหวะเดียวกันประตูห้องก็ได้ถูกเปิดออก พร้อมกับชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามา

 

“ท่านเรย์ครับ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นข้างนอกครับ ท่านหัวหน้าบอกว่าต้องให้ท่านมาดูด้วยสายตาตนเอง”

 

เรย์ที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มเครียดขึ้นมาทันที ในตอนนี้มันกำลังเกิดบ้าอะไรขึ้นกับเมืองนี้อีก

 

บนเกาะลอยฟ้าเหนืออาณาจักรทางตอนกลาง

 

ในตอนแรกเองผมก็คิดอยู่ว่ามันง่ายเกินไปรึเปล่า

 

กว่าผมจะได้เล่นตัวละครเวลโดรมันก็อีกนาน แต่ก็ดีที่ระบบดันขัดข้องทำให้ผมได้ลองเล่นตัวละครเวลโดรก่อนเวลา

 

ผมยังเล่นไม่หนำใจเลย การสู้กับพวกพาลาดินมันง่ายเกินไป ผมต้องการอะไรที่สนุกและท้าทายกว่านี้

 

และสิ่งนั้นเองมันก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

 

อันที่จริงนักบุญนั้นมีเลเวลอยู่ที่ประมาณ 80 เท่านั้นแต่พอใช้เวทเทพจุติเลเวลก็พุ่งขึ้นมาเป็น 90 เลย

 

“เจ้ามนุษย์ดูเหมือนว่าเราจะมีสัญชาตญาณดิบที่เหมือนกัน” จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยออกมา

 

ถ้าเวลโดรหมายถึงความกระหายในการต่อสู้ล่ะก็เขาพูดถูกแล้ว

 

ปีกสีม่วงกางออกจนมีขนาดเทียบเท่ากับของนักบุญศักดิ์สิทธิ์

 

ผมจำวิธีกางปีกมาจากตอนที่เล่นเป็นตัวละครเรล์ม อวัยวะที่เป็นปีกนี้น่าจะถูกควบคุมผ่านความคิด มันเลยไม่ยากมากที่จะใช้ปีก

 

อาวุธที่เป็นหอกในมือของนักบุญศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดจากการรวมตัวของมานา

 

ถ้าคุณมีเลเวลที่สูงพอคุณจะสามารถสร้างอาวุธจากมานาได้ และอาวุธที่ถูกสร้างโดยวิธีนี้จะแตกสลายยากมาก และมีความแข็งเทียบเท่าอาวุธระดับตำนาน

 

แน่นอนว่าผมใช้ดาบไม่เก่ง ใช้หอกไม่เป็น ไม่เคยจับธนู ทั้งชีวิตก็เคยแตะแค่สนับมือ

 

แต่เวลโดรไม่ใช่ตัวละครที่เน้นหนักไปทางด้านนั้นเหมือนเครก

 

เวลโดรเป็นตัวละครที่มีความสามารถทั้งในด้านการใช้เวทและกายภาพพอ ๆ กัน

 

อาวุธที่เหมาะที่สุดก็มีไม่มาก ถึงแม้ว่าอันที่จริงแค่กรงเล็บของเวลโดรนั้นจะเพียงพออยู่แล้วก็ตาม

 

“เจ้ามนุษย์ คงไม่จำเป็นที่จะต้องให้ข้าสอนเจ้าเรื่องการร่ายเวทใช่ไหม” จิตใต้สำนึกของเวลโดรเอ่ยออกมา

 

“อ่า” กันต์ในร่างของเวลโดรตอบกลับไปสั้น ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

741 ความคิดเห็น

  1. #252 Fikusa (จากตอนที่ 119)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:38
    จะถูกทำให้ลืมผู้กล้าก็ดูจะเป็นไปได้น้อย

    ต้องเป็นตัวตนแบบไหนถึงจะลบชื่อผู้กล้าออกไปได้แบบไม่เหลือหลักฐาน
    #252
    2
    • #252-1 SuruMaster(จากตอนที่ 119)
      26 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:04
      มันก็คงมีเหตุผลของมันละครับ แต่อาจจะไม่ได้โดนลบชื่อก็ได้555
      #252-1
    • #252-2 ThadThad(จากตอนที่ 119)
      17 พฤษภาคม 2563 / 21:32
      พระเองยังคิดว่านี้เป็นเกมสิน่ะ
      ขนาดเอาชีวิตของเผ่ามาเล่นได้ลง
      #อินนะครับ
      #252-2